“เพราะโลกใบนี้ยังคงมีวอยเซ็คอยู่” เราจึงจะพาทุกคนไปท่องโลกของบทละครเรื่อง “วอยเซ็ค” กันอย่างละเอียดว่าตัวละครนี้มีความสอดคล้องกับชีวิตเราอย่างไร ทั้งในประเด็นที่บทละครเรื่องนี้ต้องการสื่อ แง่มุมของผู้สร้างวอยเซ็ค แนวคิดเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง ไปจนถึงการสำรวจชีวิตจริงว่าปัจจุบันในสังคมเรายังมีวอยเซ็คอยู่ไหม ทำอย่างไรให้ไม่มีวอยเซ็คอีกต่อไป เราจะพาไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันในบทความนี้ว่าสุดท้ายแล้ว คุณคือวอยเซ็คหรือไม่ หรือคุณคืออีกหนึ่งฟันเฟืองที่สร้างตัวละครวอยเซ็คในชีวิตจริงขึ้นมาในสังคม

วอยเซ็คคือตัวละครหนึ่งในบทละครเรื่อง “วอยเซ็ค” ซึ่งนับว่าเป็นละครเรื่องสุดท้ายในชีวิตของผู้ประพันธ์นาม “เกออร์ก บืชเนอร์” ซึ่งได้นำเค้าโครงจากคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นจริงในช่วงปี 1800 มาเป็นแรงบันดาลใจเพื่อสร้างบทละครเรื่องนี้ “วอยเซ็ค” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พลทหารวอยเซ็ค” ในปี 1863 อย่างไรก็ดี ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่บทละครเรื่องนี้ได้เข้าสู่โลกแห่งวรรณกรรมในฐานะของ “เศษนิพนธ์” หรือวรรณกรรมที่ยังแต่งไม่จบ (Fragment) เพราะการจากไปก่อนวัยอันควรของ เกออร์ก บืชเนอร์แต่ในความน่าเสียดายเหล่านี้ก็ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บทละครเรื่องนี้ถูกตีความได้หลากหลายแง่มุมจากการทำซ้ำในช่วงเวลาถัดมาจนได้ชื่อว่า “หนึ่งในผลงานของโลกของวรรณคดีการละครสมัยศตวรรษที่ 19 ที่มีผู้อ่านและนำไปแสดงมากที่สุด” และยังถือว่าเป็นบทละครที่นำชีวิตของผู้ที่อยู่ใน “ชนชั้นต่ำที่สุด” ในสังคมมาเผยแพร่เป็นเรื่องแรกของประวัติศาสตร์วรรณคดีเยอรมัน
ตัวละครวอยเซ็คนั้นอยู่กินกับ “มารี” โดยไม่ได้สมรสกันพร้อมกับบุตรชายอีกหนึ่งคน นอกจากอาชีพพลทหารอันต่ำต้อยของวอยเซ็คแล้ว ด้วยความรักครอบครัว เขาจึงเริ่มทำงานพิเศษเป็นช่างโกนหนวดและตัดกิ่งไม้ให้กับร้อยเอกผู้เป็นเจ้านาย ไม่เพียงเท่านั้นวอยเซ็คยังเป็นหนึ่งใน “หนูทดลอง” ของหมอที่ทำการทดลองในมนุษย์ด้วยการให้วอยเซ็คกินเพียงถั่วเป็นเวลา 3 เดือน เขาทำงานหามรุ่งหามค่ำแลกกับเงินเพียงเล็กน้อยเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวและตัวเองไปวัน ๆ และด้วยการทดลองครั้งนี้เองที่ทำให้เขาเกิดภาพหลอน และความผิดปกติทางจิตเนื่องจากขาดสารอาหาร ในขณะที่ตัวมารีเองก็เริ่มหมดหวังในตัววอยเซ็ค เธอไม่ได้รู้สึกยากจนข้นแค้นเพียงแค่เงิน แต่เธอกลับขาดแคลนความอบอุ่นรวมถึงความสุขทางเพศเฉกเช่นหญิงคนอื่น ด้วยเหตุนี้จึงนำมาสู่ความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนของมารีและนายวงดุริยางค์
