Today is not TomorrowJirattipat Tengamnuay
เมื่อฉันมาเฝ้าโฮสเทล (ตอนที่ 4)
  • 6 เมษายน 2563

    ความจริงไม่ได้นึกถึงตอนนี้ แต่นึกถึงอนาคตแบบเดือนหน้าและเดือนต่อๆ ไปแบบจะหารายได้จากไหน เพราะงานคงหาไม่ได้ ไม่อยากคิดมาก แต่หลายๆ ครั้งก็นึกถึงงานเก่าๆ ที่เราอยู่มาได้ แบบไม่น่าออกไปผจญเวรกรรม หรือไม่น่าใช้อารมณ์ แต่ทุกอย่างสายไปแล้วแหละ หรืออย่างโฮสเทลที่ตอนนั้นมีปัญหากับงานประจำแบบเครียดมาก การเดินทางก็เหนื่อยเพราะอย่างต่ำไป - กลับ 4 ชั่วโมง คุณป้าเจ้าของก็เคยบอกตอนเราเปรยๆ จะออก คุณป้าเขาพูดว่ามีงานไรทำก็ทำไป อย่างคิดไรมาก หรือโอกาสต่างๆ ในชีวิตที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่เราก็ไม่มีใจไรสักอย่างตอนนี้ ยิ่ง Covid-19 ยิ่งแย่และลำบากกันไปใหญ่ ใครไม่รอดคือตาย เราก็อยู่ในกลุ่มตาย...ฟัง Overview และ Wake up Thailand ถึงเพิ่งรู้มีข่าวลือจะเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง ก็อ่านข่าวออนไลน์ทุกวันก็อาจผ่านตา แต่ไม่เชื่อว่าจะเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงวันนี้ก็เลยไม่สนใจ แต่เครียด....อยู่โฮสเทลก็เหมือนอยู่ไปวันๆ ไม่มีไรทำ ในใจเราอยากทำงานที่เราเคยทำ แต่คงหาไม่ได้อีก ความสามารถไม่ถึง แก่ชราภาพ และคู่แข่งเยอะ ไปสัมภาษณ์ก็ไม่อยากประสาทกินอีก เออ..แล้วสรุปมีชีวิตอยู่ทำไม?...เจอข่าวไอ้หนุ่มวิศวกรเครื่องบินไปทำงานล้างแอร์ แต่รายได้แตะ 2 - 3 หมื่น...ก็มีคนชม แต่เราบอกเงินเดือนก็เยอะ ไม่มีเงินเก็บเหรอ...แบบไม่น่าลำบากไร..คนอื่นลำบากกว่าเยอะมาก แทบไม่มีจะกินก็เยอะ...ก็คุณภาพชีวิตคนแหละ รายได้สูง ก็หรูหราไฮโซหน่อย บ้านก็แพง ลูกก็เรียนแพงๆ รถต้องแพง คิดว่าชีวิตอยู่ตัวเลยไม่มีเงินเก็บ...คนมอง 2 ด้าน คือพวกที่ยังมีเงิน มีงานก็บอกไม่ยอมแพ้ หาวิธีหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ไม่งอมืองอตีน ไร้สมอง ไม่คิดทำห่าไร รอแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่น (เป็นเมียมันรึไง ออกรับแทนด่าคนอื่นอ่ะ)...อีกพวกคือไม่มีงาน ไม่มีเงินก็มองแล้วไม่มีเงินเก็บหรือไง และล้างแอร์ไปเนี่ยก็ได้ตั้ง 2 - 3 หมื่นต่อเดือน มากกว่าคนที่ไม่มีรายได้ ตกงานอีก เดือดร้อนไร แม้มีคนมาบอกต่อแบบรายจ่ายเยอะ ผ่อนนู้นนี้ บ้าน รถ ลูกก็เรียนแพงๆ ก็ในความเห็นเราช่วยไม่ได้ ก็ดิ้นรนต่อไป แต่น่าเห็นใจมั้ย ก็ไม่.....คนเรามันไม่เข้าใจกันหรอก แบบคนที่มีและคนที่ไม่มี มองคนละมุม รู้สึกกันคนละมุม และพวกที่ด่าคนอื่นงอมืองอตีน ไร้สมอง รอแต่คนช่วย ไปรู้เขารึไง ว่าเขาไม่ดิ้นรนอะไร แต่ดิ้นรนไปก็ไม่ได้ห่าไร ก็ไปรู้เขาไง และมีบอกจ้องแต่จะด่าคนนั้นคนนี้ ก็เอามุมมองตัวเองด่าคนอื่นที่เห็นไปอีกมุมเหมือนกัน ความเห็นไม่มีถูกมีผิดอ่ะ...แต่ถามว่าเขาด่าเราเหรอ เพราะในนั้นมีทั้งคนชื่นชมและคนที่ไม่เข้าใจ แบบได้เดือนละเกือบแสนไม่มีเงินเก็บรึไง ไปล้างแอร์ก็ได้ 2 - 3 หมื่นต่อเดือน อ่านดูแบบรายได้ลดลงเยอะ ดูน่าสงสาร...คนที่เขามีเงิน มีงานก็ชื่นชม แต่คนที่เขาไม่มีคือ..เฮอะ..คนยังไม่มีกินยังมีอีกเยอะและไม่ใช่เขาไม่หางานทำ...แถมเว็บนี้ยังลงโฆษณาให้ฟรีๆ แบบมีเบอร์ติดต่อ คือรู้จักกับทีมงานที่ทำเว็บนี้มั้ย...พิมพ์แบบนี้ก็คงไม่ดีอ่ะ แบบเรามองแง่ลบ หรือไร...แต่ความคิด ประสบการณ์และความรู้สึกคน มีชีวิตคนละด้าน ก็มองคนละด้านแค่นั้น ไม่เจอเรื่องแบบคนอื่นก็ไม่มีทางเข้าใจ สุดท้าย คนที่ว่าคนอื่นว่าจ้องแต่จะด่าคนนั้นคนนี้ ก็ด่าคนอื่นอยู่เหมือนกัน

