alone in the mountainsnichised
ทักค่ะ
  • เช้าวันนี้อากาศดี ฟ้าโปร่ง แมรี่ทำไข่คนกับขนมปังปิ้งให้พริมทาน พวกเขาออกมานั่งรับแดดที่ชานหน้าบ้าน ลมหนาวจากทวีปแอนตาร์กติกพัดมาไม่ขาดสาย ฝุ่นจากหุบเขารังกิตาตาบางเบา ทิวทัศน์ภูเขาและแม่น้ำดูระยิบระยับไปหมดมองเห็นได้ไกลสุดสายตา พริมเกือบจะลืมเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ช่วงเวลานี้เป็นครั้งแรกที่พริมรู้สึกเหมือนได้มาพักตากอาศนอกเมืองจริงๆ แต่พริมมั่นใจว่ามันจะไม่คงอยู่ตลอดไป จึงพยายามดื่มด่ำกับช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด

    “หลับสบายไหมเมื่อคืน” แมรี่ถามพริมและลาคแลนระหว่างทานอาหาร

    “ก็โอเคค่ะ” พริมโกหกอย่างลื่นไหลเหมือนที่เคยทำมาทั้งชีวิต พริมไม่เคยหลับสบาย ตลอดเวลาที่นอนเหมือนร่างกายหลับแต่จิตใจยังตื่นอยู่ ช่วงเวลาตอนนอนแสนยาวนาน พริมไม่เคยมีประสบการณ์หลับแล้วรู้สึกอีกทีก็ตื่นเลยสักครั้ง

    “ส่วนผมก็หลับเป็นตายเหมือนทุกคืน” ตรงข้ามกับพริม ลาคแลนไม่เคยหลับไม่สบาย พริมตื่นกลางดึกเมื่อคืน 2-3 ครั้ง ลาคแลคก็ยังคงหลับสนิทตลอดคืน จนพริมอยากให้ลาคแลนมาโฆษณาผ้าอนามัย น่าเสียดายที่เขาไม่มีประจำเดือน

    พริมจิบกาแฟดำ ถึงแม้จะฝันเป็นประจำทุกคืนและนั่นเป็นสาเหตุที่พริมหลับไม่สนิท แต่ความฝันเมื่อคืนดูเหมือนจริงกว่าที่เคย รู้สึกถึงประสาทสัมผัสชัดเจน พริมฝันเห็นกวางตัวนั้นที่เคยเห็นบนยอดเขาเมื่อวาน แต่ในความฝันเจ้ากวางยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าบนเนินเขาท้องฟ้าสว่างไสวเหมือนตอนนี้กับผู้หญิงคนหนึ่ง เจ้ากวางส่งเสียงครางโฮกฮาก พริมไม่แน่ใจว่ามันต้องการจะสื่ออะไร ไม่แน่ใจว่าถ้าอยู่ในความฝันแล้วเรายังทักทายผีสางได้หรือไม่ ถ้าทักแล้วมันจะเป็นการอนุญาตให้คุยกันไหม เหมือนอนุญาตให้แวมไพร์เข้าบ้านอะไรทำนองนั้น

    บริเวณรอบๆ บ้านของพ่อแม่ลาคแลนแทบจะมองไม่เห็นรั้ว แต่มีทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่มล้อมรอบบ้านหนาทึบ มีต้นแอปเปิลแกรนนี่สมิธต้นใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ดูมีอายุเท่ากับหรือยาวนานกว่าพริม หน้าบ้านเป็นถนนลูกรัง แต่ฝุ่นและดินสีขาวสะอาดไม่เหมือนดินแดงๆ ที่ไทย ข้างๆ ถนนมีคลองเล็กๆ ไหลเอื่อย และถัดไปเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ในหน้าร้อนน้ำจะหลากท่วมทุ่งแห่งนี้ ต้นไม้งอกงามเขียวชอุ่ม แต่ในต้นฤดูหนาวที่ถึงแม้หิมะยังไม่ตก แต่ผืนดินก็แห้งแล้ง แม่น้ำหดเล็กลงและขยายใหญ่อีกครั้งเมื่อน้ำหลาก รูปทรงเปลี่ยนแปลงไปทุกฤดูกาล 

    “วันนี้พวกเราจะพาแคชไปเดินเล่นที่แม่น้ำกัน” เจคเดินอ้อมมาจากหลังบ้านพร้อมเจ้าหมาพันธุ์สแปเนียลสีดำ ถึงจะหน้าตาหน่อมแน้มแต่ก็เป็นหมาล่าสัตว์ที่ถูกฝึกมาอย่างดี ฉลาดเฉลียวกว่าหมาบางแก้วที่บ้านที่ไทยของพริมมากนัก หน้าตาดุดันแต่สมองหามีไม่ เหมือนผู้นำประเทศบางคน

