from the desert, with loveployapha.j
อิตาลี ภูเขา ทะเลสาบ
  • 25 July 2016




    ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยที่หายไปเสียนาน เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่จิตใจเราไม่ค่อยปกติเท่าไรนักตามประสาคนหยุดยาวและเพิ่งกลับมาจากบ้าน (อีกแล้ว...) สติแตกฟุ้งซ่านอยากลาออกที่สุด ไม่เอาแล้วพอกันทีกับชีวิตที่ดูไบ


    ความรู้สึกเฟลเกิดขึ้นเนื่องจากเรารู้สึกว่าความสุขทั้งหมดทั้งมวลในชีวิตเรามันอยู่ที่เมืองไทยหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง คนที่ไกลตัวแต่ใกล้ใจ อาหารการกิน ความสบายใจทั้งหลายล้วนอยู่ที่นี่ แม้ว่าจะมีหลายต่อหลายเรื่องในประเทศนี้ที่ชวนหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่นั่นแหละ... No place like home





    เรามานั่งคิดว่าเราจะอยู่ที่นี่ทำไมวะในเมื่อจิตใจอยากกลับบ้านตลอดเวลา หายใจเข้าเป็นกรุงเทพ หายใจออกก็กรุงเทพ สู้กลับไปอยู่บ้านไม่ดีกว่าหรือถ้าเป็นอย่างนั้น

    เราคิดถึงชีวิตที่ตื่นเวลาเดิมทุกวัน เข้านอนเวลาเดิมทุกๆวัน ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องบังคับให้ตัวเองนอนตั้งแต่หกโมงเย็นเพื่อตื่นมาทำงานตอนเที่ยงคืน กินข้าวไม่เป็นเวลา ระบบในร่างกายมันเริ่มรวนขึ้นเรื่อยๆ จนคิดว่าจริงๆชีวิตรูทีนแบบมนุษย์ทั่วไปมันก็ดีเหมือนกันนะ



    เราอยากใช้ชีวิตแบบคนปกติธรรมดากับเขาบ้างเท่านั้นเอง



    ตื่นเช้าเจอหน้าครอบครัว ไปทำงาน กลับมากินข้าวเย็นที่บ้าน นอนบนเตียงนอนในห้องตัวเอง วันหยุดเสาร์อาทิตย์เหมือนกันคนอื่นๆ อยู่บ้านซักผ้าทำกับข้าว วันหยุดก็ไปเที่ยว ออกไปหาอะไรอร่อยๆกิน มันดูเป็นชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุขดี


    ทำไมเราต้องมาพยายามอะไรขนาดนี้วะเนี่ย แม่งเอ๊ย ชีวิตเป็นของเรา พี่ตูนบอดี้สแลมบอกเอาไว้ ลาออกโว้ย จะออก ยังไงก็จะออกกกกกกกกกกกกก!





    ด้วยเหตุนี้สุขภาพจิตเราค่อนข้างแย่ ก็ได้แต่พยายามคุยกับคนนู้นคนนี้ว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อไปดีว้า ร้องไห้งอแงเหลือเกินจนตัดสินใจคุยกับคุณแม่ไปตามตรงว่าจะลาออกจริงๆแล้วนะ ทำงานครบปีแล้วก็พอแล้ว หนึ่งปีก็รู้สึกว่าได้รับประสบการณ์คุ้มค่ามากพอแล้ว ถ้าอยู่ต่อได้อีกนิดก็คือเอาโบนัสและจะโบกมือบ๊ายบายชีวิตที่ทะเลทรายแล้ว พอกันที!!

    อย่างไรก็ตาม...นี่คือสิ่งที่คุณแม่ตอบมา...







    แน่นอน... คำตอบนี้ทำให้เรากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้ว่าน้ำตาที่ไหลออกมานี่เป็นเพราะดีใจคุณพ่อภูมิใจในตัวเราที่เราหรือแม่งเอ๊ยยยย อยากลาออกฉิบหาย ไม่เอาแล้วว้อย ไปเซ็นใบลาออกตอนนี้เลยยังได้ แต่ห้ามลาออก ห้ามท้อแท้ เพราะเป็นความภูมิใจของคุณพ่อ ต้องทนอยู่ต่อไป เชี่ยเอ๊ย...แบกความคาดหวังของคนอื่นอีกแล้วอะ ไม่ชอบเลย


