โคจรอีแอ๋วมันเป็นคนสวย
ฉันทำหน้าที่ครู โดยที่ฉันเองก็เรียนไม่จบครู
  • เมย์ สิริมา กับเส้นทางการเป็นผู้ช่วยผู้ดูแลเด็ก
    ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ตำบลลาดกระทิง


    คิดอยู่นานว่าอยากเขียนอะไรที่มากกว่าไลฟ์สไตล์บ้าง ไม่จำเป็นต้องมีสาระมาก แต่ก็ต้องไม่ดูไร้สาระเกินไป ส่วนจะน่าอ่านหรือเปล่าก็อีกเรื่อง และใช่ค่ะ คิดไม่ออก....(คนอ่านยกนิ้วกลางแล้วด่า!)

    ก็ยังคิดไม่ออกจริงๆค่ะ จนกระทั่งวันนั้น วันที่กำลังเข้าห้องน้ำแล้วนั่งอึ ก็ผุดไอเดียขึ้นมาว่า เออหรือจะเอาเรื่องราวของคนใกล้ตัวเรามาเขียนดีนะ แนวคิดนี้จึงได้เกิดขึ้นมา โดยมีปัจจัยบังคับเลยก็คือ การไม่มีคอนเนคชั่นกับใคร ไม่รู้จักคนดัง ไม่มีเพื่อนเป็นเน็ตไอดอล ไม่รู้ว่าจะไปเข้าหาใครได้ พูดง่ายๆคือไม่มีปัญญาไปสัมฯคนดังๆ เท่านั้นเอง55555 


    แต่ว่านะคะแต่ว่า แต่ว่าบางที แง่คิดหรือมุมมองดีๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมาจากผู้ที่ประสบความสำเร็จมากๆ หรือไม่จำเป็นต้องมาจากคนมีชื่อเสียง หรือคนที่เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งเสมอไป เพราะจริงๆแล้ว คนธรรมดาทุกคนที่อยู่รอบตัวเรา ก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับเราได้เช่นกัน เหมือนกับตอนสมัยเด็กๆ ที่ใครหลายคนอาจจะเคยเขียนประโยคหนึ่งลงในเรียงความว่า “แม่คือฮีโร่ของฉัน” หรือ “โตขึ้นผมจะเป็นแบบพ่อ


    ได้ดังนี้แล้ว จึงเกิดเป็นโปรเจค “โคจร” นี้ขึ้นมา คือการที่ดิฉันโคจรมาพบกับเขาเหล่านี้ ในห้วงชีวิตนี้ ชาติภพนี้ ประเทศนี้ คือการที่เราทั้งสองมีความทรงจำร่วมกัน เป็นแรงผลักดัน และเป็นกำลังใจให้แก่กันเสมอมา


    ทันทีที่ได้แบบร่างคร่าวๆ ในหัว ก็เริ่มมานึกย้อนทันทีว่าจะไปหาใครก่อนดี ใครบางนะที่น่าสนใจ ใครบ้างนะที่เรานึกถึงอยู่ตอนนี้ และจึงมาเป็นเธอคนนี้ เพื่อนสาวอายุน้อยร้อยโล จากชีวิตที่ผกผันจนไม่ได้เรียนต่อ หลังจากซิ่วออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เธอตรากตรำหางานทำอยู่นานก็ไร้วี่แววว่าจะมีอนาคตอันสดใส จนมาถึงวันนี้ วันที่เธอได้ทำงานในสายงานของสาขาที่เธอเคยเรียน แต่แม้จะเรียนไม่จบ เธอก็ยังได้รับโอกาสในการถูกเรียกว่าครู เธอคือครูพี่เมย์ของเด็กๆ อีเมย์ของเพื่อนๆ และอีเมย์ของฉันด้วยเช่นกัน มาติดตามเรื่องราวของเธอกันค่ะ


    ถึงวันต้องจาก 


    ฉันยังจำวันนั้นได้ดี วันที่เมย์ (หรืออีเมย์ หรือสิริมา ชื่อที่ฉันชอบเรียกบ่อยๆ บางทีก็กร่อนคำเหลือแค่สิมาพูดเรื่องจะซิ่ว ในใจยังคิดว่าอะล้อเล่นขำๆ สะเก็ดดาว แต่ดูทรงเครียดๆ บนสีหน้าคิดว่าคงจะจริง 

