from the desert, with loveployapha.j
ปีใหม่ ทะเลทราย และตารางบินแรกของข้าพเจ้า
  • 02 January 2016
    Happy New Year from Dubai







    การเป็นนางฟ้าไม่ได้มาอย่างจี้จี้ 2

    ครั้งที่แล้วเราเล่าถึงตอนที่เราเรียน GMT (Group Medical Training) จบและได้รับยูนิฟอร์มแล้วใช่ม้า สำหรับอาทิตย์ต่อมาเราก็เข้าคลาส Image and Uniform จ้า เป็นคลาสวันเดียวเกี่ยวกับการใส่ยูนิฟอร์มอย่างไรให้สวยเป๊ะ การดูแลผิวหน้า ทำเล็บด้วยตนเอง และการแต่งหน้า รวมถึงเคล็ดลับในการดูแลชุดยูนิฟอร์มและหมวกแดง เป็นวันชิลๆสบายๆ สาวๆชอบมาก



    วันรุ่งขึ้นเรามีคลาสวันเดียว เป็น Nujoum Day ซึ่งคำนี้แปลว่า A sky full of shining stars ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นวันอะไร พยายามไปถามใครก็ไม่มีคนยอมสปอย เพราะถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วว่าห้ามเล่าให้คนอื่นฟัง เป็นวันพิเศษสำหรับพวกเรานั่นแหละ เพราะฉะนั้นใครที่อยากรู้ว่าวันนี้คืออะไร เป็นยังไง สมัครมาสิคะ ;)



    จากนั้นเราก็เทรนเกี่ยวกับ Security สองวัน วันแรกเป็นทฤษฎีและสอบปฏิบัติเกี่ยวกับการหาวัตถุแปลกปลอมภายในตัวเครื่องก่อนที่จะบิน โห..เบื้องลึกเบื้องหลังก่อนที่จะเอาเครื่องขึ้นลงไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆนะจ๊ะ ส่วนวันที่สองเรียนคล้ายๆกับ Self defense และวิธีการมัดผู้โดยสาร หากมีการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเอง ผู้อื่น หรือตัวเครื่องบิน ซึ่งก็สนุกดี เราชอบมาก แต่กลับมาบ้านก็น่วมเลยจ้า ฟกช้ำดำเขียวไปหม๊ด





    สุดท้ายคือการเทรน Service ซึ่งวันแรกประเดิมด้วยการเข้าไปนั่งสังเกตการใน mock-up จ้า เป็นไฟล์ท DXB-DOH (ดูไบ – โดฮา, การ์ต้า) เวลา 45 นาที เข้าไปสังเกตการณ์เฉยๆว่าบนเครื่องต้องทำอะไรบ้าง มีของกินฟรีด้วยนะ บรรยากาศเหมือนกับขึ้นเครื่องบินจริงๆเลยแหละ สนุกสนานตื่นเต้นมาก รู้ตัวเลยว่าเมื่อก่อนเวลาบนเครื่องบินประกาศอะไรเราจะไม่ค่อยฟังเท่าไร ยกเว้นตอนที่เป็น safety video กับเวลาที่กัปตันประกาศเรื่องอุณหภูมินู่นนั่นนี่ แต่ตอนนี้คือฟังแบบตั้งใจมากๆ รู้ว่าประกาศนี้หมายถึงอะไร ตอนนี้แอร์ต้องทำอะไรยังไงบ้าง เกิดอะไรขึ้นบนเครื่องบ้าง



    เราเพิ่งจะมาเข้าใจว่าทำไมถึงเรียกแอร์ว่า นางฟ้า คือเราต้องเป็นนางฟ้าจริงๆนะ ไม่ใช่แค่ทำงานบนความสูง 40,000 ft. แต่งหน้าสวยๆ เดินลากกระเป๋าที่สนามบินฉับๆด้วยความมั่นใจ ยิ้มสวยในเคบินตลอดเวลา ถามว่าจะรับชาหรือกาแฟดีคะ โนววววววววววววว

