from the desert, with loveployapha.j
มิลานเมืองแฟนฉัน เอ๊ย! แฟชั่น
  • 3 June 2016



    จริงๆไฟล์ทนี้คือซูริคแหละ แต่เราจะมีซูริคอีกรอบตอนกลางๆเดือนเลยเอามาแลกกับมิลานซะเลย เพิ่มความวาไรตี้ให้กับตารางบินของตัวเองบ้าง (แต่ปรากฎว่าตอนไปซูริกก็ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนเพราะฝนตกกระหน่ำ อดเที่ยวจ้า)



    ไฟล์ทนี้มีเรื่องตื่นเต้นระทึกขวัญตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปเช็คอินเลยทีเดียว คือปกติแล้วเวลาเรามาทำงานเราจะต้องมาก่อนเวลาเครื่องจะออก 2 ชั่วโมง แตะบัตร e-gate เพื่อผ่านตม.และแตะบัตรพนักงานเพื่อเช็คอินว่าจะต้องไปบรีฟห้องไหน ได้ tag กระเป๋า และโหลดกระเป๋าไปที่เครื่องบินในกรณีที่เป็นไฟล์ท Layover (ถ้าเป็นเทิร์นก็ลากกระเป๋าลากเข้าห้องบรีฟได้เลยจ้ะ)

    ทันที่ทีข้าพเจ้าแตะบัตรเพื่อเช็คอินปุ๊บ หน้าจอก็เด้งขึ้นมาว่า



    กรุณาไปที่ห้องตรวจแอลกอฮอล์ด้วยจ้ะ



    เอาละไง...โดนสุ่มตรวจเฉ๊ย เราก็ลากกระเป๋าเดินเข้าไปตรงห้องที่เขาบอกแบบงงๆ ในห้องก็มีเจ้าหน้าที่สองคน เราก็ยืนเก้ๆกังๆทำตัวไม่ถูกอยู่หน้าห้องจนเขาเรียกไปเป่าแอลกอฮอล์ นี่เป่าครั้งแรกก็ตื่นเต้นกับเครื่องมากว่าอ้อ มันเป็นงี้นี่เองงงงง จากนั้นก็ไปตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ซึ่ง...เราก็เพิ่งจะเข้าห้องน้ำมาก่อนที่จะเช็คอินนี่เอง เลยยืนกระดกน้ำอยู่กับกัปตันและเคบินซุปอีกคนนึง คุยกันไปคุยกันมาว่านี่จะบินไปไหน แล้วถ้าเราไปบรีฟไม่ทันจะเป็นไงบ้าง


    เคบินซุปเลยอธิบายว่าถ้ายูไปบรีฟไม่ทันแต่เครื่องยังไม่ออก ก็จะมีรถพายูบึ่งไปที่เครื่องเลย หรือถ้าไม่ทันจริงๆก็อาจจะโดนสแตนบายหรือให้กลับบ้าน...

    โห... ถ้าสแตนบายอาจได้ไฟล์ทเหี้ย ถ้ากลับบ้านก็ไม่ได้ตังค์ เชี่ย! กดน้ำเพิ่มรัวๆเลยทีนี้ พอเสร็จสรรพจากทุกอย่างก็วิ่งเข้าห้องบรีฟเลยจ้า โชคดีที่เขายังไม่เริ่มกันแต่ก็กระหืดกระหอบมากเหลือเกิน






    สำหรับไฟล์ทนี้ง๊ายง่าย สบ๊ายสบายเพราะบิน B777 ที่เรารักแถมวันนี้มีผู้โดยสารครึ่งลำเอง นี่แหละสวรรค์แห่งการทำงานชัดๆ แฮปปี้มาก ทำงานไปเม้ามอยไปแปบเดียวก็ถึง เรานั่งที่ตำแหน่ง R5 อยู่ท้ายเครื่อง พอตอนใกล้จะแลนดิ้งเรามองออกไปนอกหน้าต่างแล้ววิวสวยมาก ตอนแรกบินอยู่เหนือเมฆแดดจ้าฟ้าสดใส แต่พอเครื่องลดระดับลงมาผ่านหมู่เมฆนี่คนละเรื่องเลย ท้องฟ้าทึมเทาอยู่ในม่านฝน เราชอบตอนที่เครื่องฝ่าก้อนเมฆลงมาแล้วเห็นเมฆเป็นรูปทรงต่างๆ สวยดี :)


