from the desert, with loveployapha.j
เรื่อยๆริมแม่น้ำไรน์ในดุสเซลดอร์ฟ
  • 22 June 2016




    หลังจากสติแตกกลับไทยอีกครั้งหลังจากไฟล์ทซูริคที่ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเพราะฝนตก เราก็ดึงตัวเองกลับมายอมรับสภาพความเป็นจริงว่าฉันต้องอยู่ที่นี่และใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนครบ 3 ปีตามสัญญานั่นแหละนะ ก็กลับมาฮีบบินเจดดาห์ที่สบายกว่าความเป็นจริงเพราะอยู่ในช่วงเดือนรอมฎอน ในช่วงนี้ถ้าได้บินรอบๆอ่าวเปอร์เซียในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น-ตกชีวิตก็จะดีเพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่จะถือศีลอดกัน สบ๊ายสบาย ชิวๆไปตามเรื่องแหละ




    รอมฎอนและการถือศีลอด

    มาจะกล่าวบทไปถึงการใช้ชีวิตของเหล่าแอร์ทะเลทรายในช่วงรอมฎอนกันซักเล็กน้อยเนอะ คืองี้แก...ช่วงนี้เป็นช่วงรอมฎอนไง เข้าสู่ช่วงถือศีลอดอย่างเป็นทางการ ชาวมุสลิมจะต้องงดน้ำและอาหารตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกใช่ป่ะ

    แน่นอนว่าในฐานะผู้อยู่อาศัยในเมืองแขกที่ดี เราก็ไม่กินน้ำกินข้าวได้ตามใจในที่สาธารณะเช่นกันค่า จะกินจะดื่มอะไรต้องหลบซ่อนไปแอบในห้องน้ำ ร้านอาหารหลายๆร้านก็ปิดหมดช่วงกลางวัน ไม่ก็เอาอะไรมาบังหน้าร้านและเปิดขายเฉพาะ take away เท่านั้น









    ภาพที่เห็นนี่คือมาเดินห้าง กะว่าจะซื้อกับข้าวตุนไว้ที่บ้านนั่นแหละ ขี้เกียจออกมาตอนกลางคืนเพราะคนเต็มห้างแน่นอนเลยออกมาตอนบ่ายสาม อยู่ๆหิวขึ้นมาเฉ๊ย หวิวๆคล้ายจะเป็นลม มือไม้สั่น เชี่ยล่ะทำไงดีวะ ถ้าลมพับไปตรงนี้คือต้องทำไง๊ เคราะห์ดีที่ฟู้ดคอร์ทไม่ปิด ดีใจมากเหมือนเจอโอเอซิสกลางทะเลทรายเลยทีเดียวเชียวแหละ

    ได้ข่าวว่าปีนี้เป็นปีแรกที่เปิดให้ขายอาหารในฟู้ดคอร์ทตามห้างได้และจะเริ่มขายอาหารทุกสิ่งอย่างหลังบ่ายโมงเป็นต้นไป แต่บางห้างก็ไม่มีเปิดนะจ๊ะ ยังไงก็ต้องพกของกินขวดน้ำเล็กๆน้อยๆใส่กระเป๋าออกมาจากบ้านนั่นแหละ

    มาเจอแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ เรียนรู้ที่จะเคารพวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ดูไบนี้มันมัลติคัลเจอร์จริงๆแหละแก (งานอวยก็มาแหะ)




    และสำหรับบนไฟล์ทบินนั้นเราก็จะมีแจก Iftar Box ให้สำหรับผู้โดยสารที่ถือศีลอดด้วยนะ (Iftar ภาษาอารบิคแปลว่าถือศีลอดมั๊งนะคะ ถ้าจำไม่ผิด หากมีผู้รู้ผ่านมาเห็นรบกวนบอกด้วยนะคะ ข้อมูลจะได้ถูกต้องครบถ้วนเนอะ) 


    (ดอยรูปมาจาก www.emirates.com อีกทีนึงขอรับ)


    ภายในกล่องก็จะเป็นอาหารที่ให้พลังงานเยอะๆ มีนม ขนมปัง อินทผาลัม กล้วยไรงี้แหละ นี่ก็แอบไปแง้มกล่องของจริงเขาดูมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถ้าเป็นไฟล์ทสั้นๆระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น - ตกก็จะแจกกล่องแบบนี้ให้ แต่ถ้าเป็นไฟล์ทยาวก็จะมีประกาศ Iftar time ว่าเมื่อไรที่จะพ้นช่วงถือศีลอดแล้วบ้าง เราก็จะเอาอาหารและน้ำไปเสิร์ฟให้ผู้โดยสารในเวลาดังกล่าวค่ะ


