from the desert, with loveployapha.j
เวียนนาวอลซ์

  • 13 September 2016






    จริงๆแล้วไฟล์ทนี้เดิมทีคือเมอริเชียส เกาะสวาทหาดสวรรค์ในฝันของข้าพเจ้า แต่พอตอนที่ได้ตารางบินมาก็คิดว่า เฮ้ย...ไปรอบเดียวก็พอมั๊งแก ไปอะไรเยอะแยะว้า เอาไฟล์ทไปเที่ยวที่อื่นบ้างดีกว่าวู้ย แถมไฟล์ทนี้ดีด้วยไงจึงเป็นที่ต้องการของตลาดสูง เพราะฉะนั้นต้องแลกไฟล์ทดีๆมาได้แน่นอนเลยแหละแก




    เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เข้ากรุ๊ปแลกไฟล์ทในเฟสบุ๊ค ในใจเล็งอยู่ 3 ที่คือ เวนิส - อิตาลี, ปารีส - ฝรั่งเศส และ ปราก - สาธารณรัฐเช็ก แหม่...ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าร้อนนี่เนอะ ไปยุโรปแบบแสนเก๋ งานถ่ายรูปสวยชิคลงไอจีต้องมาว่ะ!

    เราไปคอมเม้นท์เพื่อแลกไฟล์ทเวนิส แต่ก็มีคนเมนชั่นมาว่าอยากเอาเมอริเชียสไปแลกกับเวียนนาได้มั๊ย






    เวียนนา...

    ฉันนั่งนึกในใจ


    ก็ไม่แย่นะ ว.แหวนเหมือนกันนี่ เวียนนา - เวนิส แล้วบิน 777 ด้วย ความสบายที่แท้จริง
    อีกอย่าง...ไส้กรอกเวียนนาอร่อยนี่หว่า เออ...ไปก็ได้ว่ะ








    เราเข้าห้องบรีฟไปด้วยใจสดชื่นเพราะนั่งฟังเพลงคลาสสิกตั้งแต่ตอนตื่นนอน บิ้วอารมณ์ให้ตัวเองเต็มที่ มาถึงปุ๊บเจอเพื่อนร่วมงานก็โอเคน่ารักทุกคนและหล่อมาก(นี่แหละประเด็น!) พอขึ้นเครื่องก็พบว่าอาห์...เราบินเครื่องเก่าว่ะ ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยคือหน้าจอทีวีมักจะชอบพัง เพอร์เซอร์เลยสั่งให้ทุกคนเช็คหน้าจอทุกอย่างให้ดีก่อนที่ผู้โดยสารจะขึ้นเครื่อง เราอยู่ตำแหน่ง R3 เป็นเคบินต้นของ Economy ก็เช็คทุกสิ่งอย่างเริ่มจากอุปกรณ์ต่างๆบนเครื่อง ทำ safety and security search ในพื้นที่ความรับผิดชอบของเรา จนกระทั่งมาเช็คหน้าจอ




    เฮ้ย... มันจิ้มไม่ไปว่ะ....



    เอาใหม่ก็ได้วู้ย ลองกดๆจิ้มๆจอของแถวต่อมา



    เฮ้ย... มันก็ยังจิ้มไม่ไปว่ะ...




    เลยกระดึ๊บตัวไปถาม 'นิโคลัส' ณ L3 หนุ่มอิตาเลียนผู้ปราดเปรื่องพูดได้ทั้งอังกฤษ อิตาเลียน เยอรมัน (และรัสเซียนิดหน่อย) ว่าจอเสียเหมือนกันมั๊ย พี่แกก็กดๆจิ้มๆแล้วก็เออ มันค้างเหมือนกันแหะ

    'เคราส์' R4 หนุ่มออสซี่ผมทองก็หน้าตื่นวิ่งมาถามว่าจอค้างป่ะวะ เนี่ยของไอค้างหมดเลย ถาม 'ฮาน่า' สาวเกาหลีก็ค้างเหมือนกัน ส่วนเคบินหลังของ 'เฟรดเดอริโก' พ่อหนุ่มสแปนิช กับ 'ยูซุฟ' หนุ่มโมร็อคโคก็ค้าง เอาไงดี


