เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Are You Woyzeck? 2021woyzeck2021
Is there still “Woyzeck”? จากคดีฆาตกรรมแห่งปีสู่ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละคร
  • ในตอนที่ 5 นี้ คงจะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ ในเมื่อตัวผู้แต่งอย่างเกออร์ก บืชเนอร์นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงเหตุการณ์จริงอย่างคดีฆาตกรรมคนรักแห่งยุค 1800 ในประเทศเยอรมนี และยังได้นำเอาประเด็นอาการทางจิตมาเป็นหลักสำคัญในการดำเนินเรื่องนอกจากเราจะพาทุกคนย้อนเวลาไปอ่านเรื่องราวคดีฆาตกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดเป็นบทละครเรื่อง “วอยเซ็ค” ไปจนถึงความเชื่อมโยงของชีวิตเกออร์ก บืชเนอร์ที่ส่งผลต่อบทละครเรื่องนี้แล้วพวกเรายังพร้อมพาทุกคนไปดูสังคมทั้งในไทยและเทศตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันที่สะท้อนแนวคิดและเหตุการณ์ภายในบทละครอีกด้วย

    The True Story of “Woyzeck
    #คดีฆาตกรรมคนรักแห่งปี1821

    วอยเซ็ค” นั้นไม่ใช่แค่ตัวละครที่เกออร์ก บืชเนอร์สร้างขึ้นมาเองแต่เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากเค้าโครงคดีฆาตกรรมคนรักในช่วงปี 1800 ถึง เหตุการณ์ตอนที่บืชเนอร์ยังมีชีวิตอยู่ได้แก่

    • คดีฆาตกรรมคนรักของโยฮันน์คริสเตียน วอยเซ็ค ซึ่งมีอาชีพเป็นทหารปลดประจำการและช่างทำผมปลอมที่เกิดขึ้นในปี 1821 ในเมือง Leipzig ประเทศเยอรมนีและคดีนี้จบลงด้วยการลงโทษประหารชีวิต
    • คดีฆาตกรรมคนรักของดานีลชมอลลิง ช่างมวนยาสูบที่เมืองเบอร์ลิน ประเทสเยอรมนีในปี 1817  ซึ่งในตอนแรกถูกลงโทษประหารชีวิต แต่ต่อมาตัดสินเป็นจำคุกตลอดชีวิตหลังตรวจสอบสภาพจิตใจของเขา
    • คดีสุดท้ายคือคดีฆาตกรรมคนรักของโยฮันน์ ดีส ช่างทอผ้าลินินที่เมืองดาร์มชตัดท์ ปี 1830 ซึ่งถุกจำคุกนานถึง18 ปี

    อย่างไรก็ตามจากทั้งสามคดีอื้อฉาว คดีที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เกออร์กบืชเนอร์มากที่สุดได้แก่คดีของโยฮันน์ คริสเตียน วอยเซ็คที่ผู้แต่งรู้จักจากวารสารวิชาการทางการแพทย์เนื่องจากตนอยู่ในวงการนี้

    โดยพื้นฐานชีวิตของโยฮันน์ คริสเตียน วอยเซ็คนั้น เขาเกิดมาพร้อมกับความยากลำบากและถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่ยากจน เขาเคยทำงานหลายอาชีพไม่ว่าจะช่างโกนหนวดช่างทำวิกผม ทหาร ช่างตัดผ้า ไปจนถึงคนรับใช้ และด้วยความสิ้นหวัง ชีวิตที่ตกต่ำเนื่องจากความยากลำบากของภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นเขาจำเป็นต้องลักขโมยเพื่อเลี้ยงชีวิต เขาไม่มีงานทำ แล้วในภายหลังยังพบว่าภรรยาของตนคบชู้กับทหารในเมืองไลพ์ซิกจึงทำให้เขารู้สึกแร้นแค้น สิ้นหวัง และหึงหวงจนตัดสินใจลงมือแก้แค้นภรรยาในที่สุด