    เอาล่ะ พอจบจากไฟล์ทเจดดาห์ วันรุ่งขึ้นก็บินไปดุสเซลดอร์ฟแต่เช้าเลยล่ะ :D







  • Guten tag! Düsseldorf :)


    ไฟล์ทนี้มีความดีงามเพราะนอกจากจะมีผู้โดยสารขาไปแค่ครึ่งลำของ A380 แล้วก็ยังมีเอเชียนทำงานกันในชั้น economy class ถึง 4 คน รู้สึกแฮปปี้ไม่เหงาหงอย เราได้ไปสนิทกับ ลินดา สาวชาวไต้หวันเพื่อนของอาลี่นั่นแหละ เม้ามอยกันไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งแลนด์

    โรงแรมก็ไม่ไกลจากสนามบิน เดินลากกระเป๋าไปอีกตามเคย เปลี่ยนชุดทำนู่นทำนี่ก๊อกๆแก๊กๆก็เข้าเมืองกันเถิดจะเกิดผล สอบถามวิธีการเดินทางจากรีเซพชั่นด้านล่างก็ได้โพยกระดาษเขียนอธิบายวิธีการเดินทางกับแผนที่เล็กๆมาหนึ่งใบ เอเชียนหัวดำทั้งสองก็พร้อมที่จะตะลุยเยอรมนีกันแล้วจ้ะ



    อันที่จริงสามารถนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองโคโลญจน์ได้นะ ไม่ไกลจากกันมากเท่าไรนัก






    เรานั่งรถไฟเข้าเมืองและต่อรถไฟใต้ดินอีกทีนึง โผล่ดึ๋งอยู่ใจกลางเมืองดุสเซลดอร์ฟเรียบร้อย เกิดงงๆเก้ๆกังๆอยู่ก็มีคุณลุงคนนึงเดินมา Guten tag! แล้วอธิบายว่าตอนนี้เราอยู่บนถนนเส้นไหน เดินไปทางนี้จะเจออะไรบ้าง เราก็ขอบคุณกันยกใหญ่เลย





    ทันทีที่มาถึงก็จัดเพรซเซลก่อนเลยหนึ่งชิ้นเพราะหิวมาก รู้สึกได้ถึงความเยอรมันอย่างเต็มเปี่ยม









    สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร คนมาจับจองที่นั่งและดื่มเบียร์คุยกันจ๊อกแจ๊ก
    อีกร้านที่มีอยู่เยอะมากคือร้านขายเฟรนฟรายด์กับไอติมแหละ









    เราเดินตัดโซน walking street ที่ส่วนที่เป็นเมืองเก่าและริมแม่น้ำไรน์
    ระหว่างทางก็ซื้อไอติมกินเพราะอากาศร้อนมากกกกกกกกก









    ระหว่างทางก็มีรูปปั้นแบบนี้อยู่เยอะแยะพอสมควร ชอบอันนี้เพราะรู้สึกว่าเหมือนโจรอ้วนผอมดี





















    แม่น้ำไรน์แห่งเยอรมนี ข้าพเจ้าได้มาถึงแล้วขอรับกระผม



















    ตึกนี้คือตึกอะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่ว่าเป็นแลนด์มาร์กของเมืองดุสเซลดอร์ฟนะจ๊ะ








    แถวๆริมแม่น้ำก็เป็นโซนเมืองเก่า มีโบสถ์และตึกน่ารักๆเต็มไปหมดเลยแหละ :)
    เรากับลินดาก็เดินเล่นถ่ายรูปก๊อกแก๊กกันไปตามเรื่องตามราวก่อนที่จะไปตะลุย walking street


































    เดินวนไปวนมาก็เจอเหมือนตลาดคล้ายๆบองมาเช่อะ จัดสรรพื้นที่คล้ายๆกัน ของกินเยอะแยะเต็มไปหมด ของแฮนด์เมดก็มีขาย แต่ร้านที่เราไปด้อมๆมองๆอยู่นานที่สุดคือร้านต้นไม้นี่แหละ อยากหอบกลับไปดูไบมากเลย เป็น #plantparenthood อย่างจริงจัง






    แถวๆตลาดก็มีร้านขายเสื้อผ้าและของฮิปๆ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านด้วยนะ และร้านที่เตะตาเราจนต้องขอลินดาเข้าไปดูคือร้านขายเซรามิกร้านนี้นี่เองงงงงงงง


    มีถ้วยโถโอชามอ่างตุ่มหม้อไหกระทะและเซตจานชามเยอะมากกกกกกกกก จริงๆอยากซื้อจานกลับมาด้วยแหละแต่ไม่รู้จะแบกกลับยังไง กลัวแตก แถมเอามาก็ไม่น่าจะได้ใช้เท่าไรหรอก เลยได้แต่ด้อมๆมองๆกลืนน้ำลาย ทำได้แต่สอยโปสเตอร์มาใบนึง และอยากจะซื้อลำโพงบลูทูธสีเขียวกากีที่ดีไซน์เรียบๆแต่ดูดีมาก แถมคุณภาพเสียงก็โอเค แต่ดันลืมบัตรเครดิตไว้ที่โรงแรมเลยอดไปโดยปริยาย....