    เลยเอาวะ... ฮึบอีกนิดก็ได้ เอาให้มันครบสามปีตามสัญญางาน








    เราแบกหัวใจอันบอบช้ำไปทำไฟล์ทมิลานด้วยความเอื่อยเฉื่อย ยังไม่หายจากความเหนื่อยจากไฟล์ทเจดดาห์เมื่อคืนเลย ตีสามต้องมาทำไฟล์ทนี้แล้ว แหม่...ใช้งานกันคุ้มค่ากับเม็ดเงินเสียจริงๆเลยนะ โชคดีที่ไฟล์ทนี้คนไม่เต็มทั้งขาไปและขากลับ สองร้อยกว่าๆกับ B777 ก็ยังถือว่าสวรรค์ยังมีเมตตา ฟ้ายังคงปราณี แถมไฟล์ทก็ค่อนข้างง่าย ผู้โดยสารอิตาเลี่ยนน่ารักและเป็นมิตรเสมอ :) และเมื่อพอทำงานเข้าจริงๆก็ลืมความเหงาหงอยเศร้าสร้อยและแสนเซ็งของตัวเองไปได้บ้างเพราะเพื่อนในไฟล์ทล้วนดี ขยันขันแข็งทำงาน และเคบินซุปก็น่ารักและหล่อมากด้วย (นี่แหละคือประเด็น!)


    บนไฟล์ทเราคุยกันว่ามีใครมีแพลนจะไปไหนบ้าง แรกเริ่มเดิมที่เราคิดว่าคงไปถึงแล้วก็นอนนนนนนนยาวๆเพราะก่อนหน้าไฟล์ทนี้เรานอนไม่หลับ บ่ายๆค่อยเข้าไปเดินเล่นในเมืองเงียบๆเหงาๆคนเดียวตามเคยนั่นแหละ ใจมันเซ็งๆไม่อยากไปไหน มันซึม มันเศร้า โลกหม่นเป็นสีเทาไปหมด


    พาวัน...สจ๊วตหนุ่มหน้ามนชาวอินเดียเสนอมาว่าเขาอยากไป Lake Como


    เราได้ยินเรื่องความสวยของทะเลสาปนี้มาซักพัก แม้ไม่ได้กูเกิลหาข้อมูลอะไรก็รู้ว่ามันสวยดี ควรไปนะ ก็เออเอาะวะ... ไหนๆก็ไหนๆแล้ว แทนที่จะนอนเนื่อยๆเดินเล่นเรื่อยเปื่อยคนเดียวคงไม่ดีต่อสุขภาพใจแน่ ออกไปทะเลสาบกับเขาก็ได้






  • เราถึงโรงแรมประมาณสิบโมงนิดๆในสภาพซอมบี้ เช็คอิน และเดินลากกระเป๋าไปไกลมากกว่าจะถึงห้อง อาบน้ำและนอนยาวจนถึงเที่ยง กะว่าจะเทแล้ว ไม่ไปแล้ว เหนื่อย แต่ก็แข็งใจลุกแบบเอาวะ ไหนๆก็มาแล้ว ไปก็ไป ใช้ชีวิตให้มันคุ้มๆหน่อยว้อย!


    เราลงมาด้านล่างก็เจอทอม เคบินซุปสุดหล่อผู้เปลี่ยนใจจากการไปนั่งจิบเบียร์เงียบๆคนเดียวมาเที่ยวกับพวกเรา พอลล่าสาวสวยชาวสแปนิชที่พูดเร็วและรัวมากจนบางทีก็ฟังไม่ทัน ส่วนพาวัน...คนต้นคิดได้เทพวกเราทิ้งไปเรียบร้อยโรงเรียนมิลาโน่จ้า โทรไปบนห้องก็ไม่รับ คาดว่าน่าจะหลับยาวไปแล้ว กลายเป็นว่ามานั่งเอ๋อๆงงๆมองหน้ากันไปมาสามหน่อ ทางก็ไม่รู้ ไปที่ไหนยังไม่รู้เลย






    ทอมทำหน้าที่เป็นผู้นำทริปที่ดีโดยการเดินไปถามเจ้าหน้าที่โรงแรม ได้ความมาว่านั่งรถไฟไปประมาณ 45 นาทีเท่านั้น โอเค เวลาไม่แย่มาก ตัดสินใจกันว่าไหนๆก็ลงมากันแล้ว กลับไปนอนก็คงจะไม่หลับเป็นแน่แท้ เอาวะ ไฟท์ ไปสู้! กระดกเอสเพรสโซกันคนละช็อต (กาแฟฟรีอยู่ตรงล็อบบี้) ก่อนที่จะพากันเดินไปสถานีรถไฟ



    หลังจากงงๆที่ตู้กดบัตร ต้องไปลงตรงไหน ต่อรถอะไรยังไงก็ยอมแพ้ ทอมเลยเดินไปถามเจ้าหน้าที่และได้บัตรมาสามใบ

    หนึ่ง คือบัตรจากสนามบินไปลงที่ Saronno
    สอง คือบัตรจาก Saronno ไปที่ Como Nord Lago
    และ สาม คือบัตรจาก Como Nord Lago กลับมาที่ Saronno

