from the desert, with loveployapha.j
สู่แสงแห่งปัญญา ณ เอดินบะระห์
  • 9 May 2016
    Glasgow, Scotland




    ไฟล์ทสุดท้ายของเดือนนี้คือ Glasgow, Scotland ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่าไฟล์ทนี้ไม่ใช่การบินไปแต่เป็นการเดินไปจากดูไบต่างหากเพราะยุ่งมาก ผู้โดยสารดื่มหนัก คอลกระจาย แอลกอฮอล์หมดบาร์คาร์ท ฯลฯ แต่นั่นแหละ... อยากไปอยู่ดี เพราะความติ่งแฮร์รี่ พอตเตอร์นั่นเอง



    ตอนแรกกะว่าจะลาป่วยเนื่องจากเมื่อวานนี้อยู่ๆก็ไม่สบาย เจ็บคอ ไข้ขึ้น แต่ดันตื่นมาตอนที่เลยเวลาให้โทรลาป่วยแล้ว ประกอบกับเพิ่งจะลาไฟล์ทซิดนีย์ไปเลย เออ..ไปก็ได้วะ เดี๋ยวเดือนนี้เงินน้อยไม่มีตังอีก เพื่อเงินฉันทำได้ ไปค่ะ! ไปบิน!!

    เราบิน B777 ก็ทำให้โล่งใจไปนิดนึงว่าคนไม่เยอะไม่น่าจะวุ่นวายเหมือนกับ A380 และเช็คจำนวนผู้โดยสารก็ดีงาม ไม่เต็มลำทั้งไปและกลับก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมานิดนึงว่าน่าจะแบกร่างไปแล้วรอดนะ พอถึงห้องบรีฟทุกคนก็ดีน่ารัก ทำไฟล์ทไปไม่มีปัญหาเป็นสองเซอร์วิสง่ายๆแค่อาหารเช้าพร้อมชากาแฟและอาหารกลางวันเท่านั้น






    ตอนแรกเราจะต้องไปถึงประมาณบ่ายโมง แต่ไฟล์ทดีเลย์ชั่วโมงนึงเลยมาถึงที่นี่ตอนบ่ายสองในสภาพไอค่อกแคกแต่ไหนๆก็มาแล้ว กลืนยาพร้อมน้ำเปล่าแล้วเปลี่ยนชุดออกไปเที่ยวดีกว่าวู้ย ไปมันทั้งสภาพเป็นซอมบี้เนี่ยแหละนะ ถามไถ่ทางโรงแรมว่าจะไปเอดินเบิร์กยังไงดีก็ได้ความว่านั่งรถไฟไปง่ายสุด เดินนิดเดียวถึงสถานี Central Station เลยจ้ะ โอเคฮะ จัดไป!








    พอไปถึงปุ๊บก็ซื้อตั๋วไปกลับ Glasgow - Edinburgh ราคาประมาณ 22 ปอนด์นิดๆ เดินขึ้นไปเช็คตารางชานชาลาก็ไม่เห็นจะมีเขียนบอกตรงไหนเลยว่ารถไฟออกกี่โมง เลยเดินไปถามคุณลุงตรวจตั๋ว แกก็อธิบายด้วยสำเนียงสก็อตทิชที่ฟังยากว่ากว่ารถไฟจะออกจากสถานีนี้ก็ห้าโมงนู้น ควรไปที่สถานี Queen Street ดีกว่า อีกสิบห้านาทีรถไฟจะออกจากที่นั่น


    ได้ความดังนั้นก็วิ่งสิครับรออะไร!



