from the desert, with loveployapha.j
บังกลาเทศ - การ์ต้า - อุบัติเหตุ
  • 8 July 2016


    เดือนนี้เป็นเดือนที่ได้ทำไฟล์ทเทิร์นเยอะที่สุดตั้งแต่บินมา คือ 5 ไฟล์ทใน 1 เดือน เป็นบ้าเป็นบอมากเหลือเกิน อะไรกับตารางฉันนักหนาวะเนี่ย เลยเอาแต่ละไฟล์ทมาเล่าให้ฟังว่าความพีคของการทำเทิร์นนั้นมันมีอยู่จริงในโลกจ้ะ




    ดักการ์ในตำนาน - 30 June 2016


    ไฟล์ทนี้ที่ทุกคนได้ยินชื่อก็ขนลุกซู่ เป็นไฟล์ทในตำนานที่ได้รับการกล่าวขานถึงความพีค เมื่อใครเห็น DAC โชว์หราขึ้นบนตารางบินจะต้องถอนหายใจ เลี่ยงได้เลี่ยง สลับได้ต้องสลับ คอลซิกได้จงคอลเสีย


    เราได้รับการขู่ถึงความโหดร้ายของดักการ์มาตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มบิน ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสารที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ กระเป๋าเยอะ ไม่รู้ว่านั่งตรงไหน ไม่คาดเข็มขัด ใช้ห้องน้ำไม่เป็นเลยเละมาก โอ้ยนานาสารพัดสิ่ง และเวลาบินค่อนข้างนานถึงห้าชั่วโมง เพิ่มอีกชั่วโมงเดียวก็ถึงกรุงเทพแล้วอะ แล้วนี่บินไปกลับ เหนื่อยไหมถามใจตัวเองดู๊ว์ จนบางคนบอกว่ายอมไปบินเดลีหรือบอมเบย์ที่โคตรพีคของอินเดียยังจะดีกว่า



    โห... ขนาดนั้นเลยหรอวะ... แม่งมีอะไรที่พีคกว่าเดลีและบอมเบย์อีกหรอ... เชี่ย!



    ด้วยแต้มบุญที่สะสมมาทำให้เรารอดพ้นจากดักการ์มาโดยตลอด จนกระทั่งวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา... สวัสดีบังกลาเทศ ในที่สุดความพีคก็มาเยือนเราแล้วว่ะ

    อันที่จริงเราพยายามโกงความตายด้วยการแลกไฟล์ทถึง 15 ครั้ง คือเอาจริงๆจุดนั้นส่งอะไรมาก็ไปทำหมดอะ เบอร์มิ่งแฮมเบอร์มิ่งเฮลก็จะไปทำนะเว้ยเอาจริ๊ง แต่ที่คนอยากสลับกับเราก็เป็นไฟล์ทที่ดี - โอเคทั้งหมดเลย  ไม่ว่าจะเป็นซูริค บาเซโลน่า โรม ลอนดอน จาร์กาต้า เคปทาวน์ และอีกมากมายหลายสิ่ง เพราะหลังจากดักการ์เรามีวันหยุดต่อกัน 3 วันซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมากๆ แต่เหมือนดวงมันต้องไปทำอะ กดรีเควสส่งแลกไฟล์ทไปแม่งไม่ผ่านเกือบหมดเลยเว้ย ติดนั่นติดโน่นติดนี่กฎอะไรบ้าบอก็ไม่รู้ แม่งเอ๊ย หรือคนที่แลกได้ เราก็จัดการส่งรีเควสไปผ่านหมดแต่เขาเกิดเปลี่ยนใจกระทันหัน ไม่แลกแล้วไรเงี้ย สุดท้ายก็ต้องไปทำอยู่ดี ฮือ


    ในที่สุดก็รวบรวมพลังกายพลังใจไปบิน เอาวะ...เพื่อเงิน บินไป 5 ชั่วโมง บินกลับอีก 5 ชั่วโมง ไม่ตายหรอกเว้ย รอด เราต้องรอดดดดดดดดดด


