TWO BE CONTINUED โปรดติดตามตอนแต่งไปSALMONBOOKS
01: ฮันนีมูนซี้ด
  • ว่ากันว่า หากแต่งงานแล้วไม่ได้ไปฮันนีมูน ก็เหมือนไปเพชรบุรีแล้วไม่ได้แวะร้านแม่กิมไล้
    การฮันนีมูนถูกจัดให้เป็นสิ่งที่ต้องทำหลังการแต่งงาน แถมเรายังถูกบิลด์ให้เชื่อไปอีกว่าเป็นกิจกรรมที่ต้องหรูหรา ตราตรึงทุกขณะจิต เป็นประสบการณ์สุดพิเศษแบบที่เรียกว่าครั้งหนึ่งในชีวิต บรรดาแพ็คเกจทัวร์หรือโรงแรมสี่ห้าดาวจึงไม่รอช้า พากันเข็นโปรโมชั่นมาเอาใจคู่รัก รังสรรค์วันคืนสุดพิเศษให้คู่ข้าวใหม่ปลามันได้ไปสวีตกันในวันฮันนีมูน

    แต่การฮันนีมูนที่แท้จริงต้องหรูหราและจำเป็นต้องมีด้วยเหรอ?

    ตำนานของฮันนีมูนนั้นมีอยู่หลายสาย ในสมัยโบราณของแถบสแกนดิเนเวีย หากไอ้หนุ่มกลัดมันบ้านไหนเกิดไปรักใคร่สาวใดก็จะใช้วิธีดักฉุด (ฮะ!) สาวนั้นไปทำเมียให้สาสม พาไปซ่อนในที่ปลอดภัย รอเวลาให้เธอท้อง รอให้ทางบ้านฝ่ายหญิงลืม (ฮะ!!) หรือไม่ก็ปล่อยให้พ่อแม่เขารอจนท้อใจเลิกตามหา แล้วค่อยพาเธอกลับออกมาเนียนใช้ชีวิตปกติตามเดิม (ฮะ!!!) (มึงจะฮะอะไรนักหนา!) ชาวนอร์เวย์เรียกช่วงเวลาสองต่อสองแห่งการโย่กันในที่ลับนี้ว่า ‘Hjunottsmanathr’ (อ่านออกเสียงได้ว่า…จะไปรู้เรอะ) ซึ่งเชื่อกันว่าคำนี้ได้ออกเสียงเพี้ยนมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็น ฮันนีมูน

    อืม...ฟังดูแถมากๆ
  • บางตำราบอกว่าการฮันนีมูนคือการดื่มน้ำผึ้งจริงๆ โดยเฉพาะทางฝั่งอังกฤษที่นิยมดื่มเหล้าน้ำผึ้ง (Honey Mead) เพราะมีความเชื่อว่าช่วยบำรุงร่างกายให้ฟิตปั๋ง ฝ่ายหญิงจะไข่ตกอย่างมีคุณภาพ ยิ่งดื่มเข้าไปมากๆ เครื่องจะยิ่งฟิตสตาร์ทติดลูกง่าย เวลาผ่านไป ชาวอังกฤษดื่ม Honey Mead กันหนักไปหน่อย พอใครมาถามว่ากินอะไรอยู่ ความเมาเลยทำให้ออกเสียงเพี้ยน จนสุดท้ายแผลงเป็น Honeymoon แบบที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ (เป็นการแผลงที่มั่วมาก / อ๋อ พวกชาวอังกฤษมั่ว /
    มึงนั่นแหละมั่ว อีนิดนก!)