    โรงแรมที่เราพักอยู่นั้นอยู่ในตัวสนามบินเลย ลากกระเป๋าเดินไปอย่างง่ายดาย ถึงห้องปุ๊บก็สั่งพิซซ่ามากิน ฟาดไปหนึ่งถาดใหญ่ๆ จากนั้นก็นอนยาวเพราะพรุ่งนี้เช้าจะออกไปเที่ยวแล้วจ้า




  • รุ่งเช้าเรากับพี่คนไทยที่ทำเฟิร์สคลาสและสาวญี่ปุ่นจากบิสเนสจับรถไฟขบวน Express จากสนามบิน Malpensa ไปลงที่ Milano Cadorna ราคา 18 ยูโร (โคตรแพง) แต่ขบวนนี้ใช้เวลาเดินทางแค่ประมาณ 20 นาทีเท่านั้น ถ้าเทียบกับรถไฟปกติใช้เวลาเกือบชั่วโมงนึงเลย เอาวะ... ถือว่าใช้เงินซื้อเวลา แพงก็ยอมจ่าย




    เวลาซื้อตั๋วรถไฟในยุโรปแล้วอย่าลืมเอาไปเข้าเครื่องตอกเวลาก่อนเข้าที่ชานชาลาด้วยนะจ๊ะ
    ไม่งั้นอาจโดนปรับได้เด้อ เหล่าลูกเรือโดนกันมาจนเข็ดแล้ว



    ระหว่างทางก็คุยกันเป็นภาษาอังกฤษนั่นแหละว่าจะทำอะไรในเมืองบ้าง สองสาวเขาจะไปช้อปปิ้ง ส่วนเราก็แยกไปเดินดูในเมืองแต่ก็ไม่ได้กูเกิลมาก่อนว่ามีอะไรให้ทำบ้าง รู้แค่ว่ามี Duomo di Milano เท่านั้น ปรากฎว่าคุณลุงที่นั่งข้างๆก็หันมาบอกทางว่าพอลงจากรถไฟให้เดินไปทางไหนซ้ายขวา มีโบสถ์กับปราสาทให้เลือกนั่นแหละ ใจดีมาก อธิบายมาอย่างละเอียดยิบ แต่ถามว่าเข้าใจและเห็นภาพมั๊ยว่าต้องเดินยังไง ก็ไม่... ได้แต่กราเซียขอบคุณไปตามเรื่องตามราว

    ถึงมิลาโน่ปุ๊บลงจากรถปั๊บ อ้าวงง...สรุปว่าต้องไปทางไหนนะ คือรู้ว่าเดินไปทางซ้ายคือเป็นปราสาทเพราะหลังคาอยู่รำไร แต่ทางขวาที่จะไป Duomo นี่มันขวาทางไหนกันแน่วะ เลยสุ่มถามชาวประชาที่นั่งๆกันอยู่แถวนั้นเพราะแม่สอนไว้ว่าทางอยู่ที่ปาก ไม่รู้ก็ถามเอา ถามไปถามมาก็ไปเจอกับสาวมิลานชาวมุสลิมที่พูดอังกฤษไม่ค่อยเก่งอาสาเดินมาส่งที่ Piazza Duomo  คือใจดีมาก ประทับจิตประทับใจเหลือเกิน ไม่คิดว่าจะพาเดินมาส่งถึงที่อย่างจริงจังและตั้งใจพร้อมจากไปด้วยรอยยิ้ม :D





    ระหว่างทางก็ฝนตกปรอยๆนั่นแหละ ดีที่พกร่มมาด้วย








    ของจริงคือสวยมาก เสียอย่างเดียวคือฟ้ามันทึมเทาไปหมดเลย







    ฝนตกปรอยๆเรื่อยๆ เราเดินก๊อกแก๊กถ่ายรูปด้านหน้านิดๆหน่อยๆก่อนที่จะมารอซื้อตั๋วเข้าไปชมด้านใน




    ทางที่ดีควรซื้อตั๋วออนไลน์ไว้เลยจะสะดวกสุด เพราะคนเป็นล้านที่มารอต่อคิวกัน แถวยาวมากกกกกกก