    ตัดภาพไปที่ห้องบรีฟ ทุกคนเข้ามาด้วยความหม่นๆ สบตากันแบบฉันฝากชีวิตไว้ในมือพวกเธอแล้วนะ ระหว่างการบรีฟก็คุยกันเกี่ยวกับผู้โดยสารว่าจะเจออะไรยังไงกันบ้าง ก็ตามที่ได้รับการบอกเล่ามานั่นล่ะ โดยมากจะเป็นแรงงานที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไม่เคยขึ้นเครื่องบินมาก่อนเลยไม่รู้ว่าจะนั่งตรงไหน เราต้องเป็นคนโชว์ที่นั่งให้เลยว่านั่งตรงนี้นะ เพราะฉะนั้นตอนบอร์ดดิ่งต้องแอคทีฟมากๆ ต้องอยู่ในเคบิน ไม่งั้นทุกคนจะรวนกันหมด ผู้โดยสารจะลุกจะยืนจะเดินวุ่นวาย ต้องคุมคนหมู่มากให้เป็นระเบียบให้ได้

    ประการต่อมาคือกระเป๋า อันนี้ก็ต้องอาศัยตอนบอร์ดดิ่งนั่นแหละที่จะต้องช่วยหาที่วาง จัดที่เก็บสัมภาระให้จุของได้มากที่สุด จัดสรรพื้นที่ของตัวเองให้ดี

    นอกจากนี้ก็เรื่องของห้องน้ำ ทุกคนควรมีถุงมือพลาสติกติดกระเป๋าไว้ เปิดห้องน้ำไปเช็คก็ทำใจระลึกถึงบุญคุณของบิดรมารดาให้ดี เปิดไปแล้วกดชักโครกด้วยเพราะส่วนมากผู้โดยสารใช้ห้องน้ำบนเครื่องไม่เป็น เขาก็ไม่กดกันหรอกนะ

    ข้อดีอย่างเดียวคือช่วงนี้รอมฎอน ผู้โดยสารส่วนใหญ่น่าจะอดอาหารและน้ำกันอยู่เพราะบังกลาดิชส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามไง เซอร์วิสคงไม่เหนื่อยมากเท่าไรหรอกเนอะ

    Let's have a good one

    ...
    ...
    ...
    ...



    กู๊ดพ่องงงงงงงงงงงงงง!!




    ตัดฉับไปตอนที่บอร์ดดิ่ง... ข้าพเจ้าผู้อยู่ที่ L3 ด้านหน้าสุดของ Economy ติดกับ Bussiness กำลังปีนเก้าอี้เพื่อจัดกระเป๋าสัมภารกของผู้โดยสาร วิ่งไปถามบิสว่ามีที่ว่างสำหรับวางกระเป๋ามั๊ย วิ่งกลับไปเอากระเป๋า แบกกระเป๋าไปบิส ยกกระเป๋าเก็บ วิ่งกลับไปใหม่ ปีนเก้าอี้ จัดที่วางสัมภาระ โดยมีผู้โดยสารคนอื่นโบกไม้โบกมือเรียกให้จัดการกับกระเป๋าตัวเอง พ้นภาษาอังกฤษสำเนียงบังกลาดิชใส่เป็นชุด คอมเพลนต่างๆนานาๆว่าจะให้ชั้นเอากระเป๋าไปเก็บไว้ที่ไหนนนนนน


    ไหนใครบอกว่าเขาพูดอังกฤษไม่ได้วะ...แล้วนี่ยืนพูดกดดันกูอยู่นี่เรียกว่าภาษาอะไร...


