#ดิออนออนเดอะโรลdionyk
01 : การเริ่มต้นและความสำเร็จ
  •      สวัสดีค่ะ จากอีพี 00 ที่เราแนะนำตัวและเกริ่นถึงการเข้าร่วมโครงการของเราไป วันนี้เราจะมาเจาะลึกขึ้นเกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการ และค่าใช้จ่ายนะคะ เราจะพยายามเขียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจำได้ ถ้าหากมีข้อผิดพลาดประการใดสามารถท้วงติงและพูดคุยกันได้ในช่องความคิดเห็นนะคะ :)

    ออแพร์ : Au Pair

    ADVERTISEMENT


         อย่างที่ได้บอกไปแล้วในอีพีก่อนว่าออแพร์คืออะไร มาสรุปสั้นๆกันอีกรอบนะคะ ออแพร์คือพี่เลี้ยงเด็กแหละค่ะ แต่ออแพร์มาทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กในฐานะผู้มาแลกเปลี่ยนด้วยวีซ่า J-1 (ข่าวอัปเดตในปี 2020 : ทรัมป์ประกาศยกเลิกวีซ่าประเภทนี้จนถึงสิ้นปี 2020 มีผลตั้งแต่ 22 มิถุนายนเป็นต้นมาค่ะ ในปีนี้เลยจะไม่มีออแพร์ใหม่เข้ามาในอเมริกา แต่แนวโน้มปีหน้ามีต่อแน่นอนค่ะ) โดยที่เราจะต้องอาศัยอยู่กับโฮสต์แฟมมิลี่ พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียนจากโฮสต์ด้วยค่ะ โดยออแพร์มีความแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรปค่ะ แต่เราเลือกมาอเมริกาเพราะเราไม่เก่งภาษาอังกฤษ เลยอยากมาเอาภาษาอังกฤษให้รอดก่อน อันนี้จะขึ้นกับการตัดสินใจส่วนบุคคลของทุกคนเลยนะคะว่าสนใจในภูมิภาคไหน ค้นหาดูบทความต่างๆของรุ่นพี่ออแพร์มีส่วนช่วยในการตัดสินใจได้อย่างหนึ่งค่ะ ต่อไปเราจะพูดถึงข้อดีของการเป็นออแพร์ในอเมริกากันนะคะ

    ข้อดีของการเป็นออแพร์
         -  ค่าใช้จ่ายถูกกว่าโครงการอื่น
         -  สัญญาการเป็นออแพร์อยู่ที่ 1 ปี และสามารถเลือกต่อได้ 6, 9 หรือ 12 เดือน
         -  ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายสัปดาห์ 195.75$ ต่อสัปดาห์
         -  ได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียนจากโฮสต์แฟมมิลี่ จำนวน 500$ เราสามารถเลือกเรียนอะไรก็ได้ตามความสนใจ แต่ต้องเก็บหน่วยกิตครบ 6 หน่วยกิต หรือ 60 ชั่วโมง
         -  มีที่ปรึกษาท้องถิ่นให้ปรึกษาเสมอค่ะ หากเกิดเหตุอะไรขึ้น
         -  โฮสต์ทุกบ้านถูกตรวจสอบเป็นอย่างดีจากเอเจนซี่ เรามั่นใจในความปลอดภัยของเราได้เลยค่ะ
         -  มี Vacation ให้ 2 อาทิตย์ต่อปี

    ขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการออแพร์

        เราได้สรุปขั้นตอนมาให้เข้าใจง่ายๆตามรูปด้านบนเลยนะคะ แต่เราจะมาเจาะลึกขั้นตอนแต่ละขั้นในอีพีนี้ด้วย ถ้าทุกคนพร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันเลยค่ะ!

    1) คุณสมบัติพื้นฐาน
         ก่อนที่จะติดต่อเอเจนซี่ขอให้เราตรวจสอบตัวเราเองก่อนนะคะ ว่ามีคุณสมบัติพื้นฐานตามที่ออแพร์ควรจะมีหรือมั้ย โดย 5 ข้อหลักๆ ก็ตามด้านล่างนี้ค่ะ