    นิโคลัสเลยโทรไปบอกเพอร์เซอร์ว่าจอของ Economy ค้างหมดเลยอ้ะ เขาเลยเรียกช่างมาซ่อม เหมือนกับว่า System มันค้างอะไรซักอย่าง พวกเราก็เริ่มบอร์ดผู้โดยสารด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ โดยที่มีเคราส์แอบมากระซิบกระซาบว่า... นี่ว่าเราต้องทำ Demo กันชัวร์เลย ไม่เอาไม่อยากทำไม่ชอบบบบบบบบบ ทุกคนก็เชี่ย.. จริงหรอวะ ไม่เอาน่า มันคงซ่อมทันแหละแกไรงี้







    อาห์...ขอตัดเข้าสู่ช่วงอธิบายขยายความ


    คืองี้ ปกติเวลาที่บอร์ดดิ้งจบแล้ว เราก็จะเริ่ม Pre-Departure Duty คือแจกผ้าเย็น แจกเมนู ใบตรวจคนเข้าเมือง ของเล่นเด็กอย่างที่เคยเล่าให้ฟัง แล้วก็จะเปิด Safety Video ให้ผู้โดยสารดูก่อนที่เครื่องบินจะขึ้น เราทุกคนจะมีตำแหน่งประจำที่จะไปยืนเพื่อดูว่าผู้โดยสารที่น่ารักของเราสนใจดูวีดีโอที่ว่านี้รึเปล่า (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เม้ามอย กดมือถือกันนั่นแหละนะ...) จากนั้นเราก็จะเดิน Final Safety Check ว่าผู้โดยสารคาดเข็มขัด ปรับพนักเก้าอี้ตรง เปิดหน้าต่าง สัมภาระเก็บเรียบร้อยดีหรือยัง ฯลฯ จากนั้นเราก็จะกลับไปนั่งที่ที่นั่งของเรา คาดเข็มขัดเรียบร้อย เช็คกับอีกฝั่งหนึ่งว่าเรียบร้อยรึยัง และโทรไปหาซีเนียร์เพื่อคอนเฟิร์มว่าเคบินของเราเรียบร้อยแล้ว(ในกรณีของโบอิ้ง แต่ถ้าเป็น 380 จะมีให้กดปุ่ม Cabin Secure) ซีเนียร์ก็จะส่งต่อไปยังเพอร์เซอร์ว่าเรียบร้อยแล้ว และเพอร์เซอร์ก็จะบอกกัปตันอีกทีนึง



    เพราะฉะนั้น... หากคุณผู้โดยสารที่รักไม่ทำตามที่เหล่าแอร์บอก งอแงไม่ยอมเก็บของ ยืนยันจะวางกระเป๋าขวางประตูเครื่องบิน หรือไม่ยอมนั่งและคาดเข็มขัดนิรภัยให้ดี นั่นหมายความว่าเครื่องบินของท่านจะดีเลย์ได้นะจ๊ะ เพราะเราจะไม่เอาเครื่องออกหากเครื่องบินทั้งลำไม่ปลอดภัยที่จะบิน




    ทีนี้... เมื่อ Safety Video เปิดไม่ได้เราก็กลับไปใช้วิธีแบบเก่า คือ Manual Demonstration ซึ่งบนเครื่องจะมี Demo Kit ที่ประกอบด้วยเข็มขัดนิรภัย หน้ากากออกซิเจน เสื้อชูชีพ และ Safety Instruction Card โดยเราจะยืนอยู่ที่ตำแหน่งเดิมนั่นแหละ แต่ค่อยๆโชว์การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆรวมถึงประตูทางออกฉุกเฉิน ให้เสียงภาษาอังกฤษโดยเพอร์เซอร์เป็นแบคกราวนด์











    ตัดภาพวาร์ปมาปัจจุบัน...

    หลังจากทำ Pre-Departure เสร็จทุกอย่าง ทุกคนก็มาแปะตัวเองที่แกลลี่กลาง ระหว่างที่เคราส์บ่นกระปอดกระแปดว่าไม่อยากทำเลยแก ไม่ชอบเลย เพราะทุกคนจะจ้องจะมองจะสนใจ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เฟรดเดอริโก้เป็นคนรับและหันมาหาพวกเรา ทำปากมุบมิบได้ความว่า...




    Where is demo kit?