    ระหว่างที่วิ่งไปก็สามารถแชะภาพตรงแถวๆ Shopping Street ในเมืองได้
    วันนี้แดดดี แถมเป็นวันอาทิตย์อีก คนเต็มไปหมดเลยล่ะ




    ในที่สุดก็กระหืดกระหอบเบียดตัวเข้ามาอยู่ในรถไฟได้ บนรถก็ดี๊ดีนะ สะอาดและมีไวไฟฟรีให้เล่นด้วย เราก็จัดแจงไลน์นัดเพื่อนผู้จะเป็นไกด์นำเที่ยวต่อนยอนชมนครเอดินบะระห์ นั่งไปนั่งมาก็แอบงีบไปนิดนึงด้วยความเหนื่อยอ่อน เพิ่งแลนด์แล้วต้องมาเรียบเที่ยวเลยก็แบบนี้แหละ เฮ้อ...



    เรามาถึงสถานี Waverley Edinburgh Station ตอนประมาณสี่โมงนิดๆ แดดจ้าฟ้าใสมาก คุณคงสัจ เพื่อนของเราสมัยเรียนมหาลัยใจดีมารับที่สถานีเลย และพาเดินไปต่อนยอนในย่าน Old Town ก่อน







    ออกจากสถานีไม่ไกลก็ไปถึงถนนเส้นหลักของย่านเมืองเก่า นักท่องเที่ยวเดินเต็มไปหมดเลย มีบูธขายทัวร์สารพัดรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเที่ยวต่อนยอนธรรมดา เที่ยวคุกใต้ดิน หรือไปพิสูจน์สิ่งลี้ลับ นอกจากนี้ยังมีร้านขายของทำมือกุ๊กกิ๊กอีกด้วย น่ารักมาก

    โซนเมืองเก่านี้แต่เดิมมีกำแพงล้อมรอบมีคูน้ำซึ่งใช้เป็นที่กักเก็บของเสียด้วย อาคารที่หลงเหลือที่สำคัญ St. Giles Cathedral ที่สร้างตั้งแต่ ศตวรรษที่ 12 ปัจจุบันบางสาาวนถูกแปลงเป็นแบบ Victorian Gothic และอาคาร Parliament ถูกตั้งขึ้นในสมัย King James I แห่งราชวงศ์สจ๊วตแห่งสกอตและอังกฤษ แต่ถูกยุบในสมัยควีนแอนน์ ในราชวงศ์เดียวกัน เมื่อมีผนวกสก็อตเข้าเป็นสหราชอาณาจักร





    รูปปั้นของ Adam Smith เจ้าของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ลัทธิเสรีนิยม
    ถ้าเดินไปตามถนนจะพบรูปปั้นของบุคคลสำคัญในแวดวงวิชาการมากมาย
    ในยุค Enlightenment ที่นี่เปรียบเสมือนเอเธนส์ที่รวมนักคิด นักปราชญ์ไว้มากมาย
    จึงได้รับสมญานามว่า Athens of the North นั่นเอง




    ด้านหลังที่เห็นคือ St. Giles Cathedral สามารถเดินเข้าไปชมภายในได้นะจ๊ะ


    อาคารรัฐสภาคือข้างๆด้านขวามือนั่นแหละ






    จะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมมีความผสมผสานกัน มีทั้งเสาแบบโรมัน มีอาคารคล้ายวิหารแพนธีออน
    อย่างที่บอกแหละว่าที่นี่คือศูนย์รวมศิลปวิทยาการต่างๆในยุค Enlightenment
    ทุกมุมเมืองล้วนมีเรื่องเล่า มีประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ทั้งในแง่ของวิชาการและสถาปัตยกรรม





    เราเดินเรื่อยๆไต่เนินเขาขึ้นไปที่ปราสาท ระหว่างทางก็ฟังคุณคงสัจเล็กเชอร์ประวัติศาสตร์ของสก็อตแลนด์ผ่านรูปั้นและอาคารสถานที่ต่างๆ ถ้าชอบประวัติศาสตร์อังกฤษจะฟินมาก เราเองก็อ่านๆเรื่องราวมาบ้างเหมือนกันก็ยิ่งเข้าใจ ยิ่งอินเข้าไปใหญ่ ในหัวนี่เป็นภาพเรื่องราวต่างๆในจินตนาการเลยแหละ และแล้วเราก็เดินไปถึงทางเข้าปราสาท แต่ปรากฎว่าเขาปิด ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าแล้ว อดไปตามระเบียบ....



