alone in the mountainsnichised
มีบุญวาสนา สัมผัสความตาย และทักทายฉันก่อน
  • พริมไม่แน่ใจว่าตนควรรู้สึกอย่างไร เหมือนกับว่าแอนนาจะเป็นวิญญาณของต้นแอปเปิลแกรนนี่สมิธ เขาเรียกว่าอะไรนะ นางไม้ใช่ไหม รอบตัวของพวกเขาไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ท้องฟ้ายังคงสดใส ใบไม้นิ่งสนิท แต่พริมรู้สึกเหมือนถูกมอง ความรู้สึกวาบหวิวที่หลังคอราวกับว่าต้นไม้รอบตัวเธอพุ่งความสนใจมาที่เธอและหยุดฟังเธอกับแอนนาคุยกัน

    “เธอเป็นใคร หน้าตาไม่เหมือนคนที่นี่” แอนนาถาม

    “ฉันชื่อพริม มาจากโอ๊คแลนด์ ฉันมาเยี่ยมครอบครัวของลาคแลน”

    “นกน้อยคาบข่าวมาบอกฉันบ้างเหมือนกันว่าโอ๊คแลนด์มีแต่เอเชียน ท่าจะจริง แล้วเธอมาจากไหนล่ะ”

    พริมรู้สึกหงุดหงิด ก็พึ่งบอกอยู่ว่ามาจากโอ๊คแลนด์

    แอนนาเองก็ดูไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ขนาดนั้น ถึงแม้นิวซีแลนด์จะเป็นอาณานิคมของคนขาว แต่ต้นแอปเปิลกลางหุบเขารังกิตาตาก็ดูผิดที่ผิดทาง เมื่อนึกถึงต้นคานูก้านี่เธอเห็นระหว่างทางบนหุบเขา ยิ่งทำให้พริมนึกสงสัยว่าแอนนามองว่าตัวเองเป็นคนต่างด้าวหรือไม่

    “เงียบอยู่นั่น ช่างมันเถอะ ฉันก็ไม่ได้อยากรู้เรื่องเธอขนาดนั้น” 

    “แล้วเธอต้องการอะไร” พริมไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องมารับรู้เรื่องของนางไม้ประจำบ้านพ่อแม่ลาคแลน

    “ฉันอยากออกไปจากที่นี่ แต่น้ำหน้าอย่างเธอก็คงช่วยอะไรฉันไม่ได้หรอก” แอนนาเหยียดยิ้ม

    สีหน้าไม่สนใจโลกและคิดว่าตัวเองเหนือกว่าของแอนนาชวนให้พริมหงุดหงิดใจ ไม่คาดหวังอะไรแล้วโผล่มาให้เธอเห็นทำไม

    “แล้วทำไมฉันต้องมารับรู้เรื่องของเธอ” คะ???

    “ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอเห็นนี่ เธอไปทำอะไรมาล่ะถึงได้มองเห็นฉันได้ มีบุญวาสนา สัมผัสความตาย และทักทายฉันก่อน อืมก็ทั้งหมดเลยนี่นะ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ เธอทำตัวเองทั้งนั้น ฉันไม่ได้เลือกเธอเลย”

    “เดี๋ยวก่อนๆ ระบบบุญกรรมวาสนามันใช้ที่นี่ได้ด้วยหรอ ฉันนึกว่ามันเป็นความเชื่อพุทธ”

    “เรามีระบบโอนเครดิตข้ามประเทศและแปลงหน่วยให้ด้วย”

    พริมยกมือขึ้นลูบหน้า ไม่รู้จะทำไงกับข้อมูลทั้งหมดนี้ดี เธอได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถใกล้เข้ามา ลมพัดแรง ใบไม้พลิ้วไหว โลกดูปกติขึ้นมาอีกครั้ง

    แอนนาหายไปแล้ว ลาคแลน เจค และแมรี่ก้าวออกมาจากรถโฟร์วีล บรรยากาศเคร่งเครียดอึมครึมปกคลุมพวกเขา พริมคิดว่าอย่างน้อยการที่มีคนตายแล้วพวกเขาดูเคร่งเครียดน่าจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่สุดในบรรดาเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้