    จังหวะนั้นเคราส์ผู้หน้าซีดและ shit shit shit shit shit อย่างเบาๆแบบสติแตกไปแล้ว พอทุกคนสติคืนมาเท่านั่นแหละฮะ เหมือนฝูงผึ้งแตกรัง เฮ้ยยย... Demo Kit มันอยู่ไหนวะ วิ่งสิครับ หาสิครับ ข้าพเจ้าผู้เช็คอุปกรณ์อย่างดีก็รอดตัวไป คว้าทัน และวิ่งเข้าไปประจำที่



    ในสมัยเทรนนิ่งใสใส ตอนนั้นคือแบบ... นี่แหละแก ความฝันของคนเป็นแอร์ที่จะมาสาธิตวิธีการใช้อุปกรณ์ต่างๆบนเครื่องให้แก่ผู้โดยสาร ในมโนภาพก่อนมาทำอาชีพคือโอ้ ฉันสวยมาก สายตาทุกคนต่างจดจ้องด้วยความสนใจ นี่แหละคือความเป็นแอร์ที่แท้จริง

    ความจริงคือ...
    อีเชี่ยยยยยยยยยยย ลืมมมมมมมมมมมมมม ต้องทำยังไงวะ ต้องหยิบอะไรก่อนอะไรหลัง ละอีสายออกซิเจนนี่ก็พันอีรุงตุงนังกับเสื้อชูชีพ จะแก้ก็แก้ไม่ด๊ายยย เพอร์เซอร์เริ่มประกาศแล้วยังแก้ปมเชี่ยนี่ไม่ออกเลยสาสสสสสส


    “Seatbelt” - เสียงเพอร์เซอร์ประกาศ

    เชี่ย... เข็มขัดอยู่ไหนวะ อ้อ... อยู่นะ อะชูขึ้น อะใส่กลับไป อะปลดล็อกออกแบบนี้นะ เอ๋าาาา เห็นนะว่าฮาน่าหลุดขำ จะขำตามแล้วช่วยด้วยยยยยย


    “Oxygen”

    สายแม่งยังขยุ้มเป็นปมอยู่เลย ช่างแม่งละกันยัดๆใส่มือไปก่อน อะมันจะดรอปลงมาตรงนี้ ใส่แบบนี้นะคะคุณผู้โดยสาร สายตาคือจับจ้องไปที่เคราส์ที่ทำเป็นบ่นกระปอดประแปดว่าไม่ชอบแต่โอ้โห มึงโปรสัสๆ เท่มากเพื่อน ให้คะแนนไปเลยครับ 10/10 ส่วนไอรีน...ที่ตัวสั่นๆนั่นคือกลั้นขำ

    เหลือบสายตาไปมองข้างหลังคือเฟรดเดอริโก้ มิโล่(เคบินซุป) เวียร่า สาวสวยผมทองหุ่นนางแบบจากสวีเดน และ ยูซุฟ ที่ยืนกองกันอยู่ท้ายเครื่องเพราะเป็นตำแหน่ง A position ไม่มีประตูที่ต้องรับผิดชอบกำลังทำท่าเลียนแบบและขำกันอย่างสนุกสนาน


    “Life Jacket”

    โอเค ตั้งสติ อย่าหลุดขำ ฟังที่เพอร์เซอร์บรรยาย ไม่ต้องไปมองพวกข้างหลัง ไม่ต้องไปม๊องงงงงงงง


    “Emergency Exit”

    ทีนี้มันต้องโชว์ว่าทางออกที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน เคราส์กับฮาน่าหมุนกันคนละข้าง แล้วเราต้องหมุนข้างไหนวะ จะเหลือบไปมองนิโคลัสก็ไม่ได้ มันมองไม่เห็นกันนนนนนนน


    สุดท้ายก็หยิบ Safety Instruction Card มาจิ้มให้ดูว่าท่า Brace Position ต้องทำยังไง เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการ มีผู้โดยสาร thumbs up ให้ด้วยความขำแหละ เย้เย้เย้ เสร็จแล้วก็รีบไปเช็คเคบินตัวเอง เก็บทุกอย่างให้เข้าที่ ระหว่างที่เดินไปเก็บมิโล่ขำแบบจะเป็นจะตาย เฮฮากันหมด แล้วก็แยกย้ายไปนั่งที่ตัวเอง :)