    แม้ที่มาของคำจะไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่กิจกรรมฮันนีมูนก็พอจะมีลักษณะร่วมกันอยู่บ้าง หลักๆ แล้วก็คือคู่แต่งงานใหม่จะออกทริปท่องเที่ยวด้วยกัน นัยหนึ่งก็เพื่อเป็นการพักผ่อนคลายความเครียดจากการจัดงานแต่ง หรือในธรรมเนียมของบางประเทศก็ถือว่าช่วงเวลานี้เป็นโอกาสอันดีที่ผัวเมียใหม่

    จะได้ไปทำความรู้จักครอบครัวของแต่ละฝ่ายที่ไม่มีโอกาสมาร่วมยินดีกับเราในงานแต่ง เพราะอยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์แบบครอบครัวใหญ่ เพื่อต่อยอดเป็นการพึ่งพิงกันในอนาคต
  • สำหรับคนสมัยก่อน การฮันนีมูนอาจเป็นทริปสุดพิเศษที่คู่รักตั้งตารอคอย เพราะเป็นการไปเที่ยวแบบนอนค้างอ้างแรมกันสองต่อสองเป็นครั้งแรก อะไรก็คงน่าตื่นเต้นไปหมด แต่กับคู่รักสมัยนี้ที่ซื้อโปรฯ ตามงานท่องเที่ยวไปแบ็คแพ็คด้วยกันมาแล้วอย่างโชกโชน เห็นเครื่องในกันมาถึงไหนต่อไหน การไป
    ฮันนีมูนจึงไม่จำเป็นต้องพิเศษเลิศเลอ มันคือทริปเที่ยวทริปหนึ่งของแฟนที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะเป็นผัวเมียเท่านั้นเอง

    ฮันนีมูนของเราและเอกชัยก็เป็นอย่างที่ว่า

    เริ่มจากการดักฉุดแล้วมอมด้วยเหล้าน้ำผึ้…โว้ย! ใช่ที่ไหนเล่า ก็ไปเที่ยวเหมือนคู่อื่นเขานั่นแหละ เป็นทริปสองประเทศ ภูเก็ต-สิงคโปร์ ที่ไม่ได้ไปเพราะรวย (อ้าว) แต่ไปเพราะได้เวาเชอร์นอนฟรีที่รีสอร์ตมาตั้งแต่ตอนแต่งงาน และที่สิงคโปร์ช่วงนั้นมีนิทรรศการเกี่ยวกับไดโนเสาร์อยู่พอดี นายเอกชโยซอรัส
    ผู้เกิดเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อมาแล้วสามชาติจึงมาเกาแขนร้องงี้ดๆ อ้อนวอนอยากไปดูงานที่ว่า พร้อมด้วยการเที่ยวโซนจูราสสิคเวิลด์ที่ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ

    เราเลยจับทุกอีเวนต์ขยำรวมกัน ออกเดินทางในฐานะผัวเมียหน้าใหม่ ขอพิสูจน์หน่อยเถอะว่าไอ้การฮันนีมูนที่ใครก็ว่าดีนักดีหนา จะล้ำค่าตราตรึงสักเท่าไหร่กันเชียว


  • ตราตรึงที่หนึ่ง
    พาสปอร์ตหมดอายุ…

    หมดตอนไหนไม่หมด ดันมาหมดตอนที่เขาชุมนุมปิดสถานที่ราชการกัน!

    หากจำกันได้ การทำพาสปอร์ตที่แต่ก่อนง่ายยิ่งกว่าเขียนคิ้วด้วยมือขวา ในตอนนั้นกลับต้องฝ่าฟันผองภัยไปที่สำนักงานทำพาสปอร์ต เสียเงินจ้างมอเตอร์ไซค์ต่อคิวตั้งแต่เที่ยงคืนของเมื่อวานเพื่อจองคิวทำตอนเที่ยงของอีกวัน พี่ป้าน้าอาหลายคนต้องเลื่อนการเดินทางเพราะทำพาสปอร์ตไม่ทัน ถือเป็นวิกฤตระดับชาติ

    เดชะบุญ ที่ตอนนั้นเขามีการเปิดให้จองคิวทำพาสปอร์ตแบบออนไลน์ ชาวประชาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิว อีนิดนกจึงรีบปรี่เข้าเว็บไซต์ เที่ยงคืนเป๊ะก็กดรีเฟรชรัวๆ เหมือนคนเสียสติ พอมันเปิดให้กดจอง อีนิดนกก็คลิกๆ กรอกๆ คลิกๆ กรอกๆ เอนเตอร์!