    “เป็นอย่างไรบ้าง” พริมถาม

    “พวกเขาบอกไม่ได้ว่าถูกฆาตรกรรมหรือฆ่าตัวตาย ร่างกายไม่ได้มีร่องรอยอะไร เสียชีวิตเพราะหัวใจวาย ตำรวจสอบปากคำพวกเรายาวเหยียด พ่อเห็นแซมครั้งสุดท้ายเมื่อคืน ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่แม่น้ำตั้งแต่เมื่อไหร่” ลาคแลนตอบเรียบๆ

    “ฉันหิวมากเลย เรามากินอะไรกันหน่อยเถอะ นี่ก็บ่ายสองแล้ว” แมรี่กล่าว

    เหมือนร่างกายของพริมอยู่ในโหมดตื่นตัวพร้อมสู้หรือหนีมานาน อยู่ดีๆ ก็รับรู้ถึงความหิวของตัวเอง พริมเดินไปนั่งเงียบๆ ที่โซฟา ปล่อยให้ทุกคนเตรียมอาหารกลางวันไป ไม่อยากเข้าไปเกะกะในครัว ภาพของแมรี่ในครัววันก่อนชวนให้พริมรู้สึกว่าครัวไม่ใช่ที่ของเธอ

    ลาคแลนเดินมาหาเธอพร้อมลังกล่องใหญ่

    “มาดูรูปกันไหม” เขาถามยิ้มๆ

    พริมพยักหน้าเงียบๆ เหนื่อยเกินกว่าจะพูดอะไร

    กล่องกระดาษลังที่ลาคแลนยกมาขนาดประมาณเอสี่ 5 รีม ข้างในเป็นรูปขนาดโปสการ์ดเรียงกันเป็นตั้ง ซ้อนกันหลายกอง ไม่ได้จัดใส่อัลบั้มใดใด พริมหยิบสุ่มๆ ขึ้นมารูปนึง เป็นรูปของลาคแลนวัยเด็กยิ้มตาหยีกำลังอุ้มลูกหมาลาบราดอร์สีดำ พริมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ช่วงเวลาสองวันนี้ทำให้เธอรู้สึกห่างเหินจากลาคแลน แต่ภาพรอยยิ้มในวัยเด็กของเขาก็ย้ำเตือนให้พริมนึกถึงความสุขในช่วงเวลาที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกัน 

    พริมหยิบรูปทั้งกองออกมาดูทีละหยิบมือ รูปจำนวนมากดูเหมือนถูกถ่ายที่บ้านหลังหนึ่ง ล้อมรอบไปด้วยเนินเขาเตี้ยๆ ลักษณะของบ้านไม่เหมือนหลังที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ ลาคแลนในวัยเด็กกับพ่อแม่ของเขา เจ้าหมาลาบราดอร์สีดำ และม้าสีขาวอีกหนึ่งตัว แต่เมื่อพลิกไปทีละรูปพริมสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ ในรูปบางรูป มีกวางหน้าตาคล้ายๆ กับที่พริมเห็นในความฝัน แต่กวางทุกตัวก็หน้าตาเหมือนกันหมดสำหรับพริม เธอบอกไม่ได้ว่ามันใช่กวางตัวนั้นไหม มันยืนอยู่ในภาพมีมีภูเขาเป็นฉากหลัง ท่าทางไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับบุคคลในรูป ไม่ว่าลาคแลนจะอายุเท่าไหร่ เจ้ากวางก็ดูเหมือนจะสนใจธุระของตัวเองใกล้ๆกับเขา

    ระหว่างที่พริมลังเลว่าควรถามลาคแลนมั้ย เขาก็พูดขึ้นมาเอง “เห็นเจ้าหมาสีดำกับม้าสีขาวไหม ชีวิตของพวกเราน่ะไม่เคยขาดมันเลย ตั้งแต่ฉันเด็กจนโต เราจะมีพวกมันเสมอ”

    “มันอายุยืนขนาดนั้นเลยหรอ” พริมไม่แน่ใจว่าอายุขัยของม้ากับหมายาวนานแค่ไหน แต่มันจะอยู่ได้นานขนาดนั้นเลยหรอ

    “อ๋อ ไม่หรอก ครอบครัวฉันแค่ไม่เคยมู้ฟออนจากพวกมันต่างหาก เมื่อมันตายไป พวกเราก็หาตัวใหม่ที่หน้าตาเหมือนมันมา แล้วตั้งชื่อเดิม”

