from the desert, with loveployapha.j
ไม่มีเมอร์ไลออนในภาพถ่ายแต่โดดไปกับจิงโจ้
  • 02 October 2016





    เปิดเดือนมาด้วยไฟล์ทยาว ดูไบ-สิงคโปร์-บริสเบน-สิงคโปร์-ดูไบ ยาวไปอี๊ก เราไม่ได้ทำไฟล์ทมัลติแบบนี้มาน๊านนานตั้งแต่บินเดือนแรกที่ทำให้เข็ดขยายอยู่ในใจเพราะเจอเคบินซุปเชี่ย คือด้วยความที่ไฟล์ทมันยาวนั่นหมายความว่าถ้าเราเจอคนเชี่ยๆ เราจะต้องติดอยู่กับแม่งไปหลายวัน เพราะงั้นก่อนมาทำไฟล์ทนี้เรายกมือไหว้พระอย่างดี ขอให้อยู่รอดปลอดภัยแคล้วคลาดจากคนเชี่ยๆ ขี้เกียจ และจิกกัดเถิด เพี้ยงงงงงงงงงง





    ไฟล์ทนี้ยาวก็จริงแต่บินกับ B777 ที่รัก เลยดี๊ดี และพอไปห้องบรีฟเข้าจริงๆแล้ว ไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทที่ค่อนข้างประหลาด เพราะลูกเรือส่วนใหญ่เป็นเอเชียนทั้งนั้นเลย อย่างในอีโค่นี่มีไทย เกาหลี(สองคน) จีน และเยอรมันที่...ก็เอเชียนอะ ในเฟิร์สคลาสก็มีพี่คนไทยกับคนเกาหลี ก็ทำให้เบาใจไปบ้างว่าน่าจะเจอคนดี ไม่ขี้เกียจ(เอเชียนโดยมากขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจกว่าพวกสาวๆบลอนดี้นะ) มีความสนใจคล้ายคลึงกัน บ้าถ่ายรูปพอๆกันงี้ ในห้องบรีฟก็สนุกสนานดี ทุกคนน่ารักและเป็นมิตร :D


    เซอร์วิสที่ทำมี 2 เซอร์วิสแหละ อันแรกคือ Light Bite แจกแซนวิชกับคุกกี้ช็อคโกแลต(อร่อยม๊ากกกก) เซอร์วิสนี้เราแอบเกลียดเพราะเวลาจัดคาร์ทเราจะต้องใส่ทุกอย่างที่มีลงไปเว้ย ในคาร์ทเราจะประกอบด้วย...

    • ลิ้นชักใส่แซนวิช
    • ลิ้นชักใส่คุกกี้
    • ลิ้นชักใส่จาน
    • ลิ้นชักใส่แก้วกาแฟ
    • ลิ้นชักใส่น้ำอัดลมต่างๆ


    ส่วนบนคาร์ทด้านบน ประกอบด้วย

    • น้ำผลไม้ (ส้มx2 แอปเปิล สัปปะรด มะม่วง มะเขือเทศ)
    • กาใส่ชาและกาแฟ
    • ถังน้ำแข็ง
    • ไวน์ขาว ไวน์แดง
    • เบียร์
    • ขวดน้ำดื่มx2
    • กล่องเล็กๆเสียบข้างๆที่ใส่พวกเหล้าขวดเล็กๆและกระดาษทิชชู


    โอ๊ยเยอะไปอีกกกกกก แล้วโดยปกติถ้าผู้โดยสารหลับเราก็จะไม่ปลุกเพราะถือว่าไม่ใช่อาหารมื้อหลัก แต่นี่เพิ่งบอร์ดดิ้ง ทุกคนยังคงดูหนังฟังเพลง ก็เสิร์ฟไปค่ะ กว่าจะเสร็จ เหนื่อยมากกกกกกกก