    สำหรับตั๋วที่เข้าชมภายใน Duomo di Milano มี 2 แบบ คือ 11 และ 15 ยูโร
    สามารถเข้าชมได้ทั้งด้านใน พิพิธภัณฑ์ และบนหลังคาด้านบน
    ราคาที่แตกต่างกันคือแบบ 11 ยูโรจะต้องปีนบันได้สองร้อยกว่าขั้นขึ้นไป
    ส่วน 15 ยูโรคือขึ้นลิฟท์ แปบเดียวถึง สำหรับเรา ไหนๆก็มาแล้วก็ปีนบันไดเนี่ยแหละ เท่






    สภาพระหว่างที่รอเข้าไปด้านใน จากฝนปรอยๆมุ้งมิ้งกลายเป็นตกกระหน่ำ
    เราก็ได้แต่ยืนตัวซีดปากสั่นต่อแถวอย่างไม่ย่อท้อต่อสภาพอากาศ







    และก่อนจะเข้าไปด้านในของ Duomo จะต้องผ่านการตรวจและสแกนกระเป๋ากันก่อน ซึ่งทหารที่อยู่หน้าประตูหล่อมากกกกกกกกกกกกก แบบมากมากมากมากมากมากกกกกก

    แก! คือเขาแอ๊วชั้นด้วยด้วยเว้ยยยยยย (จริงๆก็รู้แหละว่าแอ๊วทุกคนตามสไตล์หนุ่มอิตาเลี่ยนขี้เล่นเป็นกันเอง แต่เขาหล่ออะ เขินอ้ะ) คือระหว่างที่กำลังสแกนกระเป๋าติ๊ดๆอยู่นั้นเขาก็ชวนคุย Ciao Bella สบายดีมั๊ย มาเที่ยวกี่วัน อ้าววว...วันเดียวเองหรอน่าเสียดายใจ มีการขยิบตาให้ด้วยนะ แอร๊ เขาน่ารัก ฉันรักเขาาาาาาาาาาาา ฉันรักผู้ชายอิตาเลียน <3


    เรียกได้ว่าใจนี่อ่อนระทวยย้วยละลายไปพร้อมกับสายฝน
    #ยอมแล้วทูนหัวอยากได้หลัวเป็นหนุ่มอิตาเลี่ยน






    โอเค... เลิกกรี๊ดผู้แล้วตัดเข้ามาชมภาพด้านในกันบ้าง.... จริงๆด้านในมีให้เช่า audio sound อธิบายจุดนู้นจุดนี้ว่าคืออะไรยังไงบ้าง แต่ตอนนี้ไม่มีตังค์แล้วจ้า เลยเดินถ่ายรูปซึมซับบรรยากาศ เนียนๆทำเป็นถ่ายรูปแล้วแอบฟังวิทยากรบรรยายให้กรุ๊ปทัวร์ฟังอีกที

























































    ของจริงสวยแบบพีคมาก
























    ฮ๊าเลลูยามากๆ เหมือนมีลำแสงพุ่งลงมาจากหลังคายังไงอย่างงั้น













    หลังจากเดินรอบๆ นั่งเงียบๆซึมซับบรรยากาศและเสียงฝีเท้าที่ดังก้องไปทั่วก็ได้เวลาปีนบันไดขึ้นไปบนหลังคาแล้วฮะ :3



  • บันไดสองร้อยกว่าขั้นที่จะพาเราขึ้นไปยัง The Terrace อยู่ด้านนอก เพราะฉะนั้นก็ต้องเดินตัวเปียกฝ่าฝนไปอีก ตอนแรกก็งงๆว่าจะต้องเดินขึ้นไปทางไหนอะไรยังไง เลยไปถามคุณพี่ทหารที่ยืนอยู่แถวนั้นก็ได้ความมาว่า Your smile is the brightest thing of the day พร้อมพาเดินไปส่งตรงทางขึ้นบันไดไปอีก ผู้ชายอิตาเลี่ยนนี่มันดี๊ย์ โอ้ยเขินนนนนนน ฉันรักเขา จะเอา อยากด๊ายยยยย


    เราก็ปีนขึ้นไปอย่างไม่เจียมสังขาร บันไดเป็นทางแคบๆวนๆๆๆๆๆๆขึ้นไปนั่นแหละฮะ ปีนแบบไม่สงสารร่างกายว่าคืนนี้จะต้องทำไฟล์ทต้องเดินในเคบินเล๊ย แต่ขึ้นมาก็คุ้มค่ามากเหลือเกิน ถ้าไม่เดินก็อาจจะไม่ฟินเท่านี้ก็ได้นะ