    เท้าความกลับไปอีกครั้ง เมื่อ ปีก่อน ฉัน เมย์ และเพื่อนอีกคนนึงอักษรย่อ เจ้ย ก้าวเท้าจากบ้านนอกคอกนา มาตะกายฟ้าตะลุยฝันที่เมืองกรุง มุ่งหวังคว้าใบปริญญากลับไปแปะฝาบ้าน มาด้วยกันก็ต้องอยู่ด้วยกัน เช่าอพาร์ทเมนต์ขนาดเท่าพระอุโบสถเห็นจะได้ เพราะกว้างจริง วันไหนที่เพื่อนสองคนกลับบ้าน อีกคนที่อยู่คือนั่งเหงาเป็นค้างคาวแม่ไก่เกาะกิ่งต้นโพธิ์เลยทีเดียว เรามาด้วยกัน แต่กลับไม่พร้อมกัน พอเพื่อนคนแรกซิ่ว สิริมาก็ซิ่วด้วย เหลือดิฉันคนเดียวที่ต้องไปต่อ ตอนนั้นนึกโกรธเพื่อนมาก ทำไมมาทิ้งกันไว้คนเดียวแบบนี้ เรียนยังไม่ทันจบเทอมแรก เป็นเฟรชชี่ยังไม่ทันไรเลย จะรีบออกไปไหนกัน ความรู้สึกมันทั้งเศร้าใจ เห็นใจ น้อยใจ และโกรธเคือง คือด้วยวัยในตอนนั้นเราเองก็ไม่เข้าใจว่าปัญหาที่เจอมันหนักจนต้องลาออกเลยเหรอ แต่แน่นอนว่าคนจะไปก็ต้องไป อย่าเหนี่ยวรั้งให้เสียเวลาอีกต่อไป (และหลังจากนั้นดิฉันก็ย้ายออกจากอพาร์ทเมนต์ขนาดเท่าอุโบสถนั้นเช่นกัน เนื่องด้วยมันกว้างเกินกว่าจะอยู่คนเดียวไหว)


    กลับมาพบกันใหม่

    จนวันนี้ หลายปีผ่านไป (จริงๆแค่4-5ปีฉันเรียนจบ และเริ่มทำงาน ในขณะที่สิริมา ก็ทำงานแล้วด้วยเช่นกัน วันเวลาหมุนผ่านไปจนเรากลับมาเจอกันอีก (ความจริงดิฉันโทรไปนัดให้มาเจอกันค่ะสิริมายังคงเหมือนเดิม ในขณะที่ฉันสวยขึ้นมาก เราแวะซื้อตำป่าหน้าเซเว่นในตัวอำเภอ ก่อนจะซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คันโก้ของสิริมาลัดเลาะออกหลังตลาดไปโผล่ที่สนามกีฬาของอำเภอ หลังจากกินเต็มที่ แต่ยังไม่อึนะคะ เราก็เริ่มพูดถึงชีวิตของกันและกันตามสไตล์คนที่ไม่ได้เจอะเจอกันนาน และนี่คือเรื่องราวของเมย์ค่ะ



    แนะนำตัวหน่อยสิ

    "555555 เขินว่ะมึง 55555 สวัสดีค่ะ ชื่อ เมย์ สิริมา นะคะ ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้ดูแลเด็กอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลลาดกระทิง โอ้ย เขินว่ะ55555"


    วันนั้นที่ตัดสินใจซิ่วออก คิดอะไรอยู่ เสียใจ หรือรู้สึกยังไงบ้าง


    "เสียใจไหม ก็เสียใจนะ คือตอนก่อนจะออกอะ คือเสียใจมาก คือรู้อยู่แล้วแหละว่าน่าจะไม่ได้เรียนต่อแล้ว แต่ผ่านไปสักพัก ก็หายเศร้าละ พอมีงานทำ มีอะไรทำ ความเศร้ามันก็หายไปเอง คือย้อนกลับไปในตอนนั้น มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่จะซิ่วออกอะ ข้อเสียก็คือเราไม่ได้เรียนต่อ แต่ข้อดีก็คือเราแบ่งเบาภาระจากที่บ้าน เพราะว่าตอนนั้นถ้ายังเรียนอยู่ ทุกวันนี้ที่บ้านก็คงจะแย่เลยอะ"