    โชคดีที่ ดาน่า สาวเอเชียนสัญชาติเยอรมันที่รับหน้าที่เป็น Galley Queen เป็นมนุษย์ที่จัดระเบียบทุกอย่างดีมาก ในคาร์ทของครบ เดินมาถามบ่อยมากกว่าต้องการอะไรไหม เอาอะไรรึเปล่า ทำให้การทำเซอร์วิสไม่เสียเวลามาก แถมยังคอยสอนและให้ทริคเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการจัดการในแกลลี่อีกด้วย





    หลังจากนั้นก็ชิวเหลือเกิน ผู้โดยกินอิ่มก็นอนหลับ เราก็นั่งสบายๆ เม้ามอยกับ วานซุน ฟรอมไชน่าาาาา (กรุณาอ่านตามจริตมิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนลด้วยนะ) เฮจิน และ เกรซ ฟรอม เซาท์โคเรียยยยยย ส่วน นีล หนุ่มอังกฤษ กับดาน่า หนีไปเม้าที่บิสเนสเพราะสองคนนี้กำลังจะได้อัพเกรดล่ะ เย้


    ส่วนเซอร์วิสที่สองก็ง่ายๆสบายๆ คืออาหารเช้า เราก็ช่วงชิงทำบาร์คาร์ทเสิร์ฟชากาแฟไปตามเรื่อง เก็บถาด จบ สบาย บ่ายสามออกจากสนามบินในสภาพมนุษย์ไม่ใช่ซอมบี้ ฮาาาาา












  • ความในใจถึงสิงคโปร์ - Back to the place where my story begins



    ระหว่างทางที่อยู่ในบัส เรามองวิวสองข้างทางและใจลอยนึกถึงช่วงชีวิตของเรา ณ เวลานี้ เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว...


    สิงคโปร์ยังเหมือนเดิม เต็มไปด้วยต้นไม้เยอะแยะ หนทางสะอาดสะอ้าน บ้านเมืองปลอดภัยไร้กังวล แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือตัวของเราเองเนี่ยแหละ กลับมาครั้งนี้กลายเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานไปแล้ว


    เรายังจำภาพตัวเองเมื่อปีที่แล้วที่มาเหยียบที่นี่ได้อยู่เลย ตอนนั้นเป็นเด็กกะโปโล ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่บึ้มที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง ต๊อกแต๊กขึ้นรถไฟใตดินไปซุกหัวนอนในโฮเทลแถว Boat Quay





    ตอนนั้นเราเพิ่งจบ ยังงงๆกับชีวิต ได้ข่าวว่าสายการบินเราเปิดรับสมัครก็ตัดสินใจเสี่ยงดวงจองตั๋วเครื่องบินมาล่าฝัน อยากเป็นแอร์ อยากใส่หมวกแดง พอแล้วกับการอ่านเนติและท่องจำฎีกา กะว่าจะมาลองสนามดูว่าการสมัครแอร์มันเป็นยังไงวะ ตกรอบก็คิดซะว่ามาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจให้รางวัลชีวิต


    และแล้วตอนนี้เราก็กลับมาที่เดิม เพิ่มเติมคือมีหมวกแดงเป็นของตัวเองและโผผินบินห่างบ้านมาเกือบครบปีแล้ว... เราผ่านช่วงเทรนนิ่งที่โหด โดนผู้เทเพราะระยะทางอันห่างไกลที่ทำให้ใจคนห่างตาม ช่วงผีบ้าผีบอคิดถึงบ้าน ร้องไห้ทุกวัน อยากเดินไปลาออกมันซะเดี๋ยวนั้น แต่สุดท้ายเราก็ทำใจผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้เพราะเรานึกถึงช่วงเวลาที่เรามาที่นี่ในตอนนั้น


    วินาทีที่เห็นแอร์หมวกแดงเดินลงมาจากห้องพัก ยิ้มให้เราและอวยพรให้โชคดี

    วินาทีที่เข้าเว็บไปดูและเห็น "JFIP - Joining Formalities In Progress" แล้วกรี๊ดบ้านแทบแตกว่ากูได้เป็นแอร์แล้วว้อยยยยยยยยยย