    เราต้องมี service mind เต็มเปี่ยม แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างฉับไว เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และรู้ว่าผู้โดยสารต้องการอะไรก่อนที่เขาจะขอ การใช้คำพูดก็ต้องดีมากๆ ห้ามปฏิเสธแบบตรงๆ แต่ต้องมีศิลปะในการพูด ห้ามใช้คำว่า No, I can’t, Unfortunately หรือคำที่มีความหมายลบ ฯลฯ เยอะแยะมากมายก่ายกองที่จะต้องฝึกฝน



    เราต้องเป็นนางฟ้าในชีวิตจริง



    เพราะความคาดหวังของผู้โดยสารที่มีต่อเราสูงมาก มากจนน่ากลัว ด้วยแบรนด์หรืออะไรก็ตามแต่ เราก็จะพยายามทำให้ได้นะ เราคิดเสมอว่าถ้าเราอยากให้พ่อแม่เราขึ้นเครื่องไปแล้วเจอแอร์แบบไหน บริการแบบไหน ก็จงทำตัวเองให้เป็นแบบนั้น สู้!





    เอาเข้าจริงๆแล้วพอเริ่ม Service ปุ๊บ อาการเฉาๆเหงาๆก็กลับมาปั๊บ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันแหะ อาจจะเพราะเครียดและกดดันตัวเองด้วยมั๊ง ด้วยความที่เนื้อหาที่เรียนเยอะมากเหลือเกิน เราไม่เคยรู้ว่าบนเครื่องมีไอเท็มและอุปกรณ์เยอะแยะมากมายขนาดนี้ ต้องจำว่าสิ่งของใดอยู่ในกล่องคอนเทนเนอร์ไหน จะเสิร์ฟค็อกเทลหนึ่งอย่าง เมนูนั้นมีส่วนผสมอะไรบ้าง วิธีการเสิร์ฟทำยังไง วิธีการคุยกับผู้โดยสารจะต้องใช้ประโยคขึ้นต้นแบบไหน ถ้าจะปฏิเสธต้องพูดยังไงให้บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น

    คือช่วงตอนที่ไปเรียนก็สนุกแต่รู้สึกว่ายังทำได้ไม่ดีเท่าไรในห้องเรียน (เราผ่านการทำ mock-up มาสองครั้งแล้ว ครั้งแรกไฟล์ทการาจี ครั้งที่สองไปเดลี) มันก็มีพัฒนาาการนะ ฟีคแบคจากเทรนเนอร์ก็ดี อยู่ในเกณฑ์ที่โอเคใช้ได้ แต่พอกลับมาบ้านก็มานั่งคิดว่ามันต้องดีกว่านี้ เป๊ะกว่านี้ ต้องพยายามมากกว่านี้ แต่อะไรที่มากเกินไปก็ส่งผลต่อสภาพจิตใจเหมือนกัน ต้องคอยบอกตัวเองว่าทำผิดได้นะ ทำพลาดได้นะ ผิดเป็นครูไง ถือว่าเป็นบทเรียน ผิดตอนนี้ดีกว่าไปผิดบนเครื่อง

    พอมาสัปดาห์นี้ก็ดีขึ้นแล้วนิดนึง เครียดเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือประสบการณ์ กลายเป็นว่าไปๆมาๆเราชอบอยู่ใน Galley (ห้องครัว) แหละ หยิบนู่นเตรียมนี่สนุกสนานมาก ไม่ค่อยชอบออกไปเดินในเคบินเท่าไร ขี้เกียจทักทายคน เพราะเราต้องจำชื่อผู้โดยสารให้แม่นและทักทายให้ถูก เรายังคงงงๆกับที่นั่งและรู้สึกว่าเทรนเนอร์จ้องเราตาไม่กระพริบเลยแหะ เครียด เลยพยายามแบ่งเวลาออกไปทำนู่นทำนี่ทักทายคนนู้นคนนี้ในเคบินบ้าง แล้วก็กลับมาจัดของเตรียมของต่อ มีความสุขเหลือเกิน



    สัปดาห์หน้าก็สัปดาห์สุดท้ายแล้วแหละ อีกนิดเดียวเท่านั้น ฮึบบบบบบบ












  • คิดถึงแม่ขึ้นมา น้ำตามันก็ไหล อยากกลับไปซบลงที่ตรงตักแม่ TT


    อย่างที่เราบอกไปว่าช่วง Service เรากลับมาเครียดใหม่อีกแล้ว หลังจากอาการเหงาๆเฉาๆหายไปตั้งแต่จบ SEP อาจเป็นเพราะบรรยากาศปลายปีด้วยแหละมั๊ง หลังคริสมาสต์มาถึงปีใหม่ เวลาเปิดเฟสบุ๊คไอจีก็มีแต่คนอัพรูปไปเชียงใหม่ อยู่กับเพื่อน กับครอบครัว