    มีความวินเทอร์เฟลแห่งเกมออฟโทรน




    Edinburgh แปลว่า ปราการที่เป็นภูเขา เป็นเมืองที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ยุคเหล็กราว 850 ปีก่อนคริสตกาล ตัวปราสาทตั้งอยู่บนภูเขาไฟที่ดับแล้ว สันนิษฐานว่าเมืองเริ่มขยายตั้งแต่ยอดภูเขานั้นไล่ลงมาเป็นเมืองในปัจจุบัน สำหรับตัวปราสาท Edinburgh Castle นั้นเป็นประจักษณ์พยานในเหตุการณ์สำคัญมาเป็นเวลาประมาณพันปี

    ตัวปราสาทเป็นที่ประทับของกษัตริย์สก็อตทุกพระองค์เสมอมา แต่เหตุการณ์ที่สำคัญที่คุณคงสัจเล่าให้ฟังคือ เหตุการณ์ที่ Edward I ฉายา The hammer of the Scots พยายามปิดล้อมปราสาท และชิงบัลลังก์ที่ว่างลงของกษัตริย์

    Edward I ชิงบัลลังก์สำเร็จและยังได้นำของคู่บ้านคู่เมืองของสก็อต คือ Stone of Scone หรือ Stone of destiny จาก Scone Abbey กลับไปอังกฤษอีกด้วย ซึ่งหินดังกล่าวเป็นหินที่เชื่อกันว่ากษัตริย์สก็อตพระองค์ใช้ในพิธีราชาภิเษกสืบต่อกันมาเรื่อยๆ

    พระองค์ได้นำหินดังกล่าวตั้งไว้ใต้ St. Edward's Chair เพื่อแสดงความเป็นเจ้าอธิราชย์เหนือบัลลังก์สก็อต หินถูกรักษาใต้บัลลังก์อังกฤษเป็นเวลาราว 700 ปี และในช่วงทศวรรษ 60 มีกลุ่มนักศึกษาสก็อตรักชาติลอบเข้าไปใน Westminster Abbey ณ กรุงลอนดอน ลักลอบลอบขโมยและทำการสำเร็จ! แต่ระหว่างการจารกรรมทำได้ทำหินตกแตกเป็นสองเสี่ยง ในท้ายที่สุดกลุ่มนักศึกษาได้ตัดสินใจคืนหินให้กับรัฐบาลอังกฤษ

    อย่างไรก็ตาม ก่อนสิ้นศตวรรษที่ 20 ควีน Elizabeth โปรดให้นำหินดังกล่าวกลับมายังบ้านเกิดของมันภายใต้เงื่อนไขที่ว่า เมื่อกษัตริย์อังกฤษพระองค์ใหม่ครองราชย์ หินจะต้องไปประดิษฐานใต้บัลลังก์อังกฤษในพระราชพิธีราชาภิเษก





    อีกเรื่องนึงที่น่าสนใจ เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับบัลลังก์ของสก็อตแลนด์คือเรื่องของเครื่องขัตติยราชูปโภคของกษัตริย์สก็อตนั้นแหละ จริงๆแล้วเป็นของดั้งเดิมตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นของขวัญจากพระสันตปาปา ประกอบไปด้วย Sceptre Sword of State และ Crown ซึ่งตัวมงกุฎเป็นโครงเดิมแต่ยุคกลาง แต่ถูกตกแต่งเพิ่มเครื่องเพชรมาในสมัย James V