    วินาทีที่รับโทรศัพท์ Golden Call จากสายการบินตรงจากดูไบแล้วพูดไม่รู้เรื่องด้วยความตื่นเต้น รู้แค่ว่าวันที่  13 พฤศจิกายนนี้ ฉันจะได้ไปดูไบแล้ว





    เราคิดเสมอว่าเราเป็นคนโชคดีนะ นับตั้งแต่วันที่จองตั๋วเครื่องบินแล้วเป็นช่วงโปรพอดี แน่ล่ะ...มันก็มีวันที่แย่ๆร้ายๆผ่านเข้ามาบ้าง มันก็มีวันที่คิดว่า นี่กูมาทำเชี่ยอะไรที่นี่เนี่ยยยย แต่พอนึกย้อนกลับไป เราภูมิใจนะและคิดว่าเราตัดสินใจถูกมาตลอด

    เรื่องราวในชีวิตต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจคาดเดาได้ แต่ ณ ตอนนี้เรามีความสุข เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว 










    วิวจากห้องพักเราเองแหละ เห็นตึกตะแกรงปิ้งไก่ที่เราชอบมากๆด้วย



























  • หลังจากอิ่มอกอิ่มใจกับภาพวิวตรงหน้าแล้ว ประมาณห้าโมงเราก็ออกมาเดินเล่นข้างนอก กะว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกเงียบๆ แต่ขณะที่กำลังจะข้ามถนนหน้าโรงแรมก็ป๊ะกับเฮจินที่เพิ่งกลับมาจากเมอร์ไลออนพอดิบพอดี


    เรายืนฟังเฮจินบ่นเรื่องขนาดของเมอร์ไลออนด้วยความขำ (มันไม่เห็นใหญ่เลยยู ตอนแรกคิดว่าจะใหญ่มากมากมากมากมากซะอีก โห... แล้วนักท่องเที่ยวเกาหลีเต็มไปหมดเลย เลยต้องถ่ายรูปให้ แล้วดูที่เขาถ่ายรูปให้เราดิ แย่มาก โมโห!) พอจะเดาได้แหละว่าโมโหหิวด้วยแน่ๆเลยชวนไปกินข้าวด้วยกัน เราเคยมาแล้ว เราจำทางได้ว่ามันจะมีฟู้ดคอร์ทอยู่ข้างหน้าเนี่ยแหละ


    เฮจินตกลงทันที (นี่แงะ หิวชัวร์) เราเลยเดินกระหนุงกระหนิงมุ่งหน้าไปทาง Marina bay จนเจอฟู้ดคอร์ท แต่ตอนที่เราไปร้านรวงยังไม่เปิดเยอะ เลยสั่งข้าวผัดกับปีกไก่บาร์บีคิวมาแบ่งกัน อร่อยกว่าที่คิดไว้แหละ :D










    จากนั้นเราก็พาเฮจินเดินลัดเลาะริมน้ำไปเรื่อยๆ เพราะจุดหมายในใจเราคือเดินไป Gardens by the bay นั่นเอง ระหว่างทางก็เดินเม้าไปมา ถ่ายรูปกุ๊กกิ๊กไปตามเรื่อง
















    เจอเปียโนตั้งไว้ แล้วคุณพี่คนนี้หยุดลงจากจักรยานมาเล่นแหละ เพราะดี ฟังเพลินๆ













    สีท้องฟ้าของจริงน่ารักมาก มีความโรแมนติกอย่างน่าประหลาด












    ยืนอยู่ซักพักพร้อมมนุษย์คนอื่นๆ น๊านนานไม่เห็นมาซักที
    พอเดินพ้นไปเท่านั้นแหละ มีเสียงอู้วหูวลอยลมมา


