    เจ้าหน้าทีย้ำแล้วย้ำอีกว่าต้องตอกบัตรเพื่อประทับเวลาด้วย มิฉะนั้นเราจะโดนปรับได้นะจ๊ะ







    ขึ้นรถไปก็นั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ส่วนมากก็เรื่องการทำงานนั่นแหละว่าบินมานานเท่าไร ยังแฮปปี้อยู่มั๊ย ทำไมทอมขึ้นมาเป็นซีเนียร์เร็วจัง เรากับพอลล่าจบอะไรกันมา หัวข้อเริ่มสบายๆกันเรื่อยๆกลายเป็นเรื่องที่ทอมกับพอลล่าทานมังสวิรัติแล้ว ส่วนเราก็สนใจอยู่เหมือนกัน ซักพักกลายเป็นเรื่องออกกำลังกายและเล่นกีฬา กิจกรรมยามว่างของแต่ละคนคืออะไรบ้าง เป็นต้น ซึ่งโดยมากเราก็เป็นฝ่ายนั่งฟังนั่นแหละเพราะหาจังหวะพูดแทรกไม่ได้ รู้เรื่องเข้าใจหมดนะว่าคุยอะไรกันแต่เราไม่รู้ว่าจะโต้ตอบอะไรกลับไปดี ก็เลยฟังไปเฉยๆเพลินดี คุยกันไปเพลินกันมา เรานั่งรถเลยไปลงที่สถานี Central เฉยเลยจ้า




    เราเป็นคนแรกที่รู้สึกได้ถึงความผิดปกติว่าเอ๊ะ ทำไมรถไฟมันถึงจอดนานจัง มองซ้ายทีขวาทีเห็นท่าไม่ดีเลยตัดบทสนทนา ถามว่านี่เราอยู่ที่ไหนกันเนี่ย

    ทอมผู้อ่านภาษาอิตาเลียนได้นิดหน่อยเห็นคำว่า diretto และ Malpensa (ชื่อสนามบิน) อยู่ตรงจอบอกป้ายสถานีในขบวนเลยบอกว่ารถไฟขบวนนี้กลับไปที่ Malpensa



    ฉิบหายแล้ว ลงรถเร็ว!



    เราฉวยกระเป๋าแล้วรีบวิ่งลงมาจากรถ พลางฉุกคิดในใจว่า เฮ้ย...ถึงแม้ว่าป้ายจะเขียนว่า directto หรืออะไรก็ตามแต่ แต่เมื่อกี้ที่รีบกวาดสายตาไปมองที่จอบอกสถานีมันก็เห็นว่ารถไฟมันไปหยุดตามสถานีรายทางนี่หว่า มันไม่ใช่ Direct to Malpensa อะ เอาไงดีวะ เลยตัดสินใจเรียกทอมกับพอลล่าอีกรอบเพื่อความแน่ใจและพยายามจะโบกไม้โบกมืออธิบายท่ามกลางคลื่นมนุษย์ที่หลั่งไหลออกจากรถไฟขบวนข้างๆ



    ไม่ทันแล้ว...

    ทั้งคู่เดินห่างออกไปไกล ทอมวิ่งไปที่นายสถานีแถวนั้น ส่วนพอลล่าหายไปกับหมู่ชน คาดว่าเธอคงจะไปถามใครซักคนด้วยภาษาอิตาเลี่ยนผสมสแปนิชของเธอ

    เราวิ่งไปหาทอมเพื่อจะบอกว่า “เฮ้ย ฉันว่าเราต้องวิ่งกลับไปขึ้นรถไฟว่ะ” และในจังหวะเดียวกันนั้นเองนายสถานีชี้มือไปที่รถไฟ


    เหมือนมองตากันก็รู้ใจว่าต้องทำอะไรต่อ







    พอลล่าอยู่ไหน!?

    ทอมเห็นพอลล่าก่อนเราเลยรีบวิ่งปรี่ไปหา เธอกำลังหน้าตื่นเพราะหาพวกเราไม่เจอและรู้ว่าต้องวิ่งกลับไปขึ้นรถไฟ พอเจอหน้าก็พูดไปหอบไปว่าต้องวิ่งกลับไปที่รถไฟขบวนนั้น

    และหลังจากนั้นทุกอย่างเหมือนภาพสโลว์โมชั่นแบบในหนัง เราสามคนวิ่งแบบไม่คิดชีวิต แต่เหมือนดั่งนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง เราเห็นภาพที่ประตูรถไฟค่อยๆปิดลงต่อหน้า พอลล่าเอื้อมมือเพื่อจะไปกดประตูรถไฟให้เปิดที่ว่าช้าไปเพียงเสี้ยววินาที รถไฟกระชากตัวออกอย่างช้าๆและค่อยๆแล่นออกไปจากชานชาลา



    “No wayyyyyyyyyyyyyyyy!!” พอลล่าร้องเสียงหลง



    ภาพตัดกลับมาในความเร็วปกติ...
    มนุษย์ผมทอง ผมน้ำตาล และผมดำยืนเด๋ออยู่ตรงหน้าชานชาลาที่ว่างเปล่า...