       เรื่องราวของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่ออดีตพลทหารวอยเซ็คสังหารนางโวสท์ ภรรยาวัย  46 ปี ในปี 1821 เพราะความหึงหวงด้วยการแทงถึง7 ครั้งจนถึงแก่ความตาย และได้ใช้เวลาในพิจารณาคดีนี้ถึง 3ปีจนสุดท้ายก็จบลงด้วยกการถูกพิพากษาประหารชีวิต คดีดังกล่าวเป็นจุดสนใจอย่างมากเนื่องจากมีการถกเถียงเกี่ยวกับสภาพจิตใจของผู้ต้องหาว่าอยู่ในสภาพจิตปกติหรือไม่ตอนลงมือฆ่าเพราะถ้าหากอากรทางจิตของเขาไม่ปกติ วอยเซ็คก็ยังคงมีโอกาสได้ลดโทษหรือไม่ถูกตัดสินประหารชีวิต ซึ่งนี่ก็นับเป็นครั้งแรกในประเทศเยอรมนีที่มีการแก้ต่างด้วยสภาพอาการทางจิตของผู้ต้องหาอย่างไรก็ดีดอกเตอร์เจ เอ คลารุสได้ทำการตรวจสอบสภาพจิตใจของผู้ต้องหา และวินิจฉัยว่าเขามีอาการทางจิตที่คงที่และยังเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ผิด และอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในขณะที่เขาอยู่ในคุกวอยเซ็คกลับมีอาการแย่ลงเรื่อย ๆ และสุดท้ายเขาก็ถูกประหารชีวิต ณ จัตุรัสหน้าศาลาว่าการเมืองไลพ์ซิก

     ซึ่งวอยเซ็คก็ได้นำเอาคดีฆาตกรรมนี้มาเขียนเป็นบทละครเพราะเขามีทัศนะที่ต่างจากดอกเตอร์คลารุสเกออร์ก เพราะเขาเชื่อว่าวอยเซ็คนั้นมีอาการทางจิตจริง และยังเชื่อว่าสภาพสังคมอันโหดร้ายที่วอยเซ็คอยู่นั้นมีผลต่อการความวิกลจริตที่เกิดขึ้นกับวอยเซ็ค แม้ว่าการที่เขาเลือกฆ่าภรรยานั้นจะเป็นเรื่องผิดในทางกฎหมายแต่สังคมภายนอกที่เลวร้ายก็มีผลต่อการตัดสินใจของเขาด้วย นอกจากที่เกออร์อกบืชเนอร์จะสนใจเรื่องราวชีวิตของวอยเซ็คเพราะเขาสนใจเรื่องทางการแพทย์ และสภาพสังคมที่ส่งผลต่อจิตใจแล้วยังมีแนวคิดที่กล่าวว่าชีวิตของวอยเซ็คตัวจริงนั้นมีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวในชีวิตของเกออร์ก บืชเนอร์ไม่มากก็น้อยด้วยเหตุนี้จึงทำให้บทละครเรื่อง “วอยเซ็ค” กลายมาเป็นบทละครที่มีความกลมกล่อมและสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับของเกออร์ก บืชเนอร์ 






  •  

     

    แม้ว่าตัวละคร วอยเซ็ค นี้จะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก โยฮันน์ คริสเตียน วอยเซ็ค บุคคลในชีวิตจริงแล้วนั้น แต่เมื่อเราได้เรียนรู้ประวัติเส้นทางชีวิตของ เกออร์ก บืชเนอร์ แล้วนั้น เรากลับเห็นเศษเสี้ยวบางอย่างในเรื่อง วอยเซ็ค ที่สะท้อนชีวิตของบืชเนอร์ด้วย