    พ่อแม่พาลูกมาเดินเล่น มนุษย์หนุ่มสาวมาวิ่ง ส่วนวัยรุ่นทั้งหลายก็ไถสเก็ตบอร์ดกันปรู๊ดปร๊าด
    เป็นยามเย็นที่มีสีสัน









    เราเดินตามป้าย Marina barrage มาเรื่อยๆ ในที่สุดก็เจอเนินสีเขียวขจีและว่าวน้อยใหญ่เต็มท้องฟ้า เฮจินหยิบกล้องมาถ่ายนู่นถ่ายนี่ พร้อมหันมาถามว่าเรารู้จักที่นี่ได้ยังไงเนี่ย ดีมากเลยนะ คิดถึงความเขียวขจีที่ดูไบไม่มีที่สุดดดดดดดดดดดดดดด















    เห็นเนินตรงนี้แล้วบอกเฮจินว่าคิดถึงเทเลทับบี้แหะ
    มีความคิดว่าอยากนอนลงกลับพื้นแล้วกลิ้งลงมาคงน่าสนุก
































































    พระอาทิตย์ค่อยๆทอแสงอ่อนลง เราหาจุดว่างๆและนั่งลงบนพื้นหญ้า น๊านนานมาแล้วที่ไม่ได้นั่งบนหญ้า มองท้องฟ้าเงียบๆแบบนี้ เป็นความรู้สึกที่ดีที่อยากเก็บความทรงจำนี้ไว้นานๆ


    เราหันไปคุยกับเฮจินว่าทำไมถึงมาทำงานนี้ เขาก็นั่งเล่าให้ฟังว่าเรียนจบ Civil Engineering มาแหละ แต่ตอนเรียนไม่ชอบ ลองทำงานแล้วไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ซึ่งก็คล้ายๆกับเราเลยนั่งแลกเปลี่ยนความรู้สึกกันไปมา เป็นบทสนทนาที่ดีที่ไม่ได้มีมานานแล้วอีกเช่นกัน :)





























    ไฟตามตึกเริ่มแวบวาบ ดวงดาวเริ่มปรากฎบนท้องฟ้า

















    เราเหลือบดูนาฬิกา ไหนๆก็มาแถวนี้แล้ว แวะไปดูการแสดงไฟดีกว่า เลยชวนเฮจินวิ่งไปภายในห้านาที พอไปถึงเขาก็เริ่มประกาศเริ่มการแสดงแล้ว ก็ฝ่าฝูงชนไปนอนดูไฟในจุดเดิมที่เคยมานอนเมื่อตอนมาครั้งที่แล้ว :)







    ตอนที่เล่นเพลง I dreamed a dream เรานี่น้ำตาไหลพราก ไม่รู้ทำไม อยู่ๆก็สะเทือนใจ
    ส่วนเพลง Can't take my eyes off you นี่ยิ้มแฉ่ง
    หยิบมือมากดอัดวีดีโอแล้วส่งให้คนที่อยู่ไกลตัวแต่ใกล้ใจ









    พอดูจบก็ฝ่าฝูงชนไปที่ Marina bay แวะกินชานมไข่มุก แวะซุปเปอร์มาร์เก็ตใต้โรงแรม ซื้อแซลมอนกับซูชิพร้อมน้ำผลไม้มากินนิดๆหน่อยๆ(มันลดราคาด้วยไง ค่ำๆแล้วเงี้ย ทริกแม่บ้านที่แท้จริง) นอนและตื่นตอน wake up call เช้าวันรุ่งขึ้น บินไปบริสเบนแลนด์แดนโคอาล่าาาาาาาาาาา วู้วววววววว :)