    เว็บล่ม…

    พยายามแบบนี้อยู่สองวัน วินาทีที่หน้าจอขึ้นยืนยันว่าเราจองคิวทำพาสปอร์ตได้แล้วจึงยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าตอนลิเวอร์พูลได้สามแชมป์เมื่อปี 2005 อีก (น้ำตารื้น)
  • ตราตรึงที่สอง
    ห้องน้ำบนเกาะ

    ไหนๆ ไปภูเก็ตแล้วก็ขอเหยียบทะเลสักหน่อย นิดนกเลยซื้อทัวร์ดำน้ำหนึ่งวันที่หมู่เกาะสิมิลัน

    ถ้าไม่นับภาพวิวมหาสมุทรสีฟ้าครามต้องกระทบแสงแดดเกิดเป็นจุดแสงระยิบระยับ มองเห็นเกาะน้อยใหญ่เรียงรายอยู่เหนือผิวน้ำ กิจกรรมส่วนอื่นในทัวร์ดำน้ำนี่แม่งโคตรไม่โรแมนติก ไหนจะต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อนั่งรถไปท่าเรือ ขึ้นเรือสปีดโบ๊ตที่กระแทกคลื่นป้าบๆ จนมดลูกเคลื่อนกันไปหมดทั้งลำ แถมยังต้องคอยทำเวลา เพราะในทัวร์หนึ่งวันโปรแกรมแน่นเหมือนหนึ่งปี ไปแวะดำน้ำทั้งหมดสามเกาะ แวะกินข้าว กินของว่าง แถมยังต้องแวะซื้อจานที่มีรูปที่เราถูกแอบถ่ายไว้ก่อนขึ้นเรืออีก เป็นหนึ่งวันที่โคตรคุ้ม

    เราดำน้ำที่เกาะแรกจนเหนื่อยแล้วเรือก็พาชาวทัวร์ไปขึ้นฝั่งยังเกาะที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาหมู่เกาะ ถือเป็นจุดพักผ่อนกินข้าวกลางวันอย่างเป็นทางการ ทั่วทั้งบริเวณเลยมีนักท่องเที่ยวจากทุกชาติรวมกันอยู่ที่นี่ ครบหมดทั้งไทย ฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี แต่ที่หนาตาหน่อย แน่นอนว่าต้องเป็นชาวจีน มากันทุกเพศทุกวัย เดินกันขวักไขว่ จนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ากูเข้าเขตแม่น้ำเหลืองมาแล้วหรือเปล่า ฉิบหาย พากูกลับประเทศไทยด้วย!

    เพื่อรักษาความสงบสุข (ของตัวเอง) นิดนกและเอกชัยจึงตักข้าวให้พูนจาน กะว่าจะได้ไม่ต้องเดินย้อนกลับมาตักอีก จากนั้นก็แยกออกมาหามุมสงบใต้แนวต้นสนเพื่อหลบทัวร์จีน ตอนนั้นเหมือนโลกทั้งใบมีเพียงเราสองคน ผักกาดขาวที่ว่าเหนียวยังเคี้ยวได้ลื่นปาก ภาพเอกชัยแทะน่องไก่เคล้าเสียงคลื่นนั้นช่างอ่อนโยน นี่สินะความงดงามของการฮันนีมูน มีความสุขจนอยากจะนั่งอยู่ตรงนี้ตลอดไ...

    ยังคิดไม่ทันจบคำก็ปวดอึ ข้าศึกเข้าจู่โจมรุนแรงแบบที่ไม่โหยหาความโรแมนติก อยู่ตรงนี้ตลอดไปอะไรเนี่ยไม่เอาแล้ว

    กูต้องการส้วม!
  • เอาจริงๆ ถ้าไม่เกรงใจเอกชัยที่ยังแทะน่องไก่อยู่คงมีการขุดหลุมขี้กันตรงนั้นแล้ว เลยบอกเอกชัยฝากเอาจานข้าวเราไปเก็บด้วย เมียคนนี้ขอตัวไปรักษาประตูเมืองก่อน จากนั้นก็วิ่งเลยค่ะ

    ไปถึงส้วม แถวยาวสัส...