    ตามที่เราได้รู้ประวัติของบืชเนอร์มาแล้วจากตอนที่ 2 ผู้สร้าง “วอยเซ็ค บืชเนอร์เคยปฏิบัติการแทรกแซงทางการเมือง โดยมีการจัดทำใบปลิวทางการเมือง ผู้ประกาศแห่งเฮสเซ่น (Der Hessische Landbote) ร่วมกับบาทหลวงไวดิก เพื่อแฉการใช้งบประมาณในแคว้นเฮสเซ่น-ดาร์มชตัดท์ และเพื่อปลุกระดมประชาชนรากหญ้าให้ลุกขึ้นปฏิวัติ แต่ยังมิทันจะได้เผยแพร่ใบปลิวนี้ ก็ถูกทางการล่วงรู้เสียก่อน ทำให้บืชเนอร์และพักพวกต้องโทษคดีทางการเมือง ซึ่งถือเป็นคดีร้ายแรง บืชเนอร์ต้องเดินทางไปขึ้นศาลให้ปากคำหลายรอบ รวมถึงถูกจับตามองความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อนบางคนของเขาต้องถูกจับและติดคุก หนึ่งในนั้นคือ มินนิเกอโรเดอ (Minnigerode) พรรคพวกของเขาผู้ไปรับต้นฉบับ ผู้ประกาศแห่งเฮสเซ่น จากสำนักพิมพ์ที่อ็อฟเฟนบัค ทำให้เขาถูกจับตั้งแต่วันแรก บืชเนอร์เชื่อว่ามินนิเกอโรเดอน่าจะเสียชีวิตในคุกไปแล้ว สิ่งนี้เป็นเหมือนเป็นชนักติดหลังของเขา เป็นความรู้สึกผิดที่คอยหลอกหลอนเขามาตลอดจนกระทั่งในวาระสุดท้ายของชีวิตบืชเนอร์ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ .. 1837 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต 2 วัน บืชเนอร์นอนซม ตกอยู่ในสภาพไม่ได้สติ ซ้ำยังเพ้อเพราะพิษไข้ เขาเพ้อคร่ำครวญถึงเพื่อนคนนี้ของเขา บืชเนอร์เสียใจที่มินนิเกอโรเดอต้องทรมานและเสียชีวิตในคุกเพราะพวกเขา อีกทั้งยังเพ้อว่าตนถูกทางการจับตัวไป ความผิดที่หลอกหลอนอยู่ในใจของเขา รวมถึงความหวาดกลัวเรื่องการถูกจับทำให้บืชเนอร์อาการทรุดลงเรื่อย  และเสียชีวิตลงใน 2 วันต่อมา

    เศษเสี้ยวของชีวิตบืชเนอร์แสดงออกมาใน วอยเซ็ค ในแง่ของความรู้สึกสิ้นหวัง หดหู่ และการที่ต้องเผชิญหน้ากับสภาพสังคมที่บีบคั้นเขา วอยเซ็คถูกบีบคั้นให้ต้องทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงครอบครัวของตน ส่วนบืชเนอร์นั้นต้องคอยหวาดระแวงกับตำรวจที่คอยตามหา จะจับตัวเขาเข้าคุกตลอดเวลา รวมถึงต้องเตรียมการสอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องการความรับผิดชอบสูงมาก อีกทั้งยังเจียดเวลามาแต่งงานประพันธ์ในช่วงเวลาเหล่านั้นด้วย ความเครียดที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของเขาทำให้เขาอ่อนแอ และล้มป่วยลงในที่สุด

    หากบืชเนอร์และวอยเซ็คมีฐานะทางสังคมที่ดีกว่านี้ มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ ทั้งสองคงไม่ต้องพบกับจุดจบเช่นนี้ บืชเนอร์คงสามารถใช้ความสามารถของเขาได้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องไปพะว้าพะวังเรื่องของคดี รวมถึงเรื่องปากท้องของตน ส่วนวอยเซ็คอาจได้มีครอบครัว รวมถึงมีเวลาว่างมาให้มารีและลูกน้อยของเขา ไม่ต้องไปเข้าร่วมการทดลองแปลกประหลาดของนายแพทย์ และไม่ต้องไปรับใช้นายร้อยเอกที่คอยดุด่าถากถางให้ต้องเสียสุขภาพจิต