         -  อายุ 18-26 ปี (ไม่เกิน 27 ปี ก่อนเดินทางถึงอเมริกา เช่น 26 ปี 5 เดือน ได้ค่ะ แต่ถ้า 27 ปีขึ้นไป ไม่ได้แล้วนะคะ เราแนะนำให้ไปทางยุโรปแทนค่ะ บางประเทศรับถึงอายุ 30 เลยค่ะ)
         -  จบปริญญาตรี เอเจนซี่ในไทย request คนที่จบปริญญาตรีแล้วเท่านั้นค่ะ
         -  ไม่มีประวัติอาชญากรรม ข้อนี้ก็สำคัญนะคะ เอเจนซี่ที่เรามาด้วย เขาจะให้เราขอประวัติอาชญากรรมแนบเป็นหลักฐานในการส่งใบสมัครด้วยค่ะ เพื่อแน่ใจว่าเราใสสะอาดและปลอดภัย
         -  มีประสบการณ์เลี้ยงเด็ก อันนี้สามารถทำหลังจากติดต่อเอเจนซี่ไปได้ค่ะ เพราะเราก็ทำหลังจากนั้น
         -  มีใบขับขี่รถยนต์ สำคัญเลยนะคะ ต้องมีทุกคน เราขับรถปกติอยู่แล้วเลยไม่ได้กังวลอะไร และไม่ต้องไปเรียนขับรถใหม่ แต่หลายๆคนยังไม่เคย เลยต้องลงเรียนขับรถค่ะ (ถ้าลงเรียนกับสถาบัน เขาทำใบขับขี่ให้ควบคู่กัน หลังจากที่เรียนจบเลยค่ะ *อ้างอิงจากเพื่อนเรานะคะ)

         ถ้าหากทุกคนมีคุณสมบัติพื้นฐานตามที่เรากล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็จะเป็นดำเนินการในขั้นตอนต่อไป นั่นก็คือติดต่อกับเอเจนซี่เลยนะคะ เราจะมาบอกเล่าเกี่ยวกับเอเจนซี่ของเราผ่านขั้นตอนต่อไปเลยค่า

    2) ฟังสัมมนากับเอเจนซี่ / สัมภาษณ์ / ส่งเอกสาร / ทำโปรไฟล์
         เราขอรวบ 4 ขั้นตอนมาในข้อเดียวเลยนะคะ ตามที่บอกว่าเราได้เลือกมากับเอเจนซี่ A*C (ขออนุญาตให้สอบถามหลังไมค์นะคะ) ซึ่งในแต่ละเอเจนซี่ก็จะมีวิธีการดำเนินการที่แตกต่างกันออกไปเลย เราเลยจะมาให้ข้อมูลตามที่เราได้ดำเนินการมานะคะ เริ่มจากเราไปฟังสัมมนาที่ขอนแก่นค่ะ หลังจากนั้นพี่เอเจนซี่ก็ถามไถ่ตลอดๆ สุดท้ายเราได้เข้าร่วมโครงการกับเอเจนซี่นี้ หลังจากที่ฟังสัมมนาและตกลงที่จะเข้าร่วมโครงการแล้ว เราจะได้กรอกใบสมัครและเสียค่าดำเนินการให้กับเอเจนซี่ไทย อันนี้จะขึ้นอยู่กับแต่ละเอเจนซี่เลยนะคะ เราเสียค่าดำเนินการ จำนวน 4,000 บาทค่ะ ทางเอเจนซี่เราขอให้เราขอใบประวัติอาชญากรรมแนบด้วย เสียเงินเพิ่มอีก 100 บาท อันนี้เราไม่ต้องดำเนินการเองค่ะ ทางเอเจนซี่จะดำเนินการให้ ซึ่งในการขอใบประวัติอาชญากรรมจะมีใช้เอกสารตามด้านล่างนี้นะคะ

         -  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ
         -  สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ใบ
         -  สำเนาพาสปอร์ต 1 ใบ (เราทำใหม่ ตอนนั้นเป็นแบบ 5 ปี ราคา 1,040 บาทค่ะ)
         -  สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (หากมี)
         -  หนังสือยินยอมให้เอเจนซี่ดำเนินการให้เรา
         -  แบบฟอร์มในการขอใบประวัติอาชญากรรม