    ชีวิตเราน่าสนใจมั้ย ก็ไม่...แค่เครียดๆ ก็บ่นๆ หาไรทำแค่นั้น เพราะชีวิตไม่มีไรทั้งนั้น แบบคนล้มเหลว ไม่รู้อยู่ไปทำไมเหมือนกันแต่ก็ยังไม่ตายไปเหมือนกัน เบื่อสังคม เฮงซวย คงที่ดีกับเราก็มี แต่ในอดีต คนที่ไม่ดีก็มี แต่ก็คือการอยู่รวมกันในสังคม อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ตายไป...เคยคิด แบบพิมพ์ๆ ใครจะอ่าน แต่มาคิดคือสนทำไมจะมีใครอ่านไม่อ่าน...เคยเจอคนที่ว่าเรา แบบคิดว่าเขาอ่าน หรือใครจะอ่าน...ก็ไม่ได้หนักหัวใครและคนเหล่านั้นก็ไม่ได้ดีหรือมาช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นทั้งในชาตินี้ ชาติหน้าและชาติต่อๆ ไป หลายๆ เรื่องเจ็บปวดแต่ทำไรไม่ได้ เพราะก็ปฏิเสธไม่ได้หลายๆ เรื่องเราผิดเองทีี่พลาดอะไรไป ใช้แต่อารมณ์ ขี้โมโห หรือคิดได้ช้าไป แต่ก็เป็นคนเฉยชา เฉยเมยจากเรื่องราวต่างๆ คนเราบางคนเกิดมาดีต่อกัน บางคนเกิดมาไม่ต้องอะไรต่อกัน เฉยๆ แต่สำหรับบางคนเกิดมาทำร้ายกัน เจ้ากรรมนายเวรมีหลายรูปแบบ เราก็ทำเฮี้ยมาเยอะ โง่มาเยอะ ชีวิตเลยพังพินาศ

    ชอบเนื้อเพลงนี้....

    "เฝ้ามองดูรักที่มี ที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย จะขาดลงเมื่อใด ก็คงไม่มีทางรู้"

    โดนกับชีวิต ชีวิตเราที่เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายตอนนี้ คือน่ารำคาญแหละ แบบคนลำบากเหมือนกันมาอ่านๆ หรือแม้แต่เราพูดออกไป เขาอาจบอกดราม่า เป็นบ้าไรนักหนาก็ได้

    "หวาดกลัววันนั้น ที่เธอจะไปจากฉันจริงๆ"

    ความจริงชีวิตเราก็แค่อยากมีคนให้ความสนใจไปวันวันก็ได้ แต่ไม่เอาห่าไรสักอย่าง สุดท้ายเลยไม่เหลือใครเพราะความโง่ คิดลบ คิดช้าของตัวเอง แต่ก็เจอเรื่องเฮี้ยๆ มาเยอะ แต่ตัวเองก็เฮี้ยด้วยแหละ...และหลายๆ อย่างไม่มีความหวังไรในชีวิต แม้พยายามไม่คิดไรมาก อยู่ๆ ไปแต่ก็คิดอยู่ดี...หลายๆ ที อยากเร่ร่อนพเนจรไปเรื่อยๆ หนีความจริง แต่ไม่มีเงินและไม่กล้าพอ อยากมีชีวิตดีดี แต่ก็ไม่มีวันนั้น

    "เพราะความโง่ของตัวเอง ชีวิตเลยไม่เหลือเฮี้ยสันขวานอะไรสักอย่าง 
    งานไม่มี เงินไม่มี แถมอยู่คนเดียวไปชั่วชีวิต ย้อนแก้ไขก็ทำพลาดอีก"

    ตื่นต้่้งแต่ 7 โมง กลัวโดนด่า แบบเขาให้มาเฝ้าโฮสเทลดันตื่นสายอีก มองออกไปนอกหน้าต่างก็เจอคนมาขายของเหมือนทุกวัน


    อาบน้ำและซักผ้า ซักทุกวัน จนคิดว่าใส่ซ้ำได้มั้ย ซักอ่ะไม่เท่าไหร่ แต่ต้องขึ้นไปตากต้องผ่านชั้น 3 - 5 คือกลัว เรื่องผีวนเวียนในหัว และปิดไฟ ไม่มีคนอยู่ ปกติเป็นคนกลัวผีมาก มาอยู่ที่นี่ ตอนนอนก็ใส่สายสิญจ์นอนแม้ไม่รู้เอาสายสิญจ์นี้มาจากวัดไหน หมอนข้างๆ ก็พระ และบทสวดมนต์ 


    ตอนอยู่ในห้อง แง้มผ้าม่านก็ไม่กล้าถ่ายภาพหรอก อยู่แค่ชั้น 2 คนมองขึ้นมาก็เห็น พอมาอยู่ชั้น 6 กลัวมือถือหล่น แต่ก็ลองถ่ายภาพมุมสูงลงไป แม้ดูน่ารำคาญ แต่ชอบถ่ายภาพเก็บเรื่องราวและความทรงจำ


    เมื่อวาน พี่ น. ก็บอกแล้ววันนี้ป้า ป. ตอนเช้าไม่อยู่แต่ไม่รู้ไปไหน จำไม่ได้ เราก็ไม่ได้สนใจไร ใครจะไปไหนก็ไป เหมือนช่วงนี้ป้าแกไม่ได้คุยกับเรา อาจมีเรื่องไรก็ได้ แต่เราไม่รู้หรือไม่แน่ใจ ก็แล้วแต่...เดินลงมา ประตูยังล็อคโซ่ ดังนั้นคงออกประตูหลังบ้าน ก็เคยคุยกันมาดีดี ก็ไม่รู้เกิดไรขึ้น แต่แล้วแต่เขา เขาไม่ใช่คนจ่ายเงินให้เราก็ลูกจ้างเหมือนกัน


    มานั่งพิมพ์ อัพรูป ก็ไม่รู้ ชีวิตตัวเองน่าสนใจตรงไหน แค่คนบ้าๆ ตกงาน ไม่มีเงิน ไม่ได้มีงาน เรื่องของเราเองที่รู้แค่ตัวเราเอง ก็ไม่ได้น่าสนใจไร แต่ก็เหงา เบื่อ เซ็ง หลายๆ เรื่องที่เครียดในใจ หาทางออกไม่ได้ ก็เหมือนเป็นช่องทางให้เราพูดสิ่งที่อยู่ในใจเรา เพราะเคยโพสต์ๆ ระบายใน FB คงมีคนอันเฟรนด์เพราะรำคาญเราไปเยอะ ก็รู้ว่าตัวเองบ้า ประสาทและน่ารำคาญแหละ แต่หาทางออกไม่ได้ บอกให้หาจิตแพทย์ก็อย่าคิดว่าเขาจะฟังเรานะ เสียเงินอีก หรือถ้าประกันสังคม เคยไป รอนานมาก แต่คุยไม่ถึง 2 นาที แบบเรารอๆ คนเข้าไป แป๊ปเดียวออกมา เราเลยลองจับเวลาดูกี่นาที ก็คือได้ยาไปกินที่บ้านแค่นั้น ใครสนใจใคร ในเมื่อไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แม้เราจะจ่ายเงินไป