    วอยเซ็ค กับ ความเหลื่อมล้ำ

    ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสภาพทุนนิยมของสังคมทำให้เกิดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย  จนสุดท้าย สภาพสังคมกลายเป็นพิษต่อประชาชนรากหญ้า ต้องขายชีวิตเพื่อแลกเงิน เช่น การขายอวัยวะแลกกับเงินตอบแทนในการใช้ชีวิต หรือ การต้องถูกหัวหน้าชั้นผู้ใหญ่ กดขี่ข่มเหง ใช้งานให้เราไปเสี่ยงอันตรายที่ไม่คุ้มค่ากับชีวิตเรา เช่น เหตุการณ์ในสังคมไทยเมื่อไม่นานมานี้ ตำรวจควบคุมฝูงชน หรือ คฝซึ่งเป็นกลุ่มตำรวจที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อมารับมือกับม็อบนักเรียนนักศึกษาโดยเฉพาะ ขณะปฏิบัติหน้าที่ตำรวจเหล่านี้ก็จะติดอาวุธครบมือ ทั้งหมวกกันน็อค เสื้อเกราะ เกราะกำบัง และปืนกระสุนยาง เพื่อรับมือกับฝูงชนจากม็อบ เรียกได้ว่าเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายและต้องถอดความเป็นมนุษย์ของตนลง หันปืนมาสู้กับ “ประชาชนมือเปล่า ไร้อาวุธ” แต่เมื่อจบการปฏิบัติงานในวันนั้น  แล้ว มีการรายงานมาจากสื่อว่า กลุ่ม คฝถูกจัดให้ไปนอนตามวัดต่าง  พวกเรามองว่าเป็นสถานการ์ที่น่าขันมาก เพราะตำรวจผู้น้อยไม่มีสิทธิ์เลือกได้เลยว่าอยากทำงานนี้หรือไม่ แม้กระทั่งที่นอนของตัวเองยังเลือกไม่ได้ ต้องถูกจูงจมูก จัดที่พักผ่อนให้โดยตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่อาจจะหลับนอนในห้องขนาดใหญ่ บนเตียงนอนคิงไซส์กับหมอนใบนุ่ม ในห้องเย็นฉ่ำด้วยลมแอร์ก็เป็นได้ ไม่ได้มองเห็นความลำบากของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเลย


    วอยเซ็ค กับ การลดทอนความเป็นมนุษย์


    เมื่อพูดถึงประเด็นม็อบประท้วง สิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ #ตำรวจทำร้ายประชาชน ซึ่งเป็นแฮชแท็กที่โด่งดังมากในโลกทวิตเตอร์

    เหตุเกิดจากการมีการก่อม็อบชุมนุมที่นำโดยเหล่านิสิตนักศึกษา นักเรียน หรือผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้รัฐบอลต้องจัดตำรวจมาปราบปรามม็อบ ซึ่งหลายคราที่การสลายม็อบโดยเจ้าหน้าที่รัฐนั้นทำให้ประชาชนบาดเจ็บ บ้างจากการล้มกระแทกพื้นเพราะรถฉีดน้ำ บ้างจากกระสุนยางที่ตั้งใจยิงเพื่อสลายการชุมนุม อย่างเคสที่เห็นชัดและโด่งดังที่สุดคงจะเป็นเคสของ "ไฮโซลูกนัท หรือ คุณธนัตถ์ ธนากิจอำนวย" ที่ได้รับลูกหลงจากการชุมนุม ทำให้ประสาทตาข้างขวาเสีย และต้องตาบอด การกระทำที่ป่าเถื่อนรุนแรงเหล่านี้ถูกตั้งคำถามโดยประชาชนที่สนใจม็อบหลายคน รวมถึงสื่อ ว่าทำไมตำรวจถึงทำเรื่องแบบนี้ได้ลง ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ "นายสั่งมา"

    คำตอบนี้สร้างความโกรธให้กับประชาชนอย่างมาก และเกิดการตั้งคำถามต่อระบบการทำงานของตำรวจว่า ตำรวจชั้นผู้น้อยจะต้องทำงานตามคำสั่งเจ้านาย แม้ว่าเรื่องนั้นจะผิดศีลธรรมหรือถ้าอย่างนั้นการกระทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์เลยน่ะสิ ในเมื่อตำรวจมีหน้าที่เพียงต้องทำตามคำสั่งเจ้านาย ไม่สามารถคิด หรือมีเหตุผลของตนเองในการแย้งที่จะไม่ทำ ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวคือ หากมีคนที่คิดแบบนี้อยู่ในสังคมมาก ๆ จะเกิดอะไรขึ้น สังคมแห่งนั้นจะกลายเป็นที่ผลิตสัตว์ดุร้ายที่ทำตามคำสั่งเจ้านายอย่างเดียว และให้กำเนิดเหยื่ออย่าง “วอยเซ็ค” ขึ้นมาอีกเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน

  • TW: Shooting

    #สังคมบังคับให้ต้องร้าย

    แน่นอนว่าสิ่งที่วอยเซ็คทำนั้นย่อมไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องแต่ด้วยสภาพการณ์ทางสังคมในขณะนั้น คงจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะบอกว่าสภาพสังคมอันโหดร้ายส่งผลกระทบต่อจิตใจของวอยเซ็คเป็นอย่างมาก

    การทำอาชีพเป็นเพียงพลทหารรานั้นถือว่าอยู่ในจุดที่ต่ำต้อยที่สุดของทหารวอยเซ็คแทบจะไม่มีสมบัติส่วนตัวเป็นของตัวเองเลยด้วยซ้ำสิ่งที่เขาเหลือเป็นพินัยกรรมในบั้นปลายของชีวิตคือ “เสื้อชั้นใน” เพียงหนึ่งตัวหากจะบอกว่ากลุ่มพลทหารอย่างวอยเซ็คมีรายได้ต่ำที่สุดในสังคมเยอรมัน ณขณะนั้นก็คงไม่แปลก เขาถึงกับต้อง “ขายร่างกาย” ด้วยการเข้าร่วมการทดลองด้านโภชนาการด้วยกินแต่ถั่วเป็นระยะเวลาถึงเดือนเพื่อแลกกับเงินค่าจ้างวันละ กรอสเซ่น ซึ่งนั่นไม่เพียงแต่สร้างความเครียดและความกดดันแต่แลกมาด้วยสุขภาพที่แย่ลงนอกจากนี้เขายังต้องทำงานให้กับนายร้อยเอกเพื่อแลกกับเงินเพียงเล็กน้อยมาประทังชีพและเลี้ยงดู จุนเจือภรรยากับลูกแน่นอนว่าการถูกทำลายศักดิ์ศรีและลดทอนความเป็นมนุษย์เช่นนี้ย่อมไม่ส่งผลดีต่อใครวอยเซ็คทั้งถูกทำร้ายร่างกายหนำซ้ำยังถูกทำร้ายจิตใจด้วยการเป็นกระโถนรองรับคำกร่นด่าและดูหมิ่นเหยียดหยามจากนายแพทย์และนายร้อยเอกว่าตนนั้น ทั้งโง่เขลา ยากจนและไร้ศีลธรรม

    อย่างไรก็ตามถึงแม้เขาจะถูกรังแกมากแค่ไหน แต่วอยเซ็คก็ยอมรับกับชะตากรรมตัวเองมาโดยตลอดจนในครั้งที่เขารู้ว่าภรรยาผู้เป็นที่รักไม่ซื่อสัตย์ต่อเขานั่นจึงเป็นชนวนที่ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังกับชะตากรรมของชีวิตและตัดสินใจด้วยความโกรธแค้นลงมือสังหารภรรยาของตนเอง

    ด้วยเหตุนี้เราจะเห็นได้ว่าสภาพสังคมนั้นมีผลต่อภาวะทางจิตใจของคนตามที่เกออร์กบืชเนอร์ต้องการจะสื่อกล่าวคือโรคทางจิตเภทนั้นส่งผลต่อการกระทำในชีวิตคนเราในหลายด้านหากไม่ได้รับการรักษาแต่อย่างไรก็ดี เราไม่ควรด่วนสรุปและตีตรา จนกลายเป็นสร้างอคติว่าผู้ป่วยจิตเวชอย่างวอยเซ็คนั้นคือผู้ที่น่ากลัวและมักใช้ความรุนแรงเสมอไป ในหลาย ๆงานวิจัยของดอกเตอร์คลารุสต่อวอยเซ็คตัวจริงในภายหลังนั้น ได้กล่าวว่า โยฮันคริสเตียน วอยเซ็คมีอาการที่เรียกว่า “โรคจิตเภท” เพราะตอนที่อยู่ในคุกเขาได้ยินเสียงประหลาดหูแว่ว และภาพหลอน เช่นเดียวกันกับตัวละครวอยเซ็คที่บืชเนอร์สร้างขึ้น