    หลังคอของพริมขนลุกชัน นึกภาพวิญญาณหมาสีดำเป็นสิบตัวกับม้าสีขาวจำนวนมากยืนรวมกันเป็นหมู่คณะ แค่กวางตัวเดียวกับต้นไม้อีกต้นยังทำให้ปวดหัวขนาดนี้ แล้วบรรดาสัตว์ที่ผ่านมาในชีวิตของลาคแลนนี่มันเยอะขนาดไหนกัน ทั้งหมดยังเป็นวิญญาณอยู่แถวนี้หรือไม่

    เมื่อลาคแลนไม่ได้พูดถึงกวางในรูป พริมจึงลังเลว่าควรจะถามเขาไหม อีกทั้งเมื่อนึกถึงแอนนาพริมกลัวว่าตนเองจะไปบังเอิญรู้ความลับของครอบครัวลาคแลนที่ไม่ควรจะรู้เข้า ช่วงเวลาสองวันที่ผ่านมาทำให้เธอไม่รู้สึกไว้ใจพวกเขามากพอที่จะถามออกไป ทั้งเรื่องผีนางไม้ ผีกวาง และคนตาย ไหนจะการที่เธอเป็นคนมีบุญวาสนา สัมผัสความตาย และทักทายผีกันก่อน เพื่อนที่มาเยี่ยมบ้านลาคแลนมีคุณสมบัติเหล่านี้เป็นปกติหรือไม่

    แมรี่เข้ามาช่วยเธอจากความน่าอึดอัดนี้อย่างทันท่วงที เธอเรียกพริมและลาคแลนไปทานแซนวิชที่ทำขึ้นเร็วๆ เพื่อประทังความหิวของทุกคน 

    เนื่องจากเป็นมื้อง่ายๆ พวกเขาจึงนั่งทานอาหารกันในห้องครัว ไม่ได้จัดเตรียมโต๊ะกินข้าวเหมือนมื้อเย็นเมื่อวาน พริมจึงเดินเข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอนั่งลงที่เก้าอี้ริมหน้าต่าง หันหน้าออกไปทางทิศใต้ของบ้าน ไม่ได้มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นมากนัก เนื่องจากแสงแดดในด้านนั้นมีไม่มากพอสำหรับต้นไม้ บริเวณนั้นจึงเป็นแค่รั้วโล่งๆ 

    หลังจากที่กัดแซนวิชได้เพียงหนึ่งคำ กวางตัวใหญ่ก็ปรากฏขึ้นที่นอกหน้าต่าง ห่างออกไปจากตัวบ้านไม่ไกลนัก ท่าทางไม่ได้สนใจอะไรเธอหรือลาคแลนและครอบครัว พริมแทบสำลักแซนวิช ราวกับว่ากวางมากมายที่เธอเห็นในรูปภาพตามมาหลอกหลอนเธอถึงข้างนอก หรือว่าจริงๆ แล้วกวางจากข้างนอกตามไปหลอกหลอนเธอถึงในภาพกันแน่

    เจ้ากวางเดินใกล้เข้ามา

    “พริม เธอกำลังมองอะไรน่ะ” ลาคแลนหันมาถาม วิวหลังบ้านคงไม่ได้มีอะไรน่ามองสำหรับเขาที่เป็นเจ้าของบ้าน แต่สีหน้าของลาคแลนกลับดูครุ่นคิด

    ในที่สุดพริมก็สังเกตเห็นสิ่งที่ไม่ปกติกว่าเดิม ร่างของเจ้ากวางเน่าเปื่อย มีหนอนชอนไช มันเดินใกล้เข้ามาใกล้หน้าต่างมากขึ้นเรื่อยๆ พริมนึกถึงกฎของการห้ามทักแล้วจึงก้มหน้างุด ตั้งหน้าตั้งตากินแซนวิช กระดกน้ำเปล่าดื่มหมดแก้ว แล้วขอตัวออกไปจากห้องครัว ไปยังห้องนอนชั่วคราวที่เธอพักอยู่ ปิดผ้าม่าน แล้วนั่งสูดหายใจลึกๆอยู่บนพื้นข้างเตียง


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in