         ส่งเอกสารตามนี้ไปให้เอเจนซี่ดำเนินการให้ค่ะ นั่นหมายความว่าเราได้สมัครเข้าร่วมโครงการกับเอเจนซี่ไทยเรียบร้อยแล้วนะคะ ขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นการสัมภาษณ์ภาษาค่ะ ซึ่งเอเจนซี่เราจะมีพี่ๆทีมงานในแต่ละภาคดูแล ของเราภาคอีสาน พี่เขาดูแลดีเลยค่ะ ถ้ายังไม่เก่งภาษาอังกฤษมากแบบเรา จะได้ทดสอบภาษาเป็นรายครั้ง (จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับทักษะภาษาของเราค่ะ ถ้าดีมากก็อาจจะครั้งเดียว แล้วเตรียมตัวส่งเอกสารเลยค่ะ) ระหว่างนี้เราสามารถกรอกโปรไฟล์ออนไลน์ของเราไปพลางๆก่อนได้ค่ะ ส่งอีเมลไปขอลิงก์กับทางสำนักงานใหญ่ ทำวิดีโอแนะนำตัวและอัปโหลดรูปภาพด้วยนะคะ ทางเอเจนซี่เราแนะนำให้ทำวิดีโอความยาวไม่ต่ำกว่า 3 นาที เรื่องนี้เราเองก็ค่อนข้างเครียด เพราะเราทำเป็นแนว vlog และพี่เอเจนซี่ดูไม่ค่อยชอบ แต่เรายืนยันจะทำต่อ จนสุดท้ายก็ผ่านมันมาได้ค่ะ ส่วนเรื่องทดสอบภาษาของเราจะเป็นการทดสอบด้วยการดูหนังและตอบคำถามหลังจากดูจบกับเจ้าของภาษาค่ะ ซึ่งคือสามีของพี่ทีมงานเองค่ะ เราดูหนัง 2 เรื่อง เพราะเราช้าด้วย เราต้องไป-กลับกรุงเทพฯ เพราะเรื่องรับปริญญาค่ะ มันเลยช้า จริงๆต้องได้ดูมากกว่านี้ด้วยซ้ำ เราดูหนังเรื่อง 3 ใกล้จบแล้วแต่พี่บอกมันถึงเวลาที่เราต้องออนไลน์แล้ว เราเลยได้ final test ตอบคำถามเรื่องออแพร์กับพี่เขาเลยค่ะ (ของเราเป็นช่วงสิงหาคม 2019 ค่ะ) ทีนี้พี่เขาก็จะรวบรวมใบสมัครเราให้เรียบร้อยและให้เราส่งไปให้กับสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพ พี่ที่ดูแลก็จะช่วยเราตรวจโปรไฟล์ระหว่างรอเอกสารถึงสำนักงานใหญ่ หลังจากพี่เขาได้รับเอกสารเราแล้ว ก็จะมีให้เราทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาก่อนค่ะ เพื่อหาว่าบุคลิกของเราเป็นแบบไหน เอาไว้ให้โฮสต์มาดูเราด้วย พอทำเสร็จแล้ว เราก็กด submit โปรไฟล์ได้เลยค่ะ จากนี้จะเป็นขั้นตอนการออนไลน์แล้วนะคะ

    3) ออนไลน์หาโฮสต์ / MATCH / ทำสัญญา
        เราอ้างอิงจากประสบการณ์ของเรานะคะ หลังจากกด submit ไป รอประมาณ 6-7 วันในการออนไลน์โปรไฟล์ค่ะ ในช่วงเวลาออนไลน์ของเราจะมีโฮสต์เข้ามาทีละ 2 บ้าน แต่ละบ้านมีเวลาประมาณ 1 อาทิตย์ในการอยู่ในระบบแมทช์กับเรา แต่ว่าเราสามารถคุยกับโฮสต์ได้เรื่อยๆนะคะถ้าถูกใจ ยกเว้นเขาได้คนแล้ว ตอนเราออนไลน์เรามีโฮสต์มาคุยด้วย 6 บ้านค่ะ เราตัดสินใจแมทช์บ้านที่ 5 ไป เดี๋ยวเรามาพูดถึงประสบการณ์การสไกป์ของเรากับโฮสต์ในแต่ละบ้านให้ฟังนะคะ พร้อมกับความคิดเห็นของเราด้วยว่าทำไมถึงตัดสินใจแมทช์หรือไม่แมทช์บ้านนี้