    ตอนนั้นซิ่วออกเพราะอะไรนะ


    "ออกเพราะอะไร เพราะที่บ้านตอนนั้นค่อนข้างมีปัญหาเรื่องเงิน พี่ชายกับแม่จะเป็นคนส่งเราเรียน แล้วเราก็มีกยศ.ช่วยอีกแรง ทีนี้โชคร้าย ปีที่เข้าเรียนปีนั้น กยศ.มีปัญหา พอเราเข้าไปเป็นเฟรชชี่ปุ๊บ กยศ.เงินออกล่าช้ามาก ก็เลยไม่มีเงินไปจุนเจือตรงนั้น เราก็เลยต้องซิ่วออกมา ทีนี้แม่กับพี่ชายก็ทำงาน แต่แม่ไม่ได้มีงานประจำทำนะ นางก็จะแบบเข้าไร่เข้าสวนอะไรแบบนี้ รับจ้างทั่วไป แล้วนางก็มีปัญหาเกี่ยวกับหัวเข่าด้วย เวลาไปเรียนใช่ป้ะ ตอนเย็นก็ได้คุยกับแม่ นางก็โทรมาเล่าว่าวันนี้เนี่ยไปทำงานตรงนั้นตรงนี้มา ปวดเข่ามากเลย เป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ เราก็เลยค่อนข้างที่จะไม่สบายใจ คือแบบเราไปเรียนอะ แต่คนอื่นต้องมาลำบาก พี่ชายก็แทนที่เขาจะได้ไปมีชีวิตที่ดี มีครอบครัวเป็นของตัวเอง เอาเงินไปจุนเจือชีวิตตัวเอง ก็ต้องลำบากมาส่งเสียเรา ตอนนั้นก็คิดหลายอย่างนะ ก็เลยเออตัดปัญหาตรงนี้ ไม่เป็นไร โอกาสก็คงจะไม่ได้หมดแค่นี้ ซิ่วออกมามันก็ยังมีโอกาสที่เราจะได้กลับไปเรียนตรงนี้อยู่ ก็เลยโอเคออกดีกว่า"




    ภาระงานในตอนนี้ เป็นตำแหน่งที่คนทั่วไปเขาเห็น เขาก็จะเรียกเราว่าครู รู้สึกกดดันไหม เราเองก็ไม่ได้จบครูมา แล้วต้องมาทำหน้าที่ครู


    "จริงๆ แล้ว คือภาระหน้าที่หลักที่เขาให้เราอะ คือมันชัดเจนเว้ย ว่าเราไม่ได้เป็นครูนะ เรามีหน้าที่แค่แบบคอยช่วยดูแลเด็กอะไรอย่างงี้ แต่ว่าคือคนภายนอกเขาจะมองว่าเราเป็นครูไปเลย คือเนี่ยเป็นสิ่งแรกที่ทำให้เราต้องแบบว่ามีความรักษาภาพพจน์ของตัวเองให้มันแบบว่าเออดูดีนิดนึง 

    มึงดูดิคำหยาบเมื่อก่อนกูพูดแบบโอ้โห555555 เดี๋ยวนี้คือแบบว่าไม่พูดเลย แล้วผู้ปกครองก็จะยกมือไหว้เรา คือมันก็แบบเนาะ เราก็เลยต้องทำตัวให้ดีอ่ะ ถึงแม้เราจะไม่ได้เรียนจบครูมาก็เหอะ 

    ทีนี้กับเด็กๆ เราก็จะให้เรียกเราว่าพี่นะ ไม่ให้เรียกว่าครู มันกระดากปากอะ เราไม่ได้จบครูมา แล้วจะมาให้เด็กเรียกเราว่าครู  เราก็เลยจะให้เด็กเรียกเราว่าพี่เมย์ หรือเรียกเมย์เฉยๆ แล้วมาช่วงหลังนี้เราจะเรียกแทนตัวเด็กว่าพี่ เช่น เด็กชื่อไตเติ้ล เราก็จะเรียกเด็กว่าพี่ไตเติ้ล แล้วเราก็เรียกแทนตัวเราเองว่าเมย์อะไรแบบนี้ แต่เด็กส่วนใหญ่ก็จะเรียกพี่เมย์นะ ส่วนคนภายนอกอะเขามองเข้ามาก็จะเห็นว่าหน้าที่เรามันเป็นครูอะเนาะ เขาก็เลยเรียกเราว่าครู ดังนั้นเราก็เลยจำเป็นจะต้องรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรเราไว้ แต่ถ้าถามว่ากดดันไหม ไม่กดดันเลย เพราะว่างานที่เราทำอยู่ มันก็เป็นสายงานที่ตรงกับสาขาที่เราไปเรียนแล้วซิ่วออกมาไง มันก็เลยเป็นสิ่งที่เราอยากทำอยู่แล้ว"