    เพื่อนๆก็นัดเจอกัน ส่งรูปมาให้ดูแต่ไม่มีเราอยู่ในนั้น คิดถึงปีที่แล้วเรายังไปเจอกัน อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาอยู่เลยอ้ะ คิดไปคิดมาน้ำตาไหลเฉยเลย สติแตก ประโยคที่ว่า “นี่กูมาทำเชี่ยอะไรอยู่ที่นี่วะ” กลับมาอีกแล้วจ้า





    ยิ่งไปคุยกับพี่ๆคนไทยที่จะลากลับบ้านช่วงมีนาเมษาก็ยิ่งอยากกลับ ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะกลับทีเดียวหลังจบโปรเลย คือจะยอมจ่ายค่าตั๋วกลับมาไทยแล้วอะ แง้ ไหนๆก็มีวันลาแล้วนี่นา


    จริงๆเราก็รู้นะว่าจุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้เราเลือกที่จะมาที่นี่เอง และมันก็เป็นความฝันของใครหลายๆคนที่อยากเป็นแอร์และอยากที่จะทำงานในสายการบินนี้ ความจริงคือชีวิตที่ทุกคนมองว่าสวยหรูและดีงาม จริงๆมันเหงามากเลยนะ เราอดที่จะอิจฉาคนที่ไทยไม่ได้ คนที่ได้อยู่กับครอบครัวกับคนที่ตัวเองรัก ได้นั่งเครื่องบินไปเที่ยวด้วยกันในช่วงวันหยุดยาว กินข้าวด้วยกัน ฉลองวันปีใหม่ไปด้วยกัน ฮือ รู้สึกเปราะบางเหลือเกิน

    อีกอย่างนึงเรายังไม่รู้สึกว่าอาพาร์ตเม้นท์ที่เราอยู่เป็น บ้าน อะ อธิบายไม่ถูกแหะ คือมันเป็น house แต่ยังไม่ใช่ home อะ แต่ตอนนี้ก็พยายามจัดของจัดห้องให้รู้สึกว่ามันไม่โล่งๆแห้งๆ ไปอิเกียซื้อเทียนหอมซื้อดอกไม้มา ก็โอเคขึ้นนิดนึงแหละนะ



    เราคิดว่าพอบินจริงๆก็จะโอเคแฮปปี้แหละ ตอนนี้มันเครียดเรื่องเทรนนิ่งด้วย นอนดึกตื่นเช้ามากๆทุกวันเลย มันเหนื่อยจากภายในยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูกแหะ ท้อบ้างแต่ไม่ถอยหรอกนะ!







    Merry Christmas & Happy New Year

    วันคริสมาสต์ไปกินข้าวกับเพื่อนๆในแบช ต่างคนต่างทำอาหารของชาติตัวเองมาแชร์กัน ก็สนุกดี เป็นเวลาดีๆที่ได้อยู่ร่วมกัน วันรุ่งขึ้นก็ไปเดินเล่นถ่ายรูปกินข้าวกับพี่ๆคนไทยแถวๆดูไบมอล และไปอิเกียกินข้าวกับเมท

    ตอนนี้อาลี่ รูมเมทคนสวยเริ่มบินแล้ว นางเลยไม่ค่อยอยู่บ้าน พอเรากลับบ้านมาก็ไม่มีคนให้คุยด้วยเท่าไร อาจจะเป็นอีกสาเหตุนึงที่ทำให้เหงาๆก็ได้มั๊ง วันปีใหม่ก็เลยอยู่บ้านคนเดียว เคาท์ดาวน์ผ่านสไกป์ตามเวลาในประเทศไทย (ซึ่งล้มเหลวไม่เป็นท่า) และเคาท์ดาวน์ตามเวลาที่นี่ (ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม) ต้องขอบคุณคนที่มาเคาท์ดาวน์พร้อมกันกับเรานะ *เขิน*