  • แม้ว่าไฟล์ทไปบริสเบนจะเป็นไฟล์ทกลางวัน แต่ผู้โดยสารชาวออสซี่นั้นไม่ทำให้เราผิดหวัง น่ารัก เรียบร้อย ใจดีเป็นที่สุด เซอร์วิสก็เหมือนเดิมเลยจ้า เริ่มจากอาหารกลางวันและตามด้วย light bite ก่อนจะถึง ซึ่งก็ง่ายๆ ชิวๆ ไปถึงโรงแรมเที่ยงคืนนิดๆ ทั้งท่าจะนอนแล้วแต่ด้วยความที่เวลามันต่างกันมากเลยนอนไม่หลับ กว่าจะนอนก็ตีห้า ทรมานร่างกายมาเหลือเกิน เหนื่อยแต่นอนไม่หลับมันแย่ ฮืออออออออออ




    ลงมากินข้าวตอนเก้าโมงนิดๆ เจอ นีล เฮจิน วานซุน กำลังกินข้าวกันอยู่เลยเข้าไปร่วมโต๊ะด้วย ไปๆมาๆเลยชวนกันไปอุ้มเจ้าโคอาล่ากับวิ่งเล่นกับจิงโจ้กันเถอะ ว่าง ไม่งั้นก็จะจบแค่การไปช้อปปิ้ง กิน นอน


    นีลเลยไปเรียกแท็กซี่ จุดมุ่งหมายของเราคือ Lonepine Koala Sanctuary นั่นเองงงงงงงง ระหว่างทางก็หลับครับ ทุกคนมีอาการเดียวกันคือเมื่อคืนนอนไม่หลับ พอไปถึงปุ๊บก็ตื่นอย่างสดใส เย้เฮ





    จำราคาไม่ได้แล้ว แต่แอร์อย่างเราๆได้ส่วนลดค่าเข้าชมนาจาาาาาา ฮูเร่







    เข้าไปปุ๊บสาวๆก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ (จริงๆก็สาวหมดแหละ....) เจอเจ้าโคอาล่าน้อยเต็มไปหมดเลย เขาจะมีแยกตามอายุด้วยนะ และโคอาล่าไม่ได้อยู่ในกรงแต่เกาะอยู่กับต้นยูคาลิปตัสจ้ะ




    น่าย้ากกกกกกกกกกกก เคี้ยวใบไม้ย๊อบแย๊บ










    ปุ้มปุ้ยนุ่มฟูวววววววววว์ อยากอุ้มกลับบ้าน









    ทีนี้เขาจะมีให้อุ้มโคอาล่าถ่ายรูปด้วยแหละ มีหลายแพกเกจให้เลือกว่าจะเอารูปเดียว โปสการ์ด หรือปฎิทินก็ได้นะ ของเราเลือกเอาแค่รูปเดียวใส่กรอบ 18 ดอลล่าร์จ้ะ



    ความจริงมีช่วงให้ถ่ายฟรีด้วยแต่บริจาคตามศรัทธา แต่มันเป็นช่วงบ่ายเลยขอบายดีกว่า
    มีให้ถ่ายกับงูไรงี้ด้วยนะ แต่ตอนที่เราไปนั้นยังไม่เปิดจ้ะ














    วิธีอุ้มคือเอามือประสานกันไว้ตรงแถวกระบังลม เจ้าหน้าที่จะอุ้มน้องโคอาล่าน้อยมานั่งบนมือและแขนเรา และน้องจะเกาะเราไว้ประหนึ่งว่าเราเป็นต้นยูคาลิปตัสนั่นแหละ

    และก็จะมีเจ้าหน้าที่อีกคนมาถ่ายรูปด้วยความไวแสง ต้องคิดไปเลยว่าต้องเก็กหน้ายังไงถึงจะสวยเพราะไปไวมาไวมาก เราไม่ได้เก็กก่อนรูปเลยโคตรเชี่ย ไม่สมควรเอาไปอวดใครๆอย่างยิ่งยวด ตอนอุ้มอยู่คือนิ่มมาก โคอาล่าเงยหน้ามามองตาด้วย น่าย้ากกกกก อยากเอากลับบ้านนนนนน