    ตลอดเวลาที่เรารู้จักกันมา ไม่เคยจำได้เลยว่าชอบเด็ก ตอนที่เลือกเรียนครุศาสตร์เอกการศึกษาปฐมวัยเนี่ย คือชอบเด็กอยู่แล้วใช่ไหม


    "คือก่อนที่จะเลือกมาเรียนอันนี้บอกตรงๆ ว่าคิดหนักมาก แม่อยากให้เป็นพยาบาล แล้วเราเป็นลูกอสม.ไง มันมีโควต้าบุตรหลานบุคลากรพอดี แต่ว่าเราเป็นคนไม่ปลงอะ กลัวเลือดด้วยไง แล้วมันก็ยากด้วย ก็เลยไม่เอาเลย ตัดพยาบาลออกเลย ทีนี้ก็เหลือตัวเลือกคือครูสอนศิลปะกับสถาปัตย์ที่อยากเรียน ก็มีช่วงนึงที่ไปติวศิลปะตอนเย็นกับอาจารย์นุช แต่พอผ่านไปสักพักนึงอะ คือยังไงดี ศิลปะคือชอบนะ แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ไม่สามารถอยู่ด้วยได้นานๆ คือเราเป็นคนขี้เกียจอะ555555 คือเราไม่สามารถอยู่กับมันนานๆ ได้ ทำแป๊บเดียวมันก็เบื่อ คือทำได้แต่ว่าเราไม่สามารถอยู่ได้นานๆ ก็เลยโอเคเลือกสิ่งที่ตัวเองรักก่อน 

    แต่ถามว่ารักเด็กไหมหรอ ตอนนั้นไม่มั่นใจนะว่าตัวเองรักเด็กหรือเปล่า จะพูดยังไงดี คือที่บ้านก็มีน้องแหละแต่ว่าก็ไม่ได้เลี้ยงดูอะไรขนาดนั้น แล้วที่มาเรียนปฐมวัยอะ คือสาขานี้มันต้องเก่งศิลปะ ต้องเก่งการแสดง เก่งจิตวิทยา แล้วภาพรวมเราได้ด้วยไงก็เลยมาทางนี้ ถามว่ารักเด็กไหม ก็รักนะ เราก็ไม่ได้รังเกียจอะไร แล้วพอมาอยู่กับเด็กจริงๆ แล้วอะ ทีแรกก็ยังไม่มั่นใจในตัวเองหรอกว่าจะอยู่กับเด็กได้ไหม แต่พอไปทำงานจริง มันก็เลยแบบเออจริงๆ แล้วเราก็เลือกไม่ผิดหรอกที่เรามาเส้นทางนี้"


    ตอนนี้ได้มาทำงานกับเด็กจริงๆ แล้ว รู้สึกยังไงบ้าง ต่างจากตอนที่คิดไว้เมื่อสมัยเรียนไหม


    "ต่างไหม ต่างนะ เพราะว่าตอนแรกก็จะมีความคิดว่า เป็นครูอะเนาะนั่งสวยๆ เขียนการบ้านให้เด็กอะไรงี้ ไม่ต้องไปคลุกคลีกับเด็ก คือเราก็ไม่ได้รู้อย่างลึกซึ้งและถ่องแท้จริงๆ ว่าเอออยู่กับเด็กมันต้องเป็นยังไง 

    ทีนี้เวลาอยู่กับเด็กอะ เราจะต้องสดใสตลอดเวลาเลยนะเว้ย ต่อให้เราจะมีปัญหาอะไร หรือจะเครียดอะไรมาจากบ้านก็ตาม แต่พอเข้าประตูโรงเรียนมาเราต้องยิ้มหวานรับเด็ก สวัสดีค่ะ คือต้องเป็นนักแสดงมาเลยอะ 