    และนี่ทุกคนแบกบ้านกันมาหรอวะ กระเป๋าแต่ละคนใหญ่มาก ลูกเด็กเล็กแดงแม่งต้องมีกระเป๋าลากของตัวเองด้วยนะ ทำไมไม่ใส่กระเป๋ารวมไปกันกับพ่อแม่ แล้วทุกคนแบกของกันมาเยอะขนาดนี้ไม่แบกตู้แบกโต๊ะแบกเตียงขึ้นเครื่องกันมาเลยล่ะ แหม่... แล้วพอจะให้เอากระเป๋าเล็กๆวางไว้ตรงพื้นใต้ที่นั่งก็ไม่ยอมวางกันได้ด้วยนะ จะเอาเก็บขึ้นไปให้หมดให้จงได้

    แล้วทุกคนเรียก เรียก เรียก แล้วก็เรียก กำลังยกกระเป๋าคนนี้อยู่(จริงๆก็ไม่ควรยกให้ผู้โดยสารอะ หลังเจ๊งหมด แต่จุดนั้นคือมันต้องรีบและผู้โดยสารก็ไม่ช่วยไง) อีกคนก็ยื่นกระเป๋ามาให้แล้ว เห็นมั๊ยว่าไม่มีมือแล้วว้อย ทศกัณฑ์ยังทำไม่ได้เลย แล้วกูคือใคร๊ หื้มมมมมมมมมมมม ทำได้แค่ยิ้มแบบเหนื่อยๆแล้วบอกว่ารอแปบนึงนะค้า เดี๋ยวอีแอร์จะไปช่วยค่า รอก่อน ใจเย็นเย็นนนนนนนนนนน (อันนี้คือบอกตัวเองด้วย)


    สุดท้ายก็จัดการโซนของเราเรียบร้อย ไม่ต้องมีกระเป๋าใดถูกออฟโหลดลงไปเก็บในคาร์โก้ของเครื่องบิน รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ฮูเร่ โปรยยิ้มสวยๆให้กับผู้โดยสารทุกคนต่อไป ทุกคนก็ยิ้มแบบทำหน้าเห็นใจตอบกลับมา มีแต้งกิ้วบ้างนิดหน่อย ก็ดีเว้ย ชื่นใจขึ้นมานิดนึง

    สำหรับเรื่องกระเป๋าเจ้าปัญหานี้ส่งผลให้เครื่องดีเลย์ไปสองชั่วโมงจ้า กระเป๋าหลายไปต้องถูกส่งไปเก็บใต้ท้องเครื่อง แล้วพอเห็นขนาดกระเป๋าก็ช็อคแบบเชี่ยเอ๊ย นี่กราวด์สตาฟทำไมถึงปล่อยให้เอากระเป๋าใหญ่ขนาดนี้ถือขึ้นเครื่องมาได้วะเนี่ย โอเอ็มจีย์


    นี่ขนาดเครื่องยังไม่ออกนะแก แค่นี้พลังงานก็หมดไปครึ่งหลอดแล้วอะ... เพื่อนที่อยู่ R3 ถึงกับบอกว่ารอบหน้ากูจะคอลซิก กูจะไม่มาทำแล้ว กูพอแล้ว บายยยยยยย





    หลังจากเครื่องขึ้นก็เริ่มทำเซอร์วิส เราได้รับการเตือนมาอย่างดีว่า


    ห้ า ม ท ำ บ า ร์ ค า ร์ ท เ ด็ ด ข า ด 



    ก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี จัดทุกอย่างเสร็จสรรพพร้อมเสิร์ฟปุ๊บก็พุ่งไปตะปบคาร์ทอาหารทันที เฮ้ย... ตอนบรีฟเขาบอกว่าผู้โดยสารน่าจะไม่ทานอะไรเพราะยังอยู่ในช่วงอดอาหาร ไม่น่ายากนะ

    ปรากฎว่าทุกคนกินค่ะ กินกันเกือบทั้งเครื่องทั้งๆที่ตอนแจกเมนูถามแล้วว่า Are you fasting/Rosa? เขาตอบกันมาว่าเยสไอแอม พอตอนนี้ส่งอะไรให้เอาหมดอะ แต่ตอนเสิร์ฟก็ค่อนข้างชิวเพราะสื่อสารกันรู้เรื่อง จะเอาชิคเก้นหรือฟิชก็เข้าใจกัน มีแค่อาหารเมนูนี้หมดแต่ก็อยากจะกินอ้ะ งอแงอ้ะ นี่ฉันถือยูเอสพาสปอร์ตนะ ตอนมาจากนิวหยวกทุกอย่างดี๊ดีมีให้หมด ทำไมไฟล์ทนี้ไม่มีล่ะ บลา บลา บลา แต่สุดท้ายก็วิ่งเข้าครัวไปหาเมนูที่เขาอยากกินมาให้จนได้แหละ คนดีไปอี๊ก ผู้โดยสารแฮปปี้เราก็โอเค