    ระหว่างทางก็ชิวและสบาย แต่ก็มีอะไรทำกุ๊กกิ๊กอยู่ตลอดเวลานะ ตั้งแต่ปิดบาร์คาร์ท รับคอลเบล เล่นกับเด็กนู่นนี่นั่น เออ... ไปเวียนนาดี๊ดีแหละ พวกเราต้องแยกขยะอย่างเป็นกิจจะลักษณะมาก ต้องแยกว่าถุงตรงนี้เอาไว้ทิ้งขวดแก้ว อันนี้เป็นขวดอะลูมิเนียม ระบบการจัดการขยะเขาจริงจังมาก ประเสริฐ!

    เราไปถึงโรงแรมก็เที่ยงคืนนิดๆ ลบเครื่องสำอางเปลี่ยนชุดลงมาจิบเบียร์เม้ามอยกับผองเพื่อน เบียร์ที่เราลองคือ Zipfer จิบไปเม้ามาก็นั่งฟังมิโล่ฝอยเรื่องทีมวอลเล่ย์บอลที่เคยอยู่ ไปปาร์ตี้ที่หลุมหลบภัยในเลบานอน ความในใจของชาวเซอร์เบียหลังสงครามเย็นและการแยกประเทศ ฟัง เอโดโร่ (จริงๆอ่านชื่อเขาไม่ค่อยออก ออกเสียงไม่ค่อยถูกง่ะ) เฟิร์สคลาสจากบราซิลเล่าให้ฟังว่าเดี๋ยวนี้โลกร้อนจนตอนใต้ของบราซิลมีหิมะตก ส่วนคุณกัปปิตันกับเฟิร์สออฟฟิศเซอร์ก็เม้าอยู่กับเวียร่าและฮาน่า






    เม้าไปเม้ามาชักหิวแหะ
    เลยแท็กทีมกับฮาน่าและเอโดโร่ ว่าจะไปตามหาไส้กรอกกินกัน มิโล่ก็ชี้ๆว่าพวกยูเดินไปทางนี้ๆนะ เดี๋ยวจะเจอร้านขายไส้กรอก 24 ชั่วโมง อร่อยมาก!

    เราเดินอย่างชิวๆบนหนาวนิดๆเพราะอากาศ 22 องศาแต่ลมแรงม๊ากไปตามทางที่มิโล่บอก อาห์...ได้กลิ่นหอมฉุยจากไส้กรอกร้อนๆแล้วชื่นใจ










    มีสองแบบให้เลือก แต่แบบสีขาวอร่อยมาก!



    ระหว่างที่รอไส้กรอกอยู่ก็ได้ยินเสียง "Hey guysssssssssssss" แว่วมาตามลม ทุกคนหันขวับแบบเสียงแบบนี้มันคุ้นๆว่ะ ก็เห็นเฟรดเดอริโก้วิ่งมาจากอีกสี่แยกนึง


    ตอนนั้นแบบหืม... ทำไมวิ่งมาจากทางนั้นวะ

    เฟรดเดอริโก้ยิ้มสดใสสไตล์สแปนิชแล้วบอกว่า เฮ้ย...นี่ไปวิ่งมา เมืองสวยมากงั้นงู้นงี้โง้น ทุกคนก็ช็อคแบบห๊ะ! วิ่ง ยูไปวิ่งมาเนี่ยนะ (ในใจคือนี่เอ็งไปเอาแรงมาจากไหน๊ บ้าไปล้าววววววว) ฮีก็เริงร่าลัลล้าพลังล้นเหลือ กลับไปที่โรงแรมก็แท็กทีมหนุ่มๆอันประกอบด้วย มิโล่ หัวหน้าแก๊ง และลูกสมุนทั้งสามประกอบด้วย เฟรดเดอริโก้ นิโคลัส และเคราส์ไปปาร์ตี้ต่ออีก


    เชื่อเขาเลยว่ะ... นี่คิดว่าตัวเองเป็นซุปเปอร์ฮีโร่พลังเหลือหรอ.... ไอรีนบอกแบบช็อคๆด้วยสีหน้าตกตะลึงที่สุดขณะจิ้มไส้กรอกเข้าปาก




    โฉมหน้าของแก๊งมนุษย์ผู้หิวโหย กินบ้ากินบออย่างจริงจังดุเดือดกันตอนตีสองครึ่ง













  • วันรุ่งขึ้นเราตื่นสายนิดหน่อย ลงไปกินข้าวเช้าในสวนคนเดียวแบบเงียบๆ ชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆก่อนทีจะคว้าแผ่นที่และเดินออกไปสำรวจเมือง




    ออสเตรียจ๋า พี่มาแล้วววววววววววว






    ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมการอ่านข้อมูลท่องเที่ยวไปล่วงหน้า กะว่าไปตายเอาดาบหน้าแบบเมืองอื่นๆก็ได้ว้า มันเป็นความคิดที่ผิดมหันต์!



