from the desert, with loveployapha.j
กลับบ้าน

  • ความในใจจากดูไบถึงกรุงเทพฯ


    รู้สึกเหมือนว่าเวลาผ่านไปแปบเดียวเอง เรามาอยู่ที่ดูไบครบ 6 เดือนแล้วล่ะนะ ผ่านโปรเรียบร้อยโรงเรียนเอมิเรสต์ เรียกตัวเองว่าเป็น แอร์โฮสเตส ได้อย่างเต็มภาคภูมิเสียที

    ครึ่งปีแล้วสิที่ห่างไปไกลจากบ้านและการไกลบ้านในครั้งนี้มันไม่เหมือนการเดินทางออกจากบ้านเหมือนครั้งก่อนๆ เมื่อตอนที่ยังเป็นเด็กแลกเปลี่ยนแบกกระเป๋าหอบชะลอม ครั้งนั้นเรายังเด็กนักและตื่นเต้นกับโลกใบกว้าง พบเจอสังคมใหม่ สิ่งใหม่ๆ หรือการสะพายเป้จับมือพัดไปอเมริกาด้วยกัน เรียนรู้กันและกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็รู้เสมอว่ามีพัดอยู่เคียงข้างเราตลอด

    แต่การเลือกที่จะเก็บข้าวของจัดกระเป๋าก้าวออกจากบ้านในครั้งนี้คงเหมือนกับโฟรโดที่เอาแหวนคล้องคอมุ่งหน้าสู่มอร์ดอร์เพื่อทำภารกิจทำลายแหวนให้สำเร็จ เราเป็นผู้ใหญ่เต็มด้วยแล้ว มีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เด็กๆที่เที่ยวเล่นไปวันๆอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้เลยมีเรื่องให้คิดและกังวลมากขึ้น ยิ่งโตแล้วก็ยิ่งคิดมากนั่นแหละนะ







    กล่าวถึงชีวิตในดูไบและอาชีพสวยหรูที่เรียกว่าแอร์โฮสเตส ความใฝ่ฝัน ความคาดหวัง และความจริงที่ประจักษ์รู้แจ้งเห็นจริงช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน จะเรียกว่าชีวิตดี๊ดีก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก มันไม่ได้งดงามและมีความสุขม๊ากมากดั่งที่เห็นเราโพสต์ทุกสิ่งในโซเชียลมีเดียหรอกนะ ยอมรับอยู่หน่อยๆว่าทุกครั้งที่อัพรูปว่าไปเที่ยวนั่น กินนี่ คือการทำเพื่อแก้เหงา เพื่อเติมเติมความอ้างว้างในจิตใจ เพื่อให้เห็นว่าชีวิตฉันช่างดีงามและน่าอิจฉาเสียเหลือเกิน

    ความจริงแล้วทุกอย่างมันก็กลางๆ ไม่ได้แย่จนถึงขั้นที่ใช้ชีวิตและทำงานในอาชีพนี้ไม่ได้ (แม้ว่าจะเจอเรื่องราวร้อยแปดพันประการที่ทำให้กำลังใจถดถอยอยู่บ่อยครั้ง) แต่ก็ไม่ได้ดีงามมีความสุขสุดๆอย่างที่บอกไป มันเหนื่อย มันเหงา มันท้อแท้ใจ มันมีความคิดว่า นี่กูมาทำเชี่ยอะไรที่นี่วะ บ่อยครั้งระหว่างที่เก็บถาดอาหาร หรือ นี่เรียนมาตั้งสี่ปี ดูเพื่อนคนอื่นสิ ได้ดิบได้ดีสอบผ่านนู่นนี่กันหมดแล้ว ระหว่างที่โดนผู้โดยสารบ่นใส่ จนบางครั้งก็อดที่จะนึกสงสัยไม่ได้ว่าเวลาที่คนอื่นเขาโพสต์รูปแฮปปี้มีความสุขกับการทำงานเขาจะเคยมีความคิดแปลกประหลาดแบบเราบ้างไหมนะ





    แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุด สำหรับเราแล้วสิ่งที่ยากที่สุดในการใช้ชีวิตของเราในดูไบคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนรอบตัว การทำงานของเราเมื่อแลนดิ้งที่ดูไบแล้วจบไฟล์ทคือจบกัน แม้ว่าเราทำไฟล์ทกับทีมนี้แล้วทุกสิ่งช่างงดงามและประเสริฐ ทุกคนออกปากว่าอยากกลับมาบินด้วยกันอีก แต่เมื่อทุกคนรับกระเป๋าเดินทางของตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างกันสิ้นสุดลง



    มันช่างเปราะบางและฉาบฉวยเสียเหลือเกิน




    เราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเพื่อนร่วมงานในไฟล์ทที่แล้วชื่ออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร และเราเหนื่อยเหลือเกินที่จะต้องคอยสานสัมพันธ์ระยะสั้นแบบนี้ไปเรื่อยๆ พอมันวนลูปไปแบบนี้บางทีก็ทำให้เหงาๆและเคว้งคว้างได้เหมือนกัน พอนานเข้ากลายเป็นว่าเราเคยชินกับความสัมพันธ์ระยะสั้นแบบนี้ เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถคงความสัมพันธ์กับคนรอบกายคนอื่นๆได้เหมือนเดิม อาจจะด้วยระยะทางที่ห่างกัน เวลาที่แตกต่างกัน เรารู้สึกได้ถึงช่องว่างในความสัมพันธ์ ทั้งครอบครัว เพื่อน และคนใกล้ชิดที่คุ้นเคย จนบางทีก็คิดโทษตัวเองไปในบางทีว่าการที่เรามาอยู่ที่นี่ ทำให้อะไรๆมันเปลี่ยนไป ทำให้ใจคนมันเปลี่ยนแปลง เรายื้อ เราเหนื่อย และเราพบว่าเราเคว้งคว้างเดียวดายกลางทะเลแห่งความเหงาในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวที่เราอยู่นั่นเอง

    ก็ยังโชคดีที่คิดได้และตัวเราเองพยายามเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่าง เราติดต่อกับที่บ้านมากขึ้น เราไลน์หาแม่เกือบทุกวัน โทรหาพ่อบ้างในบางครั้งรวมถึงส่งรูปนั่นนี่ไปหาอยู่บ่อยๆ ตอบไลน์พ่อเวลาที่พ่อส่งข้อความหรือบทความต่างๆมาให้(จะได้ไม่เสียนำ้ใจไงว่าส่งมาให้ลูกแล้วลูกไม่อ่าน) สไกป์คุยกับคนที่เราอยากคุยด้วย ส่งความปรารถนาดีและความคิดคำนึงถึงไปให้ และพยายามปล่อยวางกับความสัมพันธ์ที่เรารู้สึกว่าเราเหนื่อยที่จะวิ่งตาม





    นอกจากนี้ในระยะเดือนสองเดือนที่ผ่านมามีข่าวไม่สู้ดีเกี่ยวกับวงการการบินเยอะแยะจนอดที่จะรู้สึกหดหู่ไม่ได้ ทุกๆวันทำงาน เมื่อรถบัสจอดสนิทหน้าเครื่องบินที่จะเป็นสถานที่ทำงานของเราไปตลอดหลายชั่วโมงนับจากนี้ เราจะนึกในใจเสมอว่า สวัสดีที่ทำงาน ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะ ก่อนที่จะสวมหมวกแดง ยิ้มให้ตัวเองนิดนึง และก้าวลงจากรถ