    อยู่มาวันที่ 6 ไม่เคยกวาดห้อง ถ้าถูพื้นคือซักผ้าแล้วย่ำน้ำออกมาก็เอาไม้ถูพื้นมาถูๆ ที่เปียกแค่นั้น วันนี้เลยต้องกวาด ลงไปในห้องเก็บอุปกรณ์ ตอนแรกหาไม้กวาดไม่เจอ คือเดินๆ ดู มันวางอยู่แถวประตูทางเข้า คือสายตาไม่ดี เดินเข้ามาแล้วมองผ่านไป 

    เราลงไปด้านล่างก็มองพี่ น. ผ่านหน้าต่างด้านข้าง พี่เขานั่งขายของอยู่ ลังเลจะเปิดหน้าต่างออกไปคุยดีมั้ย แต่เลือกโทรไป แล้วมองพี่ น. ผ่านหน้าต่างกระจกว่าจะรับมั้ย คือกระจกหน้าต่างมองจากด้านในเห็นชัด มองจากหน้านอกอาจเห็นไม่ชัด ก็เห็นพี่เขามองมือถือแล้ววางลงบนพื้น เราเลยวางสาย แล้วมองดู พี่ น. เอากระดาษออกมาจากกระเป๋า แล้วโทรกลับหาเรา ไม่แน่ใจว่ามือถือพี่เขาเมมเบอร์ได้มั้ย หรือจดใส่กระดาษ เราจะถามพี่ น. ว่าให้ออกประตูหลังหรือประตูหน้า เพราะไม่มีคนอยู่ในโฮสเทล เราจะออกไปกด ATM และซื้อของใช้....ถ้าประตูหลัง พี่ น. มองๆ ได้เพราะอยู่ด้านข้างแต่พี่เขาต้องไขกุญแจให้เราออก แต่ประตูหน้าเราปลดล็อคเองได้ แต่พี่เขาจะมองไม่เห็นว่ามีใครเดินเข้าออกมั้ย เพราะอยู่ด้านหน้า พี่เขาก็เดินมาจะมาเฝ้าให้ ให้เราออกประตูหน้า เราก็กลัวรบกวนพี่เขาเพราะพี่เขาต้องขายของ แต่พี่เขาบอกฝากเพื่อนดูให้ แต่เขาก็มองของที่เขาขายผ่านหน้าต่างได้

    ความจริงกลับพี่เขารอนาน แต่ก็ต้องเดินไปกด  ATM แล้วซื้อของ สั่งข้าว เพราะพี่เขามีเวลาขายถึงประมาณ 8 -9 โมงเช้า....เราก็มีแต่รายจ่าย แต่ก็ดีเจอร้านถูกเพราะเพื่อนพี่ น. 20 บาท ไม่ว่าไข่เจียวหรือไข่ดาว 2 ฟอง พี่ น. ก็มีพูดแบบเบื่อไข่เจียว เราก็บอกไข่เจียว  - ไข่ดาวสลับกันไป และน้ำก็น้ำชาร้านซอยตรงข้าม 5 บาท ร้านนี้ พี่ น. ก็แนะนำ....แต่วันนี้ไข่ดาวทอดมาแบบคนขายอาจชินกับการทำไข่เจียวมากกว่าก็ได้ แต่มีบริการส่งถึงโฮสเทล ไม่ต้องยืนรอ


    คนเราก็มีเรื่องทุกข์ระทมขมขื่นใจแหละ แม้คนอื่นอาจมองเราอยู่เฉยๆ ไม่ทำไรนิ กินแล้วนอน อ่านหนังสือ แต่พี่เขาให้เรามาเฝ้า ไม่มีหน้าที่ชัดเจน แต่เราสบายมั้ย ก็ไม่ เพราะพี่เขาไม่เปิดแอร์ เราก็ไม่เปิดให้ใครด่า ประหยัด ร้อนก็ตากพัดลมจ่อๆ ไป และเรามาเฝ้าแค่เดือนเดียว เงินไม่เยอะแต่ดีกว่าไม่มีรายได้ แต่เดือนหน้า เดือนต่อๆ ไปไม่มีแล้ว และยิ่งเจอไวรัส Covid-19 ตายอย่างเดียวเท่านั้น เงินช่วยเหลือ 5000 บาท 3 เดือนไม่หวัง เพราะเงื่อนไขเยอะ คนโดนคัดออกเยอะ พึ่งพาตัวเองแต่ก็หางานไม่ได้นั่นแหละ ไม่รู้ทำไงเหมือนกัน คนอื่นอาจมองเลือกงานหรือบลา บลา บลา แต่เขาไม่ใช่เรา เรายังไม่ไปรู้ดีเรื่องคนอื่นเลยว่าทำไม ยังไง อะไร

    เราก็นั่งทานข้าว อ่านหนังสือ ฟังเพลงไปคนเดียว ป้า ป. ก็ยังไม่กลับ แต่กลับเมื่อไหร่ เราก็ไม่ได้สนใจ เราแค่เฝ้า ใครจะไปไหน สิทธิ์ของเขา พี่ น. ก็ขายของไป เลิกเมื่อใดก็เข้ามาเอง

    มองไปฝั่งตรงข้ามที่ปกติมีคนเอาของมาวางขาย วันนี้เงียบๆ เดินไปส่องที่กระจกประตู เห็นมีคนเอาเสื้อผ้ามาวางขายที่ช่องถัดไป คืออาคารก็คิดง่ายๆ ก็ตึกแถว 2 ตึกต่อเป็นอันเดียวกัน พี่เจ้าของเคยบอกเราให้ไปบอกไม่ให้วางขายข้างหน้าตรงนี้ แต่เราก็ไม่รู้ใครเป็นเจ้าของพวกนี้ แม้แอบสงสัยลุงคนหนึ่งที่ตอนนั้นเราดู TV ที่ Lobby มองออกไปเห็นเขามองเข้ามาด้านในเหมือนดู TV ด้วย แต่พอวันนั้นที่พี่เจ้าของมาบอกเราให้ไปบอกคนเอาของพวกนี้มาวาง เดินๆ ผ่าน เจอลุงก็มองเราแบบไม่พอใจ เลยไม่แน่ใจใช่เจ้าของเสื้อผ้าพวกนี้มั้ย หรือไม่ใช่ แต่เราไม่ได้พูดไร แต่อาจมีพี่แม่บ้านสักคนไปบอก เพราะตอนนั้นพี่ น. ถามเราว่าเจ้าของมา พูดอะไรบ้าง เราก็บอกๆ และมีเรื่องนี้ด้วย แต่เราพูดผิดว่าห้ามขาย แต่พี่ น. พูดห้ามวาง คือพี่เจ้าของอาจบอกพี่ 2 คนนี้ด้วย