    ความจริงแล้วเราก็อยากจะไฟท์ไปดูพลุที่ Burj Khalifa มากเลยนะ แต่คิดถึงปริมาณคนที่เบียดเสียดยัดเยียดแล้วก็ไม่ไปดีกว่า เดชะบุญที่ไม่ได้ออกไปไหน เพราะจากที่เห็นในข่าว ไฟไหม้โรงแรมข้างๆจ้า คุยกับคนที่ไปแล้วไปรอดูพลุตรงจุดนั้นพอดีคือน่ากลัวมาก วุ่นวายไปหมดเลย

    เช้าวันรุ่งขึ้น (เมื่อวานนี้) เราเข้าไปแถวๆนั้นพอดียังมีควันออกมาจากตึกอยู่เลยอะ น่ากลั๊วววว












  • รอบดูไบในช่วงนี้

    มีเวลาก็เที่ยวซะ ก่อนที่จะเริ่มบินและไม่ได้เที่ยวเนอะ




    –Desert Safari Dubai-

    ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาไปไหนมาไหนบ่อยๆ เริ่มตั้งแต่ไปเที่ยวทะเลทรายมาแหละ สนุกมากเลย









    เราไปของ Knight Tour รวมทุกอย่างเบ็ดเสร็จอยู่ที่ 150 AED มีรถรับส่งและบุฟเฟ่อาหารเย็น คนขับรถและคนพาไปทัวร์ชื่อว่า อับดุล ซึ่งตลกและเฮฮาดี เปิดเพลงแขกตลอดทาง



    อับดุลมาเราพวกเราตอนบ่ายสองครึ่ง และขับรถออกไปนอกเมืองเรื่อยๆจนไปถึงเขตทะเลทราย จากนั้นก็ขับเข้าไปข้างใน สนุกมาก เหมือนเล่นรถไฟเหาะตลอดเวลาเพราะขับขึ้นๆลงๆตามเนินทราย แล้วเรานั่งท้ายสุดในรถ ก็เด้งไปเด้งมาอยู่หลังรถนั่นแหละ



    พอมาถึงจุดถ่ายรูป ทุกคนก็สวมวิญญาณ The Face Thailand ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เราก็กลายเป็นช่างภาพไปตามระเบียบแหละนะ...














    แดดจ้าแต่อากาศไม่ร้อนเลย ลมเย็นพัดมาตลอดเวลา เป็นยามบ่ายที่อากาศดี เราถามอับดุลว่าที่ยูขับเด้งไปเด้งมาแบบนี้นี่ต้องมีใบอนุญาตอะไรมั๊ย (คือขับเลี้ยวไปเด้งมาเยอะมาก ถ้าเมารถไม่ควรมา ห้ามเด็ดขาดบอกเลย) ก็ได้คำตอบว่าต้องมีใบขับขี่สองใบนะจ๊ะ คือใบขับขี่แบบธรรมดา และใบขับขี่สำหรับขับรถในทะเลทราย





    ถ่ายรูปเสร็จอับดุลก็พาเรามาที่คาราวาน คือที่พักกลางทะเลทรายนั่นแหละ มีของว่างให้ลองชิมคือ Arabian Coffee เสิร์ฟในแก้วกาแฟเฉพาะ กลิ่นกาแฟหอมสมุนไพรมาก เราชอบมาก รู้สึกชุ่มคออย่างประหลาด และมีขนมแป้งทอดกลมๆ ราดด้วยซอสหวานๆ จำชื่อไม่ได้แล้วว่าเรียกว่าอะไร แต่อร่อยมาก คือเราจอยอาหารแขกทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าเมนูไหนก็อร่อย แต่อันนี้อร่อยจริงๆนะ คอนเฟิร์ม! นอกจากนี้ก็มีอินทผาลัมด้วยนะจ๊ะ ปกติเราไม่ชอบกินนะ แต่ที่นี่อร่อยมากจริงๆ กินได้เรื่อยๆ กินได้ทั้งวันเลยแหละ


