  • ทอมเดินไปถามเจ้าหน้าที่แถวๆนั้นอีกครั้งว่ารถไฟจะมาอีกเมื่อไร พอลล่าบ่นกระปอดกระแปดว่าชักจะหิวแล้วสิ จะเอายังไงกันต่อดี จะไปทะเลสาบหรือว่าจะเดินเล่นแถวนี้ ส่วนเรายังไม่ถอดใจง่าย ไหนๆก็มาแล้วก็ไปให้สุดทางสิ ซึ่งทอมเห็นด้วย


    เราสามคนเลยเดินไปที่ร้านขายของในสถานี ได้แซนวิชมาคนละชิ้น (ทอมกินไส้อะไรก็ไม่รู้ แต่เรากับพอลล่าเลือกไส้ไข่กับมะเขือเทศ) ทอมหยิบเบียร์ติดมาด้วยกระป๋องนึง และยืนจ๋องๆกันอยู่ตรงชานชาลานั่นแหละ


    ระหว่างที่ทุกคนก้มหน้าก้มตากินด้วยความหิว ทอมพูดทำลายความเงียบขึ้นมาว่า เอาจริงๆ ที่เราตกรถไฟนี่ก็ตลกร้ายดีนะ... ถ้าเราลงจากรถไฟเร็วกว่านี้แค่สองนาที เราก็จะวิ่งกลับมาขึ้นรถไฟทัน หรือถ้าเราตัดสินใจไม่ลงจากรถไฟเลย ผลก็จะไม่ออกมาแบบนี้ เราก็จะไม่ตกรถและต้องรออีกครึ่งชั่วโมง

    เรายักไหล่ให้ทอมแล้วบอกว่า อย่างน้อยพวกเราก็ได้มาซื้อแซนวิชรองท้องละกันน่า ไม่ต้องทนหิวจนถึง Saranno และตอนนี้พวกเราหิว แซนวิชนี้เลยไม่ได้แย่มากนัก พอลล่าที่กำลังเคี้ยวตุ้ยๆพยักหน้าเห็นด้วยแบบสุดๆ










    รถไฟขบวนใหม่มาถึง พอลล่าผู้ทำหน้าที่ล่ามประจำคณะสำรวจทะเลสาบได้สอบถามประชาชนบนขบวนรถไฟว่านี่ไป Saronno จริงๆใช่ไหม อีกกี่สถานีจะถึง เธอลงความเห็นว่าจริงๆแล้วที่เรานั่งเลยสถานีแม้ว่าจะคอยสังเกตป้ายที่ชานชาลาตลอดอาจเป็นเพราะเราดันไปอ่านป้ายห้ามสูบบุหรี่ หรือห้ามทิ้งขยะแล้วพาลคิดว่าป้ายนั้นเป็นชื่อสถานีก็ได้

    ส่วนทอม... ชายหนุ่มที่มีความเป็นผู้นำเปี่ยมล้นได้ทำหน้าที่ลีดเดอร์ที่ดีโดยการเดินตามหาพนักงานเช็คตั๋วรถไฟเพื่ออธิบายว่าพวกเราตกรถกันจริงๆ ไม่ได้เจตนาใช้ตั๋วซ้ำ ซึ่งวิธีพูดคือเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียร์เตอร์มากๆด้วยสำเนียงบริติชอันสุขุมนุ่นลึกนั่นแหละ นายสถานีโบกไม้โบกมือว่าไม่เป็นไร พร้อมบอกว่านับจากนี้ไปอีก 3 สถานีก็ถึงแล้วแหละ

    ส่วนเรา... ไม่ได้ทำอะไรเลย ยืนเป็นก้อนโง่ข้างๆพร้อมทำหน้าตาชวนน่าสงสารเท่านั้น -- ช่างเป็นมนุษย์ที่ไร้ค่าไร้สกิลมากเหลือเกิน