    ความน่าสนใจคือ ในสมัย English Civil War เครื่องราชูปโภคกษัตริย์อังกฤษถูก Oliver Cromwell ทำลายและสร้างใหม่สมัย Charles II แต่เครื่องราชูปโภคของสก็อตกลับรอดจากการถูกทำลายเพราะถูกลักลอบขนมาในชนบทให้พ้นจากการถูกทำลาย แต่หลังจากนั้นเครื่องราชูปโภคก็สาบสูญไปอีกเกือบ 200 ปี จนปี 1818 มีการตรวจค้นปราสาทและเครื่องราชูปโภคถูกค้นพบอีกครั้งในหีบไม้นั่นเอง






  • เราเดินถ่ายรูปก๊อกแก๊กมาตามทาง พักสมองจากเรื่องราวประวัติศาสตร์และเติมพลังกันที่ร้าน Mary's Milk Bar ร้านไอติมชื่อดังที่คนต่อแถวยาวเป็นหางว่าว








    ระหว่างที่ยืนๆรอๆอยู่นั้นก็สังเกตเห็นว่าเรายืนอยู่บนแนวกำแพงเมืองเก่าจ้า มีประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ทุกมุมเมืองจริงๆ :D





    ภายในร้านน่ารักมาก มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งสองสามตัว คนขายแต่งชุดวินเทจมาก ชอบเหลือเกิน ไอติมโฮมเมดมีให้เลือกหลายรส เช่น กุหลาบ หรือ ลาเวนเดอร์ แต่เราก็ลองวานิลลาธรรมดานี่แหละ อร่อยดี :)







    เราเดินต่อไปตรง Grassmarket เป็นหนึ่งในตลาดในใจกลางเมือง ความสำคัญของโซนนี้คือเป็นจุดประหารชีวิตนักโทษโดยการแขวนคอ ศพสุดท้ายที่ถูกแขวนคอที่นี่คือเมื่อราวปี 1784







    ที่นี่ในอดีตจึงเป็นเรื่องราวที่หดหู่ สยดสยอง ครั้งหนึ่งเคยมีการประหารพวก Convenanters นับร้อยภายในตลาด ผู้คนตราไว้ว่าพวก Convenanters คือกลุ่มคนที่ต่อต้านการแทรกแซงทางศาสนาของกษัตริย์อังกฤษ คนเหล่านี้จำนวนหนึ่งถูกเนรเทศไปยังอาณานิคมใหม่คือ ทวีปอเมริกาและนิวซีแลนด์นั่นเอง


    นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่ยังถกเถียงกันว่าจริงหรือไม่คือ การฟื้นคินชีพของ Maggie Dickson จากการแขวนคอ เธอถูกลงโทษข้อหาปกปิดการตั้งครรภ์ของตัวแล้วเองคลอดก่อนกำหนด เล่ากันว่าเธอถูกแขวนคอแต่กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมา ผู้ตัดสินถกเถียงกันว่าสมควรประหารเธอหรือไม่ ฝ่ายนึงมองว่าควรจะประหารอีก เพราะโทษของเธอคือต้องตาย ถึงฟื้นแล้วก็ต้องตายอีกอยู่ดี ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งแย้งว่านี่อาจเป็นลิขิตของพระเจ้าที่เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ควรจะไปประหารชีวิตเธออีก สุดท้ายเคราะห์ดี ในช่วงประหารชีวิตเธอมีนักกฎหมายคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ ร้องขึ้นว่า


    "ตามหลักกฎหมายอาญา ห้ามลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำสอง

    (Double Jeopardy)"



    เธอจึงใช้ชีวิตอย่าสงบสุขมาอีก 40 ปี และนี่คือหนึ่งในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั่นเอง (ซึ่งพอเราได้ฟังก็หวีดอยู่ในใจตามประสาคนจบกฎหมายนั่นแหละ เชี่ย... ที่นี่นี่เอง!)