    เจ้าแคชเดินมาดมๆ พริม เมื่อคืนไม่มีเวลามาทักทายกันเท่าไหร่นัก เพราะพริมรีบหนีไปนอน ลาคแลนที่นั่งอยู่ข้างๆ เอื้อมมือมาเล่นกับแคชอย่างสนิทสนม ฉับพลันทุกอย่างรอบตัวนิ่งเงียบ สายลมเย็นที่เคยมีหายไป ใบไม้นิ่งสนิท หันกลับมาอีกทีทุกคนหายไป ทั้งลาคแลน แมรี่ และเจค เหลือพริมอยู่ตัวคนเดียว ถึงแม้พริมจะโหยหาความเป็นส่วนตัวมาตลอด แต่พริมไม่เคยคาดหวังให้มันเป็นแบบนี้

    ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นแอปเปิล เธอยืนหันหลังให้พริม หันหน้าเข้าหาต้นแอปเปิล สวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวซีด ผมดำขลับเหยียดตรง  พริมไม่อาจบอกได้ว่าเป็นคนชาติพันธุ์อะไร รอบๆ ต้นแอปเปิลเป็นสนามหญ้าเล็กๆ และชานบ้านที่พริมนั่งอยู่ช่วยให้พริมรู้สึกเหมือนพวกเขามีขอบเขตและระยะห่างที่ชวนให้รู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย

    แสงแดดยาวเช้ายังคงทอแสง แต่ไร้ซึ่งความอบอุ่นบนผิวของพริม ผู้หญิงคนนั้นยืนเฉยๆ ไม่พูดอะไร พริมนึกถึงคำสอนของพ่อว่าอย่าทักตอนได้ยินเสียง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครพูดอะไรเลยนะ เราจะอยู่เงียบๆ แบบนี้กันไปอีกนานเท่าไหร่ ความเงียบนี้ทำให้พริมอึดอัด ผู้หญิงคนนั้นก็ยืนเฉยเหมือนรอให้ทัก อึดใจที่พริมตัดสินใจว่าจะลองทักดูคงไม่เสียหาย ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ

    “กินเสร็จแล้วก็ไปกันเถอะพวกเรา!” แมรีลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉง

    พวกเขาออกเดินไปที่แม่น้ำ พื้นดินกว้างใหญ่ในหุบเขารังกิตาตา ปลายตาเป็นเมาท์ซันเดย์อันโด่งดัง พริมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฮอบบิทขึ้นมา เดินเท่าไหร่ทิวทัศน์รอบข้างก็แทบไม่เปลี่ยนไป แม่น้ำดูขยับใกล้เข้ามานิดเดียว เจ้าแคชวิ่งนำหน้าพวกเขาไปไกลแล้ว เมื่อรอเท่าไหร่มนุษย์ก็เดินตามมาไม่ทันมันก็วิ่งกลับมาหา แล้วออกวิ่งนำหน้ากลับไปอีก ถ้าคณะพันธมิตรแห่งแหวนมีสมาชิกเป็นหมา ภารกิจเอาแหวนไปมอร์ดอร์คงจบภายในหนึ่งภาค

    พระอาทิตย์สูงขึ้นเรื่อยๆ พริมไม่ได้ใส่นาฬิกา ถึงแม้ในชีวิตประจำวันพริมจะเดินเยอะ และตอนนี้พริมก็ยังไม่เหนื่อย แต่เวลาผ่านไปพริมก็เริ่มปวดหลังเป็นครั้งคราวตามประสาคนมีออฟฟิศซินโดรมก่อนวัยสามสิบ ทุกคนเดินกันไปเงียบๆ ต่างคนต่างเดินเหมือนไม่รู้จักกันเพราะจังหวะการเดินและช่วงความยาวของขา

    “อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว” ลาคแลนเดินย้อนกลับมาบอกพริม เมื่อมองไกลออกไป เจ้าแคชกำลังว่ายน้ำเล่นอยู่ในแม่น้ำอย่างร่าเริง ระยะทางทำให้มองเห็นแคชเล็กเท่าเหรียญบาท แต่ก็ยังดูออกว่าระริกระรี้ขนาดไหน

    พริมไม่รู้จะทำอะไรนอกจากถ่ายรูป ถึงแม้จะถ่ายมาเป็นจำนวนมากแล้วก็ตาม แต่ให้ลงไปว่ายน้ำกับแคชก็คงทนหนาวไม่ไหว อยู่ในน้ำไม่เท่าไหร่ แค่ถ้าต้องเดินตัวเปียกกลับบ้านคงเป็นปอดบวมตายอยู่ที่นี่