    ส่วนทำไมเราถึงไม่ทำบาร์คาร์ทนั่นนะหรือ... เพราะว่ามันไม่จบไม่สิ้นเสียทีไง ทุกคนขอทุกอย่างจนแทบจะเกลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นโค้ก สไปร์ท เป็บซี่ น้ำเปล่า(วอเต้อวอเต้อ!) แมงโก้จู้สสสส ของหมดต้องเข็นคาร์ทไปหยิบไปเติม เหนื่อยเหลือเกินจนเราต้องไปช่วยนั่นแหละ

    พอตอนเอา Iftar box ไปแจกคนที่อดอาหาร(คืออะไร อ่านได้ในเอนทรี่ก่อนหน้านะจ๊ะ) ทุกคนก็เรียกร้องจะเอาบ้าง พออธิบายว่าอันนี้สำหรับคนที่ถือศีลอดก็บอกว่าตัวเองก็ถือนะ แต่เดี๋ยว...พี่คะ... หนูยังไม่ได้เก็บถาดอาหารพี่ไปเลยนะ พี่ถือศีลอดจริงๆหยอ ละที่กินชิคเก้นนี่คือไรง่ะ เค้ารู้ทันนะตัวเองงงงงง





    หลังจากเซอร์วิสเราก็สู้รบกับคอลเบลและความพีคของห้องน้ำ เคบินซุปถึงกับปิดห้องน้ำท้ายเครื่องไว้ห้องนึงสำหรับพวกเราเหล่าลูกเรือโดยเฉพาะ เพราะทุกห้องมันเละแบบเละมาก ก่อนเปิดประตูไปต้องใส่ถุงมือ กลั้นหายใจ รวบรวมความกล้า แล้วก็เปิดเข้าไป เอื้อมมือจนสุดแขนไปกดชักโครกโดยที่ไม่เอาเท้าเหยียบพื้นห้องน้ำเพราะไม่รู้ว่าน้ำที่พื้นคือน้ำอะไรบ้าง เด้งตัวออกมา ปิดประตู โยนถุงมือทิ้ง เดินออกห่างจากห้องน้ำและหายใจเข้ารับออกซิเจน


    ส่วนความพีคที่ข้าพเจ้าพบเจอนั้นคือการเปิดประตูเข้าไปแล้วพบว่าอ่างล้างหน้ามีก้อนมวลสารเหลืองนวลสวยงามเด่นเป็นสง่าอยู่ ข้าพเจ้าทำได้แค่เพียงปิดประตูอย่างแผ่วเบา ล็อกกลอนห้องน้ำ เดินไม่พูดไม่จาด้วยความช็อคไปหยิบสติกเกอร์ inoperative มาแปะหน้าประตูแล้วบอกเคบินซุปว่าไอล็อกห้องน้ำไปห้องนึงละนะ อย่าถามว่าเจออะไรเลย... ทำได้แต่มองเพื่อนกินแกงแกะซัมติงจากบิสเนสอย่างหดหู่







    สำหรับขากลับค่อยยังชั่วขึ้นมานิดนึง เดชะบุญที่มีผู้โดยสารแค่ร้อยยี่สิบนิดๆเท่านั้น ทุกคนดูสดชื่นและมีความสุขขึ้นมาทันที บอร์ดดิ่งด้วยความรวดเร็วฉับไว เสิร์ฟทุกอย่างเสร็จก็นั่งกันอยู่ในครัวหลัง มีเพื่อนหนุ่มบิสเนสใจดียกกาแฟมาเสิร์ฟเลยได้กระดกกาแฟคนละสองแก้วเพื่อความสดชื่น สดใส แลนด์ถึงดูไบก่อนเที่ยงคืน เย่ห์