ในค่ำวันหนึ่งที่วอยเซ็คกลับบ้านเพื่อนำเงินทั้งหมดที่หามาได้ให้กับมารี แต่เขากลับเหลือบเห็นภรรยากำลังใส่ตุ้มหูคู่ที่เขาไม่คุ้นเคยจนรู้สึกเคลือบแคลงใจ และในครั้งที่เขาเห็นพฤติกรรมของภรรยาที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อตน โลกทั้งใบของวอยเซ็คก็เหมือนแตกสลายลงตรงหน้า ความผิดหวัง ความเสียใจ และความหึงหวงได้รวมตัวกันเป็นความโกรธแค้นรุนแรง และเสียงประหลาดที่เขาได้ยินอันเนื่องมาจากการทดลองบอกให้เขาลงมือสังหารมารีให้ตาย ในท้ายที่สุดวอยเซ็คก็ตัดสินใจสังหารเธอเป็นการลงโทษในความไม่ซื่อสัตย์
เขาตัดสินใจชวนมารีไปเดินเล่น และเมื่อทั้งคู่อยู่ตามลำพัง แต่ก่อนที่เธอจะรู้ตัวว่าวอยเซ็คไม่ประสงค์ดีก็สายเกินไปแล้ว วอยเซ็คได้ลงมือสังหารภรรยาของตนจนถึงแก่ความตายจากมีดราคาถูก และทำลายมันด้วยการโยนลงบึง ซึ่งนี่คือจุดจบของมารี รวมถึงบทละครเรื่องนี้ในต้นฉบับของเกออร์ก บืชเนอร์ด้วย อย่างไรก็ดี ในภายหลังนักการละครหลายคนนำ “วอยเซ็ค” มาตีความเพิ่มเติม และนำเสนอตอนจบของวอยเซ็คที่แตกต่างออกไปตามแบบฉบับของตน
“มารี: ดูสิ พระจันทร์แดงสดขึ้นแล้ว
วอยเซ็ค: เหมือนเหล็กอาบเลือด”

(https://www.theguardian.com/stage/2002/sep/28/theatre.artsfeatures)
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ชีวิตของวอยเซ็คอยู่ใต้การบังคับบัญชาของ “นายร้อยเอก” รวมถึงอยู่ใต้คำสั่งของนายแพทย์ ที่วอยเซ็คต้องยอมใช้ชีวิตตามคำสั่งของนายแพทย์ทุกประการ วอยเซ็คถูกตัดสินมาตั้งแต่ต้นโดยคนรอบข้างในชีวิตเนื่องจากเขาอยู่กินกับมารีโดยไม่ได้ทำพิธีแต่งงานทางศาสนาอย่างถูกต้อง รวมถึงยังมีบุตรนอกสมรสซึ่งถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงต่อศีลธรรมอันดีงามในยุคนั้น และการมีสถานะทางสังคมอันต่ำต้อยรวมถึงการทำผิดต่อศีลธรรมเช่นนี้ ทำให้เขาถูกมองว่าเขาเป็นผู้ไร้ศีลธรรม ไปจนถึงไร้ที่ยืนในสังคม แต่แม้ว่าวอยเซ็คจะสู้กับคำพูดของร้อยเอกและบอกเป็นนัยว่า พระเจ้าไม่ได้พิจารณาว่าคนเราดีหรือชั่วจากการได้รับพรและกล่าวคำว่า “อาเมน” ในพิธีเท่านั้น แต่พระเจ้ามองบุตรทุกคนเท่านั้น แต่กระนั้นเขาก็ไม่สามารถเอาชนะการกดขี่ของร้อยเอกได้ ร้อยเอกได้กล่าวกับวอยเซ็คว่า เขานั้นไร้คุณธรรม และไม่มีความดีเลยแม้แต่นิด จนสุดท้ายวอยเซ็คก็ต้องยอมรับว่าคนอย่างเขานั้นไร้คุณความดี เพราะความต่ำต้อย การเป็นคนจนของเขาทำให้เขาไม่ใช่คนดีในสังคม หลายครั้งที่นายร้อยเอกซ่อนคำพูดที่สร้างความเจ็บปวดต่อจิตใจวอยเซ็คไว้ภายใต้ความขบขันในบทสนทนา