    อยู่ดีๆ เจ้าแคชก็เห่าขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง แมรี่กับลาคแล่นวิ่งไปดู พริมรู้สึกได้ถึงความไม่ปกติ เมื่อรีบจ้ำตามเข้าไปใกล้จึงเห็นว่าแคชลากอะไรบางอย่างมา สรุปว่ามีคนตายอยู่ที่นี่จริงๆ แต่ไม่รู้ว่าปอดบวมเพราะว่ายน้ำไหม

    “นั่นมันแซม! เขาตายแล้ว!” เจคตะโกนออกมาอย่างเสียขวัญ

    “โทรแจ้งตำรวจเร็ว” แมรี่บอกกับลาคแลนอย่างแตกตื่น สิ่งที่เจ้าแคชลากมาจากในแม่น้ำคือศพของแซม

    “แต่ตรงนี้ไม่มีสัญญาณ” ลาคแลนตอบอย่างกังวล

    “แล้วเราต้องทำยังไง” พริม ผู้เติบโตมาในกรุงเทพ และอาศัยอยู่โอ๊คแลนด์มาเป็นเวลาห้าปี ไม่เคยเจอศพมาก่อน และไม่คาดหวังว่าจะต้องเจอศพตอนไม่มีสัญญาณมือถือ

    พริมไม่กล้ามองศพของแซม เมื่อตอนมีชีวิตเขาเป็นมนุษย์ที่ไม่น่าอภิรมย์ เมื่อตอนตายแล้วก็คงไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ เทียบกับศพกวางแล้วพริมไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าไม่อยากมอง

    พวกเขาตัดสินใจเดินกลับไปบ้านจนกระทั่งมีสัญญาณ โดยปกติแล้ว แม้แต่ที่ตัวบ้านก็ไม่มีสัญญาณมือถือ มีแค่เพียงสัญญาณ wifi เมื่อถึงบ้านจึงต้องขับรถออกจากถนนใหญ่ไปอีกสักระยะ และเนื่องจากเจ้าแคชเป็นผู้เจอศพในน้ำและคาบ(ลาก) กลับมาด้วยสัญชาติญาณของหมาล่าเนื้อ พวกเขาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากทิ้งศพไว้ที่เดิมแล้วโทรเรียกตำรวจเมื่อโทรได้

    พริมกลับมาอยู่ที่บ้านคนเดียว ทุกคนกลับออกไปจัดการเรื่องศพแซมที่แม่น้ำพร้อมกับตำรวจ ตอนนี้เธอกำลังนั่งสิ้นหวังอยู่ข้างเตาผิงที่ไม่ได้จุดเพราะกลัวไฟไหม้ แค่จุดเทียนหอมพริมยังกลัว จะเอาความกล้าที่ไหนมาจุดเตาผิงตอนเจ้าของบ้านไม่อยู่ อากาศตอนกลางวันไม่ได้หนาวมากนักเพราะแดดจัด แต่ตัวบ้านไม่ได้สร้างมาเพื่อกักเก็บความร้อนได้ดีเท่าไหร่นัก อันเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมนิวซีแลนด์ ในบ้านร้อนมากในหน้าร้อนเพราะระบายอากาศไม่ดี และในบ้านหนาวมากในหน้าหนาวเพราะฉนวนกันความร้อนห่วยแตก พริมตัดสินใจเดินออกไปตากแดดนอกบ้านสักครู่ที่นอกชาน

    ผู้หญิงในชุดเขียวซีดกลับมาอีกแล้ว เธอยังคงหันหลังให้พริม ทุกสิ่งรอบตัวนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง นอกจากความเงียบที่น่าอึดอัดแล้ว การไม่มีอะไรให้อ้างอิงถึงนอกจากคำว่าผู้หญิงคนนั้นยิ่งชวนให้พริมหงุดหงิดใจ อย่างน้อยเธอก็ควรมีชื่อไหม

    พริมตัดสินใจแล้วพูดออกไป ความตื่นเต้นเท่ากับตอนบอกชอบเพื่อนสนิทเมื่อตอนมัธยม “สวัสดีตอนบ่าย คุณที่ยืนอยู่ตรงต้นไม้ ชื่ออะไรคะ”

    ผู้หญิงคนนั้นหันกลับมามองด้วยความตกใจ ในที่สุดพริมก็เห็นหน้าของเธอ ใบหน้าของเธอยังดูอ่อนเยาว์ และบ่งบอกได้ว่าเป็นคนขาว พริมกลั้นหายใจ 

    ผู้หญิงคนนั้นตอบกลับมา “เห็นฉันด้วยหรือ ฉันชื่อ แกรนนี่ แอนนา สมิธ เรียกฉันว่าแอนนาก็พอ ไม่ต้องเรียกว่าแกรนนี่นะ เราไม่ได้เป็นญาติกัน และฉันไม่ได้มีลูกมีหลาน”

    “คุณคือ… ต้นแอปเปิล???!!! พันธุ์แกรนนี่สมิธ????”


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in