เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Are You Woyzeck? 2021woyzeck2021
Georg Büchner The Creator of Woyzeck ผู้สร้าง "วอยเซ็ค"
  • วอยเซ็ค (Woyzeck) ถูกสรรสร้างขึ้นมาจากปลายปากกาของนักประพันธ์ชาวเยอรมันนาม เกออร์ก บืชเนอร์ (Georg Büchner) นักประพันธ์วัยเยาว์ผู้ประสบความสำเร็จอย่างมากในวงวรรณกรรมเยอรมัน แต่ โรค กลับโหดร้าย พรากชีวิตกวีผู้นี้ไปในวัยเพียง 23 ปี และถึงแม้ชีวิตของเขาต้องดับสิ้นไปก่อนวัยอันควร แต่บืชเนอร์กลับได้ทิ้งวรรณกรรมเอกไว้ให้แก่โลกใบนี้


    ในตอนที่ 2 Georg Büchner The Creator of Woyzeck ผู้สร้าง วอยเซ็ค” นี้ เราจึงจะพาไปรู้จักกับประวัติของ เกออร์ก บืชเนอร์ ทั้งในฐานะนักประพันธ์ผู้สร้างบทละครเรื่อง วอยเซ็ค และบทบาทที่น่าสนใจอื่น ๆ ในชีวิตของเขาด้วย



    ครอบครัวบืชเนอร์

    เกออร์ก บืชเนอร์ หรือ Georg Büchner เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1813 ที่หมู่บ้านก็อดเดอเลา (Goddelau) รัฐเฮสเซ่น (Hessen) ครอบครัวของบืชเนอร์ประกอบด้วย บิดา ดร.แอร์นสท์ บืชเนอร์ (Dr. Ernst Büchner) มารดา คาโรลีเนอ รอยซ์ (Caroline Reuß) และพี่น้องร่วมบิดามารดาอีก คน (2 คนเสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์วัย)


    บิดาของบืชเนอร์นั้นเติบโตมาในตระกูลแพทย์ และหมั่นทำงาน ไต่เต้าจนประสบความสำเร็จได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกของแพทยสภาแห่งแคว้น (Medizinalkolleg) ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการสายแพทย์สูงสุด ดังนั้นบิดาของบืชเนอร์จึงมีนิสัยเข้มงวด เจ้าระเบียบ และต้องการให้บืชเนอร์เรียนแพทย์เฉกเช่นเดียวกับเขา ส่วนในด้านมารดาของบืชเนอร์นั้น เธอมีนิสัยที่ประนีประนอมกว่าสามีของเธอ ใจดี ยืดหยุ่น และมักจะต้องเป็นคนกลาง คอยเชื่อมสัมพันธ์สามีกับบุตรชายของเธอหลายครา ในช่วงเวลาที่บืชเนอร์ต้องลี้ภัยทางการเมืองอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เขามักส่งจดหมายบอกข่าวคราวของตนมาหาครอบครัวของเขาเสมอ ดังนั้นถึงแม้บืชเนอร์กับบิดาจะไม่ค่อยปรองดองกันเท่าไหร่ แต่สำหรับเขาแล้วนั้น ครอบครัวของบืชเนอร์ถือเป็น ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ (emotionale Rückhalt) ของเขาเสมอ



    เรียนแพทย์ และ เรียน การเมือง ที่เมืองชตราสบวร์ก

    บืชเนอร์ได้ศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ต่อในระดับอุดมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยชตราสบวร์ก (Universities of Strasbourg) ประเทศฝรั่งเศส ตามความประสงค์ของบิดา และการที่ต้องมาเรียนแพทย์ไกลถึงฝรั่งเศสนั้นเป็นเพราะวิชาศัลยแพทย์ที่นี่มีมาตรฐานสูงกว่าที่เมืองของพวกเขา อีกทั้งมารดาของบืชเนอร์ยังมีญาติที่อาศัยอยู่ที่นี่คอยช่วยจัดการเรื่องที่พักแก่เขาได้ โดยบืชเนอร์ได้ไปพักอาศัยที่ห้องเช่าที่บ้านของบาทหลวงโยฮันน์ ยาค็อบ เฌเกล ซึ่งต่อมา บุตรสาวของเธอ วิลเฮล์มิเนอ เฌเกล (Wilhelmine Jaeglé) กับบืชเนอร์ ได้ตกหลุมรักกันและแอบหมั้นหมายเงียบ ๆ กันเมื่อปี 1832




    ชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยในต่างแดนของบืชเนอร์นั้น เป็นช่วงเวลา 2 ปีที่เขามีความสุขมาก เพราะเขาได้รู้จักกับกลุ่มนักศึกษาที่สนใจในงานวรรณกรรมเฉกเช่นตัวเขา ได้มีโอกาสเข้าร่วม สมาคมเออเฌนี (Eugenia) ที่มักจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งตัวบืชเนอร์เองก็เคยวิพากษ์วิจารณ์การปกครอบระบอบกษัตริย์ของเยอรมันและฝรั่งเศสด้วย รวมทั้งในช่วงเวลาก่อนที่บืชเนอร์จะมาเรียนที่ชตราสบวร์กนั้น ที่ฝรั่งเศสเกิดเหตุการณ์ การปฏิวัติเดือนกรกฎาคมปีค.ศ. 1830 ซึ่งเป็นการปฏิวัติที่นำโดยชนชั้นกลางในฝรั่งเศส โค่นล้มอำนาจกษัตริย์ชาร์ลส์ที่สิบ (Karl X.) เหตุการณ์นี้ทำให้นักศึกษาในฝรั่งเศสเกิดความตื่นตัว และหันมาสนใจเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งบรรยากาศนี้ก็เกิดขึ้นในเมืองชตราสบวร์กที่ที่บืชเนอร์ไปศึกษาอยู่ด้วยเช่นกัน


    สถานการณ์รอบตัวอันหาไม่ได้จากเมืองบ้านเกิดเล็ก ๆ ของเขาเหล่านี้ ช่วยเปิดมุมมองการเมืองของเขาให้กว้างไกลยิ่งขึ้น รวมทั้งหล่อหลอมเขาให้เป็นนักศึกษาที่สนใจเหตุการณ์ทางสังคม การเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากยิ่งขึ้น อันจะนำเขาไปสู่บทบาทที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นในชีวิต



    บืชเนอร์ในบทบาท นักปฏิวัติ

    แม้ชีวิตนักศึกษาแพทย์จะมีความสุขมากเพียงใด บืชเนอร์ก็ต้องกลับมายังประเทศบ้านเกิดของเขาตามข้อกำหนดของรัฐที่อนุญาติให้นักเรียนเรียนที่ต่างประเทศได้ไม่เกิน ภาคการศึกษา และที่ที่เขาศึกษาต่อก็คือ มหาวิทยาลัยกีเซน (Gießen)


    ในขณะที่บืชเนอร์กลับมาศึกษาต่อ สถานการณ์ทางการเมืองในแคว้นเฮสเซ่น-ดาร์มชตัดท์นั้นเริ่มมีความตึงเครียด ทั้งนี้เพราะมาตรการที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาที่ออกโดย สมาพันธรัฐเยอรมัน (Deutscher Bund) เช่น การห้ามจัดตั้งสมาคมนักศึกษา การจับกุมฝ่ายต่อต้าน เป็นต้น มาตรการการปราบปรามของรัฐเหล่านี้ปลุกจิตใจที่เต็มไปด้วยความรักในเสรีภาพของบืชเนอร์ขึ้น ทำให้เขาตัดสินใจร่วมมือกับ บาทหลวงฟรีดริช ลุดวิก ไวดิก (Friedrich Ludwig Weidig) ผู้นำกลุ่มปฏิวัติคนสำคัญในช่วงนั้น



    บืชเนอร์เชื่อว่า การปฏิวัติที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นั้น ไม่ใช่การปฏิวัติโดยเหล่าปัญญาชน หรือนักศึกษา แต่ต้องเป็นการปฏิวัติจากประชาชนรากหญ้า นั่นคือ ชาวไร่ ชาวนา และผู้ใช้แรงงานต่าง ๆ


    พวกเขาทั้งสองจึงได้วางแผนที่จะตีพิมพ์ใบปลิวทางการเมือง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของแคว้นเฮสเซ่น-ดาร์มชตัดท์ บืชเนอร์ประพันธ์ใบปลิวนี้เสร็จเดือนมีนาคม ค.ศ. 1834 และบาทหลวงไวดิกได้ตั้งชื่อใบปลิวนี้ว่า ผู้ประกาศแห่งเฮสเซ่น” (Der Hessische Landbote) แต่ยังไม่ทันที่จะเผยแพร่ ก็ถูกทางการล่วงรู้เสียก่อน เนื่องจากมีคนทรยศ