    แล้วเราก็ต้องดูแลลูกเขาให้เหมือนลูกตัวเอง เราไม่เคยมีลูกใช่ป้ะ แต่เราก็ต้องรักและดูแลลูกเขาให้ดีที่สุด ไม่อยากให้มีปัญหา ไม่อยากให้ผู้ปกครองเขามาว่าเราได้ ว่าทำไมน้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ คือไม่ได้เลยนะ เพราะเราก็จะรู้สึกว่าเราดูแลลูกเขาได้ไม่ดี คือเราก็อยากให้ลูกเขาปลอดภัย กลับบ้านแบบไม่มีบาดแผลแต่ว่าเด็กอะเนาะ อยู่ด้วยกัน เดี๋ยวหยิกกัน เดี๋ยวแกล้งกัน เราก็ต้องรีบแจ้งผู้ปกครองว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ยังไง ทำไม เพราะอะไร คือปัญหาและอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดพวกนี้มันหลีกเลี่ยงได้ยากมาก มันยากมากที่เด็กจะไม่แกล้งกันอะ 

    แล้วสมัยที่ไปทำงานแรกๆ จะบอกว่าปวดหัวมาก เบลอไปเลย อันนี้ก็ร้อง อันนี้ก็ขี้ อันนั้นก็เยี่ยวใส่กางเกง อันนี้ก็อ้วก55555 คือเบลอไปเลย แต่มาตอนนี้รู้สึกว่าโอ้โหตัวเองเก่งมากละ ทำได้หมดทุกอย่าง ไม่ว่าเด็กจะขี้ จะเยี่ยว  หรือจะอ้วก เราสามารถทำโดยที่เราไม่พะอืดพะอม ไม่รังเกียจ ไม่อะไร"




    ตามปกติแล้วการทำงานทุกอย่างมันมีปัญหาหมด ปัญหาเวลาสอนเด็กคืออะไร แล้วแก้ปัญหายังไงบ้าง


    "เด็กแต่ละคนอะ การเลี้ยงดูจากพ่อแม่จะมีความต่างกัน บางคนลูกคุณหนูมาเลย บางคนก็แบบลูกชาวไร่ไถนา คือเด็กจะมาจากคนละสังคมเลย แล้วแต่ละสังคมก็จะเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน บางคนก็ดื้อ บางคนก็ไม่ดื้อ บางคนก็ฟัง บางคนไม่ฟัง เราก็จะต้องเอาเด็กให้อยู่ ก็จะต้องมีเทคนิคเฉพาะตัวในการรับมือกับเด็ก มันก็จะเป็นเทคนิคใครเทคนิคมัน ว่าจะทำยังไงให้เด็กรู้สึกสนุกกับเรา ให้เด็กรู้สึกสนใจสิ่งที่เรากำลังสอน แรกๆ ยังไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เด็กก็จะยังไม่คุยกับเรา ยังไม่ค่อยฟังเรา แล้วทีนี้จะทำยังไงอะที่จะให้เด็กมาฟังเรา 

    จำได้เลยว่าครั้งแรกที่ไปทำงาน ครูเขาก็จะยังไม่ได้ให้เราสอน เพราะเราต้องทำในส่วนที่เป็นคนช่วยสอน ยกเว้นว่าครูเขาไม่อยู่อะ เราก็จะเข้าไปสอนแทน ครั้งแรกเลยครูเขาก็อยากให้เราเข้าไปทำความรู้จักกับเด็กก่อน ทำความคุ้นเคยกับเด็ก ให้เราเรียนรู้ว่าเด็กเป็นยังไง แล้วเราต้องทำยังไง เราก็เลยอาศัยครูพักลักจำเอา ก็ดูว่าเขาทำยังไงกับเด็กคนนี้ ใช้วิธีไหนเด็กคนนี้ถึงหยุดร้องไห้ 

    ทีนี้เราก็เลยกลับมาทำการบ้าน เริ่มหาหนังสือมาอ่าน อ่านคู่มือเกี่ยวกับเด็ก แนวทางการสอน การเลี้ยงดูอะไรพวกนี้ แล้วก็เอามาปรับใช้กับเด็กของเรา ว่าควรทำยังไงเวลาเจอปัญหาแบบนี้ เราจะทำยังไงถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ 