    ปัจจุบันที่นี่มีผับดังๆอยู่สองผับที่ทิ้งร่องรอยประวัติศาสตร์อันน่าสยดสยองของ Grassmarket คือ
    The last Drop และ Maggie Dickson's Pub ซึ่งผับในอังกฤษส่วนใหญ่มีเสนห์คือ เชื่อมโยงเรื่องราวของประวัติสาสตร์บุคคลกับสถานที่ได้อย่างน่าทึ่ง ใจจริงอยากมาเที่ยวไปตามผับต่างๆ จิบเบียร์ และซึมซับประวัติศาสตร์ ต้องฟินและต่อนยอนมากแน่ๆ






    และแน่นอน ความติ่งแฮร์รี่ของข้าพเจ้าคืออนันต์อันไม่มีที่สิ้นสุด เราไม่ลืมที่จะแวะร้าน The Elephant House ซึ่งเป็นร้านที่ J.K. Rowing มานั่งเขียนแฮร์รี่เล่ม 1 และเล่ม 7 นั่นเองงงงง








    จากนั้นเราไปติ่งแฮร์รี่กันต่อที่ Greyfrairs Kirk






    คำว่า Kirk เป็นภาษาสก็อตแปลว่า Church นั่นเอง เดิมที Greyfrairs Kirk เป็นที่ดินของบาทหลวงคาทอลิกฝรั่งเศส แต่ภายหลังถูกตั้งเป็นศาสนจักรของพวก Presbyterian

    ความสำคัญของโบสถ์แห่งนี้คือเป็นที่ลงนาม National Convenant เป็นเอกสารทางการเมืองและศาสนาเพื่อประกาศว่า ศาสนาคริสต์ไม่ขึ้นกับราชบัลลังก์และสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ควรได้รับความคุ้มครอง เอกสารฉบับนี้เกิดขึ้นเมื่อพระเจ้า Charles I สังคายนาพระคัมภีร์ให้กษัตริย์มีอำนาจเหนือศาสนจักร เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยเล็กๆที่ไม่ถูกกล่าวถึงมากนักในประวัติศาสตร์ยุโรป













    ร่องรอยของกำแพงเมืองเก่านะฮะ



    ภายในบริเวณโบสถ์ยังเคยเปนที่คุมขังพวก Convenanters ในสมัย Charles II โดยนักโทษถูกปล่อยให้อดตายภายในนั้นจำนวนมาก ยังดีที่มีพลเมืองดีที่เอาอาหารมาให้นักโทษเหล่านั้น

    และนอกจากนี้ตรงสุสานด้านหลังโบสถ์ยังเปนที่ที่ J.K. Rowing ชอบมาเดินเล่นและชื่อของศาสตราจารย์มักกอนนากัล และ ทอม มาโวลโล่ ริดเดิ้ล ยังมาจากหลุมศพภายในสุสานที่นี่อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าภารกิจของเราคือการตามหาหลุมศพทั้งสองนั่นแหละ! ติ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว



    เจอแต่ของศาสตราจารย์มักกอนนากัล ไม่เจอของจอมมารแหะ เสียดาย



    ติดๆกันนั้นเป็นที่ตั้งโรงเรียน George Heriot Watt ตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 17 สำหรับเด็กกำพร้า ซึ่งมีลักษณะการบริหารกิจการนักเรียนคล้าย Hogwarts เลยล่ะ โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นเป็นบ้านและชิงถ้วยบ้านประจำปี






    เดินเรื่อยเปื่อยฟังเรื่องราวมาเรื่อยๆจนเกือบๆจะหกโมงเย็น คุณคงสัจเลยพาเราขึ้นบัสไปทานอาหารเย็นที่บ้าน เราได้เจอคุณแม่โฮสต์และญาติๆรวมถึงเพื่อนชาวญี่ปุ่นอีกคนนึงชื่อว่า โทโมมิ นั่งเล่น จิบชา ชิมชีส จนกระทั่งสองทุ่มนิดๆ ฟ้าเริ่มมืดเราก็ออกมาจากบ้านเพื่อกลับไป Glasgow