         • บ้านที่ 1 : น้อง 3 คน (ฝาแฝด 2 ขวบ / คนเล็ก 7 เดือน) บ้านนี้คุณพ่อเป็นคุณหมอค่ะ คุณแม่อยู่บ้านเพราะลูกเล็กอยู่ เราเลยจะไม่ได้ขับรถ แต่แม่น่ารักมากๆ คุยด้วยแล้วดี บ้านสวย จริงๆก็อยากจะ keep in touch กับบ้านนี้นานๆ แต่เรายุ่งกับการหางานที่กรุงเทพฯ* เลยได้คุยสไกป์กันครั้งเดียว และติดต่อทางข้อความกับอีเมลเอา เขาพยายามจะให้เราคุยกับลูกเขาด้วย แต่เราเดินทางเข้าออกกรุงเทพฯเป็นว่าเล่นเลย สุดท้ายพอเราว่าง ขอติดต่อคุยอีกรอบ เขาได้คนแล้ว เพราะเราให้เขารอเกือบ 2 อาทิตย์ค่ะ เกรงใจมาก แต่เราก็ไม่ว่างจริงๆ เขาอวยพรมาให้เราด้วย น่ารัก เราเลยขอให้เขาเจอคนดีๆเช่นกันค่ะ
         • บ้านที่ 2 : ทุกคนเชียร์บ้านนี้ตั้งแต่เห็นว่ามีรถให้ขับและน้อง 2 คน (คนโต 3 ขวบ / คนเล็ก 1.7 ขวบ) คุณแม่เป็นพยาบาล คุณพ่อทำธุรกิจส่วนตัวค่ะ โปรไฟล์ดีมาก และคุยกันทางอีเมลก็ดีมาก เขารอเรา เพราะเราหางานที่กรุงเทพฯอยู่ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในระบบแมทช์กับเรา ยังติดต่อกันทางอีเมลเรื่อยๆ จนเรากลับถึงบ้าน นัดวันคุยแล้ว แต่พอถึงวันคุย เขาหายไปค่ะ เราก็เกรงใจไม่อยากตามมาก เลยรอไป 40 นาที ค่อยส่งอีเมลบอกเขาอีกที ที่นี่ประเด็นหลักมันอยู่ที่เราเป็นไข้ในวันนั้นพอดี ปวดหัว ตัวร้อน แล้วเวลานัดคือ 21.00 น. บ้านเรา ในขณะที่บ้านเขาเป็นเวลาเช้า เพราะห่างกัน 14 ชั่วโมง เรารอไป 1.40 ชั่วโมง เขาก็ยังไม่มา ร่างกายเราเองก็ไม่ไหวแล้ว เลยส่งอีเมลไปบอกเขาว่าขอตัวนอน แต่ลืมบอกเหตุผลว่าเป็นไข้ แต่พอส่งปุ๊บ เขาตอบสไกป์ทันทีค่ะว่ามาแล้ว เลยได้คุยกันประมาณครึ่งชั่วโมง จริงๆน่ารักมากเลย ได้เห็นน้องนิดนึงด้วยค่ะ พอคุยกันจบเราก็บอกลา แล้วบอกว่าไว้คุยกันใหม่นะคะ ขอบคุณที่สนใจในตัวเรา พอวันต่อมา เราลองส่งอีเมลไปว่าขอนัดคุยอีกรอบ เขาก็ตอบกลับมาเลยว่าเราไม่ยืดหยุ่นพอ สรุปแล้วจริงๆก็เหมือนเขาจะทดสอบเรานั่นแหละค่ะ เราเลยโอเค ไม่เป็นไร หาใหม่ เราเลยชวดบ้านนี้ไป 
         • บ้านที่ 3 : บ้านนี้มีน้อง 3 คนค่ะ (คนโต 7 ขวบ / ฝาแฝด 1.5 ขวบ) คุณแม่เป็นบัญชี คุณพ่อเป็นจักษุแพทย์ บ้านเอเชียล้วน เกาหลี-ฮ่องกงค่ะ บ้านนี้ก็ไม่ได้ขับรถค่ะ เพราะอยู่ใจกลางเมือง ขนส่งสาธารณะเข้าถึงค่ะ ใจจริง เกือบแมทช์กับบ้านนี้แล้วค่ะ เพราะได้คุยเยอะสุด มีเวลาคุยกับเขาที่สุด แต่พอรอบที่ 3 อีเมลบอกเขาไปว่าขอคุยกับออแพร์คนก่อนของคุณได้มั้ย เขาได้คนแล้ว เราเลยโอเค ไม่เป็นไร มันเป็นจังหวะของชีวิตอะเนอะ หาใหม่ต่อไปค่ะ (แนะนำว่าถ้าบ้านไหนบอกเคยมีออแพร์แล้ว ให้คุยกับออแพร์เขาด้วยจะดีที่สุดค่ะ จะได้เข้าใจและแน่ใจในงานและบ้านที่เราต้องไปอยู่)
         • บ้านที่ 4 : บ้านนี้มีน้อง 2 คนค่ะ (คนโต 7 เดือน / คนเล็กจะคลอดในอีก 5 เดือนข้างหน้า) คุณแม่ทำงานที่บ้านเพราะท้อง และบ้านนี้เป็นบ้านไนจีเรีย-อินเดีย แถมยังเป็นยูทูปเบอร์กันด้วยค่ะ บอกไว้ก่อนว่าเราไม่เคยดูแลเด็กทารกเลย เราดูแล 1.5 ปีขึ้นทั้งหมดค่ะ ไม่เคยดูแลต่ำกว่า 1 ปี เราเลยเกรงว่าเราจะดูแลลูกเขาไม่ดี และเหตุผลอีกอย่างคือเราไม่อยากเข้ากล้องนั่นแหละค่ะ เพราะคุยแล้วเขาบอกว่าอาจจะขอให้เราออกกล้องบ้าง เช่นคอนเทนท์ทำอาหารไทย หรือทำอะไรต่างๆ ที่เป็นกิจกรรมสนุกๆ เป็นต้น เราเลยค่อนข้างจะปฏิเสธเขาไปตั้งแต่คุยครั้งแรกค่ะ คุยกันแค่ 17 นาทีเห็นจะได้ค่ะ พอคุยเสร็จเราก็ส่งอีเมลขอบคุณ แต่ก็เข้าใจแล้วแหละว่าเขาไม่โอเคเท่าไหร่กับเรา หลังจากผ่านไป 2-3 วัน เราก็หมดเวลาแมทช์กับเขาค่ะ ไม่มีโฮสต์เข้ามาเลยค่ะ เราก็เคว้งเลยค่ะทีนี้ เราเลยส่งอีเมลไปหาบ้านนี้อีกว่าคุยรายละเอียดงานเพิ่มได้มั้ย เพราะระหว่างที่ไม่มีโฮสต์เข้ามานี่แหละค่ะ เราไปดูยูทูปเขามา เขาก็น่ารักของเขานะ แต่เราก็มีโฮสต์ในอุดมคติของเราไว้แล้วในใจ สรุปบ้านนี้ไม่ตอบกลับค่ะ เราชวดไปอีกบ้าน
         • บ้านที่ 5 : บ้านที่เราเลือกแมทช์ด้วย น้อง 3 คนค่ะ (คนโต 6 ขวบ / คนกลาง 2 ขวบ / คนเล็ก 8 เดือน) บ้านนี้ไม่ได้ขับรถเช่นกัน เพราะแม่ห่วงความปลอดภัยของน้องค่ะ แต่ว่าได้คุยกับออแพร์ของเขาค่ะ ซึ่งเป็นออแพร์ไทย คุยละเอียดเป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงได้ค่ะ สรุปบ้านนี้เราคุย 1 ครั้ง ได้คำตอบเท่า 3 ครั้งของบ้านอื่นเลยค่ะ เราเลยเอาว่ะ เอาบ้านนี้แหละ เพราะเราวางแผนจะมาอเมริกาในเดือนตุลาคมบ้านนี้เริ่มงานต้นตุลาพอดี เราวางแผนจะมาหลังวันเกิดเราค่ะ เราอยากฉลองวันเกิดกับครอบครัวก่อน แต่สรุปก็ไม่ได้ฉลองนะ เพราะเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯซะก่อน สรุปได้ MATCH กับบ้านนี้ค่ะ
         • บ้านที่ 6 : มาหลังจากเราแมทช์กับบ้านที่ 5 ไปแล้วค่ะ เหมือนระบบแมทช์จะมีปัญหา มันเลยทำให้บ้านใหม่กดแมทช์กับเราได้ สรุปบ้านนี้เราไม่ได้คุยค่ะ แต่น้องเป็นเด็กโตกันแล้วสักหน่อยค่ะ น่าจะประมาณ 7 ขวบและ 5 ขวบได้ค่ะ พอส่งอีเมลไปบอกว่าเราแมทช์แล้วนะ เขาก็อวยพรขอให้เราโชคดีในอเมริกา เราเลยอวยพรให้เขาได้คนที่ถูกใจเช่นกันค่ะ