    ทุกครั้งก่อนที่เครื่องจะเทคออฟ จะมีแวบนึงที่เราจะคิดว่าถ้าไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทสุดท้ายของเราล่ะ เพราะชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน เรานั่ง ยืน เดิน ทำงาน หายใจ อยู่บนกล่องเหล็กที่ติดเครื่องยนต์ ลอยอยู่กลางอากาศที่ระดับความสูงประมาณสี่หมื่นฟุตเหนือระดับน้ำทะเล อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของเรามั๊ย เพราะฉะนั้นก่อนจะบินเราจะชอบส่งไลน์นู่นนี่ไปบอกรักคนนู้นคนนี้ก่อนเสมอ เผื่อว่าเกิดอะไรขึ้นมาเราจะได้ไม่รู้สึกติดค้างอะไรในใจ


      Make the most of everyday นั่นแหละนะ


    ก่อนจะออกจากเครื่องก็เช่นกัน เราจะนึกขอบคุณอยู่ในใจเสมอ ขอบคุณทุกคนที่พาเรามาไกลได้อย่างปลอดภัยและขอให้เครื่องบินลำนี้บินกลับไปดูไบหรือออกเดินทางต่อไปโดยสวัสดิภาพ และเมื่อเราสามารถต่อไวไฟเรียบร้อยแล้วหรือขึ้นรถบัสเพื่อกลับบ้าน เราจะไลน์หาที่บ้านก่อนเป็นอันดับแรกว่าเราถึงที่หมายแล้วปลอดภัยดี จากนั้นก็ค่อยๆไล่ส่งบอกคนที่เราคาดว่าน่าจะรอข้อความของเราอยู่ (คิดมโนไปเองทั้งนั้นแหละว่าเขารอ)

    อาจจะดูว่าเราเป็นคนคิดมาก แต่เมื่อก่อนที่เราจะมาทำงานนี้เราไม่เป็นแบบนี้เลยนะ เราปล่อยชีวิตไหลไปกับสายลมเรื่อยเปื่อยตามใจ ไปไหนมาไหนผลุบๆโผล่เหมือนนินจาไม่บอกใคร นี่คือสิ่งที่เราคิดว่าเราเปลี่ยนไปมาก เริ่มเห็นคุณค่าของชีวิต ความเป็นห่วงเป็นใยของคนรอบข้าง และคุณค่าของเวลาที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน



    แต่นั่นแหละ…ใช่ว่าทุกวันของเราช่างอึมครึมไร้ซึ่งแสงแห่งความสุข ในระหว่างการทำงานก็พบกับเหตุการณ์หลากหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกดี ทำให้รู้สึกว่าโชคดีจังเลยนะที่ได้ทำงานนี้ เวลาที่ได้เล่นกับเด็กๆ ดูแลผู้โดยสารสูงอายุ หรือเมื่อผู้โดยสารกล่าวขอบคุณจากใจจริง เวลาที่เรายืนนิ่งๆอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งซักมุมบนโลกแล้วรู้สึกว่าตัวของเราเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับโลกกว้างใหญ่ หรือเวลาที่ได้กินของอร่อยๆจากทั่วทุกมุมโลก และสิ่งต่างๆเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงจิตใจให้สู้ต้อไป (รวมไปถึงเงินเดือนด้วย เห็นว่าเงินเข้าแล้วพลังมา)





    อีกประการหนึ่งที่เรารู้สึกมากๆเลยก็คือ การไปเที่ยว – การออกไปมองโลกกับคนที่รักเรา ไปเที่ยวครั้งล่ะนานๆ ใช้เวลาเป็นวันๆในการเดินเล่นในเมือง หลุดเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ครึ่งค่อนวัน ค่อยละเมียดหมุนเลนส์กล้องเพื่อจับภาพดอกไม้และอาคารสถานที่ หรือการนั่งบนม้านั่งในสวนมองผู้คนเดินผ่านไปมาแบบไม่เร่งรีบเป็นสิ่งที่เราถวิลหา