    ฝนยังคงตกลงมาเรื่อยๆเหมือนฟ้ารั่ว เดินไปก็กลัวจะลื่นไป




































    เสาแต่ละต้นมีเขียนประกอบไว้ด้วยนะว่าเป็นนักบุญคนไหนบ้าง















    ตอนที่ยืนอยู่บนนี้เรามีความสุขมาก สุขใจเพราะฝนและได้ห้อมล้อมอยู่ในอ้อมกอดของสถาปัตยกรรมระดับโลก แม้ว่าถ้าบนจะมีส่วนที่ปิดซ่อมบ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของที่นี่ลดลงเลย ความงามของมิลานในม่านฝนทำให้เราติดใจและหลงใหลกับที่นี่มาก มีมนตร์ขลังอย่างบอกไม่ถูกล่ะ เราไม่อยากกลับเลย รู้สึกอีกแล้วว่าเวลาที่มีมันน้อยนิดเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่และอลังการของสถานที่ ยังคงกระหายที่จะซึมซาบความรู้สึกแบบนี้ไปอีกเรื่อยๆ




    เราเดินกลับมาที่สถานีรถไฟตอนเที่ยงเพราะอีกสองสาวนัดเวลาไว้ เราเลยต้องตัดการเดินชมพิพิธภัณฑ์ไปเพราะเดินไม่ทันชัวร์ๆ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกกับทุกคนว่าขออยู่ต่ออีกนิดนึงก็ยังดี นอนน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไรเนอะ

    เราเดินฝ่าสายฝนกลับไปที่ Duomo ใหม่อีกรอบนึง แม้ว่าฝนจะตกหนักแบบไม่ลืมหูลืมตาเราก็ยังคงเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ฟังเสียงในที่ไม่ได้ยินมานาน รับความสดชื่นของอากาศ แค่นี้ก็มีความสุขแล้วแหละ











    ด้านข้างของ Duomo di Milano เป็นโซนช้อปปิ้งที่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างเหลือเกิน เข้าใจคำว่ามิลานเมืองแฟชั่นก็วันนี้แหละ ทุกร้านมีความเยอะสิ่งจิงเกอร์เบลเหลือเกิน เรากลั้นใจไม่ซื้ออะไรเพราะเก็บเงินไว้เป็นค่าตั๋วกลับกรุงเทพนั่นแหละนะ










    ถ้าจะช้อปแบรนด์เนมก็เข้ามาโซนนี้ได้เลยจ้า ได้ข่าวว่าทำ tax refund ได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย








    และไหนๆก็มาอิตาลีแล้ว ก็ต้องซื้อไอติมเจลาโต้กินสิฮะ :3












    ตอนนี้ก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าเขาทำได้ยังไงอ้ะ





    เดินไปเดินมาซักพักฟ้าใสเฉ๊ย ประหนึ่งว่าฝนที่ตกกระหน่ำยามเช้าเป็นเรื่องโกหก ไหนบอกว่าตอนบ่ายฝนจะตกหนักมากๆไง พยากรณ์อากาศทำไมถึงทำงี้อะ คุณหลอกดาววววววว อยากขึ้นไปบนหลังคาอีกแต่คนเพียบเลย ไม่ขึ้นก็ได้ งอนท้องฟ้า เลยเดินเล่นรับแสงแดดที่สดใสก็พอ






















    สวยมาก คนเป็นล้านมากๆ





    ตอนเดินขากลับเจอคนแอฟริกันหลอกเอาสร้อยข้อมือโง่ๆมาพันให้ด้วย คือรู้แหละว่าแม่งหลอกชัวร์แต่หลบไม่พ้น เราเลยให้เศษเหรียญติดกระเป๋าไปห้ายูโรมั๊ง ซึ่งก็เยอะแล้ว แม่งกำเหรียญไปแล้วบอกว่าจะเอาแบงค์สิบ เราก็โน ไม่ให้เว้ย ปรากฎว่ามีอีกคนมายืนประกบเลยจ้า เราเลยโวยวายเสียงดังแล้วชิ่งออกไปแบบว่องไว จับกระเป๋าแน่นมาก มึงแดกเหรียญกูไปแล้วอย่าริอาจเอาอะไรไปจากกูได้อีก เชี่ย!