        ทางเอเจนซี่เราจะต่างจากเอเจนซี่อื่นในข้อนี้ค่ะ นั่นคือเรื่องจ่ายค่าโครงการค่ะ เราจ่ายหลังแมทช์ แต่เอเจนซี่อื่นจะจ่ายหลังจากผ่านวีซ่า (อ้างอิงจากเพื่อนเราที่อยู่คนละเอเจนซี่นะคะ) ข้อนี้ทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยโอเคเหมือนกัน หลังจากที่เรากดแมทช์และเซ็น agreement แล้ว เอเจนซี่เราจะให้เราดำเนินการจ่ายค่าโครงการทันทีหลังจากที่เรากดแมทช์ เป็นเงินจำนวน 41,900 บาทค่ะ เดี๋ยวตรงนี้เรามาแจกแจงรายละเอียดในท้ายบทความของอีพีในเรื่องของค่าใช้จ่ายอีกทีนะคะ ทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องวีซ่ากันต่อเลยค่า

    * อันนี้เป็นอีกข้อที่ทำให้เราช้าด้วยค่ะ เพราะทางพี่ที่ดูแลเราต้องการให้เรามีงานทำ ห้ามว่างงานเด็ดขาด เพราะเราโดนไล่ออกจากเนิร์สเซอร์รี่ที่เราทำอยู่ โดยบอกเลิกจ้างแค่ 5-6 วันก่อนเลิกจ้าง ทำให้เราต้องวิ่งหางานเป็นเดือนเลยค่ะ จนมาได้งานที่กรุงเทพฯ ตามที่เล่าข้างบน มันเลยช้าๆ แต่เราก็ผ่านมาได้ และได้มาอเมริกาในเดือนตุลาคมตามที่หวังค่ะ