    ไฟล์ทนี้มันหนักและเหนื่อยมาก ลูกเรือหลายคนเลยเขียน Fatique Report ส่งบริษัทว่าไฟล์ทแบบนี้ควรจะเป็นเลย์นะจ๊ะ อย่าให้เป็นเทิร์นเลย เหนื่อยฉิบหายจะตายอยู่แล้วจ้า

    ก็ถือว่าได้ลองสัมผัสความพีคที่ได้กลับการกล่าวขาน ส่วนครั้งหน้าไปบอกก็รู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง... ไม่ทำใจท่องไว้ว่าเงิน เงิน เงิน ก็คอลซิกไปค่ะ บาย






  • ข้ามทะเลมาการ์ต้า เรามาอย่างเป็นมิตร - 2 July 2016

    หลังจากนอนพักได้วันนึงหลังจากดักการ์ เราก็ได้ไปเยือนโดฮา ณ การ์ต้าแล้วนะจ๊กับไฟล์ท 45 นาทีซึ่งเป็นเที่ยวบินที่สั้นที่สุดของสายการบินเรา



    เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าเราเปิดเฟสบุ๊คเข้ากรุ๊ปแลกไฟล์ท พยายามหาอะไรก็ได้ที่มาแลกเอาคูเวตและลอนดอนไปจากเรา คือเราขี้เกียจทำไฟล์ทอังกฤษแล้วไงเพราะเบื่อผู้โดยสารบริติชอินเดียนเสียเต็มประดา พอกันทีกับการคอมเพลนว่าชาไม่ร้อน ไม่กิน ให้เอากลับไปทำให้ใหม่ ลาก่อน

    ไปๆมาๆสายตาก็ไปสุดกับโพสต์ของคนนึงที่ขายไฟล์ทโดฮาเพราะจะเอามาแลกกับวันหยุด พร้อมเสนอเงินให้ 500 AED เป็นการตอบแทนในความกรุณาปราณี...


    ตอนแรกเรากะว่าจะเก็บวันหยุดสามวันหลังจากดักการ์กลับกรุงเทพ โดยแพลนไว้คราวๆว่าพอแลนด์จากดักการ์ปุ๊บกับจับไฟล์ทตอนตีสาม มาถึงไทยแลนด์แดนสยามตอนเก้าโมงเช้า มีเวลากุ๊กๆกิ๊กๆในไทยสองวัน กลับดีไม่กลับดีวะ แต่ก็ระลึกได้ว่าเดี๋ยวเราก็มีลีฟกลับไทยอีกนี่หว่า ประกอบกับเดือนที่แล้วที่กลับไทยไปทำให้เดือนนี้กรอบและจนมากเลยแข็งใจไว้ไม่กลับบ้านก็ได้

    พอไม่กลับแล้วมันก็เลยว่างๆ พอไปเจอโพสต์นี้ก็ลงล็อกเลยครับ นี่แหละคือค่าตั๋วกลับไทยของข้าพเจ้า วันหยุดนอนตีพุงอยู่กับบ้านทำไม ไปบินสิคะ ไป หมุนไปตามทุนนิยม เงิน เงิน เงิน เงิน เงินนนน!!




    วาร์ปไปบนเครื่องเลยละกันนะ ขาไปสบ๊ายสบายมากๆเพราะมีผู้โดยสารแค่ 34 คน ตอนบอร์ดดิ่งก็ชิวไปอี๊ก แจกนู่นนั่นนี่เสร็จก็มีเวลานั่งเม้า นั่งกินน้ำกินขนม พอเครื่องขึ้นปุ๊บเราก็ได้รับโทรศัพท์จากเพอร์เซอร์ว่า


    อีกสิบนาทีคือ Top of Decent


    อธิบายให้อ่านกันก่อนว่า Top of Decent คือนาทีที่เครื่องบินมาจนถึงจุดที่จะลดระดับลงมาเพื่อที่จะแลนด์ดิ้ง เป็นเวลาที่ทุกคนจะต้องนั่งประจำที่ให้เรียบร้อย คาดเข็มขัด ปรับเบาะที่นั่งให้ตรง เก็บที่วางถาดอาหารให้เรียบร้อย...

