from the desert, with loveployapha.j
กินวนไปในกัวลาลัมเปอร์
  • 05 SEP 2016


    ความเดิมตอนที่แล้วเราเพิ่งกลับมาจากไฟล์ทมอริเชียส มาถึงมหานครดูไบในตอนเช้า เมื่อเห็นแสงแดดสาดส่องเป็นประกายที่ยอดตึก Burj Khalifa แล้วก็รู้สึกว่า อาห์... ถึงบ้านแล้วโว้ย พอถึงบ้านก็พุ่งตัวลงไปที่เตียงนอนและหลับยาว หลับเป็นตาย หลับเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงออโรร่าในเรื่องเจ้าหญิงนิทราที่โดนเข็มทอผ้าจิ้มนิ้ว รอจุมพิตแห่งรักแท้จากเจ้าชาย

    ก่อนนอนก็คิดนะว่าพรุ่งนี้เช้าก็บินอีกแล้ว เหนื่อย ทำไมถึงใช้งานกันคุ้มค่าจ้างขนาดนี้วะเนี่ย แต่ก็เอาวะ... ไฟล์ทต่อไปคือกรุงเทพมหานครที่รอคอย มีเวลาพักผ่อนน้อยไปหน่อยก็ช่างมันโว้ย นอน นอน นอน นอน




    และด้วยเหตุที่ชีวิตจริงเราไม่ใช่เจ้าหญิงนิทราและเจ้าชายผู้หล่อเหลาไม่มีจริงในโลก จุมพิตจากรักแท้ของเรานั้นมาจาก Crew Control (เค้าลางแห่งความฉิบหายในชีวิตเริ่มปรากฎ)

    เราตื่นมาตอนบ่ายครึ่ง สิ่งแรกที่ทำคือคว้าโทรศัพท์มาเช็คก็เห็นว่า พี่หมิว รุ่นพี่ที่คณะซึ่งปัจจุบันนี้มาช่วยกันบิน ช่วยกันเซิ้งสู้รบปรบมือกับแขกได้ส่งข้อความมาหาในเฟสบุ๊คความว่า...



    น้องพลอย เราได้ทำไฟล์ทกัวลาลัมเปอร์ด้วยกันพรุ่งนี้!




    เราผู้กำลังสะลึมสะลือค่อยๆประมวลผลในสมองอย่างช้าๆ เอ๊ะ... กัวลาลัมเปอร์ เอ๊ะเดี๋ยวนะ... พรุ่งนี้ เฮ้ยยยยย พรุ่งนี้เราบินกรุงเทพไม่ใช่หรอ.... ไอ้เชี่ย!!

    จังหวะที่สมองเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่างเข้าด้วยกันนั่นแหละที่ตื่นเต็มตา ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบจนขนลุกเกรียว ใจหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม ค่อยๆแอพเช็คตารางบินตัวเอง... กรุงเทพหายไป กลายเป็นกัวลาลัมเปอร์มาแทนที่




    เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันไย... ฉันทำอะไรให้เธอเคืองขุ่น....


    จุดนั้นคือเซ็งมาก ในใจคือด่าพ่องทุกสิ่งทุกอย่างไป 7 ชั่วโคตรอย่างแท้จริง ทำไมวะทำไม ถอดอะไรไม่ถอดมาถอดกรุงเต้บ ฮือ จะกลับบ้านว้อยยยย พอสงบใจได้นิดหน่อยก็คิดว่ายังดีที่เป็นกัวลาลัมเปอร์ละวะ ดีกว่าได้เทิร์นรอบกัลฟ์หรือส่งไปอินตะระเดียให้ช้ำใจกว่า และยังดีที่มีพี่หมิวบินด้วย สตรองเข้าไว้ ชีวิตต้องสู้ 1 2 1 2 3 1 2 1 2 1 เฮ้!!!










  • บนไฟล์ทก็แฮปปี้มีความสุขดี ไฟล์ทนี้เป็น A380 2 class ซึ่งเราก็โชคดีได้ทำงานบน Upper Deck อีกแล้วครับผม เงียบสงบเหมือนอย่างเคย ไฟล์ทเอเชียนก็ดีอย่างนี้แหละหนา ผู้โดยสารน่ารักไม่ยุ่งยาก เลี้ยงง่าย กินแล้วก็นอน สบาย พี่หมิวเดินมาทักทายกุ๊งกิ๊ง ส่วนลูกเรือบิสเนสก็ใจดีเดินมาเม้ามอย เอาของกินขนมนมเนย น้ำผลไม้ ของว่างต่างๆนานามาแบ่งปัน เลิฟ


    เราไปถึงที่โรงแรมประมาณเที่ยงคืน เช็คอินเข้าห้องก็ส่งเมสเสจหาพี่หมิว คุยกันไปๆมาๆสรุปว่าหิวทั้งคู่ และพี่หมิวมีลายแทงอาหารอร่อยมาจากลูกเรือบนไฟล์ท เลยตัดสินใจกันว่าเอาวะ ไหนๆก็มาแล้ว ถ้านอนแบบท้องหิวคงไม่ดีแน่ เราจะไปลุยตลาดกลางคืนในกัวลาลัมเปอร์กัน!