    แล้วคือเราโชคดีมากเลยนะ ปกติคนตัวใหญ่อะ เด็กเห็นเด็กก็จะไม่อยากเข้าใกล้เพราะเด็กจะรู้สึกว่าเราดูน่ากลัวอะไรงี้ แต่เชื่อป้ะ ว่าไม่เกิดปัญหานั้นกับเราเลย คือตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปทำงานน่ะ เด็กอยากเข้ามาใกล้เรา เริ่มจากเราไปหยิบหนังสือมาอ่านให้ฟัง ชี้ภาพในหนังสือให้ดูว่าสัตว์ตัวนี้คืออะไร สัตว์ตัวนั้นคืออะไร แล้วก็ถือโอกาสนั้นคุยกับเด็ก ทำความคุ้นเคยกัน พอเด็กคนนี้มา คนนั้นก็เริ่มเดินเข้ามา คนโน้นก็ทยอยตามกันมาดูด้วย ก็เลยสนิทกับเด็กไว แล้วเราเป็นคนชอบยิ้ม อารมณ์ดีอะไรแบบนี้ เด็กก็เออรู้สึกว่าเราอบอุ่นเวลาอยู่ใกล้ อยากอยู่กับครูคนนี้ อยากเล่นกับครูคนนี้"


    ได้อะไรจากการอยู่กับเด็กบ้าง


    "มีความสุข อย่างแรกเลยคือมีความสุข มีความสุขจริงๆ นะ บางคนเขาจะชอบบอกว่าแค่เลี้ยงลูกตัวเองก็เหนื่อยแล้ว ละเนี่ยเลี้ยงลูกคนอื่นตั้งหลายคนน่ะ เออ55555 แต่จริงๆ คือเด็กหลายคนอะ เวลาอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้ปกครอง คือเขาก็จะเป็นอีกคนนึง มีอีกพฤติกรรมนึง เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เด็กหลายคนก็จะแบบตลก บางคนก็มีมุมน่ารักอะไรแบบนี้ แล้วอย่างเวลาเครียดๆ เวลามีปัญหา พอได้มาอยู่กับเด็กความรู้สึกเครียดๆ มันหายไปเลยจริงๆ นะ"


    มีเหตุการณ์ประทับใจอะไรเกี่ยวกับเด็กๆ บ้างไหม


    "ประทับใจหรอ? 

    อันนี้เป็นเรื่องของผู้ปกครอง คือตอนเย็นเด็กก็จะตื่นนอนแล้วก็กินนม จากนั้นก็จะเตรียมกลับบ้าน แล้วเด็กอะเนาะเล่นกันมาทั้งวัน ผมเผ้าก็จะฟู ผมจากที่แม่มัดมาให้สวยๆ เมื่อเช้าใช่ไหม พอตกเย็นผมก็จะหลุดลุ่ยอะไรแบบนี้ เราก็เลยไปซื้อยางมัดผมกับหวีมา พอเลิกเรียนแล้วเราก็มาต่อคิวมัดผม มาถักเปียให้เด็กก่อนกลับบ้าน ทีนี้มีอยู่วันนึง หลังจากที่เราทำงานมาสักพัก ก็มีโอกาสได้ย้ายตึก คือเราก็จะไม่ได้อยู่กับเด็กที่ตึกนั้นละ ผู้ปกครองก็มาเล่าให้ฟังว่า ‘เนี่ยน้องณิชามาบ่นว่าพี่เมย์ไม่อยู่ด้วยไม่มีใครมัดผมให้หนูเลย’ แล้วผู้ปกครองก็บอกว่าเด็กๆ คิดถึงเรานะ 

    คือต้องบอกเลยว่าผู้ปกครองน่ารักกับเรามาก ทุกคนพูดดีกับเราตลอด ใส่ใจเราเสมอ บางทีมันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นะ แต่มันก็ทำให้เรามีความสุข เขาให้ความสนใจเรา เวลากลับไปบ้านเขาก็ไปพูดถึงเรา ชมเรากับคนอื่นๆ บางคนก็ทักมาคุยด้วยอะไรแบบเนี้ย"




    สำหรับมึงแล้ว หลังจากผ่านมรสุมต่างๆ นานา จนทำงานมาถึงตอนนี้ มึงคิดว่าชีวิตคืออะไร


    "ชีวิตคืออะไรหรอ ชีวิตคือ อะไรอะ ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่ได้คิดเลย5555555 


    ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต่างคนต่างกลั้นหัวเราะกันไม่อยู่ เธอขำฉันก็ขำ หัวเราะกันอยู่พักนึงเมย์ก็ให้คำตอบกลับมาว่า


    "อืมมมมม ชีวิตสำหรับกู ชีวิตคือการไม่คาดหวัง ไม่คาดหวังว่าพรุ่งนี้จะต้องเป็นแบบนี้ 