    ทั้งนี้ทั้งนั้น...ไม่กลัวว่าน้องโคอาล่าจะเหนื่อยเพราะมีน้องหลายตัวสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปจ้ะ มีช่วงเวลาให้พักด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะช้ำเด้อออออออ เจ้าหน้าที่ดูแลอย่างดี อิ้อิ้








    หน้าตาฟินมากกกกกก เยิ้บบบบบบบบบบบบ









    ระหว่างที่รอภาพปริ้นออกมานั้นเราก็ไปเดินเล่นรอบๆ มีตัววอมแบตน่ารักอ้วนกลม ตัวเงินตัวทองที่ทุกคนอู้วหูววววว (เราเฉยมาก แบบอืม... แล้วไง แถวบ้านก็มีนะ) มีโซนเลี้ยงแกะ แพะ รวมถึงโซนนกนักล่าขนาดใหญ่อย่างพวกนกอินทรีและเหยี่ยวด้วยนะ (ฮายเฟรนด์! เราก็นก)  และไฮไลท์อีกอย่างนึงก็คื๊อออออ โซนให้อาหารจิงโจ้ นั่นเองงงงงงงงงงงงงงง




    ในโซนจะเป็นทุ่งโล่งกว้างที่มีจิงโจ้กระโดดหยองแหยงไม่ก็นอนอาบแดดเต็มไปหมด เราเพียงแค่ซื้ออาหารจิงโจ้ (ถุงละสองดอล) เดินเข้าไปยื่นให้นั่นเอง ห้ามโปรย ห้ามปาใส่ และต้องย่อลงมาให้ในระดับสายตา มิฉะนั้นท่านอาจจะเสี่ยงโดนจิงโจ้ถีบเอาได้เด้อ




    เดินอย่างมุ่งมั่น ตั้งใจ จิงโจ้อยู่ไหนนนนนน










    เจอนกอีมูอาบแดดก่อนเป็นอย่างแรก










    นอนบ้าง ตื่นบ้าง ไม่ก็กระโดดดึ๋งไปมา




































    ถ้าเจ้าจิงโจ้ตัวไหนรำคาญเจ้ามะนู้ดอย่างพวกเราแล้วก็จะดึ๋งเข้ามานอนในโซนนี้จ้ะ











    อวดดดดดดดดด น้องมีความมองกล้องและยิ้มเบา










    หลังจากเซลฟี่กับจิงโจ้แล้ว ก็เซลฟี่กับมนุษย์ด้วยกันบ้าง
    วานซุน เฮจิน ข้าพเจ้า และนีล











    หลังจากเดินเล่น วิ่ง และกลิ้งไปกับจิงโจ้ทั้งหลายแล้วก็ได้เวลากลับ นีลขอแยกไปนอนอืดดู Netflix ส่วนเรา วานซุน และเฮจินหิวๆเลยขอเดินเข้าไปดูในเมืองหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง























    เที่ยงพอดี มนุษย์ออฟฟิศออกมานั่งทานอาหารกลางวันในสวน












    เราแวะซื้อวิตามินตุนไว้กับของใช้สองสามอย่าง และซื้อข้างแกงกะหรี่เนื้อกับซูชิมากินที่ห้อง ฟินไปอี๊ก นอนได้งีบนึงก็ wake up call บินกลับไปสิงคโปร์แล้วจ้าาาาา















  • กลับมาสิงคโปร์ด้วยสภาพซอมบี้เพราะโดน jet lag เข้าโจมตี รวมถึงเราได้รับตำแหน่ง Galley Queen จ้าาาาา โอ้ยยยย ทำแกลลี่แบบเต็มๆครั้งแรกถึงกับมึนงง จัดคาร์ท โหลดอาหาร เคลียร์คาร์ททุกสิ่ง โชคดีที่ดาน่าคอยช่วยไกด์อยู่ด้วยเลยพอไปรอด งัดเอาทุกสิ่งที่แอบจำคนนู้นคนนี้มาประยุกต์ใช้สุด เหนื่อยแต่สนุกมากกกกกก ชอบบบบบ ถ้าผู้โดยสารน้อยๆจะรับทำแกลลี่อีก ไม่ต้องไปยุ่งสุงสิงกับผู้โดยสารเวลาบอร์ดดิ้งด้วย เพราะเราต้องอยู่ในครัว เตรียมนู่นนั่นนี่โน่นไปเรื่อย