    เรานั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ จนมองไปที่ตู้ปลา เห็นน้ำลดเหลือไม่ถึงครึ่ง ความจริงก็เห็นตั้งแต่ไปยืนมองพี่ น. ผ่านหน้าต่างแล้วแหละ แต่เพิ่งมาสังเกตว่ามีปลาทองแค่ตัวเดียว เลยเดินไปดูใกล้ๆ เลยเห็นปลาทองอีกตัวอยู่ในกะละมัง คือแยกมาแบบนี้มีสิทธิ์ตาย แต่เราไม่ได้ไปยุ่งไรกับมัน


    กลับมานั่งอ่านหนังสือต่อ มองไปที่กระจกมันสะท้อนไปมาก็เห็นลุงที่มองเราไม่พอใจ เดินเอาร่มมากางแถวที่มีเสื้อผ้าวางอยู่ เราก็คิดว่าอาจเป็นได้ที่เป็นลุงคนนี้ แต่เราก็ไม่ได้ไปยุ่งหรือไปพูดไรกับเขาแบบที่เจ้าของสั่ง คือเจ้าของ ยังไงก็ไม่มา...ก็ช่างลุงเขา เราก็อยู่ส่วนเราตรงนี้แค่นั้น ไม่อยากยุ่งไรกับใคร เราแค่มาอยู่ๆ เดือนเดียว

    สักพัก พี่ น. ก็กลับมา บอกขายของได้ 80 บาท แล้วเดินไปดูปลาทอง คือก็ตายจริง พี่เขาก็พูด....ตายแหละ..เราก็ถามย้ำ...ตายยังพี่...พี่เขาก็บอก...นิ่งแหละ...เราก็บอก...เห็นกันอยู่หลักๆ....ในใจคือเมื่อวานมันตกใจเรื่องเปลี่ยนน้ำมั้ย เห็นไปแอบๆ ซุกริมตู้ ตอนนั้นเห็นนิ่งๆ ก็นึกว่าตายไปแล้ว แต่ยังไม่ตาย สุดท้ายมาตายวันนี้...RIP....


    พี่ น. ก็หาของขาย ขายของ ออกไปหาเพื่อน...เราก็นั่งอ่านหนังสือ ฟังเพลงต่อไปเงียบๆ คนเดียว เปิดพัดลมเป่าๆ ไม่เปิดแอร์เดี๋ยวโดนว่า แบบเปลือง

    10 โมงเศษๆ พี่ น. ก็กลับมาอีกรอบ เอาเข็มกลัดมาให้ดู บอกซื้อมา 20 บาทแต่จะขาย 50 - 60 บาท แต่ราคาหน้าซองคือ 100 บาท...ก็ดีนะ ถ้าขายได้


    11 โมงเศษ ป้า ป. ก็กลับมาทางประตูด้านหลัง เราก็เซ็งๆ ยอมรับ คนละอารมณ์กับพี่ น. เพราะป้าเขาไม่ดีกับเราก่อน แบบเราก็คงไม่รู้เรื่องอะไรแหละว่าเหตุผลใด...ก็ต่างคนต่างอยู่ ป้าแกก็อยู่ในห้องรีดผ้า เราก็นั่งโซฟาข้างนอก...สักพักเจ้าของก็โทรมาถามว่าป้า ป. และพี่ น. อยู่มั้ย คือป้า ป. อยู่ แต่พี่ น. ออกไปทานข้าว เจ้าของก็ให้บอกพี่ 2 คนให้ไปทำความสะอาดพรุ่งนี้...เราก็เดินไปบอก..แต่ป้าแกนิ่งๆ เฉยๆ ฉีดไรลงไปผ้าแบบคงเตรียมรีด....คือไม่หือ ไม่อือไรกับเรา เราก็เฉยๆ ไม่สนใจ...แต่หลังจากนั้นก็ได้ยินโทรกลับไปหาเจ้าของเรื่องที่จะไปพรุ่งนี้ พร้อมข้อแก้ตัว คืออยากรู้ว่าป้าแกเป็นไรจริงๆ แต่เราก็เหมือนโดนกักตัวอยู่กับป้า 2 คนนี่แหละ...ความจริงตอนนั้นอยากไลน์ถามพี่พนักงานต้อนรับอีกคนว่า....วันสุดท้ายที่เจอกัน...เขาบอกกรรมใดใครก่อน ดาบนั้นคืนสนอง..คือเรารู้เขาพูดถึงป้า ป. อ่ะ มีเรื่องไรกันแน่ แต่เราไม่กล้าถาม...แต่ที่ฟังจากป้า ป. เล่าเองด้วย มีปัญหากับพี่พนักงานต้อนรับ 2 คนจาก 4 คน พี่ ต. และพี่ที่ดาบนั้นคืนสนอง...แต่เราก็อาจมีคนไม่ชอบเหมือนกันแหละ...เพราะเราก็ไม่ได้ดีไร...แต่ส่วนใหญ่ไม่ยุ่งไรกับใครเท่าไหร่ มีไรเล่าให้ฟังก็ฟัง แต่ใจรักบริการ เราน่าจะน้อยสุดในบรรดาคนทำ 5 คน 

    ความจริงป้าเขาไม่พูดไรกับเรา เราก็ไม่สนใจนะ เพราะเรามีเรื่องของเรามากพออยู่แล้ว และมาอยู่ที่นี่แค่เดือนเดียว ส่วนใหญ่เราคิดต่อไปจะทำงานไร หางานได้มั้ย ไม่มีเงินจะอยู่รอดได้มั้ย หรือเรื่องอดีต หรือใครที่เรานึกถึง แต่ก็คิดๆ วนๆ ไปตามประสาว่างมั้ง แต่เราก็อยู่คนเดียวอยู่ดี เลยไม่สนใครจะไรกับเรา ก็แค่อยู่ร่วมกันไป แบบกักตัวอยู่ร่วมกัน