    อยากใช้ชีวิตให้รู้สึกว่าปลอดภัยที่สุดในแต่ละวันมากกว่า ไม่อยากคาดหวังว่าพรุ่งนี้มันจะเป็นยังไง เพราะเราจะรู้สึกว่าเวลาเราผิดหวังใช่ไหม เราจะรู้สึกเฟลมาก ก็เลยไม่อยากคาดหวังแล้ว"


    ตอนนี้เพื่อนเราก็ทยอยจบกันจะหมดละ แต่ละคนก็มีแพลนในอนาคตกันเต็มไปหมด ตอนนี้มีแพลนในอนาคตไหม อยากทำอะไรต่อไป


    "อนาคตก็ว่าจะกลับเรียนต่อให้จบ แล้วก็คงจะอยู่ในสายงานนี้แหละ ตอนนี้ก็กำลังดูๆ อยู่ คืออยากเรียนเสาร์-อาทิตย์มากกว่า เพราะว่าฉันอยากทำงานด้วยไง ห่วงงานมาก อยากทำงานมาก แต่อีกใจนึงก็อยากไปเรียนให้มันจบ เพื่ออนาคตตัวเองอะเนาะ เพื่อเงินเดือนอะไรพวกนี้"


    ถามจริงๆ ว่า มีความสุขกับชีวิตตัวเองตอนนี้ไหม


    "มีความสุขในหลายๆ เรื่อง แล้วก็ยังไม่มีความสุขในหลายๆ เรื่อง ก็สุขบ้าง ทุกข์บ้าง มีความสุขบ้าง สลับกันไป"


    เป็นคำคมที่จริงมากๆ อีกคำคมนึงเลยทีเดียว จริงอย่างที่เมย์บอก ใครมันจะมีความสุขไปซะทุกวัน แล้วใครที่มันจะทุกข์ไปซะทุกวัน ทุกข์กับสุขมันอยู่ด้วยกันกับเราทุกวัน แค่วิ่งตามรถไอติมไม่ทัน ก็ทุกข์ได้เหมือนกันนั่นแหละ...


    แล้วความสุขในตอนนี้คืออะไร


    "ก็คืองานของเรานี่แหละ เราคิดว่าที่ทำงานของเรามันโอเคมากๆ มีความสุขมาก"


    สีหน้าและน้ำเสียงของคนที่ถูกถาม สดใสมากจนบอกไม่ถูก ชัดเจน100เปอร์เซ็นต์ว่าเธอมีความสุขกับงานที่ทำมากจริงๆ


    ฉันชอบนึกถึงสมัยที่เรายังเรียนมัธยมอยู่ คิดถึงมากๆ ถ้าย้อนกลับไปตอนสมัยเรียน สมัยมัธยมก็ได้ คิดถึงอะไรมากที่สุด


    "คิดถึงเพื่อน คิดถึงเพื่อนมาก คิดถึงการใช้ชีวิตที่แบบว่าตื่นเช้ามาไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องคิดอะไรเลย ไปโรงเรียนก็เรียนบ้าง ไม่เรียนบ้าง โดดเรียนไปอยู่ในห้องน้ำบ้าง แต่มันก็มีความสุขอะ บางวิชาคือแบบไม่อยากเรียนเลย อย่างเช่น วิชาคณิตศาสตร์ของอาจารย์จีรนันท์แบบนี้5555555555 เอากระเป๋าวางไว้หน้าห้องเรียน เข้าไปเช็กชื่อ แล้วทยอยกันขออนุญาตไปห้องน้ำ แล้วก็ไปเลยไม่กลับมาอีก55555"


    ในตอนนั้นก็ยอมรับว่าทึ่งในความกล้านี้ของเพื่อนตัวเองอยู่ไม่น้อย และถ้าย้อนเวลากลับไปได้จริงๆ ล่ะก็ ฉันจะแจ้ง!