    ทุกวันนี้เราเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ กล่าวคือ การเอาตัวเองไปแปะไว้หน้าสถานที่สำคัญ ชักภาพซักสามสี่รูปเป็นที่ระลึก และจากไปอย่างเร่งรีบเพราะต้องกลับไปพัก นอน และเตรียมตัวเพื่อบินต่อไป เลยเอาใหม่แล้วล่ะ เก็บเงินเพื่อลาไปเที่ยวยาวๆทีเดียวเลยดีกว่า ไปกับคนที่เราอยากไปด้วยมันสนุกกว่ากันเยอะเลย นี่ก็แพลนว่าช่วงปลายปีจะไปตะลุยญี่ปุ่นคนเดียว จะล่มหรือจะรอดก็รอดูกัน

    ในส่วนของความตื่นเต้นของการขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวที่นั่นที่นี่เริ่มกลายเป็นความเคยชิน จากที่ชอบจัดกระเป๋า เขียนเช็คลิสต์ต่างๆร้อยแปดก่อนไปเที่ยว (ซึ่งในบางครั้งเรารู้สึกสนุกกับการเตรียมตัวมากกว่าการไปเที่ยวจริงๆเสียอีก) กลายมาเป็นการโยนทุกอย่างลงกระเป๋า เป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำ ชักจะเริ่มกลัวๆแล้วล่ะว่าความเคยชินต่างๆเหล่านี้จะค่อยๆเปลี่ยนแปลงเราไปทีละเล็กละน้อยโดยไม่รู้ตัว จนสุดท้ายเราอาจจะหลงลืมตัวเองก็เป็นได้

    ความเบื่อการไปบินเปลี่ยนเราไปนิดหน่อย จากที่เราเป็นคนที่ชีพจรลงเท้า พร้อมจะออกเที่ยวได้ทุกเมื่อ จะใกล้จะไกลฉันไปหมดหากเงินมี กลายมาเป็นคนรักบ้าน เป็นแม่บ้านเต็มด้วย มีความสุขกับการทำอะไรก๊อกแก๊กเล็กๆน้อยๆที่บ้านอย่างสงบและสบายใจ ทุกวันนี้เลยพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ หมดเวลาไปกับการทำงานบ้านและเข้าครัวทำกับข้าวเสียเป็นส่วนใหญ่ อ่านหนังสือบ้าง เขียนบล็อกนี้บอกเล่าความในใจคลายเหงากันไป เดี๋ยวคงจะไม่สมัครสมาชิกฟิตเนสซักที่และซื้อต้นไม้มาปลูกบ้าง



    ตอนนี้ที่กังวลอย่างเดียวคือถ้ากลับจากกรุงเทพจะงอแงไม่อยากกลับมาทำงานที่ดูไบอีก ยังไงก็คอยเป็นกำลังใจให้ด้วยละกันนะ จะฮึบสู้ต่อไป



    การเดินทางของเราเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นและหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล เพราะฉะนั้นในวันนี้เราขอให้ไฟที่เป็นแรงบันดาลใจของเราไม่หมอดไหม้และดับลง



    ด้วยรัก...จากดูไบ


    (ข้อความดังกล่าวถูกเขียนขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2559 – หลังจาก Graduation Ceremony)









  • 08/05/2016 | DXB – DEL – DXB – BKK


    ก่อนกลับบ้านเรามีบินไปเดลี รูทที่ขึ้นชื่อว่าพีคสัสๆในละแวกอินเดียด้วยกัน ออกจากดูไบสี่ทุ่ม กลับมาถึงหกโมงสิบนาทีของเช้าวันรุ่งขึ้น และเราจองไฟล์ทกลับไทยตอนเก้าโมงสี่สิบ