    อยู่ๆ ป้าก็ออกมานั่งคุยกับเราด้วยคำถาม...เรานอนสบายมั้ย...เราก็บอกก็ไม่มีไร...งงๆ...แต่ก็ถามป้าเขากลับว่า...มีไรมั้ย?...ป้าแกก็พูดว่าโดนกวนทั้งคืนตั้งแต่อยู่มา 1 สัปดาห์ เหมือนมีไรมาเล่นด้วย ไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนต้องมาทำงานเช้า อารมณ์เลยไม่ดี  แบบโดนจับแขนยกขึ้นยกลงเล่น แบบหลังๆ เที่ยงคืนก็เจอ มีแหย่ก้นด้วย และมีเสียง หือๆ ข้างหู...คือเราก็นั่งฟังเฉยๆ แต่คืองง...ป้าแกก็บอกว่าโวยวายร้องโอ้ย คนจะหลับจะนอน กวนอยู่ได้ จะอะไรกันนักกันหนาวะ....คอก็แห้ง...เราก็คิดในใจ...คือห้องเราห่างกันแค่มีตู้กั้นทำไมเราไม่ได้ยิน....ตอนนั้นมีเด็กที่เป็นลูกแขกแหกปาก..เราอยู่ชั้นล่างยังได้ยิน ป้าแกก็บอกพรุ่งนี้อาจไปถามป้า A เพราะป้าเขาชอบดูดวงไม่ก็เข้าทรงว่าจะทำไง หรือเลื่อนเตียงแบบอาจไปนอนทับที่ใคร...เราคือคิดถึงเรื่องทิศเลยเหนือ ใต้ ออก ตก...หัวเตียง...แต่ห้องเราและห้องป้า หัวเตียงไม่น่าหันไปทิศตะวันตกอ่ะนะ...ป้าแกก็บอกจะบอกเจ้าของว่าขอแบบไป - กลับ ถ้าภายใน 1 สัปดาห์นี้ยังเจอ...ในใจเราตอนนั้นคือตอแหลมั้ย..แค่อยากไป - กลับแทนนอนค้าง อาจอยากนอนกับลูกหรือมีธุระอื่นในอีก 1 สัปดาห์...เลยค้างไม่ได้...ตอนคุย...เราก็เฉยๆ เหมือนแค่ฟังๆ ไป..แต่เรามองตาแกด้วยว่าสายตาอย่างไร คือคนเราเจอจริงหรืออาจโกหกแต่เราไม่เสี่ยงถามเจาะลึกเพราะกลัวผีเหมือนกัน เลยแค่รับรู้แค่นั้น...แต่เราเคยมานอนค้างเพื่อทำงานแทนพี่ที่ลาช่วงงานครองราชย์...ก็นอน 602, 402 ,201 และห้องเก็บของ ก็ไม่เคยเจออะไร อาจเพราะเราขอก่อนนอนว่าขอมานอน ถ้าทำไรไม่ดีแบบไม่ได้เจตนาจริงๆ ก็ขอโทษด้วย...และระบุว่านอนกี่วันๆ ถึงเมื่อใด...ตอนฟังก็แอบคิด...เหมือนป้าแกไม่ชอบเรา...รู้ว่าเรากลัวผี...จะทำให้เรากลัวแล้วกลับไปบ้านรึเปล่า...ไม่แกก็อยากกลับไปนอนกับลูกหรือมีธุระอื่นๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน...แต่ตอนพี่ น. มาก็เล่าให้พี่เขาฟังอีก แต่ภาษาอีสาน เราฟังไม่ค่อยออก แต่เดาได้ว่าเรื่องใด...ตอนคุยกับเราก็พูดเรื่องรถเข้าซอยบ้านเจ้านายด้วย หรือจะไปเวลานี้แบบเที่ยงๆ เจ้านายจะได้ไม่ต้องถามว่ากินไร...แต่เจ้านายเขาให้ไปตอนเช้า...แบบคนฟังคือมองว่าแกคิดว่าตัวเองฉลาด มีข้อแก้ตัว มีเหตุมีผลว่าทำไมทำแบบนั้นแบบนี้ แต่เรามองเป็นข้อแก้ตัวมากกว่า...แต่เราอาจไม่ชอบพวกป้าก็ได้..คือไม่รู้ไรอ่ะนะ..เพราะเราก็เฉยๆ...ไม่ได้ยุ่งไรกับพวกแกเท่าไหร่...หรือเห็นเราไม่ทำไร..คือพวกป้าเขาก็ทำไรไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเหมือนกันอ่ะแหละ...วันนี้พี่ น. ก็ออกไปเกี่ยวกับขายของหารายได้..เราก็ไม่ได้ยุ่งหรือสนใจอะไร..เราเบื่อชีวิตเรามากกว่า ว่าจะทำอย่างไรต่อไป..ชีวิตตอนนี้ก็น่าเบื่อ แต่มาเฝ้าๆ ก็ยังพอได้เงินนิดๆ หน่อยๆ....ความจริงเราก็ขี้นินทาจริงๆ แต่เก็บกดพูดไรไม่ได้ นอกจากเฉยๆ เหมือนไม่สนใจ หาทางออกให้ชีวิตตัวเองไม่ได้ แล้วสุดท้ายความผิดหวังจากหลายๆ เรื่องทำให้เราตายไปเองสักวัน

    พิมพ์ถึงตอนนี้ คือเราเอาเรื่องคนอื่นมาพูดมากไปมั้ย แต่ไม่รู้สิ เราบอกคนอื่นแบบนั้นแบบนี้ เราก็ขี้นินทาเหมือนกันแหละมั้ง แต่ชีวิตเราตอนนี้ติดกับอยู่กับพี่ 2 คนนี้แหละ..แล้วชีวิตไม่มีไรอื่นอีกแล้ว...พี่ น. ก็เคยถามอยู่บ้านทำไร...เราก็บอกปกติเราไม่ค่อยอยู่บ้าน..คือเบื่อ..ชอบออกไปนู้นนี่มากกว่า

    เรื่องที่ป้า ป. แกบอกเจอผี...แกก็บอกเตียงโยก...เราก็แนะแกย้ายไป 204 แต่แกว่าห้องใหญ่ไป...เราก็ถาม 201 หรือ 205...ป้าแกก็บอก 205 มีคานกลางห้อง..เราก็บอกเราไม่ชอบ 205 เพราะมืด..คือ 201 และ 205 ไม่มีหน้าต่างแต่ 201 เข้าไปดูสว่าง อาจเพราะห้องเล็ก แต่ 205 คือดูมืดๆ เราไม่ชอบ...ป้าแกก็บอกอาจย้ายไปชั้น 3 อย่าง 304...เราก็บอกมีให้เลือกหลายห้องตั้งแต่ 302 - 305...ป้าแกบอกไม่รู้เป็นไรอาจเป็นเจ้ากรรมนายเวร..เราก็คิดว่าอาจใช่ก็ได้ม้างงงง...คือก็เล่านิว่าที่ทำงานเก่าก็เจอ...แกบอกจะเอาพวงมาลัยมาไหว้...แต่ถ้าถามว่าเราคิดว่าที่นี่มีไรมั้ย (แบบถามตัวเอง ป้าแกไม่ได้ถาม)..เราคิดว่ามีและเราก็กลัวแต่พยายามไม่คิดไร ก่อนนอนก็ขอเจ้าที่เจ้าทางไป...แล้วป้าแกก็ไปอยู่โลกของแกต่อไป รีดผ้า...เราก็นั่งอ่านหนังสือต่อ