    นี่พวกเราก็จบมัธยมกันมาจะ 5  ปี แล้วเนาะ คิดว่าตัวเองตอนนี้กับตัวเองเมื่อ 4 ปีที่แล้วต่างกันมากแค่ไหน


    "ต่างกันมาก ตอนนั้นเราก็เหมือนเป็นแค่เด็กที่อยากจะโต แต่ว่าตอนนี้คือเราโตแล้ว ตอนนั้นเราแค่อยากโต คำพูดคำจา การกระทำ อะไรแบบนี้ เรายังคิดน้อยถ้าเทียบกับตอนนี้ ถามว่าตอนนี้ดีที่สุดหรือยัง ก็ยังไม่ได้ดีที่สุด แต่ว่าก็ดีมาจากเดิมค่อนข้างเยอะ เยอะแบบเยอะมาก ก็อย่างที่บอกว่าเมื่อก่อนเป็นคนที่แบบว่ากระด้างกระเดื่อง พูดคำหยาบ เป็นคนหยาบคาย ถามว่าทุกวันนี้เป็นไหม ก็ยังเป็นอยู่นิดหน่อย5555555 แต่ว่ามันก็ดีขึ้น เราก็จะเป็นแค่เฉพาะกับเพื่อน แต่ว่าในสังคมการทำงาน กับครอบครัวเราก็จะไม่ได้ทำแบบนี้แล้ว ก็รู้สึกเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนอะไรแบบนี้ มีความเป็นคุณครูมากขึ้นด้วย"


    ใครๆ เขาก็ชอบแชร์คำคมกันในเฟซบุ๊ก ทุกวันนี้ใช้คติอะไรในการดําเนินชีวิตบ้าง


    "คติไหนอ่ะ กูไม่ได้คิดมาเลย กูไม่มีคติอ่ะ5555555"


    สิ้นประโยคนี้ เราทั้งสองคนก็หัวเราะออกมาอยู่พักใหญ่ ไม่รู้จะไปต่อยังไง ฝ่ายคนถามเมื่อเจอคำตอบที่แสนจะจนมุม ก็เลยต้องพูดแบบปลงๆ ว่า "เอองั้นตัดจบแบบนี้ก็ได้555555555"


    "555555555 ก็นั่นแหละ ใช้ชีวิตยังไงให้ปลอดภัย และมีความสุข ใช้ชีวิตยังไงให้ปลอดภัยที่สุด ปลอดภัยในที่นี้หมายถึงปลอดภัยจากทุกอย่าง ไม่ประมาทในชีวิต ไม่ประมาททั้งคำพูดและการกระทำ ทุกอย่างเลย"


    ถ้ามีใครสักคนที่กำลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้ ในตอนนี้ เขาอาจจะต้องออกเรียนกลางคัน หรือกำลังจะตัดสินใจซิ่ว บางคนอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับไปเรียนอีก เรามีอะไรอยากจะพูดถึงไหมในฐานะที่เรามีประสบการณ์นี้มาก่อน


    "จุดนั้นที่เราออกมา เราก็ว่าชีวิตเราแย่นะ แย่มากเลย แต่คือสุดท้ายเราก็จะผ่านมันมาได้ อย่าเพิ่งหมดหวังอะ ถามว่าตอนนั้นเราซึมเศร้าไหม ก็ซึมเศร้าหนักเลยแหละจมอยู่กับความเศร้านั้นเป็นเดือนๆ อะ เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ออกไปไหนเลย แต่สุดท้ายมันก็ต้องผ่านไปให้ได้ นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ ชีวิตมันคือการเรียนรู้อะ ยังไงสุดท้ายเราก็จะผ่านมันมาได้อยู่แล้ว แล้ววันหนึ่งมานั่งมองย้อนกลับไป เราก็จะรู้สึกว่าเออ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเลย มันเป็นแค่ฉากหนึ่งในชีวิตของเราเท่านั้นเอง ยังไงเราก็ผ่านมันไปได้แน่นอน ยังมีอีกหลายฉากใหญ่รอเราอยู่ข้างหน้า ยังไงก็ต้องสู้นะ!"


    เราสองคนคุยกันถึงเรื่องราวเก่าๆ ต่างคนก็ต่างแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน นินทาชาวบ้านบ้าง รีวิวขนมบ้าง คุยกันอยู่นานแค่ไหนก็จำไม่ได้ซะแล้ว  แต่คำพูดที่ว่า "อดีตก็เหมือนฉากนึงในชีวิต ยังมีอีกหลายฉากรอเราอยู่ข้างหน้า" ยังดังอยู่ในหัวตลอดไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

    รักและคิดถึงเสมอ



    ปล. มีเพจด้วยนะคะ ฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยค่า

    https://web.facebook.com/Aewisaliveandbeautiful/

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in