    เชี่ย… ทำไมต้องเดลีวะ อยากกลับบ้าน ไม่อยากไปเลย ไม่อยากไปสู้รบตบมือยักคอจนเคล็ดกับแขก อยากได้ไฟล์ทสั้นๆแล้วจะได้กลับบ้านเสียที งอแงเหลือเกิน ร้องไห้ไม่อยากไปบินด้วยแหละ แต่ชีวิตยังไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไป ไม่ไปบินก็ไม่มีจะกินโว้ย ไปก็ไป สู้ก็สู้วะ ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเล้ย ขอให้ไฟล์ทไม่ดีเลย์ปลอดภัยตลอดรอดฝั่ง กลับมาแล้วขึ้นเครื่องมาไทยทันเวลา ก็แหม่…จากสถิติที่ผ่านมาชอบมาเหตุการณ์ไม่คาดฝันให้ระทึกใจอยู่เรื่อยเชียว ขอให้วันนี้ไม่มีโชคร้ายทีเถอะ



    เมื่อเข้าไปบรีฟก็ปกติสุข ลูกเรือน่ารัก เคบินซุปฯแสนดี มีการแจกช็อกโกแลตให้กำลังใจกันก่อนไปบินด้วยนะ ก็โล่งใจไปหนึ่งเปราะ รอดแล้วว้อยได้ทีมดี อินเดียก็อินเดียเถอะ พร้อมจะยักคอสู้แล้ว!

    เมื่อเดินไปถึงเครื่องปุ๊บ ลางร้ายเริ่มปรากฎ ไฟในเครื่องไม่ติดครับผม ไฟดับ เข้าเครื่องไม่ได้ เลยดีเลย์นิดหน่อย ใจก็ตุ้มๆต่อมๆว่าเอาละโว้ย แต่เมื่อจิตใจดีกำลังใจมี เราทำไฟล์ทด้วยความยิ้มแย้มแฮปปี้ราวกับว่าเราบิดไฟล์ทนี้มาเลยได้รับคำชมจากผู้โดยสารด้วย กรี๊ดดดดดดด ไม่คาดฝันว่าผู้โดยอินเดียจะชมฉัน นี่มันหายากมากกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีกนะแก เพราะปกติแล้วพวกเข้าเป็นเจ้าแห่งการคอมเพลนไม่มีที่สิ้นสุด เล่นใหญ่รัชดาลัยเธียร์เตอร์ราวกับว่าเครื่องบินเป็นเนินเขาเจ็ดลูกที่เขาสามารถวิ่งและเต้นพร้อมกับคอมเพลนไปได้ด้วยเหมือนฉากรักในหนังบอลลีวู้ด ตื่นตันใจเหลือเกิน (แต่เคบินซุปก็ไม่เมลไปหาเมเนเจอร์ของเราอยู่ดี โธ่…ทำดีแต่ไม่มีบันทึกไว้ก็แอบน้อยใจเบาๆนา)

    สำหรับขากลับนั้นถือได้ว่าเชี่ยเหลือเกิน ตอนบอร์ดดิ้งผู้โดยสารขึ้นเครื่องต้องสู้กับกระเป๋าที่ใหญ่และหนักจำนวนมาก ซึ่งจริงๆเราไม่ควรที่จะยกกระเป๋าผู้โดยสารขึ้นไปเก็บไง หลังเจ๊งหมด แต่พอมันต้องรีบเก็บและต้องหาที่ว่างเพื่อวางกระเป๋ามันก็จำเป็นจะต้องทำละวะ แอร์แขกต้องถึกต้องทนงี้สินะ



    ความเชี่ยคือเราพยายามยกกระเป๋าใบนึงไปเก็บ แล้วมันหนักมากๆ ด้วยความหนักเราเลยทำมันหลุดมือ…ภาพกระเป๋าค่อยๆลอยคว้างกลางอากาศและสโลว์โมชั่นตกใส่แขนผู้โดยสารที่นั่งอยู่…