    อีเชี่ยยยยย สิบนาที!! เรารีบโดดขึ้นจากที่นั่ง เปลี่ยนชุดเปลี่ยนรองเท้า วิ่งไปครัวหลัง ลากคาร์ทต้านแรงโน้มถ่วงของโลก g = 9.807 ม./วินาที² และเริ่มแจก Iftar box


    ด้วยความที่เป็นสายการบิน Full Service สวยๆที่มีความเยอะในทุกสิ่งจิงเกอร์เบล เซอร์วิสจริงๆสำหรับโดฮาจะเป็นคาร์ทอาหารที่ต้องแจกถาดกันจนมือเป็นระวิงจนอยากจะมีคาถาแยกร่างแบบนารุโตะเสียเหลือเกิน ไม่ก็เร็วได้เท่ากับควิกซีลเวอร์ก็ได้ถึงจะทำทัน

    แจกอาหารเสร็จปุ๊บก็มีคาร์ทที่มาเก็บถาดพร้อมเสิร์ฟชากาแฟแบบ on request (ซึ่งโดยมากก็ขอกันแหละนะ) ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก รีบมาก บางทีกับกัปตันประกาศแล้วว่าเตรียมจะแลนดิ้งละน้ายังแจกถาดกันไม่เสร็จเลยจย้า




    สำหรับไฟล์ทขาไปที่มีผู้โดยสารแค่ 34 คนและแจกเป็น Iftar box มันเลยง่าย แจกเสร็จจบไม่ต้องเคลียร์นู่นนี่เพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่ถือศีลอดอยู่ ชิว สบาย ส่วนขากลับผู้โดยสารเต็มลำแต่ก็แจกแค่กล่องและเข็นคาร์ทมาเก็บเท่านั้นแหละ มีเฟิร์สคลาสใจดีลงมาช่วยด้วยเลยทำให้แจกได้เร็วขึ้นเยอะ พวกเราเหล่าลูกเรือเลยมาคิดกันว่าจริงๆไฟล์ทนี้ควรจะทำเซอร์วิสแค่นี้แหละนะ แจกแค่กล่องก็พอ จะให้ลากคาร์ทอะไรมากมายเยอะไปหมดทุกสรรพสิ่งหิงห้อย ทำไมทันโว้ย

    เนี่ยแหละ ได้ทำไฟล์ทชิวๆแค่สามชั่วโมงพร้อมกลับบ้านมานอนกอดเงิน 500 AED มันก็ดีเงี้ย :)



    ส่วนเรื่องพีคๆก็แค่เพอร์เซอร์ที่เรื่องมากจุกจิกจู้จี้เหลือเกินที่จะเขียนรีพอร์ตว่าพวกเราทำ security search ตอนก่อนเครื่องจะออกจากโดฮาไม่ดี ทำเสร็จเร็วไรงี้ ทุกคนก็เหวอแบบอ้าว คือเราทำเสร็จพร้อมๆกันนะ มีคนนึงที่ทำช้ากว่าคนอื่นเพราะเขาไปเข้าห้องน้ำแบบฉุกเฉินตอนที่ทุกคนกำลังเช็คนู่นเช็คนี่กัน พอจะอธิบายก็ไม่ฟังจะเขียนไปหาเมเนเจอร์ของทุกคน พวกเราก็แบบบ้าป่ะวะ ถึงเขียนถึงเมเนเจอร์ขึ้นมาจริงๆก็จะช่วยแบคอัพกันเองว่าความจริงแล้วมันเกิดอะไรยังไงขึ้นกันแน่

    อีกเรื่องคือเราโดนลูกเรืออียิปต์แตะเนื้อต้องตัวแบบไม่ใช่โดนตัวกันแบบธรรมดาสามัญอะ แอบรู้สึกว่านี่แม่งคือ harrassment เลยนะเว้ย คนอื่นในไฟล์ทก็รู้เลยช่วยกันซีนให้และเคบินซุปก็เลยตักเตือนไปนั่นแหละ