    แต่อย่างไรก็ดี “อาการทางจิต” นั้นก็ยังไม่สามารถนำมาอธิบายการกระทำอันโหดเหี้ยมได้เท่า“สภาพสังคม” ที่โหดร้าย เพราะการที่โรคนั้นจะเกิดขึ้นได้ไม่ได้มาจากปัจจัยภายในเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกด้วย

     และถึงแม้ว่าผู้ที่มีอาการทางจิตนั้นหากถูกพิจารณาโดยแพทย์ว่ามีสภาวะจิตไม่ปกติจะได้รับโทษเบากว่าบุคคลธรรมดาแต่การมุ่งเน้นการรักษาบำบัดก็ย่อมจำเป็น และยังคงถือว่ากระทำผิดจริรวมถึงงมีการลงโทษ เนื่องจากพวกเขานำมาซึ่งโศกนาฏกรรมและความตายของผู้อื่น 


                             (เหตุกราดยิงปล้นร้านทองจลพบุรี เมื่อปี 2563ผู้เสียชีวิตทั้งหมด ราย)
                     (บันทึกเหตุการณ์ทหารสังกัดค่ายสุรธรรมพิทักษ์กราดยิงใน จ.นครราชสีมา ปี 2563)

    เช่นเดียวกันกับในสังคมไทยเราคงจะเห็นเคส #สังคมบังคับให้ต้องร้าย ได้หลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะปัญหาส่วนตัวภาระหนี้สิน ปัญหาครอบครัว การถูกเอาเปรียบ การถูกกดขี่จากสังคมรอบตัวปัญหาเหล่านี้มักนำมาสู่เหตุการณ์อันน่าสะเทือนขวัญและกลายเป็นโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ในและรุนแรงอย่างการกราดยิง

    หลายครั้งที่ได้มีการสอบปากคำผู้ต้องหาเหตุผลหลักมักจะเกี่ยวโยงกับอาการทางจิตเภทขั้นรุนแรงที่มีตัวกระตุ้นมาจากความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคมและคนรอบตัวดังนั้นผู้ต้องหาจึงตัดสินใจที่จะลงมือแก้แค้น เพราะโทสะภายในจิตใจซึ่งก็ทำให้เราเห็นว่าความโกรธแค้นที่วอยเซ็ครู้สึกภายในจิตใจนั้นแท้จริงแล้วไม่ว่าใคร ๆ ก็เข้าถึงมันได้หากพบกับความไม่เป็นธรรมในชีวิตอยู่ที่เราจะสามารถควบคุมมันได้หรือไม่หรือตัวกระตุ้นนั้นเป็นชนวนระเบิดที่จะพร้อมทำลายตัวเองในเร็ววัน  หากความไม่ชอบธรรมเหล่านี้เข้ามากัดกินจิตใจจนเรารู้สึกด้อยค่าและไม่อาจหนีความทุกข์เหล่านี้พ้นมนุษย์แทบทุกคนก็แทบไม่ต่างอะไรกับวอยเซ็คที่ไม่อาจลุกขึ้นมาสู่กับสภาพการณ์อันเลวร้ายได้และเลือกที่จะจบความสิ้นหวังในชีวิตด้วยโศกนาฎกรรมและด้วยเหตุนี้เองการโยนความผิดให้ผู้ที่เป็นโรคจิตเวชอาจไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องอาชญากรรมที่เลวร้ายหลายต่อหลายครั้งล้วนเกิดจากการไร้หมุดหมายในชีวิตจนสิ้นหวังเพราะสภาพสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อชีวิตหนึ่งๆ ด้วยเหตุนี้เราอาจมองได้อีกแง่มุมว่า “ผู้ถูกกดขี่” เหล่านี้ไม่ต่างอะไรจาก “วอยเซ็ค” และสิ่งที่พวกเขาต้องการก็คงไม่ห่างไกลไปจาก “สภาพสังคมที่มีความยุติธรรมมากขึ้น” เหมือนที่วอยเซ็คต้องการลึก ๆ ภายในจิตใจ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in