เขามักหาทางตำหนิวอยเซ็คและลูกน้องสารพัด ว่าโง่งมบ้าง ไร้ศีลธรรมบ้าง จนในท้ายที่สุดนายร้อยเอกก็พยายามเปิดโปงมารีกับวอยเซ็คว่าเธอนั้นคบชู้กับนายวงดุริยางค์ ซึ่งนายร้อยเอกเลือกจะทำเช่นนั้นเพราะรู้ดีว่าวอยเซ็ครักมารีมากเพียงใด นายร้อยเอกจึงมีเจตนาประสงค์ร้ายที่จะทำร้ายจิตใจของวอยเซ็ค เหมือนที่เขามักจะรู้สึกดีเสมอเมื่อได้กดผู้อื่นให้ต่ำลง และเห็นวอยเซ็คทรมานจากคำพูดของตน ซึ่งในท้ายที่สุดก็นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้า เมื่อวอยเซ็คเลือกลงมือสังหารภรรยาผู้เป็นที่รักของตนเอง

(https://www.oldvictheatre.com/whats-on/2017/woyzeck/)
ไม่เพียงแค่การดูถูก ที่นำมาซึ่งแผลในจิตใจของวอยเซ็คเพียงเท่านั้น แต่วอยเซ็คกลับถูกทรมาณทางร่างกายอีกจากนายแพทย์อีกด้วย ในบทละครนายแพทย์ได้ทดลองด้านโภชนาการ โดยว่าจ้างให้วอยเซ็คกินถั่วอย่างเดียว ทุกวัน และทุกมื้ออาหารเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อพิสูจน์ว่าจิตของมนุษย์นั้นอยู่นั้น เป็นอิสระอยู่เหนือร่างกาย และควบคุมระบบในร่างกายตามแนวคิดอุดมคตินิยม (Idealism) ได้หรือไม่ การทดลองในมนุษย์เช่นนี้ส่งผลให้วอยเซ็คเกิดอาการผิดปกติทางจิตใจ เห็นภาพหลอน และได้ยินเสียงประหลาดอยู่บ่อยครั้ง มีครั้งหนึ่งที่วอยเซ็คไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ตามแนวคิดที่นายแพทย์เชื่อว่าคนเราสามารถใช้จิตคสบคุมร่างกายได้ และไม่อาจถ่ายเพื่อนำปัสสาวะไปให้นายแพทย์วินิจฉัยได้ วอยเซ็คก็ถูกว่ากล่าว่าเขาเป็น “คนโกง” และการที่วอยเซ็คไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับนายแพทย์ได้ ก็ทำให้นายแพทย์โมโหและกล่าวโทษว่า วอยเซ็คนั้นแย่มาก และโลกจะเลวลง พร้อมดูถูกดูแคลน แต่กระนั้นนายแพทย์ก็ได้ยับยั้งความโกรธของตน เพราะสำหรับเขาแล้ว วอยเซ็คไม่มีค่าต่อความโมโหของเขาแม้แต่น้อย เพราะเขามองว่าวอยเซ็คนั้นไร้ค่า และเป็นเพียงวัตถุทดลองชิ้นหนึ่งเท่านั้น
และในครั้งที่วอยเซ็คเล่าเรื่องภาพหลอนเหล่านั้นให้นายแพทย์ฟัง แสดงความวิกลจริตให้นายแพทย์ได้เห็น และถูกวินิจฉัยจากนายแพทย์ว่าเป็นโรคจิตวิปลาส นายแพทย์กลับดีใจเพราะนั่นคือความก้าวหน้าอีกขั้นของผลการทดลองครั้งนี้

(https://www.badische-zeitung.de/rocky-horror-woyzeck-show--75246365.html)