  • พลิกล็อกกันน่าดู ถล่มทลาย - 4 July 2016


    ความจริงวันนี้เราต้องไปสัมภาษณ์ทำวีซ่าอเมริกาแต่ว่าโดนยกเลิกไปก่อนเลยต้องมาบินซะงั้นอะ

    ไปซาอุรอบนี้เราไม่ได้ไปเจดดาห์แล้วแต่มา ริยาด เมืองหลวงกลางคาบสมุทรอาระเบียแทนกับไฟล์ทกลางคืน ไฟล์ทดูไบไปกรุงริยาดใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็โอเค สั้นๆง่ายๆแต่ด้วยความเป็นซาอุ อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ...


    แต่ไอ้ที่เกิดนั้นไม่ได้เกิดที่ไฟล์ทหรอก เกิดที่ข้าพเจ้าเองนั่นแหละ... เดินๆอยู่ริมถนนดีๆ ข้อเท้าขวาที่เคยพลิกจนเอ็นอักเสบเล่นงานผมอีกแล้วครับท่าน พลิกล็อกกันหนาดูถล่มทลาย พลิกล็อกกันมามายแบบเทกระเป๋า พลิกล็อกกันอย่างงี้ฉันเสียจนเต็มเปา จะให้ฉันนั้นไปบินได้ไงงงงง


    ข้อเท้าปูดเดินไม่ได้ขนาดนี้ เอาน้ำแข็งประคบแล้วไปหาหมอสิครับรออะไร ลาก่อยยยยยยย


    รุ่งเช้าเราหอบร่างไปหาหมอที่คลินิกในตึก HQ จริงๆแล้วอาการมันก็ไม่ได้แย่มาก พอเดินได้แหละ แต่ครั้นจะให้ไปทำงาน เข็นคาร์ท เดินบนเคบินก็ไม่ไหว เลยต้องหยุดซึ่งก็ไม่อยากเล้ยเพราะเงินหดหายกับอยากให้ประวัติคลีนๆสวยๆไม่ป่วยไม่สายไม่ตายไม่ลาออกจนกระทั่งอัพเกรดไปทำบิสเนส อย่างไรก็ตามสุขภาพต้องมาก่อนอยู่ดีล่ะเนอะ เกิดฝืนไปบินแล้วเป็นอะไรเรื้อรังขึ้นมาจะแย่เอา :(

    พอเจอหมอก็ตรวจนั่นนู่นนี่โน้นโน่น จับขัอเท้าบิดซ้าย บิดขวา งอไปด้านหน้า งอไปด้านหลัง เสร็จแล้วก็บอกว่าเนี่ย...ยูต้องพักนะ หยุดไปเลย 5 วัน



    โห... หยุดไป 5 วันแล้วจะเอาเงินจากไหนวะเนี่ย โดนถอดไป 3 ไฟล์ทคือ ริยาด คูเวต และมิลาน แถมหยุดนี่ก็กลับไทยไม่ได้นะ ต้องอยู่เหงาๆเฉาๆเป็นก้อนเยลลี่โง่ที่ดูไบเนี่ยแหละ






  • เกือบจะได้ไปมัลดีฟส์และกลับบ้านช้าลงกว่าเดิมอีก


    หลังจากหยุดยาวไป 5 วัน เขาก็ประทานตารางบินมาให้นั่นคือมัลดีฟส์ ซึ่ง...ขายังไม่หาย อดไปอีกเช่นเคยแถมทำให้กลับไทยช้ากว่ากำหนดอีกด้วย

    เรื่องของเรื่องคือเราจะมีวันหยุดกลับไทย 10 วันชิคๆ และถ้าเราไปบินมัลดีฟส์เราจะกลับมาทันไฟล์ทดูไบ - กรุงเทพฯ รอบ 19:40 น. ซึ่งจะไปถึงไทยตอนเช้าๆของวันที่ 10 แต่เมื่อไม่ได้ไปบินและต้องลาป่วยทำให้เราสามารถกลับกรุงเทพได้ในวันที่ 10 ซึ่งไฟล์ทเร็วที่สุดคือตีสาม