    นั่งอ่านไปเรื่อยๆ พี่ น. ก็มานั่งตรงข้าม...มีช่วงนึงพูดลอยๆ...ขายไม่ได้...เราก็ถามพี่เขาว่า...พี่ขายของไม่ได้เหรอ...พี่ก็บอกว่า...ไม่มีลูกค้า..แล้วเหม่อมองไปด้านนอก...เราก็มองไปด้านนอกตามก็เจอคนมาขายของบ้าง แต่ถ้าเยอะๆ คงต้องถัดๆ ไป...เบื่อแหละ...ตอนนี้พิมพ์ๆ นึกถึงพรุ่งนี้ก็เบื่อแล้ว...พรุ่งนี้ 7 เมษายนเอง...พวกพี่ก็ไปทำความสะอาดที่อื่น


    ร้อนมาก มีแค่พัดลมเป่าๆ...ชอบนึกถึงอดีตที่ยังดีดีมีงานทำ...แต่ตอนนี้สายไปแหละ..จุดจบเราอาจคือความตายก็ได้...นั่งอ่านหนังสือไป มีหลับ...ตอนบ่าย 3 พี่ น. ก็เริ่มปิดพัดลม..กวาดบ้าน..เรายิ่งร้อนเลยเดินไปนั่งในห้องตรงข้าม...ดูเหมือนไม่ช่วยทำความสะอาดนะ แต่ก็คือไม่ทำแหละ...เห็นป้า ป. เล่ารอบ 2 ที่เจอผีให้พี่ น. ฟัง..ได้ยินคำว่า....หมั่นไส้...จากป้า ป. ด้วย คืออยู่กัน 3 คน ว่าเราป่าววะแบบนี้...คือพี่ 2 คนทำความสะอาดสัก 1 ชม. แต่เรามาหลบในห้องอีกด้าน...แต่ก็ได้ยินเรื่องผีรอบนี้...แบบป้าคงหงุดหงิด จะนอนก็ไม่ให้นอน...จะรวยก็ไม่ให้รวยแบบไม่บอกเลขเด็ดบ้าง...เราก็นั่งในห้องนั้นไปเรื่อยๆ แม้ร้อนจนพี่ น. มาเรียกออกไปนั่งด้านนอก


    ส่วนปลาทอง พี่ น. ก็ไปดู...ป้า ป. ก็เรียกลูกๆ แบบเหลือตัวเดียว...เรานั่งอ่านหนังสืออยู่เลยพูด...คงไม่ตรอมใจตายหรอกนะ แต่ก่อนมี 2 ตัว...แต่พูดไปแบบไม่ได้คิดไรนะ

    มองไปด้านนอก คนก็มานั่งขายของเรียงรายกันไปหารายได้


    บ่าย 3 กว่าก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบมาขอดูกล้องวงจรปิด แต่ดูไม่ได้เพราะคนที่เปิดดูได้มีแค่เจ้าของ ป้าแกก็บอกปิดแล้ว...ตำรวจก็ถามปิดมานานแค่ไหน...คือตำรวจถาม...พี่ 2 คนก็ตอบไป..เรานั่งอ่านหนังสือเฉยๆ ก็มีมองๆ แต่ไม่ยุ่งไรด้วย..คือตำรวจตามจับขโมยเลยขอดูกล้องวงจรปิด..พี่ น. ก็บอกให้ไปดูโรงแรมฝั่งตรงข้าม...ป้าแกก็พูดหลังตำรวจไป...ปิดชั่วคราวยังจะมาขอดูกล้อง..คือว่าเราซ่อนขโมยอยู่มั้ง...แต่เราคิดในใจคือหาเส้นทางที่ขโมยหลบหนีแหละ...แต่ไม่รู้รายละเอียดคือขโมยเนี่ย...ขโมยที่ไหน....คือเราก็อยู่โฮสเทลกับป้าแค่ 2 คนไง ดึกๆ...

    พิมพ์ถึงตอนนี้่เลยคิดเรื่องห้องตัวเอง...คือประตูหน้าโซ่ล็อค..ประตูหลังกุญแจคล้อง....ห้องเรา...มีกลอนล็อคด้วยนอกจากเปิดด้วย Keycard....แต่หน้าต่างบานหนึ่งตัวล็อคหัก....และมีกันสาด...เราก็ปล่อยๆ ไม่ได้ปิดสนิท....เลยไปพยายามดึงปิดให้สนิทแม้ไม่มีที่ล็อค


    ตอนเย็น ก่อนไปเดินเรื่อยเปื่อยข้างนอก แบบดูเวลาบ่อยๆ แบบเมื่อไหร่จะห้าโมงเย็น เบื่อมาก อยากออกไปข้างนอก อยู่ที่นี่คือกับพวกพี่ 2 คน ป้า ป. แกก็ไม่ได้คุยไรกับเรา ที่มาคุยคือเล่าเรื่องผี...แต่พอมานั่งรวม ดูคลิปก็ดูก็โชว์ให้แต่กับพี่ น. เราก็ไม่ได้สนไร...ปวดท้อง...มานั่งกินมาม่า...พี่ น. ก็ถามว่าเราไปเดิน - วิ่งมั้ย...เราก็บอกไปแต่ไปตอนห้าโมงครึ่ง...พี่ น. ก็บอกให้ไปเอากุญแจกับแกตอนกลับมา...เราก็ถามว่าขายที่แถวที่เดิมใช่มั้ย...พี่เขาก็บอกว่าใช่...ร้อนมากๆ...ขึ้นไปเก็บผ้าชั้น 6 ก็นึกถึงเรื่องผี กลัวแหละแต่ก็ต้องไปเก็บผ้า...