    พอถึงโรงแรมก็เปลี่ยนชุด กะว่าจะงีบซักนิดนึงก็ไม่ได้งีบเพราะมัวแต่เฟสไทม์คุยกับคนที่ไทย จนสี่โมงนิดๆชักหิวเลยเดินไปกินราเมงที่ใต้โรงแรมและไหนๆก็ไม่นอนแล้ว งั้นออกไปเที่ยวก็ได้ว้า เลยคว้ากล้องกับแผนที่ออกไปเดินเล่นที่ Fort Canning Park










































    ถึงละฮะ ที่อยากมาเพราะไปอ่านกระทู้พันทิปอันนึงไง บอกว่าที่นี่มีอุโมงค์ต้นไม้ ถ่ายรูปสวย เย้เฮ







































    ก็... จะว่ายังไงดีล่ะ คืออาจะเป็นเพราะเรามาถึงเย็นเกินไปแสงเลยไม่สวย ไม่ก็กล้องเรามันกาก ถ่ายออกมาไม่ดีเลยไม่รู้สึกว้าวววววว เป็นกลมๆลงมา แล้วก็ต้นไม้เขียวๆห้อยๆ จบ... ยุงกัดด้วยจนกลัวว่าจะเป็นไข้ซิกก้าป่ะว้า โอเค เท่านี้แหละ กลับโรงแรมฮะ












    ถึงโรงแรมมีไวไฟเลยนั่งดูว่าอยากไปไหนต่อ ใจจริงอยากไปร้านกาแฟคูลๆที่อยู่หลืบๆซักที่แต่เฮจินส่งเมสเสจมาหาว่าเขากับเกรซจะชวนออกไปกิน Chilli Crab เลยไปก็ไปว้า
























    ตอนแรกกะจะพาไปร้าน Jumbo ที่ดังๆอร่อยๆแต่ต้องรอคิวน๊านนาน สองสาวหิวกันรอไม่ไหวเลยพาเดินข้ามมาตรง Boat Quay ที่เราคุ้นเคย จิ้มหนึ่งร้านแล้วไปลองกันนนนนน


















    มีความปะแล่มแบบประหลาด เหมือนปูผัดเปรี้ยวหวานแต่ก็ไม่ใช่
    เนื้อปูน้อยไปหน่อย แกะยากมากมากมากมากมาก
    โดยรวมก็อร่อยแหละ แต่แกะยาก ครั้งเดียวในชีวิตก็พอแล้ว



















    พาสองสาวมากินไอติมร้านนี้ตรง Clarke Quay มากี่รอบก็ต้องกินทุกรอบเลยหนา








    เอเชียนผู้รักในชาเขียว











    กินเสร็จก็เดินกลับโรงแรม แยกย้ายกันไปนอน เราก็เฟสไทม์ก่อนนอนแล้วก็ออกไปดูวิวนอกหน้าต่าง สิงคโปร์ยามค่ำคืนสวยมากเลยนะ :)


    ขากลับไม่มีอะไรมาก เราเป็นแกลลี่ต่อด้วยความหนุกหนาน ผู้โดยสารหลับหมด แลนด์ถึงดูไบเช้า นอนตายยยยยยยไปเลยจ้า ได้พักหนึี่งวันแล้วบินต่อ โอ้ความเหนื่อยนี้....



    ลากันไปด้วยภาพนี้ละกันนะ












    ด้วยรัก... จากคนที่กำลังพยายามคิดถึงความโชคดีของตัวเองเพื่อหล่อเลี้ยงเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิต







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in