    เราเรียกแท็กซี่ไปที่ Jalan Alor Food Street คนขับชวนคุยตลอดทาง น่ารักดี ไปถึงปุ๊บให้บรรยากาศเหมือนถนนคนเดินหัวหินนั่นแหละ ร้านอาหารเรียงรายสองข้างทาง













    เราเลือกกินร้านนี้ Restoran Hup Kee นี่แหละฮะ เดินเข้าไปนั่งแบบงงๆ เอาเมนูมาดูแบบงงๆ สั่งทุกอย่างด้วยความหิวโหยสุด




    ข้าวผัดอะไรก็ไม่รู้ล่ะ อร่อย








    อันนี้คือข้าพเจ้าสั่งเอง ดูจากรูปแล้วคิดเองเออเองว่านี่ต้องเป็นปลาหมึกผัดไข่เค็มแน่ๆ
    สรุปออกมาหน้าตาเป็นปลาหมึกทอดกรอบ ในใจแบบอะไรว้าาาาาา

    แต่! ความพีคคือมันเป็นปลาหมึกชุดไข่เค็มทอดกรอบเว้ยแก กัดไปแล้วเจอไข่เค็มอะ
    เชี่ยพีคมาก อร่อยแสงพุ่งงงงงงง






    อันนี้จากรูปคาดหมายอย่างแม่นมั่นว่ามันคือผัดหอยลาย สรุปไม่ใช่ว่ะ รสชาติคล้ายผัดเปรี้ยวหวาน 
    ก็พอกล้อมแกล้มให้อภัยได้







    อันนี้จิ้มมาเพราะมันคือเมนูหมูที่ดูน่ากิน เฮ้ย อร่อยมากกกกกก อร่อยจนอยากห่อกลับบ้าน
    เป็นหมูหวานที่กลมกล่อมพอดิบพอดี ถึงเครื่องถึงใจถึงอารมณ์มากๆ








    เมนูสุดท้ายคือปลาเผา ไม่รู้ว่าปลาอะไร เขามีให้เลือกปลาสองแบบว่าเอาเนื้อนิ่มๆหรือเอาเนื้อแข็งหน่อย พี่หมิวเลือกเนื้อนิ่มเลยได้ปลานี่มา ราดซอสซักอย่าง
    อร่อยดี ปลามีความสด นุ่มนวลละลายในปากเหลือเกิน





    หลังจากกินแบบล้างผลาญ ทุกอย่างราบเป็นหน้ากลองก็ได้เวลาของหวาน ตอนแรกพี่หมิวจะซื้อทุเรียนแต่ก็เปลี่ยนใจ ส่วนเราก็พุ่งไปร้านโรตีข้างทาง ลุงคนขายเป็นคนอินเดียใจดี โรตีอร่อยมากแม้ว่าทุกอย่างดูไม่ถูกสุขอนามัยก็เถอะ ฮา




    กินเสร็จก็เดินเล่นกันต่อนิดนึง เราเดินมาถนนที่ใกล้เคียงกัน (ลุงแท็กซี่ที่เรานั่งมาบอกว่าตรงนี้คือ Bukit Bintang) มีความข้าวสารสูงมาก สองข้างทางเรียงรายไปด้วยผับบาร์ดนตรีสดยันอีดีเอ็ม เราก็เดินต๊อกแต๊กกันสองคน ไหนๆก็มาแล้ว เข้าก็ได้วู้ย เพื่อความคุ้มค่าแท็กซี่

    เราสองคนเลือกเข้าผับหนึ่งที่เปิดเพลงตื๊ดๆสไตล์วัยรุ่น ซึ่งโดยปกติแล้วน่าจะต้องซื้อตั๋วเข้า แต่เราก็ใช้ความสวยเป็นทางผ่าน เข้าง่ายสบายสุดแถมไม่ตรวจพาสปอร์ตด้วยแหะ เข้าไปก็สั่งดริงค์มาหนึ่งแก้ว มองคนรอบๆเต้นไปมา






    ผู้ไม่หล่อ ไม่จอย ไม่โอเคก็ออก เรียกแท็กซี่ไปต่อค่ะ ไหนๆมาแล้วก็ต้องไปให้สุด ไป Zouk เลย แต่วันที่เราไปเป็นวันจันทร์ ผับปิด พี่แท็กซี่คุณหลอกดาววววววววว เซ็งๆเลยกลับมานอน เปิดเพลงในห้องเต้นเอา ฮา



    เรานัดกับพี่หมิวว่าพรุ่งนี้เช้าเจอกันสิบโมงครึ่ง จะไปหาร้านคาเฟ่น่ารักๆนั่งกุ๊กกิ๊กกัน :)