    อีชิบหายยยยยยยยยยยย

    วินาทีนั้นคือตกใส่หัวกูเถิด ตกใส่หัวกูเลย เอาให้กูน็อคไปเลยก็ได้ แต่อย่าตกให้ผู้โดยสารรรรรรร ชะตากูขาดแน่แล้วพ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วย จุดนั้นคือทรุดตัวลงไปแทบจะพับเพียบแทบเท้า ขอโทษและวิ่งไปเอาน้ำแข็งมาประคบ ผู้โดยสารก็เข้าใจบอกว่าไม่เป็นไรๆ ฮือ เคบินซุปก็โทรมาเร่งว่าให้รีบๆบอร์ดิ้งเข้า โคตรเครียดเลย เดินไปบอกเคบินซุปกับเพอร์เซอร์ จากนั้นเรากลับมาเช็คผู้โดยสารคนนี้บ่อยมากตลอดไฟล์ท เอาให้ชัวร์ว่าโอเคไม่เป็นไรแน่ๆ อยากให้อะไรบอกค่ะ พร้อมยอมพลีถวายชีวีให้ T____T

    เมื่อแลนดิ้งถึงดูไบแล้วเราโดนเพอร์เซอร์ไปคุยเพื่อเขียนรีพอร์ต กว่าจะได้ออกจาก HQ คือเจ็ดโมงสิบห้า โบกแท็กซี่กลับบ้านเลยค่า รีบกลับไปเอากระเป๋าแล้วจะต้องวนกลับมาสนามบินให้ทันก่อนเคาเตอร์เช็คอินปิดตอนแปดโมงสิบนาที ลุ้นเชี่ยๆแล้วรถก็ติดมันทุกไฟแดงเลยว้อย





    กลับถึงบ้าน เปลี่ยนชุด คว้ากระเป๋า วิ่งกลับไปที่แท็กซี่ น้ำไม่อาบ เมคอัพไม่ล้าง นอนก็ยังไม่ได้นอน สภาพซอมบี้สุดอะไรสุดมาแต่ก็ไปมันทั้งอย่างงี้แหละ ถึงสนามบินก็รีบวิ่งไปที่เคาเตอร์เช็คอินและพบกว่า…



    ลื ม พ า ส ป อ ร์ ต ไ ว้ ใ น ก ร ะ เ ป๋ า ถื อ ! ! !




    ไอ้เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ความเชี่ยและความพังมีจริงในชีวิต พีค.. พีคสัส.. พีคเชี่ยๆ.. รีบวิ่งกลับมารอแท็กซี่ที่โซน Arrival คนก็เยอะแบบชิบหาย กว่าจะได้แท็กซี่คือผ่านไปสิบนาที สัสเด้ย ไม่ทันชัวร์แต่ก็สู้อยู่ดี จะกลับบ้านว้อยยยย บ้านนนนนนนน แม่รออยู่ กูต้องได้กลับ!



    รถติดแบบเชี่ยเอ๊ยมากๆ เช้าวันทำงานวันแรกในช่วง rush hours ในดูไบ อื้อหือ รู้เรื่องงงงง แต่เดชะบุญด้วยความที่บ้านเราใกล้สนามบินเลยใช้เวลาแค่สิบห้านาทีเท่านั้นในการขับรถไปกลับประกอบกับพี่คนขับรู้ถึงความรีบและความพังเลยเหยียบเต็มที ปาดได้ปาด แซงได้แซง รู้สึกได้ถึงองค์วินดีเซลเข้าร่างสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับเท้าที่เหยียบคันเร่งและมือที่สับเปลี่ยนเกียร์และกดบีบแตรไปในขณะเดียวกัน เทพสัสๆ



    เรากลับไปเช็คอินทันเวลา กราวด์สตาฟเฮกันใหญ่ว่าชะนีน้อยเอเชียนนี่มาทันกับเขาด้วยเว้ย โหลดกระเป๋าเรียบร้อย แถมมีเวลาเดินดิวตี้ฟรีนิดๆหน่อยๆอีกต่างหาก เราเลยซื้อช็อกโกแลตไปฝากลูกเรือบนเครื่องเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ประกอบกับเรามีเพื่อนที่ทำไฟล์ทนี้ด้วย กลับมาสนามบินที่เดิมเพิ่มเติมคือในฐานะผู้โดยสารแล้วว้อยยยยยย