    เรากลับมานั่งที่ ทอมชวนคุยอีกครั้งนึงเรื่องที่ตกรถไฟโดยการถามย้ำว่าพวกเราโกรธมั๊ยที่ตกรถไฟ เรากับพอลล่าเฉยๆเพราะมันเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ช่วยไม่ได้นี่นา ตกรถก็ดีอย่างน้อยก็ได้ไปซื้อของกิน ชิวอยู่แล้วไม่ต้องคิดมาก และเปิดหัวข้อการสนทนาใหม่ว่าด้วยเรื่องของน้องหมาที่บ้าน ทอมหยิบรูปในกระเป๋ามาให้ดู ส่วนพอลล่าก็โชว์รูปในมือถือ เราก็เล่าเรื่องบาเดนให้ฟังว่าสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่นี่มีวีรกรรมเปรี้ยวซ่าก่ากั่นขนาดไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสู้กับงูจงอาง (ที่เรียกเสียงอู้วหูวได้พอสมควร) ตอนที่น้ำท่วมบ้าน และอื่นๆ ต่างคนต่างผลัดกันเล่าเรื่องหมาของตัวเองให้กันและกันฟัง น่ารักดี มีความชอบเหมือนกันอีกหนึ่งประการ


    ถึง Saronno เราที่หูไวตาไวกว่าใครเพื่อนก็ชี้ๆว่าต้องไปชานชาลาไหน (รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ก็ตอนนี้แหละ) เรารอรถไฟประมาณสิบนาที คนเยอะเต็มไปหมด คราวนี้เราลงที่สถานีสุดท้ายไม่ต้องคอยกังวลว่านั่งเพลินคุยเพลินจนเลยอีกต่อไป








    ทอมเริ่มเปิดประเด็นเรื่องการเลี้ยงสัตว์ต่อจากบทสนทนาเมื่อครู่ เล่าให้ฟังว่าเขาและจูดี้แฟนสาวของเขาเคยช่วยลูกนกตัวนึง รักษาจนหายได้และพยายามหาที่ปลอดภัยในดูไบปล่อยให้มันกลับสู่อิสรภาพ แต่หนทางช่างเต็มไปด้วยความลำบาก ไม่ว่าจะต้องพานกไปผ่าตัดถึงสามครั้ง พาไปปล่อยแล้วบินไม่ขึ้นเพราะไม่แข็งแรงพอ เจอเจ้าถิ่นในสวนเป็นแมวยักษ์ที่พร้อมจะเอากรงเล็บตบสองสามทีก็กลายเป็นอาหารเย็นได้ตลอดเวลา



    เรื่องราวของทอม จูดี้ และแซลมอน(ชื่อนก) จบลงก็จบลงโดยในที่สุดทั้งคู่ก็หาสวนที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับเจ้าแซลมอน นกน้อยที่ตอนนี้เชื่องมากและได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรียบร้อยแล้ว พอเปิดกรงปุ๊บแซลมอนก็ค่อยๆเดินต๊อกแต๊กออกมาจากกรง มองไปที่ต้นไม้ที่มีฝูงนกของตัวเอง มองกลับมาหาทอมและจูดี้

    ทอมบอกว่าวินาทีนั้นเหมือนวัดใจกันเลย ถ้าแซลมอนบินมาหาพวกเขา ทุกอย่างจบ แซลมอนจะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไปตลอดกาล

    และแล้วเจ้านกน้อยก็มองไปที่ต้นไม้อีกทีและถลาบินไปรวมกับฝูง จูดี้ร้องไห้ ส่วนทอมก็สารภาพว่าแอบน้ำตาซึมนิดๆเช่นกัน ส่วนเรากับพอลล่าก็อินกับเขาไปด้วย











    ในที่สุดเราก็มาถึงสถานี Como Nord Lago แดดยามบ่ายจ้าจนต้องรีบคว้าแว่นกันแดดมาใส่ น้ำในทะเลสาบเป็นประกายระยิบระยับ เราเดินเอื่อยๆไปเรื่อยๆ มองดูเด็กๆเล่นน้ำและผู้ใหญ่ก็หัวเราะครื้นเครงในความไร้เดียงสาของเด็กๆ



















    “เด็กๆมันต้องเล่นกันแบบนี้ ไม่ใช่รูดแต่ไอแพดแบบครอบครัวอารบิกบนไฟล์ท!” พอลล่าว่าก่อนที่จะเดินไปเอาน้ำสาดใส่เด็กๆบ้าง เรากับทอมยืนมองและขำกันอยู่ห่างๆ




    เดินไปเดินมาชักจะหิวๆเลยตัดสินใจว่าจะไปหาอะไรกินกันก่อน แล้วค่อยมานั่งๆนอนๆอาบแดดริมน้ำ












































  • เราไปนั่งที่ร้านคาเฟ่แถวๆโบสถ์ประจำเมือง จะสั่งพิซซ่าแล้วแต่ว่ามีแต่แบบที่มีแฮมเลยล้มเลิก ด้วยความเกรงใจเจ้าของร้านเลยสั่งไวน์มาจิบเบาๆ และคุยเล่นกันไปเรื่อยๆ กะว่าดื่มหมดค่อยลุกไปนั่งร้านอื่น
