    4) สัมภาษณ์วีซ่า
         หลังเราแมทช์เสร็จพี่เอเจนซี่ก็ส่งอีเมลเกี่ยวกับการขอวีซ่ามาให้เราค่ะ ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ค่ะ
         -  เข้าสู่ระบบวีซ่าอเมริกาด้วยตัวเอง แล้วพิมพ์รายละเอียดการชำระเงินออกมาค่ะ
         -  ไปชำระเงินที่ธนาคารที่เขากำหนดให้ค่ะ ค่าวีซ่าตอนนั้นของเรา 5,280 บาทค่ะ
         -  พอชำระเงินเสร็จ ให้เข้าไปกรอกรายละเอียด DS-160 ที่พี่เอเจนซี่ส่งมาให้เรากรอกค่ะ โดยเขาจะแนบข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับการเข้าสู่ระบบวีซ่ามาให้เราด้วยค่ะ และอย่าเพิ่งกด submit ค่ะ เราต้องไป final เอกสารกับทางเอเจนซี่ก่อนนะคะ (สมัยเราคือกรอกยากมาก ระบบล่มบ่อยมาก บางทีกรอกไปเยอะแล้ว ดันไม่บันทึกให้อัตโนมัติ เราต้องมานั่งกรอกใหม่ทั้งหมด ไม่รู้ตอนนี้เป็นยังไงบ้างแล้วนะคะ)
         -  เตรียมเอกสารทั้งหมดให้ครบถ้วน แล้วเข้าไป final เอกสารกับพี่เอเจนซี่ที่สำนักงานใหญ่ค่ะ พี่เขาจะตรวจ DS-160 ให้เรา พร้อมกับจองคิวสัมภาษณ์ให้เราค่ะ เรื่องเอกสารเอเจนซี่จะส่งรายละเอียดให้เราทางอีเมล เพื่อให้เราตรวจสอบว่าเรามีเอกสารครบถ้วนหรือไม่นะคะ

         เอาล่ะค่ะ พอนัดวันสัมภาษณ์เสร็จ พี่ที่ดูแลเราก็จะซ้อมกับเราอยู่ 3-4 ครั้งค่ะ เขากลัวเราไม่ผ่าน เราตื่นเต้นเก่งมาก พี่เขาเลยพยายามบอกว่าน้องอีฟอย่าล่กนะลูก ไปถึงแล้วต้องตอบได้ทุกคำถาม เราก็ซ้อมไปจนถึงวันก่อนวันจริง เราจำได้เลยว่าเรานัดสัมภาษณ์วันที่ 10 ตุลาคม 2019 แต่เราเดินทางวันที่ 21 ตุลาคม 2019 ค่ะ คือมีเวลาแค่ 10 วันก่อนเดินทาง เราไม่ได้เผื่อใจเลยว่าจะตกสัมภาษณ์ มั่นมาก แม้ภาษาจะไม่ได้ดีเท่าไหร่ ทุกคนเองก็สู้ๆนะคะ มั่นใจเข้าไว้ค่ะ เราทำได้!
         เราจะเล่าตอนเราสัมภาษณ์ให้ฟังนะคะว่าเป็นยังไง วันนั้นเราแต่งตัวด้วยเสื้อคอจีนแขนสั้นสีน้ำเงินและกางเกงขายาวสีดำพร้อมรองเท้าผ้าใบค่ะ ตรงนี้บอกไว้ก่อนเลยว่าเราเองก็ดูสีมงคลไปเช่นกัน แต่สีน้ำเงินก็ไม่ใช่สีมงคลของวันนั้นนะคะ เราขอแค่ไม่ใส่สีกาลกิณีก็พอ แอบพึ่งดวงนิดนึง ฮ่าๆ ใดๆก็แล้วแต่อย่าลืมปฏิบัติตามข้อบังคับของสถานฑูตและอย่าลืมเอกสารสำคัญของเรานะคะ ของเรานัดรอบ 8.30 น. ค่ะ แต่เราไปถึงสถานฑูต เวลา 7.40 น. ตอนนั้นก็สามารถเริ่มเข้าแถวได้แล้วค่ะ เพราะเราจะต้องไปกรอกที่อยู่ในการจัดส่งพาสปอร์ตของเราอีกก่อนจะได้เข้าคิวสัมภาษณ์วีซ่าจริงๆ อันนี้มีคนแนะนำเรื่องลดอาการตื่นเต้นมานะคะ พยายามอย่าคุยกับใคร มีสมาธิให้มากๆ จดจ่อกับตัวเองดีที่สุดค่ะ แต่เราก็คุยกับเพื่อนที่มาขอ J-1 เหมือนกันอยู่คนหนึ่งค่ะ เรานิ่งๆเลย ไม่ตื่นเต้นอะไรมาก นึกถึงตัวเองวันนั้นแล้วขำ ฮ่าๆ พอมาถึงข้างในแล้ว ก่อนอื่นเลยเขาจะเรียกตามเวลาที่จองค่ะ พอถึงคิวที่เราจองแล้ว เราก็ต้องเดินเข้าไปอีกห้อง ลำดับแรกต่อคิวตรวจรูปวีซ่าค่ะ ถ้าไม่ผ่านมีตู้ให้ถ่ายข้างใน ราคา 150 บาท แต่ถ้าผ่านก็ไปต่อเลยค่า จะมีช่องให้ยิงบาร์โค้ดก่อนจะไปช่องสัมภาษณ์ ทำตามที่เจ้าหน้าที่บอกเลยนะคะ เอาล่ะค่ะ งานหินมาแล้ว แล้วแต่ดวงแล้วนะคะว่าตอนนี้ว่าคุณจะตกที่ช่องไหน ของเราเป็นคุณแมทธิวค่ะ ไม่รู้ว่ามีตำนานอะไรมั้ย แต่บทสัมภาษณ์เรา เป็นไปตามด้านล่างนี้เลยค่ะ :)