    จากนั้นก็รีบวิ่งมาขึ้นรถไฟทันเวลาพอดิบพอดี๊ ทำตั๋วยุ่ยนิดนึงเพราะเปียกฝนแต่นายสถานีใจดีออกตั๋วให้ใหม่ไม่ได้ว่าอะไรมากมาย หล่อแล้วยังใจดีอีกต่างหาก ปลื้มปริ่มทำให้หายอารมณ์เสียจากที่โดนหลอกเอาตังค์ไปได้




    พอกลับมาถึงห้องก็จิตตกอีกแล้วครับท่าน ก่อนบินก็สติแตกร้องไห้อีกแล้ว เป็นบ้าเป็นบอเหลือเกิน Home sick หนักมาก เศร้าทุกวันแบบจะบ้าตาย ไม่ซึมก็เฉพาะตอนมาเที่ยวเนี่ยแหละ ตอนแรกตั้งใจว่าจะนอน 4 ชั่วโมงก่อนบิน แต่ก็เศร้าสร้อยนอนไม่หลับสไกป์กับคนที่ไทย ไปๆมาๆได้นอนแค่ชั่วโมงเดียวก่อนไปบินเท่านั้น :(






    สำหรับไฟล์ทขากลับนั้นเงียบเชียบเรียบร้อยมากๆ ผู้โดยสารกินเสร็จปุ๊บหลับปั๊บ เลี้ยงง่ายเหลือเกิน เลิฟที่สุด พอไฟล์ทสงบแบบนี้ก็มีเวลาจิบชามองวิวข้างล่าง คืนนี้ท้องฟ้าแจ่มใสไม่มีเมฆล่ะ มองลงมาเลยเห็นแสงไฟของเมืองสีส้มๆระยิบระยับเป็นหมู่อยู่เบื่องล่าง

    เอาจริงๆ...เรารักงานนี้นะ เรารักการบิน เราชอบเวลาที่ผู้โดยสารหลับแล้วเราแอบเดินไปปิดจอทีวีให้เพื่อแสงจะได้ไม่รบกวนเขาเงี้ย รู้สึกสวยมากเหมือนมีปีกนางฟ้าวิ้งๆ มันรู้สึกดีที่ได้ทำเรื่องเล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่นทุกๆวันแหละนะ ไม่มีใครเห็นแต่เราก็สุขใจที่ได้ทำแหละเนอะ

    อีกอย่างนึงคือก็มานั่งคิดว่างานทุกอย่างในโลกนี้มันก็มีความเชี่ยและวายปวงแตกต่างกันไปทั้งนั้นแหละ ไม่งานไหนที่จะดี๊ดีได้ดั่งใจในโลกหล้าไปได้หรอก แต่งานที่ทำเงินดีแบบนี้มันหายาก แถมได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะ ได้ไปนู่นไปนี่แม้ว่าจะเป็นเวลาสั้นๆก็ตาม ก็นึกภาพตัวเองทำงานรูทีนนั่งโต๊ะไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็นยังไงกันนะและก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าลาออกไปจะไปทำมาหากินอะไร เออ...อยู่ต่อก็ได้วะ ยังคงตั้งมั่นในปณิธาน "ไม่เด่นไม่ดังจะไม่หันหลังกลับไป"




    เรามาถึงดูไบตอนหกโมงครึ่ง แดดเปรี้ยงอีกตามเคย เห็น Burj Khalifa แล้วก็เออ...ถึงบ้านแล้วว้อย อบอุ่นในใจอย่างประหลาด เตียงนอนที่เรารักรอเราอยู่ ฮูเร่!


    นี่แหละชีวิตของแอร์เมืองทะเลทราย สุขเศร้าเคล้าน้ำตาดราม่ากันไปล่ะเนอะ

    หลังจากไฟล์ทมิลานนี้ก็มีสตอกโฮล์มและเมอร์ริเชียสแต่ก็โดนถอดซะงั้น โมโหเลยหนีกลับมากรุงเทพ 4 วัน กลับมาดูไบ บินไปซูริก เจอฝน อดเที่ยว งอแงเป็นบ้าเป็นบอเลยกลับไทยมาอีกรอบและไปบินเจดดาห์กับดุสเซลดอร์ฟ ก็ดี ได้ไปเยอรมนีครั้งแรกล่ะ เดี๋ยวจะมาเขียนให้อ่านกันนะ



    ด้วยรัก...จาก one of the fastest growing city in the world ตามที่เขาเคลมไว้





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in