    เมือง Como วันนี้คนเยอะมาก ทั้งนักท่องเที่ยวอย่างเราๆและชาวเมืองที่ออกมาเดินเล่น กลายเป็น Dog’s day เลยก็ว่าได้ มองไปทางไหนก็มีแต่คนจูงลูก ไม่ก็จูงหมา

    พวกเราก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่เพราะหาน้องหมาในดูไบได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก (แต่มีแมวทุกมุมตึกนะ) ชี้ให้ดูตัวนั้น พันธุ์นี้ คุยกันเรื่องหมาอีกแล้ว ชอบพันธุ์ไหน อยากเลี้ยงอะไร























    ดื่มหมดก็ย้ายร้าน จังหวะนี้เรากับพอลล่าเริ่มกรึ่มๆกันนิดหน่อยเพราะไม่ค่อยมีอะไรรองท้อง ส่วนมนุษย์นักดื่มอย่างทอมนี่สบายๆ ไปร้านใหม่ก็สั่งอีก


    เราย้ายร้านมาอีกด้านนึงของโบสถ์ พอลล่ารับหน้าที่สั่งอาหารตามเคย เราก็ตามใจ อยากสั่งอะไรก็กินได้หมด อร่อยทู้กกกกกกกกกอย่างงงงงงงง!































    ด้านหน้าของโบสถ์ สวยมากกกกกกกก







    ลานด้านหนัาและหมู่มวลร้านอาหาร






    นั่งคุยกันไปกันมากลายเป็นการปรึกษาเรื่องความรักกันเสียได้ ทอม ชายหนุ่มคนเดียวจึงตกเป็นเป้าให้สองสาวยิงคำถาม โดยเฉพาะพอลล่าที่เล่าให้ฟังว่าเธอนกแล้ว นกเล่า นกอีก นกเรื่อยๆในเรื่องความรัก ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายต้องทำอย่างนี้ ทำไมต้องเท ทำไมต้องเปลี่ยนไป



    ซึ่งทอมก็ได้แสดงทัศนะที่น่าสนใจเท่าที่ข้าพเจ้ามีสติรับฟังและจำได้ไว้ดังนี้...



    1. จงเป็นฝ่ายเลือก! (พอลล่าเถียงมาทันควันว่าไอเลือกแล้ว แต่เขาไม่เลือกไอโว้ยยยย)

    ทอมเปรียบว่าความสัมพันธ์ก็เหมือนการตกปลา ตอนเด็กๆเขาไปตกปลากับพ่อ เขาชอบที่จะตกปลาตัวเล็กๆแต่ได้มาเยอะๆ เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพนั่นแหละ ส่วนพ่อของเขานั่งนิ่งๆทั้งวัน รอเพื่อที่จะตกปลาเทราต์ตัวโตๆให้ได้ พอตกได้แล้วก็เอาไปช่างน้ำหนักไปคุยได้ว่าตกได้ตัวใหญ่เท่านี้ ต่างจากเขาที่คุยว่าตกได้กี่ตัวก็ไม่ค่อยมีใครใคร่จะฟัง เพราะฉะนั้น จง อด ทน


    สาวๆส่วนใหญ่ชอบคิดว่าการเป็นโสดเป็นเรื่องที่ไม่ดี มีแฟนแล้วดีกว่า มีแล้วมันรู้สึกสมบูรณ์และได้รับการเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย แต่หารู้ไม่ว่าไอ้พวกที่มีแฟนเนี่ย... มันมีจำนวนมากที่เป็น bad relationship เว้ย ซี่งแย่กว่าการอยู่คนเดียวเสียอีก เพราะงั้นถ้ามีแล้วมันไม่ดีก็อย่ามีเลยดีกว่า เติมตัวเองให้เต็มด้วยตนเองก่อน แล้วค่อยไปตามหาส่วนอื่นให้มันดีเพิ่มขึ้นดีกว่า


    การที่พอลล่ายังไม่เจอคนที่ใช่จริงๆเพราะภาพในหัวยังไม่ชัดเจนก็ได้ สำหรับทอมนั้นมีภาพในหัวชัดเจนเลยนะว่าสาวในอุดมคติเป็นยังไง ถ้าคนไหนไม่ใช่ก็เทเลย บ๊ายบาย อันนี้เราได้ให้ความเห็นแย้งไว้ว่า แต่ถ้าคนนี้เราชอบแล้ว ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงเราก็ชอบไม่ใช่หรอ (พอลล่าพยักหน้าหงึกหงัก) ทอมเลยบอกว่า ผู้หญิงก็แบบนี้... ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ถ้าเขาเป็น bad guy และยูก็รู้อยู่เต็มอกก็ยังไปชอบอีกเนี่ยก็ไม่พ้นที่จะต้องเสียใจหรอก อย่าคิดว่าผู้ชายจะเปลี่ยนไปได้ง่ายๆ มันยากกกกกกกกกก




    2. เขายอมรับว่าถ้าผู้หญิงมีทีท่าว่าจะเริ่มจริงจังในความสัมพันธ์ ผู้ชายอย่างเขาจะรีบถอยห่างทันที!