  • เราหลับเป็นตาย งัวเงียตื่นขึ้นมาเลื่อนนัดพี่หมิวเป็นเที่ยง ส่วนพี่หมิวก็เลื่อนเหมือนกันกลายเป็นบ่ายโมง และก็เลทกันไปมาจนเจอกันตอนบ่ายโมงครึ่ง ตัดสินใจกันอยู่นานว่าจะไปกินข้าวที่ไหนกันดี พี่หมิวเซฟคาเฟ่มาให้เลือกหลายที่มาก เราก็จิ้มไปว่าอยากไปอันนี้ง่ะ เลยเปิดกูเกิลและเดินไปถามทางที่รีเซฟชั่น คว้าแผนที่แล้วออกเดินทาง ฮูเร่



    เราเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานี Dang Wangi แล้วไปลงที่สถานี Universiti จากนั้นก็ต่อแท็กซี่ไปแถวๆย่านที่เรียกว่า Sunway Bay ซึ่งห่างจากตัวเมืองมานานพอสมควร มีร้านคาเฟ่ฮิปๆเยอะเพราะอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยนั่นเอง


















    และแล้วในที่สุดเราก็มาถึงร้าน Garage 51 ร้านสุดคูลที่ได้รับรางวัลจาก TimeOut Kuala Lumpur ว่าเป็น Best Cafe ในปี 2014 จ้ะ












    ข้าพเจ้าเอง เขิน



    มาถึงร้านก็รู้ตัวว่ากล้องที่ใช้อยู่พังจ้า จอแตกเปิดไม่ติดเพราะเอาไปใส่ไว้ในกระเป๋าโหลดใต้เครื่อง คงโดนกระแทกพังไปเลยมั๊ง เสียใจมาก เดชะบุญที่ได้รูปมาจากกล้องของพี่หมิว ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้นะคะ <3



    นั่งปุ๊บเปิดเมนูปั๊บ ถามพี่พนักงานว่าอะไรอร่อยก็ได้คำแนะนำมาว่าให้ลองกาแฟเด็ดประจำร้าน คือ ​Mochatella เป็นกาแฟในรูปแบบของก้อนน้ำแข็ง ผสมผสานกับนมและนูเทลล่า ลอง!





    อร่อย! แต่ในใจก็กังวลว่ากินกาแฟตอนบ่ายสามนี่จะหลับมั๊ยวะเนี่ย ต้องบินกลับดูไบคืนนี้นะเว้ย










    สำหรับเมนูอาหาร พี่หมิวสั่ง Sourdogh with zucchini fritters หน้าตาน่ากินมากฮะ อร่อยเช่นกัน








    ส่วนเราเห็นเมนูแพนเค้กก็พุ่งเข้าใส่ สั่งอันนี้มา รู้สึกว่าเฉยๆแสงไม่พุ่ง แต่เอาไว้ถ่ายรูปก็เก๋ๆอะแก









    ถ่ายกับคุณพี่ใจดีผู้ดูแลร้านด้วยเด้อ ป้ายแดงๆนั่นคือรางวัลการันตีความอร่อยฮะ





    นั่งกินนั่งเม้ามอยและถ่ายรูปไปจนกระทั่งสี่โมง พี่แท็กซี่วนกลับมารับเข้าเมืองไปช้อปปิ้งต่อจ้ะ เครื่องสำอางใน Sephora มันถูกไง มีของต้องสต๊อกเยอะแยะ จากนั้นก็ไปกินอาหารญี่ปุ่นกัน อิ๊










    ซื้อของเสร็จเกือบทุ่มครึ่ง นั่งรถไฟฟ้ากลับมาโรงแรม นอนไม่หลับเลยนอนหายใจนิ่งๆจนถึง wake up call แต่งตัวและบินกลับทะเลทรายยยยยยยย ขากลับก็เงียบสงบ ไฟล์ทกลางคืน ทุกคนนอน นอน นอน และนอน ประเสริฐมาก สิ่งที่ยากคือต้องพยายามลืมตาตื่นไม่สลบบนเครื่องเท่านั้นเอง อัดกาแฟเข้าไปค่ะ





    จริงๆไฟล์ทนี้ถ้าไม่มีพี่หมิวชวนออกไปไหนจะต้องแย่มากแน่ๆเลย เพราะถอดจากไฟล์ทกรุงเทพแล้วมันใจเสีย นัดทุกคนไว้หมดแล้วก็ต้องมายกเลิก นับถอยหลังกับคนไกลตัวใกล้ใจว่าอีกนิดเดียวก็ได้เจอกันแล้วก็ต้องนับต่อไปอีก เฮ้อออออ แย่




    ขอบคุณที่พาน้องออกไปเดินเล่นกินนู่นนั่นนี่สนุกสนานจนลืมเศร้านะฮ้าาาา ว่างๆไปกินข้าวกัน เย้<3






    ไฟล์ทต่อไปจะไปไหนก็ติดตามกันต่อไปเด้ออออ

    ด้วยรัก...จากคนที่เพิ่งกลับมาจากการไปพักผ่อนหย่อนใจที่เมืองไทย (โฮมซิกอีกแล้วง่ะ)




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in