    แต่ทว่า... ดั่งนรกชังหรือสวรรค์แกล้งงงงง ตั๋วเต็มหมดเลยค่าาาาาา เรื่องของเรื่องคือหลังช่วงรอมฎอนจะเป็นวันหยุดยาวเฉลิมฉลองกันอะไรประมาณนี้ เพราะฉะนั้นเหล่าแขกจะแตกตื่นเที่ยวกันยับ ตั๋วจะเต็ม ความดีงามที่ผู้โดยสารน้อยจะหมดไปเพราะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นแล้วขอรับกระผ้มมม (ถึงเลือกลาหยุดช่วงนี้ไง ฮี่ฮี่)

    ตอนนี้เราเลยยังไม่รู้ว่าจะได้กลับกรุงเทพวันไหน ไฟล์ทกี่โมง ชีวิตในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไปไม่มีใครรู้ ต้องลุ้นกันแบบวันต่อวันเลยทีเดียวเชียวแหละแก๊







    เมื่อกล่าวถึงการเฉลิมฉลองหลังรอมฎอนแล้วก็มาอธิบายเพิ่มเติมกันนิดนึงละกันเนอะ ทั้งนี้ทั้งนั้นคือตามความเข้าใจของข้าพเจ้าเองที่ได้ไปพูดคุยกับมิตรสหายต่างๆบนไฟล์ทนะจ๊ะ ผิดถูกประการใดก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ



    Eid Mubarak

    ช่วงนี้ตามห้างร้านต่างๆจะชอบส่งเมสเสจเข้ามา สุขสันต์เนื่องในวันอีด (Eid Mubarak) เชิญชวนให้ไปช้อปปิ้งเพราะทุกสิ่งลดราคา เราก็สงสัยไงว่าเอ๊ะ นี่คือวันอะไรกันหนอ จนกระทั่งไปถามๆหาข้อมูลมาก็ได้รับคำอธิบายดังนี้

    คือวัน Eid จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือวันที่เฉลิมฉลองสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด และวันที่เฉลิมฉลองให้แก่ชาวมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่เมืองเมกกะ ซาอุดิอารเบีย ซึ่งถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญมากๆ ชาวมุสลิมจะตื่นกันแต่เช้า เตรียมอาหารขนมเพื่อจัดเลี้ยง และไปมัสยิดกันจ้ะ (เห็นได้จากใน Snapchat ว่าเพื่อนๆหลายคนเตรียมนู่นนั่นนี่เยอะมาก) และหลังจากนั้นก็จะเป็นวันหยุดยาวซึ่งทุกคนก็จะพาครอบครัวไปเที่ยวและสังสรรค์กับเพื่อนนั่นแล


    ด้วยเหตุนี้ตั๋วจึงเต็ม... และข้าพเจ้าก็ต้องสแตนด์บายรอตั๋วกลับบ้าน เดชะบุญที่ทางสายการบินที่เราอยู่เขาให้สิทธิ์ใช้ตั๋วฟรีกลับบ้านได้ 1 ครั้ง เรียกว่า Annual Ticket ซึ่งมีลำดับศักดิ์สูงสุดในบรรดาตั๋วสตาฟทั้งปวงงงงงงงง ซึ่ง...ด้วยความที่ไฟล์ทเต็มมากเลยโดน Denied boarding นั่งรอแบบไร้จุดหมายแต่สุดท้ายก็ได้เรียกให้ขึ้นเครื่องได้ วิ่งสี่คูณร้อยแบบลืมเจ็บขาเข้าเกทกันเลยทีเดียว




    นี่แหละฮะ ชีวิตช่วงพังๆของข้าพเจ้าที่ยิ่งทิ้งดิ่งยิ่งกว่าเดิมหลังจากกลับมาจากกรุงเทพ อยากลาออกเหลือเกิน แต่ก็... ออกไม่ได้ว่ะ เงินเดือนมันค้ำคอ หมุนไปตามทุนนิยมกันต่อไป



    ด้วยรัก...จากทะเลทราย



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in