    พี่แกจะหวงความโสดขึ้นมาทันใด ไม่อยากผูกมัดใดๆทั้งสิ้น (รู้แล้วค่ะว่าสายเปย์อย่างดิฉันพลาดที่ตรงไหน!) ที่เขาติดกับจูดี้ได้เพราะนางเป็นคนสบายๆ ทำให้เขาไม่หวาดระแวง คิดว่าตัวเองยังเป็นผู้ล่าอยู่ สุดท้ายนางตะครุบทีเดียวก็เรียบร้อย คบกันมา 4 ปีแล้วจ้ะ เตรียมจะซื้อบ้านที่ดูไบแล้ว คงจะแต่งงานในเร็วๆนี้ (ทอมบอกว่าไม่รีบแต่สายตาแอบเป็นประกายนิดหน่อย)



    3. การทำความรู้จักกับสาวๆหลายคนในเวลาเดียวกันเป็นเรื่องปกติ

    การที่เขาไปเดทกับคนนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาไปทำความรู้จักกับสาวๆคนอื่นไม่ได้นี่นา ไม่ได้หมายความว่าเขาออกไปนั่งจิบกาแฟด้วยแล้วจะต้องลบเบอร์สาวๆคนอื่นออกจากมือถือซะหน่อย แต่อยู่กับจูดี้แล้วเขาสนุกดี อยากเจอเธออีกเรื่อยๆ อยากเจอกันทุกวันเลยย้ายมาอยู่ด้วยกันซะเลยจะได้ลืมตาตื่นมาเจอเธอทุกเช้า (ถึงตอนนี้นี่เขินแทนมาก)



    3. คู่ที่เหมาะสมหรือความสัมพันธ์ที่ดีคือทั้งสองคนต้องช่วยส่งเสริมกัน 

    เหมือนซุปเปอร์แมนกับแบทแมนที่ช่วยกันสู้ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งมีสถานะต่ำกว่าและคอยเป็นผู้ตามแบบแบทแมนและโรบิน ต้องผลัดกันนำผลัดกันตามนะจ๊ะ




    คุยกันไปมาก็เปลี่ยนเป็นเรื่องสังคม ศาสนา วัฒนธรรมยุโรปและเอเชียน ภาษา สำเนียงบริติชที่โคตรผู้ดีของทอม วนไปวนมาจนแดดร่มลมตก จบเอสเพรสโซ่ช็อตที่สองเรียบร้อยก็ลุกขึ้นไปเดินเล่นริมน้ำกันต่อ


























    แดดยามบ่ายเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อน มีเสียงไวโอลินที่แสดงริมถนนดังแว่วมาตามลม เรามองไปที่ผิวน้ำระยิบระยับจากแสงของดวงอาทิตย์กระทบกับระลอกคลื่นเล็กๆเหนือผิวน้ำ

    เป็นช่วงเวลาที่ดี

















    เราตัดสินใจขึ้นรถรางไปบนภูเขาเพื่อดูพระอาทิตย์ตก ทอมแวะซื้อเบียร์อีกขวดก่อนที่จะวิ่งขึ้นรถ และรถรางค่อยๆไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆเผยให้เห็นเมืองโคโม่ในมุมสูง คนในรถตื่นเต้นกันใหญ่โดยเฉพาะเด็กๆที่สนุกสนานกับทุกสิ่งรอบตัว ทุกอย่างเป็นสีทองไปหมดเมื่อเราขึ้นมาจนถึงสถานีด้านบน เราสอดส่ายสายตาหาจุดชมวิวเงียบๆ โชคดีที่เจอมุมสงบ







    พระอาทิตย์ค่อยๆทอแสงอ่อนลงเรื่อยๆ ไฟในเมืองเริ่มเปิดขึ้นที่ละจุดสองจุด เราได้แต่ยืนมองภาพตรงหน้าเงียบๆ สูดหายใจรับอากาศบริสุทธิ์ลึกๆเต็มปอด











    นี่คือการมาเลย์โอเวอร์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราบินมา 7 เดือน