    บนไฟล์ทว่างโล่งโปร่งสบายเหลือเกิน ได้นอนเหยียดยาวเต็มที่ นอนดูกังฟูแพนด้า 3 กิน แล้วก็นอน ไข้ขึ้นนิดหน่อยเลยไปขอยากับมาม่ามานั่งซดแล้วก็นอนต่อนิดหน่อย โอ้ย แฮปปี้ Enjoy my flight on Emirates เหลือเกิน




    เมื่อเครื่องบินค่อยไต่ระดับผ่านหมู่เมฆลงมาแล้วเราค่อยๆเห็นตึกรามบ้านช่องทีละนิด ตอนนั้นน้ำตาคลอเบ้าแบบแปลกๆ เราจะถึงบ้านแล้วนะ หอบเอาความเหนื่อยความลำบากกลับมาพักใจแล้วนะ อีกนิดเดียว อีกอึดใจเดียวเท่านั้น เราจะกลับถึง “บ้าน” แล้ว….







    (ข้อความดังกล่าวถูกเขียนขึ้นตอน Top of Decent บนไฟล์ท EK 372 ณ ที่นั่ง 72 K วันที่ 9 พฤษภาคม 2559)











  • แตกสลายในพริบตา


    เรารับกระเป๋า โทรหาคุณแม่ ใจเต้นตึกตักอย่างควบคุมไม่อยู่ ยิ้มกว้างอย่างไม่มีเหตุผล มองป้ายภาษาไทยด้วยใจสุขสันต์ เราเดินมาที่ชั้นสอง ยืนยึกยักอยู่ซักพักก็เห็นคุณแม่เดินมาพร้อมกับน้องพิณ…





    คุณแม่ผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับการพบกันเมื่อคราวก่อนตอนต้นเดือนเมษา เราเดินเข้าไปกอดตามปกติก็รู้สึกได้ว่าคุณแม่ตัวเล็กลงไปมาก ในใจเราก็คิดว่าคุณแม่อาจจะออกกำลังกายก็ได้น้ำหนักเลยลดลง ก็แหม่…คุณแม่บ่นเรื่องน้ำหนักมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่นา แต่เมื่อคลายอ้อมกอดออกจากกันและเพ่งพิจารณาดูให้ถ้วนถี่แล้ว เราสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนผ่านทางสีหน้าและแววตา เราจึงสรุปในใจเลยว่าไม่ใช่จากการออกกำลังเป็นแน่ ในใจไพล่คิดไปถึงเรื่องงานของคุณแม่… อาจเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่งานเยอะอย่างเคยละมั๊ง พองานเยอะนอนน้อย คุณแม่มักจะดูซูบผอมอิดโรยลงกว่าเดิมเพราะทุ่มเทกับการทำงาน



    คุณแม่ทักทายเราด้วยน้ำเสียงแจ่มใสอย่างเคย เราหันไปกอดน้องพิณนิดหน่อยตามประสาพี่น้องก่อนที่จะชวนคุยเรื่องการเดินทางของเรา แวะซื้อยาแก้ไข้ ก่อนที่จะเลื่อนรถเข็นเพื่อไปพบกับคุณพ่อที่หน้าร้านสตาร์บัค จุดที่คุณพ่อมักจะรอเป็นประจำนั่นแหละ

    เราเข้าไปสวัสดีคุณพ่อและกอดหลวมๆเหมือนอย่างเคย คุณพ่อลูบหลังและตบแปะๆสองสามครั้งเป็นการทักทายตามสไตล์พ่อลูกที่… ไม่ค่อยจะสนิทกันนัก ก่อนที่จะพาเดินไปที่รถ

    เราคุยสัพเพเหระเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับไฟล์ทที่ผ่านมา การเดินทางกลับบ้าน และหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ พอถึงบ้านก็รีบอาบน้ำ กินข้าวนำ้พริกปลาทูของคุณแม่ที่อร่อยที่สุดในโลก และนอนมองเพดานในความมืดด้วยความสุขล้นห้วใจ



    เรากลับมาถึงบ้านแล้ว บ้านของเรา



    เช้าวันรุ่งขึ้นคุณแม่เข้ามาปลุกแต่เช้าเพราะคุณพ่อต้องรีบไปทำงาน ส่วนน้องพิณมีเรียนพิเศษ เราจึงต้องรีบลุกไปแต่งตัวเตรียมเข้าเมืองไปกับเขาด้วย

    วันนี้คุณแม่ดูเศร้าและซีดเซียวกว่าเคย เรากอดคุณแม่ก่อนลุกจากเตียงเหมือนอย่างเคยและก่อนที่เราจะถามว่าเป็นอะไร คุณแม่ก็ชิงพูดกับเราก่อนสองสามประโยค ชั่วขณะนั้นในความเงียบอันน่าอึดอัดค่อยๆก่อตัวขึ้น เราความรู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุนและแตกสลายลงไปต่อหน้าต่อตา



    คุณแม่ลุกขึ้นก้าวออกจากห้องพร้อมหันมากำชับให้เรารีบลุกขึ้นแต่งตัวเสียทีก่อนที่จะงับประตูตามหลัง ประตูค่อยๆปิดลงไปพร้อมๆกับเศษซากก้อนแห้งความสุขที่แตกดับและเหือดแห้งประหนึ่งแสงแดดยามเช้าที่ส่องทะลุผ้าม่านเข้ามาแผดเผามันไปอย่างช้าๆ



    เราได้แต่นั่งนิ่งๆอยู่ซักพัก เรียบเรียงความคิดที่ตกแตกกระจัดกระจายในความเงียบก่อนที่จะลุกเข้าไปในห้องน้ำ มองเงาตัวเองที่สะท้อนกลับมาหน้ากระจก



    เรากลับมาถึง “บ้าน” ได้ถูกจังหวะเวลาเสียจริงๆ





    (ข้อความดังกล่าวถูกเขียนขึ้นหลังจากโมงยามอันยาวนานและน่าอึดอัด ณ ในร้านกาแฟริมถนนสาธร ซอย 12 วันที่ 12 พฤษภาคม 2559)







  • อัพเดตเล็กๆน้อยๆหลังจากกลับมาดูไบ


    ตอนอยู่ไทยก็สนุกสนานดี ได้กินอะไรที่อยากกิน ได้ทำหลายๆอย่างที่อยากทำ ทั้งพาทั้งครอบครัวไปทานข้าวพร้อมกัน ไปเที่ยวกับเพื่อน ไปบริคบาร์ กินทุกอย่างที่อยากกิน เจอทุกคนที่อยากเจอ สะสางเรื่องราวอะไรในใจไปได้หลายอย่าง

    พอกลับมาก็ง่อยแดกเลยทีเดียว เหงา ร้องไห้ ซึมเศร้าทั้งวัน อยากกลับบ้านตลอดเวลา สุขภาพจิตย่ำแย่จนต้องลาป่วยไฟล์ทซิดนีย์ และโดนแทนที่ด้วย โคชิ อินเดีย แทน ซึ่งก็โอเค อินเดียอีกแล้วแหละนะ

    สำหรับตอนนี้จิตใจกลับมาเป็นปกติแล้วแต่ก็คิดถึงบ้านทุกวันแหละ กรกฎาก็จะกลับอีกเพราะฉะนั้นเดือนนี้ต้องเก็บเงินและห้ามงอแง!


    สู้เขา ไม่เด่นไม่ดังจะไม่หันหลังกลับไป



    ด้วยรัก...จากเมืองทะเลทราย
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in