    ประชากรในห้องน้ำหญิงช่วงเที่ยงและหลังกินข้าวเสร็จนั้นล้นหลามแบบไม่ต้องแปลกใจ อีนิดนกที่ขนลุกไปหมดทั้งร่าง ลำไส้บีบตัวอย่างหนัก ต้องข่มใจต่อคิวเพื่อรักษามารยาทอันดี พยายามเบนสมาธิไปยังเรื่องอื่นเพื่อให้ลืมความเจ็บปวด ท่องนะโมตัสสะจบไปสิบเจ็ดรอบประตูสวรรค์ก็เปิด ได้ห้องขี้แล้วโว้ย

    เราได้ห้องด้านในสุด ซึ่งตามหลักแล้วถือเป็นชัยภูมิที่ดีในการถ่ายหนัก เพราะมีกำแพงติดห้องอื่นเพียงแค่หนึ่งฝั่ง อีกฝั่งเป็นผนังทึบซึ่งจะคอยซับเสียง (ในกรณีที่ลมในท้องเยอะจะช่วยเก็บเสียงได้ดีมาก)

    วิ่งเข้าห้อง ปิดประตู ล็อคกลอน

    … 

    เฮ้ย ทำไมกลอนล็อคไม่ได้(พยายามดันกลอนให้ลงร่อง)

    เอ้า ไหน ลองใหม่อีกทีซิ (ดันกลอนเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง)

    โอ๊ย ก็ยังไม่ค่อยเข้า มา! กูให้อีกรอบ (ดันกลอนสุดแรงเกิด จนส่วนหัวประมาณสามมิลลิเมตรลอดเข้าไปยึดกับส่วนร่องยึด)

    แค่นี้น่าจะพอไหว เพราะจากการประเมินสถานการณ์ พอนั่งยองปุ๊บ มันน่าจะพรืดออกมาโดยไว แป๊บเดียวเสร็จแน่นอน
  • เมื่อแน่ใจอย่างนั้น อีนิดนกก็ลงนั่ง ผ่อนคลายร่างกายช่วงล่างอย่างเต็มที่เพื่อการคลอดที่สมบูรณ์ มีเหลือบตาไปมองกลอนประตูบ้างอย่างระแวดระวัง แต่ระหว่างที่กำลังเบ่งอย่างเป็นจังหวะอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กที่หน้าประตู เลยรีบตะโกนออกไป

    “ห้องนี้มีคนอยู่นะค…”

    ผลัวะ!!!

    ไม่ทันขาดคำ จากที่นั่งจ้องกลอนประตูก็กลายเป็นจ้องมนุษย์ที่เพิ่งใช้ไหล่ผลักประตูเข้ามาอย่างรุนแรงจนกลอนหลุดออกมาห้อยร่องแร่ง

    เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก จึงขอพาคุณผู้ชมไปดูภาพช้ากันค่ะ

    อีนิดนกกำลังนั่งยองอยู่บนโถส้วมซึม กางเกงกองอยู่ตรงตาตุ่ม ใบหน้าจ้องมองหญิงสูงวัยอายุราวหกสิบปี ผมหยิกลอนเค้าหน้าคล้ายอาม่าที่ขายกุยช่ายหน้าตลาดบางรัก ป้าสบตาเราอย่างจัง ก่อนจะพูดว่า

    “*&)(JF_)KQV+)($(+@*%#_F”

    “...เชี่ยป้า พูดไรเนี่ย ออกป๊ายยยย”

    ด้วยความตกใจ เราเลยสบถคำว่า “เชี่ย” แบบถี่ๆ ที่ไม่ใช้ ห หีบ เพราะกลัวแรงไป เดี๋ยวจะหาว่าไม่มีสัมมาคารวะ (ไม่มีตั้งแต่มึงด่าว่าเชี่ยแล้วล่ะ...) แต่ป้าคงคิดว่า “เชี่ยเชี่ย” หมายถึงลื้อคงขอบคุณอั๊วะอยู่สินะที่มาช่วยให้ลื้อออกจากห้องน้ำล่าย ป้าแกเลยตอบกลับใส่เราด้วยภาษาจีนกลางรัวๆ