    ระหว่างทางหมอกลงจัดมากๆจ้า




    ไหนๆก็มาแล้ว เลยเดินไปดูเมืองฝั่ง New Town ด้วยเลยก็ได้ ระหว่างทางก็แวะที่สวน The Meadows ซึ่งเป็นลานเขียวขนาดใหญ่ ตอนนั้นอากาศกลับมาเย็นมากแต่เย็นชื้นๆแบบสดชื่น หมอกลง ได้เห็นเมืองครบทุกสภาพอากาศแล้วนะเนี่ย





    เราเดินตัดเข้ามาย่านเมืองเก่านิดหน่อย เดินอ่อยอิ่งชมบรรยากาศเมืองเก่าในม่านหมอกแถวๆ Victoria Street ซึ่งแต่เดิมชื่อว่า Bow Street เป็นถนนที่สูงชันยากสำหรับการเข็นรถเข็นในสมัยก่อน แต่ก็เป็นเส้นทางเดียวที่จะขึ้นไปสู่กลางเมือง จากทางตะวันตกในอดีต

    มาจนศตวรรษที่ 19 มีการปรับพื้นที่ถนนให้น่าดึงดูดและเดินทางสะดวกมากขึ้น พร้อมกับการตั้งชื่อถนนให้พ้องกับสมเด็จพระราชินีนาถแห่งอังกฤษที่เพิ่งสืบบัลลังก์ในต้นศตวรรษคือ วิกตอเรีย

    เอกลักษณ์ของถนนเส้นนี้คือทางชันขึ้นเป็นตัว Z ให้มุมมองที่สวยงาม และอาคารบ้านเรือนที่หลังคาสูงติดกันมาก จนเกิดเป็นคำกล่าวต่อกันมาว่าเพื่อนบ้านแทบจะดื่มชาคุยกันข้ามหลังคาได้









    ส่วนย่าน New Town เกิดขึ้นหลังการปราบปรามกบฏ Jacobite คือกลุ่มผู้สนับสนุนรัชทยาทสายสจ๊วต ต่อต้านกษัตริย์ George จาก Hanover

    สถาปัตยกรรมในย่านนี้จะเป็นแบบ Georgian คือยุคกษัตริย์จอร์จสี่พระองค์ (นักประวัติศาสตร์บางท่านได้รวมวิลเลียมที่สี่ไปด้วยเพราะนิสัยที่น่าเบื่อของกษัตริย์เหล่านั้น เลยเอามารวมๆไว้ในยุคเดียวกันเสียเลย)








    สถาปนิกที่ออกแบบย่านนี้คือ James Craig เดิมทีตั้งใจออกแบบให้นิวทาวน์มีรูปร่างแบบธง Union Jack แต่ภายหลังก็ลดความท่าเยอะลง ส่วนชื่อบ้านนามเมืองในเขตนี้แสดงถึงความเป็นเจ้าอธิราชเหนือสก็อตของกษัตริย์สาย Hanoverian ดังเช่น Princes Street, Hanover Queen Street, Federick Street และ George Street เป็นต้น







    แน่นอนเมื่อมีการตั้งย่านเมืองใหม่ขึ้น บุคคลกลุ่มแรกที่ย้ายจากเมืองเก่าคือ ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง เพราะในสมัยก่อนตึกแถวตึกหนึ่งจะอยู่กันหลายครอบครัว ถ้าไม่ใช่ชนชั้นสูง แบ่งพื้นที่เป็นชั้นๆ คนจนจะอยู่ชั้นล่างสุดและบนสุดเพราะอุณหภูมิต่ำที่สุดในตัวตึก