    หลังจากเดินโซนเมืองเก่า ช้อปปิ้งนู่นนี่เรียบร้อยก็เดินข้ามฝั่งถนนใหญ่และคลองไปอีกด้านนึงของเมืองที่เป็นโซนขายของหรูหราแบรนด์เนม
























    ความเขียวขจีที่ดีต่อจิตใจ






    เราไม่ได้ซือของอะไรอยู่แล้วก็เดินแบบผ่านๆ มีชาวเมืองมานั่งชิวๆในร้านอาหาร รอดูบอลบ้างประปราย พอพ้นช่วงโซนแบรนด์เนมไปก็เหมือนจะเป็น Commercial Center ตึกแบบโมเดิร์นเต็มไปหมดเลย แต่ไปๆมาๆก็เจอโบสถ์นี้ซะงั้น




    ลินดาเริ่มเหนื่อยๆแล้วเพราะตื่นมาบินกันตั้งแต่เช้านู้นก็เลยเดินกลับไปนั่งใต้ดิน จับรถไฟกลับสนามบิน พอมาถึงก็หิวๆเลยไปกินซูชิที่โรงแรมเพราะได้ยินมาว่าซูชิที่นี่อร่อย ซึ่งก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ใช้ได้ และคุยกันว่าไหนๆก็ไหนๆ มาเยอรมันทั้งทีก็ต้องได้กินเบียร์กับไส้กรอกเยอรมันสิโว้ย เลยไปต่อกันที่บาร์ในโรงแรม สั่งเบียร์มาคนละไฟน์ ไส้กรอก และนั่งดูบอล มีลูกเรือคนอื่นเข้ามานั่งแจมด้วยก็เป็นบรรยากาศการเชียร์บอลที่สนุกดี แม้ว่าจะไม่ใช่แมชต์สำคัญคู่พีคก็ตาม








    ขากลับก็ผู้โดยสารเต็มลำแต่ก็สบ๊ายสบาย ชอบไฟล์ทเยอรมันตรงที่ผู้โดยสารสุภาพเรียบร้อยและเป็นระเบียบมากๆ อย่างเวลาที่บินๆอยู่แล้วเจอพวกหลุมอากาศ seat belt sign สว่างวาบขึ้นมาจะได้ยินเสียงผู้โดยสารเอาเข็มขัดมาใส่คลิกๆๆๆๆๆแบบไม่ต้องเตือนเลย โอ้ยน่ารักกกกกกกก แอร์อย่างดิฉันชื่นใจ

    เวลาเก็บถาดอาหารก็เป็นระเบียบเรียบร้อย แจกให้ไปยังไง กลับมาสภาพแทบจะเหมือนเดิม เรียบร้อยเนียบนิ้งที่เป็นที่สุด เก็บง่ายมากๆ ไม่ต้องคอยจัดระเบียบถาดก่อนที่จะใส่กลับเข้าไปในคาร์ท รักเหลือเกินเพราะช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นมากมากมากมากมากกกกกกก อย่างบางทีเจอผู้โดยสารที่เอาทุกอย่างกองรวมกันไว้แล้วมันยัดเข้าไปเก็บไม่ได้ ต้องทำการจัดระเบียบให้ทุกอย่างแบนเรียบที่สุด ซึ่งมันเสียเวลาและมือเปื้อน (สายการบินเราไม่ให้ใส่ถุงมือเวลาทำ clearance cart นะจ๊ะ) บางทีอาหารหกเลอะกระโปรงบ้างไรเงี้ย โอ้ยสารพัดสิ่ง

    โดยมากแล้วการทำ Clearance cart จึงมักจะเป็นช่วงที่เหล่าแอร์รำพึงรำพันกับชีวิตว่านี่กูทำเชี่ยไรอยู่เนี่ย จิตใจห่อเหี่ยว แฟลชแบคช่วงชีวิตดีจะตามกลับมาหลอกหลอน เช่น นี่ฉันจบจากที่นั่นนู่นนี่โน่นมาเพื่อมานั่งหลังขดหลังแข็งเก็บถาดอาหาร เคลียร์ขยะออกจากถาดงี้หรอวะ นี่ถ้ายังทำนั่นนู่นนี่โน่นอยู่ชีวิตมันน่าจะก้าวไกลไปกว่านี้ก็ได้ ฯลฯ พอเจอถาดที่เป็นระเบียบเราจะรู้สึกซาบซึ้งประทับใจในความกรุณาปราณีที่ผู้โดยสารมีให้


    ...