    ณ ชั่วขณะของวินาทีนั้น เราคิดว่าเราเป็นคนโชคดี



    ในช่วงที่ทุกอย่างกำลังเป็นสีเทา เต็มไปด้วยความท้อแท้ เหนื่อยล้า และสิ้นหวัง การมาทะเลสาบครั้งนี้เหมือนเราได้เห็นแสงสว่างเล็กๆที่ปลายอุโมงค์อีกครั้งนึง จากที่เราอยากจะลาออก งอแง ร้องไห้เกือบทุกวัน ไม่มีความสุขกับชีวิตเลย วันๆได้แต่นั่งเฝ้านั่งรอว่าเมื่อไรจะได้กลับไทย เมื่อไรจะถึงไฟล์ทกรุงเทพ อีกกี่วันจะถึงวันหยุด เราบ่น เราคร่ำครวญ เราเฝ้ามองแต่ด้านแย่ๆของชีวิตซ้ำไปซ้ำมา พูดถึงแต่สิ่งเรื่องแย่ๆ คิดแต่เรื่องที่บั่นทอนกำลังใจและเอาความสุขของตัวเองไปผูกอยู่กับอนาคตจนลืมว่าจริงๆแล้วความสุขเล็กๆน้อยๆก็เกิดขึ้นได้ทุกวัน




    ประกายในแววตาของเราเวลาพูดถึงเรื่องความฝันมันหายไปหมดสิ้น
    หายไปตั้งแต่เมื่อไรก็เองก็ไม่ทันได้สังเกต




    แต่พออย่างวันนี้ที่ตกรถไฟ ถ้าเรามัวแต่มองว่าเชี่ยเอ๊ย ตกรถไฟว่ะ ทุกอย่างก็จะกร่อย การมาเที่ยวก็จะไม่สนุก มันทำให้เราคิดได้ว่าบางครั้งเราแค่ต้องลองเปลี่ยนมุมมองบ้าง มองหาความสุขในเรื่องเล็กๆน้อยๆบ้าง แม้กระทั่งพยายามหาข้อสิ่งที่ดีในเรื่องที่แย่บ้าง เราต้องรู้จักปรับใจของเราให้มากขึ้น ให้กำลังใจตัวเองให้สู้ต่อไป



    เราคิดว่าเราเองก็โชคดีนะที่ได้มาทำงานนี้ หอบร่างแบกใจตัวเองมาทำงานไฟล์ทนี้ เพื่อที่จะได้เห็นภาพสวยๆแบบนี้ ขอบคุณตัวเองยังคงสู้อยู่ทุกวันที่ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าทุกสิ่งรอบกายมันแห้งเหี่ยวไปหมดแต่ก็กัดฟันอดทนจนถึงวันนี้... วันที่เรารู้สึกดีกับชีวิตของเราอีกครั้ง


    ในวันที่ฟ้าใสเราก็สุขใจ แต่ในวันที่ฝนตก เราก็ต้องรู้จักหลบและรอให้ฝนซา หรือถ้าตัวเปียกไปแล้วก็จงเรียนรู้ที่จะมีความสุขและอยู่กับมันไปให้ได้ เพราะเดี๋ยวฟ้าก็สว่าง แดดจ้า เรื่องร้ายๆเข้ามาแล้วก็จากไป


























    เราสามคนยืนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนพระอาทิตย์ตก ฟ้ามืดสนิท รู้สึกตัวกันอีกทีเวลาก็ปาไปสามทุ่มสิบห้าแล้ว ไม่คาดคิดว่าจะอยู่ที่นี่กันนานขนาดนี้เลยรีบขึ้นรถไฟกลับไปนอนพักเพราะวันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อกลับดูไบ

    สำหรับไฟล์ทขากลับก็สบายๆสไตล์มิลาน ไม่วุ่นวายเท่าไรนัก มาถึงดูไบเย็นๆก็พอดีเวลานอนแบบปกติมนุษย์ ซึ่งก็โอเค





    หลังจากมิลานเราก็ไปบินกรุงเทพและข้อเท้าพลิกบนเครื่องอีกแล้ว กลับเข้าสู่ความชีวิตพังและหมองหม่น สิ่งที่คิดได้จากทริปนี้หายวับไปกับตา งอแงอยากลาออกมากขึ้นกว่าเดิมเป็นทวีคูณ แต่ก็คิดได้ว่าแล้วเดี๋ยวมันก็จะผ่านไปละมั๊ง... ตอนนี้ก็ให้กำลังใจตัวเองไปก่อนว่าอย่างน้อยต้องทำงานให้ครบ 1 ปี ถึงจะลาออก ดูใจกันไปจนถึงวันที่ 1 ธันวาคม ถ้าไม่ไหวแล้ว ร่างกายไม่ไหว สุขภาพใจย่ำแย่ก็คงกลับบ้านแล้วล่ะ แต่ก็จะพยายามอยู่ให้ครบสัญญา 3 ปีนะ สู้กันต่อไปแหละ :)





    รูปนี้พอลล่าแอบถ่ายไว้ เหมือนเป็นหนึ่งในซีนหนังรักโรแมนติก







    ด้วยรัก...จากทะเลทรายที่ร้อนระอุถึง 50 องศาเซลเซียส






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in