    ส่วนในเมืองเก่านั้นความเป็นอยู่เลวร้ายกว่านั้นมาก คนจนจะอยู่ในตรอกมืดๆลาดลงไปสู่ที่ต่ำ ที่เรียกว่า Close อยู่ในห้องแคบๆ ราว 15-30 คนต่อห้อง ไม่มีส้วม (ห้องน้ำส่วนตัวเริ่มเกิดขึ้นในสมัย Victorian นอกนั้นอย่างดีที่สุกคือนั่งกระโถน) มีแต่ถังเล็กบรรจุสิ่งปฏิกูลโดยคนที่เด็กสุดในห้องมีหน้าที่นำไปเท หน้าบ้าน ซึ่งก่อนเท เขาก็จะตะโกนเตือนคนที่เดินผ่านไปมาว่า Gardyloo!!!! (Mind the water) เพราะฉะนั้น Edinburgh จึงมีฉายาในอดีตว่า Auld Reekie (Old Reek) แปลว่ากลิ่นคาวปลาเก่าๆ


    นอกนั้นแสงสว่างก็เป็นเรื่องลำบากของคนสมันก่อน ก่อนการกำเนิดของหลอดไฟ คนสมัยก่อนใช้ขี้ผึ้งและไขมันสัตว์เป็นเทียนให้แสงสว่าง แต่ขี้ผึ้งเป้นของแพงเพราะให้แสงสว่างมาก คนทั่วไปจึงใช้ ไขมันสัตว์ ซึ่งให้แสงมัว แสงสว่างในอดีตเป็นตัวแปรที่กำหนดวิถีชีวิต เพราะเขาจะนอนกันเมื่อไม่มีแสงสว่างแล้ว เพราะสมัยก่อนไม่มีกิจกรรมให้ทำมากเหมือนปัจจุบัน




    อันนี้ไม่เกี่ยวกับแสงสว่าง แต่ผ่านหน้าบ้านอเล็กซานเดอร์ เกรย์แฮม เบล เฉยๆเลยถ่ายรูปมา
    โอ้ย เดินที่นี่คือพีคมาก สถานที่สำคัญเต็มไปหมด ฟินนนนนนน







    เราจับรถไฟกลับไปเวลาประมาณห้าทุ่มนิดๆ ไปถึงก็เที่ยงคืนกว่า เดินสั่นๆกลับไปโรงแรมและไข้ขึ้นจ้า ระหว่างทางกลับมาดูไบนี่คิดในใจตลอดเวลาว่าจะรอดไหมหว่า แต่ก็ถึงโดยสวัสดิภาพไม่เป็นอะไรไปเสียก่อน :)



    สำหรับการเยี่ยมเยือนนครเอดินบะระห์ก็จบลงเท่านี้ ถ้ามีเงินมีเวลาก็อยากมาเที่ยวใหม่นะ รู้สึกว่ายังไม่จุใจ ต้องใช้ความละเลียดเดินเล่นซึมซับบรรยากาศมากกว่านี้ เอาจริงๆเราอยากมาเรียนป.โทที่นี่นะ เป็นหนึ่งในความใฝ่ฝันของเราเลย แต่ถ้าจะเรียนก็คงไม่เรียนต่อด้านกฎหมายแล้วแหละมั๊ง อยากเรียนเพราะอยากรู้ เพราะอยากยกระดับความคิดและจิตวิญญาณ ไม่ใช่เรียนเพื่อเอาไปประกอบอาชีพนั่นแหละ สนองความเนิร์ดของตัวเองล้วนๆ


    สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณคุณคงสัจสำหรับการต้อนรับและการนำเที่ยวต่อนยอนชมเมือง ตลอดจนพาไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้าน และที่สำคัญคือเกร็ดความรู้ต่างๆมากมายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอังกฤษและสก็อตแลนด์







    ไฟล์ทหน้าจะพาไปเที่ยวไหน ติดตามด้วยนะจ๊ะ :)




    ด้วยรัก...จากเมืองแห่งความสว่างสไวทางสติปัญญาและปราการแห่งขุนเขา




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in