    เหล่าพรรคพวกของบืชเนอร์ต่างเริ่มถูกสอบสวนและจับกุมมากขึ้นเรื่อย ๆ บืชเนอร์ก็เช่นกัน เขาโดนเรียกไปให้ปากคำหลายครั้ง และถูกจับตามอง เขารู้ตัวว่าหากยังนิ่งเฉยต่อไปเขาต้องถูกจับและคงไม่พ้นต้องถูกประหารชีวิตเป็นแน่ จึงเริ่มประพันธ์บทละครเรื่องแรกในชีวิต เรื่อง ความตายของดองตง” (Dantons Tod) เพื่อนำเงินที่จะได้จากการตีพิมพ์ไปใช้สำหรับหลบหนีไปยังฝรั่งเศส แต่น่าเสียดายที่เงินก้อนนี้ก็มาไม่ถึงเขา เมื่อเขาต้องออกเดินทางหลบหนีก่อนเงินรางวัลจะมาถึงเขาเพียง วัน



    บืชเนอร์กับชีวิตผู้ลี้ภัยทางการเมือง

    บืชเนอร์หนีมาลี้ภัยที่เมืองชตราสบวร์กและใช้ชีวิตแบบหลบซ่อนใต้ดิน ใช้ชื่อปลอม ไม่พบปะผู้คนนานถึง ปี เดือน จนกระทั่งในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1836 เขาย้ายไปเมืองซูริค ที่ที่เขาตั้งใจจะเริ่มต้นอาชีพใหม่ของเขา นั่นคือ นักวิชาการหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย

    การตัดสินใจในเส้นทางอาชีพนี้ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิตบืชเนอร์ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนสายวิชาเรียนจากแพทยศาตร์เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ตัวเขาสนใจมาตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษา การเปลี่ยนสายครั้งนี้เป็นการได้ทำตามใจของบืชเนอร์เองจริง ๆ มิใช่เหมือนครั้งอื่น ๆ ที่บิดาของเขาคอยชักจูงชี้ทางให้ อีกเหตุผลสำคัญของบืชเนอร์ที่ทำให้เขาต้องการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นเพราะเป็นอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่มั่นคง อันจะทำให้เขาสามารถเลื่อนสถานะทางสังคมให้สูงขึ้นได้ และจะมอบเวลาว่างให้แก่เขาเพื่อใช้ในการประพันธ์งานวรรณกรรมที่เขารักอีกด้วย อีกทั้งเขายังได้ตัดสินใจยุติบทบาทการเป็นนักปฏิวัติของเขาลงอีกด้วย



    บืชเนอร์ นักประพันธ์ และอาจารย์มหาวิทยาลัย

    ในช่วงเวลา ปี เดือนที่เขาลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศสนั้น บืชเนอร์ก็ได้ขบคิดก้าวเดินชีวิตก้าวต่อไปอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาจึงทุ่มเทเวลาในช่วงนั้นกับการศึกษาวิจัยด้านกายวิภาค และ ประพันธ์งานวรรณกรรม ซึ่งงานอย่างหลังเป็นสิ่งที่เขาทำเพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเองในขณะนั้น


    งานประพันธ์ที่บืชเนอร์ประพันธ์ขึ้นในช่วงเวลานี้ ได้แก่

    • บทละคร เรื่อง เลอองซ์และเลน่า (Leonce und Lena)
    • บทละคร เรื่อง วอยเซ็ค (Woyzeck)
    • นวนิยายขนาดสั้น เรื่อง เลนซ์ (Lenz)


    และยังมีงานแปลบทละครของ วิกตอร์ อูโก (Victor Hugo) ให้เป็นภาษาเยอรมัน เรื่อง อันได้แก่ ลูเครเชีย บอร์เจีย (Lucretia Borgia) และ มารี ทิวดอร์ (Marie Tudor)




    ในส่วนของการศึกษาวิจัยด้านกายวิภาค บืชเนอร์ก็ทุ่มเทให้อย่างมาก ผลงานวิจัยแรกของเขา ว่าด้วยประสาทของปลา (Über die Nerven der Fische) ประสบความสำเร็จอย่างมากอันเห็นได้จากการที่บืชเนอร์ได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาที่สมาคมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในชตราสบวร์กถึง ครั้ง หลังจากนั้นบืชเนอร์ก็ได้ทำวิจัยฉบับสมบูรณ์เสร็จสิ้น และส่งไปยังมหาวิทยาลัยซูริคเพื่อให้รับพิจารณาเป็นวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต ซึ่งมหาวิทยาลัยก็รับพิจารณาและอนุมัติวิจัยฉบับนี้