    “$&^@^F$(_8%$^_)(@%#)(*)(*@$&GJE)($_^(245$^)(*)”
  • ไม่ได้ขอบคุณโว้ยป้า ออกไปจากห้องนี้ แต่ป้าก็ไม่สะทกสะท้าน แกยังหน้านิ่งแล้วพูดอะไรก็ไม่รู้ที่เราฟังไม่ออก จนเราทนไม่ไหวต้องก้าวลงจากส้วมซึมทั้งที่กางเกงก็ยังคาอยู่ที่ตาตุ่ม ดันประตูกลับไปให้มันปิดเหมือนเดิม แต่ป้าก็ยังสปีคไชนีสใส่เป็นชุด คิดว่ากูเรียนภาษาจีนมาตั้งแต่ ป.4 หรือไงถึงฟังออก เดี๋ยวไปเรียนเพิ่มนะ แต่ตอนนี้มึงออกไปก่อนโว้ยป้า

    สุดท้ายป้าก็ยอมไปเข้าห้องข้างๆ ทิ้งเราไว้กับอาการขี้หดตดหาย สายน้ำได้ไหลย้อนกลับไปสู่ที่ตั้ง กลอนประตูก็พัง ห้องน้ำบนเกาะที่มีอยู่น้อยนิด ต้องใช้งานไม่ได้ไปอีกห้องนึงเพราะน้ำมือแกเลยป้า (เชี่ยเชี่ยหนี่...)

    ตราตรึงที่สาม
    กินปูร้อนท้อง

    เรามีสิ่งที่อยากทำอยู่หนึ่งอย่างเมื่อเหยียบแผ่นดินสิงคโปร์ คือการไปกินปูผัดราดซอสพริกกับหมั่นโถวทอด เพราะนอกจากมันจะเป็นของยอดฮิต ติดทุกรีวิวไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงในพันทิป เรายังติดใจในรสชาติของมันอีกต่างหาก เพราะว่ามัน-โค-ตะ-ระ-จะ-อร่อย! มากี่ครั้งก็กินทุกครั้ง ยิ่งคราวนี้มาทริปฮันนีมูนสุดพิเศษ จะพลาดได้ยังไง

    แต่เมื่อไปถึงหน้าร้าน เราสองคนก็คิดว่า ของบางอย่างพลาดบ้างก็ได้

    เพราะมันแพงฉิบหายเลยค่ะ
  • คืองี้ ตั้งแต่กินอีปูนี่มาสามสี่ครั้ง มันยังไม่เคยมีครั้งไหนที่ต้องจ่ายเงินเองเลย โชคดีมีคนเลี้ยงตลอด ก่อนมารอบนี้เลยทำใจเอาไว้บ้างว่ามันคงไม่ได้ถูกเรี่ยราด เพราะก้ามปูใหญ่เท่าไอโฟนสี่จะมาขายตัวละร้อยสองร้อยก็คงไม่ใช่

    แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะแพงแบบตัวละเป็นพันขนาดนี้

    นิดนก: “เธอ มันแพงนะ กลับไปกินปูม้าบ้านเรามั้ย”

    เอกชัย: “เฮ้ย มาฮันนีมูนทั้งที ต้องเอาให้สุด”

    นิดนก: “เอางั้นเหรอ”

    เอกชัย: “มาถึงที่แล้วต้องกิน!”

    เอ้า! กินก็กินวะ

    เราสองคนเดินเข้าร้าน สั่งไอ้ปูตัวใหญ่มาหนึ่งจานและเมนูแนะนำของทางร้านมาอีกสองอย่าง เพราะกลัวโดนเจ๊ที่มารับออร์เดอร์หาว่าจน พออาหารมาเราทั้งคู่ก็ตั้งหน้าตั้งตาแทะปูอย่างตะกรุมตะกราม แพงนักใช่มั้ยมึง มา มาลงท้องกูให้หมด