    เพิ่มเติมเล็กน้อย:  เรียนท่านผู้โดยสารโปรดทราบ กรุณาจัดเรียงถาดของท่านให้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้ได้มากที่สุดเท่าทีจะทำได้ ไม่ต้องเอาอะไรซ้อนกัน และขอความกรุณาแยกแก้วน้ำ กระป๋องเครื่องดื่ม และขวดไวน์ไว้ต่างหากเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บและนำไปแยกรีไซเคิลต่อไป

    หากท่านต้องการดื่มชา/กาแฟ กรุณาหยิบถ้วยกาแฟแยกออกมาต่างหากเพื่อง่ายต่อการเสิร์ฟชา/กาแฟของท่านต่อไป ทำแบบนี้แล้วแอร์จะรัก จะมองคุณด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและขอบคุณจากใจจริง

    ...



    ตอนเครื่องลงจอดก็เช่นกัน ทุกคนรอให้สัญญาณคาดเข็มขัดนิรภัยดับก่อนแล้วค่อยปลดเข็มขัดและลุกขึ้นหยิบกระเป๋า เรานี่อยากจะลุกยืนปรบมือให้ผู้โดยสารทุกคนเลย น่ารักเป็นที่สุด เพราะบ่อยครั้งที่ล้อเครื่องบินเพิ่งจะแตะรันเวย์ คุณพี่แกปลดเข็มขัดและลุกขึ้นยืนแล้ว โคตรน่าหงุดหงิดเป็นที่สุดอะ

    เฮ้ยยย คือมันอันตร๊ายยยยยยยยยย เครื่องบินยังไม่จอดสนิทเลย เผื่อถ้าต้องเบรกฉุกเฉินแล้วคุณล้มหรือเปิดช่องเก็บสัมภาระแล้วของร่วงลงมาจะทำยังง๊ายยยยย แอร์อย่างเราไม่ได้อยากดุ ไม่ได้อยากตะโกนให้นั่งลง แต่ที่พวกเราทำก็เพราะว่าเราเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกท่านนะคะ เพราะฉะนั้นเชื่อพวกเราเถอะนะ อย่าทำหน้าวีนเหวี่ยงใส่เราเลย เราเป็นห่วงนะตัวเองงงงงงง

    (...แต่บางทีในบางไฟล์ทที่ต้องเตือนมากๆก็มีความคิดว่าอยากให้กัปตันเบรกแรงๆซะทีเถอะ จะได้รู้กันซะบ้างว่าไอ้ที่เตือนๆกันนี่มันเพราะอะไร จะได้รู้ว่ามันอันตราย ถ้าล้มกันลงไปก็คงสาแก่ใจอีช้อยนัก! หึ!!)



    ถ้าจะให้โหวตผู้โดยสารในดวงใจเราก็คงโหวตเยอรมันนี่แหละ รักมากจนถ้าคิดอะไรไม่ออกก็จะบิดมาทำไฟล์ทแต่เยอรมันทุกเดือนเล้ยยยย (ที่โหวตชนชาตินี้เพราะยังไม่เคยทำไฟล์ทญี่ปุ่น แต่ก็ได้ข่าวว่าเป็นระเบียบเรียบร้อยมากๆเช่นกัน ชนชาติที่มีวินัยนี่มันดีจริงๆ มีอารยะ)






    จบแล้วกับการไปเยือนเยอรมันครั้งแรก กลับมาพักวันนึงก็ไปเยือนแฟรงเฟิร์ตเป็นครั้งที่สองแต่ก็ไม่ได้ออกไปไหนเพราะเหนื่อยๆ นอนน้อย กินๆนอนๆอยู่ในโรงแรมนั่นแหละนะ

    หลังจากแฟรงเฟิร์ตก็ไปดักการ์ บังกลาเทศ ที่สุดของตำนานของความพีค โอ้ยยย น้ำตาจะไหล๊เดี๋ยวยังไงก็จะมาเขียนให้อ่านกันนะจ๊ะ




    ด้วยรัก...จากใจของแอร์เมืองทะเลทรายไกลบ้าน


    ที่ยิ้มๆนี่ไม่ใช่ชีวิตดีนะ เป็นบ้าาาาาา



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in