    เข้าไปด้านในก็มีเวทีและมีโต๊ะรอบๆ มีชุดอาบาย่าให้ลองใส่ มีเหยี่ยวให้ถ่ายรูปด้วย(แต่เราหาไม่เจอ พลาดเลย ไม่ได้ถ่ายรูปด้วย) ส่วนด้านหน้ามีให้ขี่อูฐวนไปวนมาห้านาที ก็โอเค ถือว่าเป็นประสบการณ์เนอะ













    คุณอูฐน่าย้ากกกกกกกกกกกกกกกกกก ชอบบบบบบบบบบบ > <



    เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เขาก็เริ่มเสิร์ฟออร์เดิร์ฟ ซึ่งคือแป้งๆทอดๆอะไรก็ไม่รู้ อร่อยอีกแล้ว อร่อยไปหมด และเริ่มให้ไปตักอาหารได้ ซึ่งก็เป็นอาหารแขกทั่วไปแหละ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน รู้จักอย่างเดียวคือเคบับนั่นแหละ จากนั้นก็มีการแสดงโชว์สองชุด มีระบำหน้าท้องกับอะไรซักอย่าง สวยงามดี พอสามทุ่มก็กลับบ้านจ้า



    ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ คุ้มค่า รู้สึกเป็นมิเชลในเรื่องฟ้าจรดทรายตลอดเวลาเลย









    จากนี้ไปจะเข้าสู่หมวดหมู่ของกิน เมื่อเราจิตตกก็ต้องหาของอร่อยที่ทำให้จิตใจแช่มชื่นนะ



    -ไก่เกาหลี-

    อยากกินบอนชอนมากแต่ที่นี่ไม่มีจ้า เลยต้องไปตามหาไก่เกาหลีแบบโลคอลสไตล์ จนไปพับกบพบกับร้าน Kim-Chikin ณ สถานี ADCB









    นี่คือกินกันสองคน ไก่ 12 ชิ้น เกือบหมด กินกันโหดมากกกกกกกกกกก รสชาติไม่เหมือนซะทีเดียวแต่ก็พอให้หายอยากไปได้นะ :)





    -อาหารไทย-

    ร้านประจำของเราคือ Little Bangkok ที่สถานี Emirates Tower อร่อยไปหม๊ด ที่เด็ดมากๆคือมีข้าวเหนียวมะม่วงด้วย นาทีนี้กี่ร้อยก็ยอมจ่ายแล้วล่ะ

    ล่าสุดไปค้นพบร้านอาหารไทยใต้ตึกตัวเองเนี่ยแหละ Smiling BKK เฮ้ยยยย อร่อย! กระเพรากุ้งเด็ดมาก แกงเขียวหวานฟินมาก น้ำตาไหล อาหารไทยอร่อยที่สุดในโลกแล้วจริงจริ๊ง



    -ซูชิ-

    อาหารไทยก็ลองแล้ว อาหารเกาหลีก็ชิมแล้ว มาถึงอาหารญี่ปุ่นกันบ้างกับ Sumo Sushi แถวบ้านเราอีกเช่นเคย โอเคเลยอะ อร่อย รักมาก เดินห้านาทีถึงแล้ว ราคาไม่โหดร้ายต่อกระเป๋าสตางค์เท่าไร กินได้เดือนละครั้งก็พอ ปริ่มมมมมม







    สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน ตัดจบแบบดื้อๆเลย รีบ เพิ่งนึกได้ว่าจะสายแล้ว

    เอาเป็นว่าสวัสดีปีใหม่นะทุกคน ขอให้มีความสุขมากๆเด้อ





    ด้วยรัก.....จากดูไบ







    ว้ายยยยยยยยยยยยยยย ลืมอัพเดต!

    เราได้ตารางบินแล้วนะ เที่ยวไม่ง้อทัวร์ตีตั๋วท่องตะวันออกกลางมากๆ ไฟล์ทแรกในชีวิตไปเจดดาห์ ซาอุดิอาระเบีย ไฟล์ทที่สองไปไคโร่ อียิปต์จ้า

    จากนั้นก็วนๆอยู่แถวนี้ มีคูเวต โดฮา ไปการาจี ณ ปากีสถาน กลับมาเมดินะ ซาอุใหม่อีกรอบนึง และจบด้วยไฟล์ทยาวๆ 5 วัน ไปซิดนีย์และโอ๊คแลนด์แหละ เย๊ ขอให้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเถอนะ สาธุ….










Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in