    แล้วก็ถึงช่วงเวลาที่บีบหัวใจที่สุด

    เช็ก-บิล

    อาเจ๊เดินหน้ามุ่ยมาที่โต๊ะ วางบิลราคาอาหารทุกจานที่บวกค่าบริการ ค่าภาษี ค่าประกันสังคมของเจ๊เด็กเสิร์ฟ ค่าเทอมของลูกชายพ่อครัว ค่าน้ำค่าไฟของร้าน โว้ย จะค่าอะไรก็มาเถอะ บอกมาเลย เท่าไหร่…

    “160 SGD”

    อุ๊ย สามหลักเอง ไม่แย่นี่นา แปลเป็นไทยเท่าไหร่น้า ไหนขอเช็กค่าเงินวันนี้หน่อย หยิบมือถือขึ้นมา เอา 160 ตั้ง คูณด้วย 25

    ...

    สี่พันนนน! มึงแดกปูไปสี่พันบาท

    ไงล่ะ มื้อสุดพิเศษของการฮันนีมูน เที่ยวมาสามสี่วันยังใช้เงินไม่เท่ากับกินมื้อนี้มื้อเดียว
  • นิดนกพยายามตั้งสติลองบวกเลขดูอีกรอบว่าเผื่อว่าเจ๊จะมึนๆ งงๆ คิดเงินผิด แต่ก็ไม่มีปาฏิหาริย์ ยังไงมึงก็ต้องจ่ายสี่พัน จึงยื่นบัตรเครดิตไปให้เจ๊รูดแบบคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต บัดนี้เราได้เรียนรู้แล้วว่า ไม่ว่าของกินจะอร่อยแค่ไหน ถ้ามันราคาแพง ก็อย่าได้ไปสั่งกินด้วยเงินตัวเองเลย

    ฮันนีมูนทริปนั้นยังมีเรื่องเกิดขึ้นอีกมาก แต่สุดท้ายเราก็พบว่า สำหรับผัวเมียชนชั้นกลางค่อนไปทางล่างอย่างคู่เรา การฮันนีมูนก็คือการไปเที่ยวแหละวะ แต่เป็นการเที่ยวที่เราเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้นกว่าปกตินิดหน่อย ยอมจ่ายเพื่อซื้ออะไรที่ปกติเราอาจจะไม่ซื้อ โดยใช้การฮันนีมูนมาเป็นข้ออ้าง

    เราเลยคิดว่าถ้าแต่งงานแล้วจะไม่ได้ไปฮันนีมูนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ไม่ต้องกดดันเก็บเงินเก็บทองเพื่อไปผลาญกับความหรูหราของการฮันนีมูน เคยเที่ยวด้วยกันแบบไหนก็ทำแบบเดิมแหละ เพราะความพิเศษมันอยู่ที่คนสองคนได้ใช้เวลาด้วยกัน และเผชิญกับสิ่งที่ไปเจอด้วยกันมากกว่า

    แปดวันของการฮันนีมูน คงไม่จริงเท่าภาพของสองผัวเมียที่ช่วยกันเคลียร์ของออกจากกระเป๋าอย่างว่องไว เมียซักผ้า ตากไปสี่ตะกร้าจนหน้าไหม้ไม่แพ้ตอนไปดำน้ำ ส่วนสามีก็ไล่ดูดฝุ่นและถูบ้านทั้งหลัง

    ชีวิตจริงมันก็เท่านี้

    น้ำผึ้งหวานๆ ช่วยให้เราสดชื่นได้เป็นครั้งคราว แต่น้ำเปล่าจืดๆ ต่างหากที่ทำให้เราอยู่ได้

    น้ำเปล่าเหมือนชีวิตประจำวันที่เราต้องเจอ อยู่ที่ว่าเราจะประคับประคองความจืดชืดที่ว่านั้นยังไง หาจังหวะเติมความพิเศษเข้าไปตอนไหน เป็นรสชาติของชีวิตคู่ที่เราสองคนต้องช่วยกันปรุงไปแบบนี้ตลอดทาง

    ส่วนตอนนี้ก็...หาเงินใช้หนี้บัตรเครดิตที่รูดค่าปูสี่พันบาทไปก่อนแล้วกัน


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in