    เวียนนาใหญ่กว่าที่คิดไว้มากกกกกกกกกกกกกกกกกก

    คือเราเคยมาที่นี่แล้วแหละ ช่วงก่อนคริสมาสต์ที่มาแลกเปลี่ยนเมื่อนานมาแล้ว ไปพิพิธภัณฑ์วิทยาศาตร์ อู้วหูวไปกับโครงกระดูกไดโนเสาร์และเดินเล่น ​Christmas market แต่มันก็นานมาแล้ว ความทรงจำเกี่ยวกับการเดินทางมีอยู่เพียงน้อยนิด


    ตอนนี้แค่เดินออกไปหน้าโรงแรมก็เลี้ยวผิดแล้วคุณเอ๊ย....
    ใจก็ระลึกถึงคำแม่สอนเอาไว้ว่า ทางอยู่ที่ปาก ถามทางสิครับรออะไร เดชะบุญที่ไปเจอกับสาวโรมาเนียนใจดีช่วยบอกทางให้และพาขึ้นรถราง คุยไปคุยมาก็ทราบความว่าย้ายมาอยู่เวียนนาได้ 4 ปีแล้วแหละ พบรักกับสามีตอนไปเที่ยวโครเอเชีย แต่งงานและย้ายมาลงหลักปักฐานที่นี่

    พอถึงสถานีที่เขาจะลงก็โบกมือบ๊ายบายกันใหญ่เลย ใจดี๊ใจดี:)




    สาวโรมาเนียนอธิบายว่าตั๋วนี้ใช้ได้หนึ่งชั่วโมง
    ใช้ขึ้นรถสาธารณะได้หมดเลยตั้งแต่รถราง รถเมล์ ยันรถไฟใต้ดิน ครอบจักรวาลมาก




    เราเริ่มการเดินทางที่ Vienna Imperial Palace

    ในหัวตอนนี้มีแต่เพลง Vienna Waltz หมุนวนไปมา ทุกอย่างดูสวยไปหมดเลย ตึกรามบ้านช่องอาคารสิ่งก่อสร้าง สวยมาก แฮปปี้



















    ก็เดินเล่นถ่ายรูปก๊อกๆแก๊กๆไปมานั่นแหละนะ จำๆทางได้แบบคับคล้ายคับคลาว่าฝั่งตรงข้ามเป็นพิพิธภัณฑ์นี่หว่าเลยเดินข้ามไป หมายว่ามีเวลาอาจจะเข้าไปสำรวจสอดส่องด้านในหน่อย

















    ตรงนี้เรียกว่า Museum Quartier รวมพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆไว้ด้วยกันล่ะ น่าสนใจมากแต่ไม่มีเวลา ฮือ





    สายตาเราก็ไปสะดุดกับรถบัส Hop on hop off สีเหลืองสดใส.... เอาซักหน่อยมะ เที่ยวแบบชะโงกทัวร์ดูเมืองให้รอบแล้วกลับไปนอนภายในสามชั่วโมงแบบฉบับคนไม่มีเวลา

    พอคิดได้ดังนั้นก็เอาวะ ไป กำตังไป 25 ยูโรแล้วโดดขึ้นรถไปโดยพลัน




    ได้ตั๋วมาเรียบร้อย สามารถโดดขึ้นโดดลงได้ตลอดทั้งวัน แถมฟรีแผนผังการเดินรถ







    ขึ้นมาปุ๊บก็จะมีหูฟังแจกให้เอาไว้เสียบกับเครื่องบรรยายที่ด้านหน้าที่นั่ง
    มีหลายหลายภาษาให้เลือกพร้อมเพลงคลาสสิกประกอบ อาห์... นี่แหละความรู้คู่ความสุนทรีย์