วอยเซ็คใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความโหดร้ายเหล่านี้ตั้งแต่ต้นจนถึงท้ายเรื่อง เขาถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ จนกลายเป็นเพียงหนูทดลองตัวหนึ่ง หนำซ้ำผู้มีอำนาจสูงกว่า และได้เปรียบมากกว่าอย่างนายร้อยเอกและนายแพทย์นั้นดูแคลนผู้ที่มีชนชั้นต่ำกว่าอย่างวอยเซ็ค แสดงให้เห็นว่าความสูงส่งในระดับชนชั้นนั้น ไม่ได้สร้างความสูงส่งทางจิตใจหรือศีลธรรมของคนแม้แต่นิด พวกเขาใช้ความได้เปรียบมากดขี่ผู้ที่มีอำนาจ ความรู้ และเงินทองน้อยกว่า และด้วยสภาพสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้น้อยได้ลืมตาอ้าปากเข้าถึงความรู้และเงินทอง วอยเซ็คก็จำต้องกล้ำกลืนพ่ายแพ้ต่อความไม่ชอบธรรมและการปฏิบัติเยี่ยงสัตว์ตัวหนึ่งต่อไป

ความเหลื่อมล้ำและความไม่ชอบธรรมเหล่านี้ แท้จริงแล้วในปัจจุบันยังมีอยู่ หากลองเพ่งมองถึงแก่นของบทละครเรื่องนี้ให้ดีก็คงหนีไม่พ้นการถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ การใช้อำนาจเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น การกดขี่เหยียดหยามผู้ที่มีสถานะทางสังคมต่ำกว่า วอยเซ็คถูกสังคมที่โหดร้ายทำร้ายในทุกแง่ ตัวเขาไร้ความเป็นอิสระแม้กระทั่งในร่างกายของตัวเอง จนสภาพการณ์ของวอยเซ็คขณะนั้นส่งผลให้เกิดโศกนาฏกรรมอันน่าสลด แม้กระทั่งเกออร์ก บืชเนอร์ ผู้แต่งยังกล่าวว่า “ก่อนเกิดอาชญากรรมของวอยเซ็ค สังคมได้ร่วมกันก่ออาชญากรรมต่อพลทหารคนนี้”
เช่นเดียวกันกับในปี 2021 สภาพสังคมอันเลวร้ายเช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ตามที่เห็นได้ทั่วไป ผู้คนบางส่วนถูกอำนาจอันไม่ชอบธรรมกดขี่ ทั้งผู้มองเห็นความไม่ชอบธรรมและพยายามต่อสู้ รวมถึงผู้ที่ยังมองไม่เห็นความไม่ชอบธรรมก็ล้วนตกเป็นเหยื่อของสภาพการณ์ทางสังคมเช่นนี้กันทั้งนั้น ในบางครั้งผู้ที่ถือศักดิ์ว่าตนมีอำนาจทางสังคมสูงกว่ากลับเต็มไปด้วยความต่ำตมภายในจิตใจ หวังทำลายศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เขามองว่าเป็นเพียงปรสิตเสียจนสิ้นซากทั้งทางตรงและทางอ้อม ความคาดหวังของผู้แต่งนั้นก็ต้องการให้ผู้ชมมองเห็นความไม่ถูกต้องในสังคมที่เกิดขึ้นกับชีวิตตัวละคร ซึ่งก็นับว่าเกออร์ก บืชเนอร์นำเสนอระบบที่ไม่เป็นธรรมในสังคมได้ออกมาอย่างชัดเจน และตรงประเด็น
แล้ววอยเซ็คจะเป็นใครในสังคมนั้น ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ที่ความคิดของผู้ตีความ บางทีวอยเซ็คอาจเป็นคนที่เรารู้จักหรือคุ้นเคยในสังคม หรือตัวเราเองที่กำลังตกอยู่ภายใต้อำนาจไม่ชอบธรรมทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว
สุดท้ายแล้วเราคงต้องหันมาถามคำถามกับตัวเองว่าแล้วเราล่ะเป็นวอยเซ็คหรือเปล่า หรือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองของการสร้างวอยเซ็คในสังคม?
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in