              👨‍💼: Good morning Miss.
              👩‍💼: Good morning.
              👨‍💼: How old are you now?
              👩‍💼: I’m 22 years old now.
              👨‍💼: Au Pair?
              👩‍💼: Yes!
              👨‍💼: Are you currently working for a tour company?
              👩‍💼: Yes, I’m working at (ชื่อบริษัท) which is a tour company concerning about traveling in Taiwan.
              👨‍💼: อันนี้เราฟังไม่ออก ได้ยินไปอีกแบบค่ะ เราก็ถามเขาว่า Again please. เขาเลยพูดไทยขึ้นมาว่า “อาชีพพ่อแม่เด็กน้อย” แล้วถามเป็นภาษาอังกฤษว่าพ่อแม่เด็กทำงานอะไรบ้าง
              👩‍💼: Lots of occupations กำลังจะตอบต่อ เขาพูดขึ้นมาก่อน
              👨‍💼: I think in Kalasin have a lot of farmer.
              👩‍💼: เราหัวเราะก่อนเลย No, there are lots of occupations like business, officer, teacher.
              👨‍💼: Have you read the (เล่มขาว)? Do you know about your right?
              👩‍💼: Yes, I have read it already. If I have any problems, I will call the number in this book. เราชี้ไปที่หนังสือ For emergency number in America is 911.
              👨‍💼: เขาก็บอกให้เราเก็บใบ DS-2019 ไว้ให้ดีๆ ใช้ตอนบินไปถึงที่นู่นนะ
              👩‍💼: Yes.
              👨‍💼: So... Good luck in America!
              👩‍💼: Thank you!!!

         เราเดินออกมาจากแถวเลย เรางงมากว่ามันจบแล้วหรอ นี่เราผ่านแล้วหรอ คือมึนงงมาก เดินวนอยู่แถวๆนั้นเกือบนาทีก่อนจะตั้งสติและเดินออกมา เราเดินออกมาจากสถานทูตแต่ยังงงอยู่ เลยโทรหาพี่ที่ดูแลว่านี่เราผ่านแล้วจริงๆใช่มั้ย ทำไมมันสั้นจัง พี่ก็บอกหนูผ่านแล้วลูก ผ่านแล้ว แล้วเราก็เล่าให้ฟังว่าเราเจออะไรมาบ้าง สรุปที่เกร็งคำถามกับพี่เขามา ไม่มีเลยสักข้อค่ะ แล้วก็ไม่ได้ยากมาก พอเราถึงหอ เราก็ส่งอีเมลบอกโฮสต์ เราง่วงมากหลังจากส่งเสร็จ เลยหลับไป ตื่นมาอีกทีตอนทุ่มหนึ่ง เวลาเช้าของโฮสต์พอดี เขาก็โทรมายินดีและดีใจที่เราผ่าน แล้วก็มีถามว่ายากมั้ย จริงๆมันไม่ยาก แต่เราตอบว่ายาก เพราะเพิ่งตื่น ฮ่าๆ ยังสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่ผ่านมาได้แล้วค่า เย่!