    บนบัสมีไวไฟฟรีด้วยนะจ๊ะ เราเลือกนั่งชั้นสองจะได้เห็นวิวชัดๆ ทนร้อนเอาหน่อยก็ยอมวะ






    เราเลือกขึ้นสายสีแดงที่วนไปตรง Opera House ที่เคยฟังผ่านๆมาว่าตึกนี้เคยโดนชาวเมืองเวียนน่าด่ามาก่อนว่าไม่สวยเลยแก แย่มาก ด่าไปด่ามา สถาปนิกที่ออกแบบตึกก็โดดตึกฆ่าตัวตายซะเลย โหดไปอี๊กกกก












    โดดลงจากสายสีแดง โดดขึ้นสายสีเหลือง เพราะจุดมุ่งหมายในใจของเราคือ พระราชวัง Schonbrunn นั่นเองฮะ

    ระหว่างทางก็เสียบหูฟังไปเรื่อย ฟังเพลงคลาสสิกไป ประกอบกับฟังบรรยายเกี่ยวกับสถานที่ที่รถแล่นผ่าน ดี๊ดีได้ความรู้ทั้งด้านประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม บรรยากาศก็ดี๊ดี ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้วล่ะ :)

























    ถึงพระราชวังแล้วก็วิ่งทำเวลาไปถ่ายรูปฮะ ไปช่วยสาวญี่ปุ่นที่กำลังงกๆเงิ่นๆเซลฟี่ตัวเองอยู่ เลยแลกผลัดกันถ่ายบ้าง ใจจริงอยากเข้าไปเดินข้างในใจจะขาดรอน เงินมีแต่เวลาไม่พอก็ไม่เป็นไรเนอะ เดินวนๆอยู่ตรงลานรอบๆก็ได้ว้าาาา





     พระราชวังสีเหลืองที่มีสีเฉพาะของตัวเอง































    ออกมาด้านนอกเจอคุณลุงโมสาร์ทร้องเพลงอยู่อย่างไพเราะเลยเดินไปถ่ายรูปด้วย เขาก็ถามว่ามาจากประเทศอะไร เลยได้คุยกันเป็นภาษาไทยนิดๆหน่อยๆแบบงงๆ








    จากที่เดินไปเดินมาก็ชักหิวประกอบกับอากาศก็เริ่มร้อนขึ้นทุกขณะ เลยแวะซื้อรถไอติมเจลาโต้ของคุณลุงชาวอิตาเลียนใจดีจากเมืองฟลอเรนซ์ (อร่อยดีเชียวแหละ ถ้าแวะไปอย่าลืมไปอุดหนุนนะจ๊ะ)














    เรานั่งสายสีเหลืองมาเรื่อยๆจนวนกลับมาที่ Opera House อีกครั้ง เลยนั่งสายสีแดงใหม่ สายนี้วนรอบเมืองเลยล่ะ ผ่านสถานที่สำคัญเยอะแยะทั้งพิพิธภัณฑ์ต่างๆ รวมไปถึงสถานที่ราชการต่างๆ :)






    ตรงนี้จะสร้างสถานีรถไฟใหม่ล่ะ ถ้าสร้างเสร็จจะสามารถรอบรับรถไฟพันขบวนต่อวันเลยทีเดียว!














    Belvedere Palace อยากมามากกกกกกอีกเช่นกัน ไว้รอบหน้านะจ๊ะ

























    เวียนนามีพระราชวังและพิพิธภัณฑ์เยอะมากจนอยากอยู่ซักสัปดาห์นึงแล้วค่อยๆเข้าไปดูเรื่อยๆ
    ค่อยๆละเลียดความสุนทรีย์ของบ้านเมือง ศิลปะ สถาปัตยกรรม