    ตอนจะขึ้นไปก็หันพัดลมให้พี่ น. แต่ได้ยินแว่วๆ พี่ น. บอกป้า ป. แบบเราจะออกไปแล้ว เราไม่รู้พวกเขาคุยไรกันลับหลังเราอ่ะนะ แม้พี่ น. ยังพูดดีดีกับเรา...แต่อาจไม่ชอบเราเท่าไหร่ก็ได้...เราคงไม่รู้จริงๆ

    หลังพื้นรองเท้าหลุดระหว่างทางบ่อยๆ จนอายคนอื่นก็ต้องพกกาวตราช้างไปด้วย

    เดินลงไปคือผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ป้าแกล็อคประตูหน้าด้วยโซ่เรียบร้อย


    ก่อนเราจะขึ้นห้องเห็นป้า ป. ไปซื้อพวงมาลัยมาไหว้ข้างหน้า...ตอนแรกจะซื้อน้ำแดงมาไหว้ตอนกลับแต่ก็ไปซื้อมาไหว้เลย...เราไม่รู้ป้าแกเล่าจริงไม่จริง...แต่เราเชื่อว่าผีมีจริงและเพื่อตัดไม่ให้สิ่งใดใดมาหาเราที่ห้อง...แบบความกลัวทำให้คิดไปเอง..คือป้าแกเอาพวงมาลัยไปไหว้...แล้วจะทำให้สิ่งใดมาหาเรา...เราก็เอาน้ำแดงไปไหว้ขออนุญาตนอนแล้วขอไม่ให้สิ่งใดใดมารบกวนด้วยแล้วกัน...เรากลัว


    วันก่อนๆ มีแดดแบบโพล้เพล้ยามเย็น วันนี้ฟ้าปิด


    ตอนเอากุญแจไปฝากพี่ น. ที่ขายของ เห็นแกดูเครียดๆ ไม่รู้แกไม่ชอบไรเรามั้ย...แต่มารู้ตอนกลับที่คุยๆ คือเรื่องเคอร์ฟิว เพราะเขาต้องขายของกัน ถ้าเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง ไม่ต้องขายก็ไม่มีรายได้

    เราก็มาไหว้ศาลหลักเมือง ขอพรเรื่องงาน - เงิน - ความสัมพันธ์กับคน...ขอทุกๆ วันที่ผ่านเผื่ออะไรจะดีขึ้นบ้าง แม้เรารู้ว่าตราบใดยังมี Covid-19...ชีวิตก็ไม่มีวันดีขึ้น..จากไม่มีความหวังก็ยิ่งไม่มีความหวัง


    เดินผ่านวัดพระแก้วก็ไหว้ขอพรเหมือนเดิม....ทุกๆ วันที่ออกมาก็คิดว่าจะมีคนมาเดิน มาวิ่งหรือปั่นจักรยานมั้ย...วันนี้เห็นตำรวจเยอะ เจ้าหน้าที่ เลยนึกขึ้นได้ 6 เมษายน วันจักรี


    เดินไปตามทางเรื่อยๆ ก็ไปทางตรงที่จะผ่านวัดโพธิ์ไป


    ขอพรหน้าวัดโพธิ์ ขอทุกๆ วันที่ผ่านเผื่อปาฏิหาริย์จะมีจริงให้ได้ในสิ่งที่ขอแบบเอาตัวรอดไปได้


    เดินๆ ไปเรื่อยๆ ความจริงการใส่หน้ากาก คือเวลาเราเดินร้องเพลงไปก็ไม่มีใครเห็นและคิดว่าเราบ้า การร้องเพลงไม่ได้หมายความว่ามีความสุข แต่อาจเครียด บ้าก็ได้ ก็เดินไปคนเดียว ร้องเพลงตามเพลงที่เปิดฟังไปเรื่อยๆ คนก็ไม่ได้เยอะ นานๆ จะมีคนเดินผ่านมา..แต่พอเข้าสู่ที่เราคิดว่าปากคลองตลาด ก็รถเยอะ คนเยอะ แต่ก็แค่ช่วงนึงสั้นๆ


    เดินไปเรื่อยๆ...เบื่อๆ เซ็งๆ หาทางออกให้ชีวิตไม่ได้..บางช่วงก็เดินร้องเพลงคนเดียว


    ฟ้าครึ้มๆ เหมือนฝนจะตก แต่อาจเพราะเย็นแล้วก็ได้


    เห็นตึกนี้ก็นึกถึงสมัยก่อนที่ตึกนี้ยังใหม่และเปิดใช้ วิถีชีวิตผู้คนสมัยก่อนแถวนี้เป็นอย่างไร 


    ตอนแรกว่าจะกลับโฮสเทลแต่เวลายังเหลือ เลยเดินวกข้ามสะพานกลับไปถนนเลียบวัดพระแก้วใหม่..เบื่อชีวิตแต่ไม่รู้ทำไง


    เดินผ่านศาลหลักเมืองก็ไหว้ขอพรอีกรอบ..ไหว้ขอพรบ่อยๆ เผื่อปาฏิหาริย์มีจริง


    คนออกกำลังกายก็มีหลายคนซึ่งก็ดี เพราะใช้ชีวิตปกติ ไม่บ้าบอกับ Covid-19 มากไป เพราะเราก็อยากใช้ชีวิตปกติ แต่ให้มาเดินๆ คนเดียวในชุดออกกำลังกายคงแปลกๆ ไวรัสน่ากลัว แต่เราอาจบ้าตายก่อนก็ได้ แต่พูดไปคือก็กลัวโดนด่าแบบแพร่เชื้อมั้ย หรือเป็นภาระหมอ - พยาบาล...แต่ก็อกแตกตาย..เครียดอ่ะค่ะ...มาเดินๆ แก้เครียด คนน้อยด้วย ก็เดินห่างๆ กันไป เราก็มาคนเดียว เดินไปคนเดียว ใส่หน้ากากอนามัย


    นกที่ยืนอย่างโดดเดี่ยวบนหลังคา


    สุสานหลวงวัดราชบพิธ


    เดินเข้า 7/11 คือจะซื้อของฝากพี่ น . ด้วย ก็ไม่รู้ใจเขาคิดไง อาจมีเรื่องไม่ชอบเราอ่ะนะ เราก็มองๆ สีหน้า คำพูดคนเหมือนกัน แต่ไงๆ แกก็รับฝากกุญแจให้เรา และยังดีกับเราบ้างก็เลยตั้งใจซื้อขนมปังไปฝาก ก็ 10 บาท เพราะเราก็ไม่ได้มีเงินเหมือนกัน