    ด้วยเหตุนี้บืชเนอร์จึงตัดสินใจเดินทางไปยังซูริค และได้ไปทดลองบรรยายให้แก่คณบดีและคณาจารย์ของคณะปรัชญา มหาวิทยาลัยซูริค เพื่อเข้ารับการบรรจุเป็นอาจารย์ ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ โดยบืชเนอร์ได้รับมอบหมายให้สอนวิชาด้านกายวิภาค


    ในช่วงฤดูหนาว เดือนมกราคม ค.ศ. 1837 บืชเนอร์ได้ล้มป่วยด้วยโรคไทฟอยด์ ซึ่งเป็นโรคที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนั้น คาดว่าเขาติดเชื้อมาขณะกำลังชำแหละปลาเพื่อนำไปใช้ประกอบการสอนในวิชาของเขา ซึ่งโรคนี้ก็เป็นสิ่งที่คร่าชีวิตของนักประพันธ์ผู้นี้ บืชเนอร์เสียชีวิตลงในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1837 ด้วยวัยเพียง 23 ปี



    บืชเนอร์ นักประพันธ์ที่ม้วยมรณาด้วยวัยเพียง 23 ปี

    วิลเฮล์ม ชุลซ์ (Wilhelm Schulz) ญาติคนสนิทที่คอยดูแลบืชเนอร์ตลอดจนสิ้นลมหายใจ ได้กล่าวว่า การเสียชีวิตของบืชเนอร์ด้วยวัยเพียง 23 ปี นั้น เป็นเพราะการหักโหมทำงานหนักโดยไม่หยุดพักของเขา ตั้งแต่การที่ต้องเตรียมสอนในมหาวิทยาลัยของเขา รวมไปถึงการแบ่งเวลาพักผ่อนอันน้อยนิดของตนให้กับการประพันธ์งานวรรณกรรมที่ตนรัก สิ่งที่ควรจะสร้างความสุข รื่นรมย์ให้กับเจ้าตัว แต่กลับส่งผลตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะการโหมงานหนัก จนไม่ได้พักผ่อนทำให้ภูมิคุ้มกันของบืชเนอร์ต่ำลงเรื่อย ๆ ร่างกายจึงอ่อนแอต่อโรคภัยเพียงน้อยนิด 



    ชุลซ์กล่าวโดยอ้างคำพูดของบืชเนอร์ในขณะที่ล้มป่วยว่าเป็นเพราะบืชเนอร์ต้องการหารายได้เพื่อจะได้สามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งของตน หากเขามีฐานะทางการเงินที่ร่ำรวย เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานหนักเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าเขาทำงานหนักจนเสียชีวิต ในความเห็นของชุลซ์ บืชเนอร์เป็นกรรมาชีพและเป็นเหยื่อของแรงงานทางสมอง



    หากพญามัจจุราชไม่มาเอาดวงชีวีของนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่นี้ไปก่อนวัยอันควร โลกใบนี้คงจะเกิดวรรณกรรมเอกอีกหลายเรื่องขึ้น แต่ถึงแม้ เกออร์ก บืชเนอร์ จะจากโลกไปในวัยเพียง 23 ปี แต่เขาก็ได้ทิ้งวรรณกรรมชิ้นเอกให้กับโลกใบนี้ไว้แล้ว เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้มุมมองอันยิ่งใหญ่ของเขาผ่านวรรณกรรมเรื่อง วอยเซ็ค (Woyzeck) อันเป็นเสมือนกระจกสะท้อนสภาพสังคมมิใช่แต่เพียงในสมัย ค.ศ. 1837 เท่านั้น แต่กลับยังสะท้อนสภาพการณ์ในสังคมปัจจุบันได้อย่างดีอีกด้วย

    ส่วน วอยเซ็ค (Woyzeck) จะสะท้อนสิ่งใดในโลกของเราในปัจจุบัน หรือเหตุการณ์ใดในประเทศไทยของเรานั้น โปรดคอยติดตามรับชมในบทความ Are You Woyzeck? 2021 ตอนต่อ ๆ ไป


    อ้างอิง
    ชูศรี มีวงศ์อุโฆษ. (2558). ชีวิตและวรรณกรรมบทละครของ เกออร์ก บืชเนอร์ Das Leben und das dramatische Werk Georg Büchners. กรุงเทพมหานคร: โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in