    ข้ามแม่น้ำดานูบแล้วจ้ะ รอบๆริมแม่น้ำมีกราฟฟิตี้ที่น่าสนใจมาก







    อาคารรัฐสภาสวยมากมากมากมากมากมาก













    พอกลับมาตรง Opera House เราก็เดินเข้าไปตรง Stephans Platz



    แอบสังเกตเห็นแหละ ไฟน่ารักมากเลยง่ะ ชอบบบบบ


























    เดินตรงเข้ามาก็เป็นเหมือน Shopping Street แหละ




























    พอหันมาอีกด้านนึงก็ตึ่งงงงงงงงงง Stephansdom อยู่ด้านหน้าเลยจ้า




























    จากนั้นก็ได้เวลากลับแล้ว เราเดินเพื่อนจะไปหารถรางกลับโรงแรมแต่ดันเดินมั่วหลงไปตรงไหนก็ไม่รู้ งง ถามทางก็มีคนบอกแบบงงๆก็ทำให้หลงหนักเข้าไปอีก ตอนนั้นคือเอาไงดีวะกู ใกล้จะ wake up call แล้วด้วย เหลือเวลาชั่วโมงครึ่ง







    หลังจากวิ่งไปวิ่งมาอย่างเสียขวัญ ตั้งท่าจะเรียกแท็กซี่แล้ว เราก็เจอสาวโครเอเชียช่วยไว้เพราะจะเดินไปทางเดียวกันพอดี โห... น้ำตาจะไหลด้วยความปลื้มปิติในความดีของมวลมนุษยชาติ










    เดินมาบอกลากันตรง Soviet War Memorial เพราะเธอจะเดินไปอีกทางนึง ส่วนเราก็วิ่งขึ้นรถรางกลับไปตรงถนนหน้าโรงแรม ตอนนั้นหิวมากเพราะยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลยแวะกินอะไรก๊อบแก๊บแถวนั้น รีบวิ่งไปซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้เคียงเพื่อซื้อไส้กรอกเพราะไฟล์ทต่อไปกลับไทย เราต้องเอาของอร่อยไปฝากคนที่เรารัก!!


    พอกลับถึงห้องก็พุ่งตัวลงที่เตียง ได้ power nap มา 15 นาทีพอดีเป๊ะก็ wake up call แล้ว เหนื่อยเหลือเกินแต่ก็นะ... เที่ยวเอง หลงเอง ฮืออออออออ ทำไงได้ล่ะ




    เราลงมาข้างล่างก็เจอนิโคลัสที่ล็อบบี้ โห...สภาพหนักกว่าเราอีกวู้ย ยังคงดูมึนเบลองงตลอดเวลา เราเลยถามว่านี่เมื่อคืนพวกยูกลับมากันกี่โมงเนี่ย เขาหันมาตอบแบบรีแอคชั่นช้าประมาณแฟลช เจ้าสลอตใน Zootopia ตีสามมั๊ง ไม่ก็ห้า... ไม่รู้สิ จำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่ามานอนบนห้องได้ไง

    โห... พีคไปอีก

    มิโล่กับเคราส์ก็มีอาการแฮงค์ๆนิดหน่อย มิโล่ชิ่งไปทำงานในบิสเนส สบายไป (คิดว่าฮีแอบคิดทางหนีทีไล่ไว้แล้ว แต่พวกลูกสมุนอีโค่นี่สิ บายยยยยย)

    ส่วนพ่อเฟรดเดอริโก้นั่น... หน้าตาสดชื่นเหมือนยืนอยู่บนไหล่เขาตลอดเวลา ตอนเช้ายังไปปั่นจักรยานรอบเมืองอีกต่างหาก ซึ่งทำให้ทุกคนช็อค นี่มันมนุษย์แบบเราๆหรือคนเหล็กวะเนี่ย




    ไฟล์ทขากลับก็ดีงามน่ารัก ผู้โดยสารหลับ ส่วนเราก็ต้องคอยจิ้มนิโคลัสกับเคราส์ตลอดเวลา ชวนกินนู่นกินนี่ไปเรื่อยๆจะได้ไม่หลับ ฮาาาา


    สรุปว่าทุกอย่างดีงาม อยากไปเที่ยวอีกเพราะรู้สึกว่าไปแค่แตะๆเวียนนาเท่านั้น ทำให้รู้ว่าการเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ไม่ใช่สไตล์ของเราเท่าไร ต้องไปแบบรู้ลึก รู้จริง อินกับสถานที่และซึมซับบรรยากาศ :)







    ด้วยรัก...จากที่นั่ง 72K ไฟล์ท EK377 จากกรุงเทพมหานครสู่นครดูไบ... เฮ้อ...ไม่อยากกลับมาดูไบเลย





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in