    คิดถึงแถวบ้านและเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นแต่ก็มีทั้งดีไม่ดีแหละ...มาถึงที่พี่ น. ขายของก็ไม่มีที่นั่งเหมือนเมื่อวานเพราะประตูบ้านข้างหลัง สักพักก็มีคนเข้า - ออก ก็ยืนๆ ไป เราถามพี่ น. ขายได้กี่บาท พี่เขาก็บอกได้ 100 บาท เราก็บอกรวมกับเมื่อเช้าอีก 80 บาท....ก็เห็นคนแถวนั้นคุยๆ เรื่องเคอร์ฟิว...ก็เลยรู้ที่เห็นพี่ น . เครียดๆ อาจมาจากเรื่องนี้...เจอยายจันทร์ ที่เคยไปซื้อข้าวกินบ่อยๆ ก็ทักกลับบ้านหรือค้างนี่ เราก็บอกค้างที่นี่...พี่ น. ก็ถามเรา ป้า ป. คุยกับเรามั้ย..เราก็บอกคุยเรื่องผีแหละ...พี่ น. ก็บอกแกบ้า ประสาท คิดไปเอง แต่อย่าไปบอกแก...เราก็บอกตอนฟังก็งง...แต่ไม่ได้พูดอะไร..เรามานอนหลายคืนก็ไม่เจออะไร


    ประมาณทุ่ม พี่ น. ก็เริ่มเก็บของ เราก็ถามจะกลับแล้วเหรอ พี่เขาก็บอกกลัวไปไม่ทันรถเมล์เที่ยวสุดท้าย เมื่อวานก็เกือบไม่ทัน 


    ผ้าสีน้ำเงินว่าง ก็ให้เราที่ยืนๆ ไปนั่ง เราก็สังเกตตุ๊กตาสีน้ำตาลก็ถามยังไม่มีใครซื้อเหรอ เห็นมาตั้งนาน ตอนที่พี่เขาซื้อมาก็เอามาโชว์ให้เราดู...พี่เขาก็บอก 10 บาทยังไม่มีใครเอาเลย..เราก็บอกเป็นมาสคอตประจำร้าน


    พี่เขาก็เก็บของใส่ถุงไปเรื่อยๆ แล้วยื่นหน้ากากผ้าให้เราเลือก 1 อัน แบบเขาแจกฟรี เราก็บอกไว้ขายต่อสิ พี่เขาก็บอกไม่ขายหรอกก็แจกๆ ให้คนไม่มีไป


    พี่เขาก็เอาของไปฝากแบบร้านแบกะดินข้างๆ โฮสเทล เราก็ให้ขนมปังไปแบบขอบคุณที่ยังดีต่อกันแบบเนี่ย...แล้วเดินไปไขกุญแจหลังบ้าน เจอเจ๊ที่อยู่หลังบ้านก็ทักๆ....เขาก็ถามๆ.....เราก็บอกอยู่ 1 เดือนคือเฝ้าโฮสเทล...เขาก็บอกเวลาเปิดประตูให้ระวัง...แถวนี้อันตราย...ถ้าไม่มีคนก็รีบเปิดรีบเข้าไป ถ้ามีคนก็อย่าเปิดเดี๋ยวเขาผลักเราเข้าไป...เราก็รับรู้แต่สังเกตเขาชอบมองด้านล่างเรา ไม่รู้กางเกงหรือรองเท้าแบบ 2 - 3 รอบตอนคุย แต่เราก็คุยๆ ลาๆ กันไป...ก็ไม่รู้คิดไรอยู่...แต่คิดไรก็คิดไป ยกเว้นจะมาขายตัวอยู่แถวนี้เพราะขายไม่ออก

    ขึ้นไปบนห้องตอน 19.15 น. มองออกไป คนก็ยังเยอะอยู่


    ตอน 23.27 น. ที่ไปดูหน้าต่างคือเงียบตามช่วงเคอร์ฟิว


    หมดไปอีก 1 วัน...เรื่องของเราน่าสนใจมั้ยก็ไม่....แค่คนคนนึงที่ไม่ได้สำคัญไร...บ่นๆ...แต่เบื่อ เหงา เซ็ง เครียด หาทางออกไม่ได้ ก็อยากเล่าๆ ไรแม้ไม่มีคนฟัง...แต่ก็ในพื้นที่ส่วนตัว...ผิดหวังซะทุกอย่าง...งาน เงิน...เรื่องส่วนตัว...แต่โทษใครหรือทำไรไม่ได้...หลายอย่างเราทำตัวเอง...หรือคิดน้อยไป...คิดช้าไป ชอบมานั่งคิดทบทวนและเสียใจทีหลัง แป๊ปเดียวก็ 33 แบบแก่ใกล้ตายแหละ ชีวิตก็ตกงาน ไม่ไปไหน ไม่มีไรสักอย่างในชีวิต จะตายก็ไม่กล้าพอ...เสียใจ...หลายอย่าง....คือเหมือนไม่สนใจไร...แต่เราเป็นคนไม่กล้า เฉยชา เฉยเมย...แต่ในสังคมประสาทกินส่วนใหญ่ ก็ไม่รู้จะรอดไปถึงเมื่อใด แต่เจอเรื่องผิดหวังเยอะ แม้เหมือนเจอทั้งคนที่ดี ไม่ดีหรือเฉยๆ กับเรา เราก็ทำไม่ดีมาเยอะ หรือเฉยชาไม่สนใจตามอารมณ์  แต่แย่หลายเรื่องตอนนี้ แค่มีชีวิตอยู่ๆ ไป กับพี่ 2 คนก็ไม่ได้ดีไรต่อกันนัก...แต่วันนี้ไม่แช่ผ้าเพื่อซัก เพราะก็ขึ้นไปตากผ้ามาหลายวัน แค่คิดว่าต้องขึ้นไปพรุ่งนี้ก็กังวล กลัว คือกลัวผีจริงๆ ขึ้นไปคนเดียวแม้แค่ชั้น 3 - 5 ที่มืด....พอชั้น 6 ก็มีแสงสว่างแล้ว...เมื่อคืนนอนปิดไฟ...เปิดแค่ไฟห้องน้ำที่มีประตูฝ้าๆ กั้น...อยู่ๆ รู้สึกไม่ดีก็เลยต้องมาเปิดไฟนอน...ความรู้สึกบอกได้ เราก็กลัวแต่ก็พยายามขอๆ ก่อนนอนว่าเรามาขอนอน และขอโทษถ้าทำไรไม่ดีแบบไม่ได้ตั้งใจ.....แต่ชีวิตเมื่อไหร่จะสมหวังบ้างวะ...แต่หลายอย่างเราเฉยชาไปเองหรือไม่กล้า...แต่ว่าเราก็ไม่รู้ความคิด ความเข้าใจคนหรอก...อาจลืมเราไปหมดแล้วก็ได้เหงา...ชีวิตไม่เหลือไรสักอย่าง...เมื่อไหร่จะเลิกผิดหวังซักทีก็ไม่รู้
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in