สำหรับในตอนที่ 4 นี้เราจะพาทุกคนไปทัวร์วอยเซ็คในยุคต่อ ๆ มา ที่ถูกดัดแปลงออกมาเป็นหลากหลายรูปแบบ ทั้งละครเพลงโอเปร่า ภาพยนตร์ ไปจนถึงการดัดแปลงของวอยเซ็คในโปรดักชั่นของไทยเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพของ "วอยเซ็ค" ชัดเจนมากขึ้น
Alban Berg – Wozzeck ( 1928 ) วอยเซ็คนั้นเคยถูกตีความและทำออกมาเป็นละครประเภทโอเปร่าครั้งแรกโดย Alben Berg ในช่วงปี 1928 เขานำเอาความเข้มข้นของโครงสร้างทางดนตรีมานำเสนอความปวดร้าวภายในใจของวอยเซ็คดนตรีออเครสตานั้นทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวในใจของวอยเซ็คที่คงไม่เห็นภาพชัดเจนหากอ่านฉบับของบืชเนอร์ ในละครโอเปร่าเรื่องนี้นำความหวาดระแวงและคงามวิปลาสในจิตใจของวอยเซ็ค และการมองโลกผ่านมุมมองของวอยเซ็คได้ดีจนถูกเรียกว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่สามารถนำเอาเพลงโอเปร่าแบบคลาสสิคมานำเสนอตัวละครได้เป็นอย่างดี
VIDEO
Woyzeck Movie (1972) ไม่เพียงเท่านั้นยังถูกดัดแปลงมาเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่อง Wozzeck ในปี 1972 ที่ทำให้เราได้เห็นภาพบทละครเวทีเรื่องวอยเซ็ค ในสังคมเยอรมันอันบิดเบี้ยว ณ ขณะนั้นชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย
VIDEO
Woyzeck Adaptations in Thailand เมื่อวอยเซ็คถูกดัดแปลงในไทย ยิ่งตอกย้ำความเป็นอมตะและแนวคิดที่ยังคงมีอยู่ในสังคมเข้าไปอีกเมื่อ “
วอยเซ็ค ”
นั้นไม่ได้ถูกนำมาแสดงซ้ำแค่ในโลกวรรณคดีการละครสมัยศตวรรษที่19 แต่มันยังดำเนินต่อมาในหลากหลายประเทศ หลากหลายพื้นที่ และในประเทศไทยเองก็เช่นกันวันนี้เราจึงอยากยก Adaptation ของบทละครเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นของไทยกันบ้าง เผื่อว่าเราอาจได้เห็นแง่มุมของบทละครเรื่องนี้ต่อประเทศไทยกันมากขึ้น Woyzeck ( 2016 ) @Democrazy Theatre Studio การแสดง Woyzeck ในปี 2016 ที่กรุงเทพในครั้งนี้ เรียกได้ว่าได้พาผู้ชมดำดิ่งและเปิดแง่มุมในชีวิตของตนมากขึ้นผ่านการสอดส่องชีวิตของวอยเซ็คเราได้มีโอกาสพูดคุยกับ “ครูตั๊ก” (กิตติพงษ์ อินทรัศมี) อาจารย์สาขาวิชาศิลปะการแสดงที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ได้รับบทเป็นวอยเซ็ค ณ ขณะนั้น ครูตั๊กกล่าวว่าในปีนั้นยังไม่ได้มีการนำบทละครมาเชื่อมโยงกับเรื่องการเมืองมากนักเพราะเป็นช่วงที่การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปได้ไม่นาน และยังเป็นสังคมที่คนพูดถึงการเมืองไม่มากนั้นแต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย การแสดงละครเรื่องวอยเซ็คในครั้งนี้นั้น มุ่งเน้นไปที่เรื่องความแตกต่างของระดับชนชั้นหรือในอีกแง่หนึ่งก็คือความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในสังคม ซึ่งตามเนื้อเรื่องแล้วก็คงไม่พ้นความเกี่ยวโยงกับทหารชั้นผู้ใหญ่และทหารชั้นผู้น้อย ซึ่งก็ไม่ได้พ้นไปไกลจากสังคมไทยในสมัยนั้น (จนถึงสมัยนี้)มากเท่าไรนัก
นอกไปกว่านั้นเรายังได้ถามถึงการตีความรวมถึงจุดประสงค์ของ Adaptation ครั้งนี้ ครูตั๊กเล่าให้พวกเราฟังว่าโปรดักชั่นของละครเรื่อง Woyzeck ในครั้งนี้ มีหมุดหมายให้คนดูกลับไปสะท้อนดูตัวเองว่าถึงระยะเวลาตั้งแต่ตัวละครวอยเซ็คได้ถูกเขียนขึ้น จนถึงปัจจุบันนั้นชีวิตมนุษย์เราก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องทุนนิยมที่ทำให้มนุษย์ทุกคนต้องดิ้นรนหาเงินมาเลี้ยงปากท้องการถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ ไปจนถึงการเอารัดเอาเปรียบ ชีวิตของใครหลาย ๆ คนยังคงใช้ชีวิตเหมือนหนูทดลองเพื่อเป็นอีกหนึ่งหนทางให้มีชีวิตรอดในสภาพสังคมอันเลวร้ายเช่นนี้ไม่เพียงเท่านั้นโปรดักชั่นนี้ยังต้องการให้คนดูได้รับพลังบางอย่างจากตัวละครได้ลองเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับตัวละครที่อยู่บนเวที ว่าแท้จริงแล้ว เราทุกคนก็ไม่ได้ต่างจากวอยเซ็คมากนักที่ถูกผลักให้ต้องไปอยู่ระในระบอบทุนนิยม หรือวัตถุนิยม เพราะการหลีกหนีออกไปจากถูกครอบงำด้วยสภาพสังคมอันเลวร้ายนั้นเป็นไปได้ยากหรือในบางคนก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย
เราจะเห็นว่าในบทละครเรื่องนี้มีการเปรียบเทียบชีวิตกับ“สัตว์” ค่อนข้างเยอะและตัวละครอย่างนายแพทย์หรือนายร้อยเอกก็มักมองว่าวอยเซ็คเป็นสัตว์เพราะพวกเขามองว่าการเอาเปรียบ“สัตว์” นั้นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะพวกเขาอยู่คนละชนชั้นกับมัน อย่างในเรื่องนี้ครูตั๊กก็ได้แบ่งปันประสบการณ์เพิ่มเติมกับเราในแง่ของการเข้าถึงตัวละครวอยเซ็คครูตั๊กเล่าว่าผู้กำกับนั้นให้เขาคิดว่าตัวเองเป็นเพียงสุนัขรับใช้ตัวหนึ่งของเจ้านายและถูกเจ้านายรังแกตลอดเวลา ทำให้ครูตั๊กได้เข้าใจบริบทในชีวิตของวอยเซ็คมากขึ้น จนสุดท้ายหมาตัวนี้ก็ไม่สามารถทนอยู่กับการถูกรังแกกดขี่ได้จากความน้อยเนื้อต่ำใจของทหารชั้นผู้น้อย กลับกลายมาเป็นความโกรธ ความแค้น และได้จุดชนวนในใจของวอยเซ็คจนทำให้เขาแว้งกัดเจ้านายในที่สุดหรือถ้าได้ลองมองดูในชีวิตจริง หากทหารชั้นผู้น้อยเหล่านี้ไม่เลือกลอบกัดเจ้านายเพราะต้องการเอาชีวิตรอดก็คงเลือกที่จะถูกระบบอันเลวร้ายนี้กลืนกินความเป็นตัวตนจนพวกเขาไร้อำนาจในการควบคุมตนเองอย่างสิ้นเชิง
นอกไปจากตัวละครวอยเซ็คแล้วมารียังมีบทบาทในเรื่องอย่างมาก เธอถูกมองว่าเป็นผู้หญิงสกปรกและชั้นต่ำจากคนในสังคม เพราะนอกจากเธอจะไม่ได้เข้าพิธีวิวาห์กับวอยเซ็คมีลูกนอกสมรสร่วมกันแล้ว เธอยังคบชู้จนถูกคนภายนอกมองว่าเป็นหญิงแพศยา สำส่อนและเลวทราม เธอตรงข้ามสิ่งที่เรียกว่าผู้หญิงที่ดีทุกประการ แต่แท้จริงแล้วชีวิตของมารีนั้นไม่ได้ต่างอะไรจากวอยเซ็คเลย เธออยู่ในสภาพสังคมที่ไม่อาจดิ้นรนให้หลุดพ้นได้จนต้องกลายเป็นเหยื่อของสังคมอีกคนหนึ่ง สภาพชีวิตที่ขัดสนเช่นนี้จึงจำต้องทำให้เธอเก็บความปรารถนาทั้งหมดที่มีไว้และในคราที่นายวงดุริยางค์เข้ามาในชีวิต เธอจึงเลือกที่จะใช้เขาเป็นสิ่งทดแทนความปรารถนารวมถึงความอบอุ่นทางกายที่โหยหามาเนิ่นนาน และแม้มารีจะรู้สึกผิดและเสียใจต่อสิ่งที่ทำไปเพียงใดแต่ชะตาชีวิตของเธอก็ต้องขาดสะบั้นลงเมื่อวอยเซ็ครับรู้ความจริง รวมถึงมีอาการทางจิตที่ไม่คงนิ่งจนทำให้เธอถูกสังหารด้วยน้ำมือของสามีตัวเอง
“ชีวิตเราปัจจุบันก็เป็นเหมือนหนูทดลอง”
ไม่เพียงเท่านั้น ครูตั๊กให้แง่มุมเกี่ยวกับวอยเซ็คในเรื่องของการทดลองในมนุษย์ และเราก็เห็นด้วยเช่นนั้นในปี 2021 ที่เชื้อไวรัสระบาดไปทั่วโลกชีวิตของเราก็เปรียบได้ไม่ต่างกับการเป็นหนูทดลองของวอยเซ็ค ทั้งวัคซีน การรักษา ยารักษาโรคและเราก็แทบไม่มีตัวเลือกในชีวิตที่เราควบคุมเองเลยด้วยซ้ำ หนำซ้ำยังเป็นเหมือนการเสี่ยงโชคในชีวิตครั้งหนึ่งเท่านั้น
อ้างอิงเพิ่มเติม : Decoding the music masterpieces: Alban Berg’s Wozzeck, an apocalyptic descent into madness : https://theconversation.com/decoding-the-music-masterpieces-alban-bergs-wozzeck-an-apocalyptic-descent-into-madness-107896
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in