    5) เดินทางสู่อเมริกา / ปฐมนิเทศ / ถึงบ้านโฮสต์
         เราจะบอกว่าถ้าใครคิดจะลาออกจากงานใกล้ๆกับวันเดินทาง อย่าหาทำค่ะ เพราะเราทำงานถึงวันที่ 18 ตุลาคม แต่ต้องเดินทางวันที่ 20 ตุลาคม มันไม่ทัน! สิ่งสำคัญเลยนะคะ เสื้อผ้าเอามาน้อยๆค่ะ มาซื้อที่นี่ได้ ไม่ต้องกังวล ยกเว้นเสื้อผ้าบางประเภทอย่างเสื้อยืด แนะนำว่าเอามาเถอะค่ะ ที่นี่เสื้อยืดราคาสูงนิดนึงแต่คุณภาพเท่าตัวละ 100 บ้านเราเลยค่ะ เอาเสื้อผ้าจากไทยมาสัก 10-15 ชุดก็ได้ค่ะ แต่สิ่งสำคัญที่ควรจะเอามาที่สุดคือของกินค่ะ ถ้าคุณคือคนที่ติดรสอาหารไทย จะโหยหามันมากๆแบบเราค่ะ ตอนนี้เราอยู่อเมริกามา 9 เดือนแล้ว แต่ยังคิดถึงอาหารไทยอยู่ทุกวันค่า ยาสามัญประจำบ้านเอามาเลยค่ะ เผื่อเกิดอะไรขึ้นกับเราเนอะ เครื่องสำอางเอามาเท่าที่จำเป็นค่า กระเป๋าเล็กๆพอ ไว้ทำงานแล้วค่อยซื้อใหม่ได้ค่ะ อีกอย่างเราเตรียมของขวัญมาให้โฮสต์ด้วยค่ะ เป็นขนมกับชุดไทยให้เด็กๆ สร้างความประทับใจได้อีกแบบนะคะ
         หลังจากที่เราเดินทางถึงอเมริกา ทางเอเจนซี่จะไปรับเราถึงสนามบินเพื่อพาเราเดินทางไปยังสถานที่ปฐมนิเทศค่ะ ของเอเจนซี่เราปฐมนิเทศที่ Newark, NJ เพราะมีสนามบินตรงนั้น เดินทางง่ายดีค่ะ เราก็จะได้นอนกับรูมเมทแบบสุ่มอีก 2 คนเพื่อเป็นการสานสัมพันธ์ ถ้าเลือกได้ เราอยากย้อนกลับไปใหม่นะ เราไม่ค่อยได้คุยกับเพื่อนเลย เพราะเรามีอาการ jetlag ค่ะ ตาลอย และง่วงนอนตลอดเวลามาก ระหว่างที่ปฐมนิเทศทางเอเจนซี่ก็จะมีกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการอบรมให้เราเข้าร่วมค่ะ พอตกเย็นเราก็เลือกได้ว่าจะไปเที่ยวนิวยอร์กมั้ย ถ้าไปก็จ่ายประมาณ 17$ ค่ะ ค่ารถ ตอนนั้นเรา jetlag พร้อมกับฝนตก เลยเลือกที่จะไม่ไปค่ะ วันที่ 2 เราไปเดิน outlet กับพี่คนไทยที่เดินทางมาด้วยกันแทน สรุปไม่ได้อะไรเลย อยากหาอะไรกิน แต่นั่นแหละค่ะ ของกินน้อยมาก
        วันที่ 4 คือวันสุดท้ายของการอบรมค่ะ วันนี้เราอบรมครึ่งวัน ตอนบ่ายแยกย้ายกันเดินทางไปบ้านโฮสต์ค่า ของเราอยู่รัฐ Pennsylvania ซึ่งใกล้กับที่อบรม โฮสต์เลยจะขับรถมารับเอง ไม่ต้องไปสนามบินเหมือนคนอื่นๆค่ะ เจอโฮสต์ครั้งแรกตื่นเต้นมาก โฮสต์เรามีป้ายต้อนรับมาให้ด้วย น่ารักมากเลยค่ะ ระหว่างนั่งบนรถ เราก็ยัง jetlag อยู่ แต่ก็พยายามคุยกับโฮสต์แบบง่วงๆ สุดท้ายก็ถึงบ้านโฮสต์แล้วค่ะ

    สรุปค่าใช้จ่าย
         - ค่าดำเนินงานของเอเจนซี่ไทย 4,000 บาท
         - ค่าขอใบประวัติอาชญากรรม 100 บาท
         - ค่าส่งเอกสารไปสำนักงานใหญ่ทั้งหมด 2 รอบ 100 บาท
         - ค่าพาสปอร์ต (สำหรับคนที่ยังไม่มี) 1,040 บาท
         - ค่าโครงการ 41,900 บาท (รวมประกันสุขภาพแล้ว)
         - ค่าวีซ่า 5,280 บาท (160$ คิดเป็นเงินไทยตามเรทเงินในเวลานั้นๆ)
         - ค่าตรวจสุขภาพ (เราตรวจที่รพ.ศรีนครินทร์ ขอนแก่นค่ะ) 1,200 บาท
         - ค่าขอใบประวัติอาชญากรรม 200 บาท (อันนี้รอบ 2 ค่ะ ค่าขอ 150 + ค่าส่ง 50)
         - ค่าถ่ายรูปวีซ่า (เราถ่ายที่อีสบอนน์ พารากอนค่ะ) 230 บาท
         - ค่าใบขับขี่สากล 505 บาท
         - เอเจนซี่เราขอให้มีผู้สนับสนุนด้วยค่ะ โดยผู้สนับสนุนต้องมีเงินในบัญชีที่เปิดมาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน เป็นจำนวนเงิน 90,000 - 100,000 บาท (อันนี้แค่แสดงในวันที่ไปสัมภาษณ์วีซ่า เผื่อเหตุฉุกเฉินค่ะ ไม่ได้เสียเงินแต่อย่างใดนะคะ)

         โดยค่าใช้จ่ายหลักๆจะมีประมาณนี้นะคะ ค่าใช้จ่ายรวมแล้วประมาณ 54,555 บาทค่ะ เป็นยังไงกันบ้างคะ ขั้นตอนกว่าจะมาเป็นออแพร์ก็เยอะเหมือนกันใช่มั้ยคะ? หลังจากนี้จะเป็นเรื่องของอีพีต่อๆไปแล้วนะคะ หวังว่าบทความของเราจะเป็นประโยชน์ให้กับทุกคนไม่มากก็น้อย ยังไงฝากติดตามกันด้วยนะ เจอกันใหม่อีพีหน้าค่า :)




    ติดต่อหลังไมค์ได้ที่ทวิตเตอร์ @dionyk_


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in