from the desert, with loveployapha.j
ชีวิตดีๆที่ดูไบ(?)
  • 28 November 2015



    กลับมาอัพเดตชีวิตในต่างแดนอีกแล้วนะ

    จริงๆวันนี้มีแพลนออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก เพื่อนๆชวนไป Dubai Mall และไปดูหนัง แต่อยู่ๆเราก็ขี้เกียจขึ้นมาเฉยๆเลยตัดสินใจว่าจะอยู่ที่บ้าน อ่านหนังสือ ทำกับข้าว และอัพเดตบล็อกให้อ่านกันดีกว่า





    การเป็นนางฟ้าไม่ได้มาแบบจี้จี้

    จบการเทรนสัปดาห์แรกแล้วล่ะ เหนื่อยมากแต่ก็สนุกมากเช่นกัน :)

    หลังจากที่หัวหมุนกับการทำเรื่องเอกสาร ตรวจสุขภาพ ก็ได้เวลาเทรนนิ่งจริงๆแล้ว ซึ่งสองสัปดาห์แรกจะเป็นการเทรนเกี่ยวกับ SEP หรือชื่อเต็มๆคือ Safety and Emergency Procedure โดยตามตารางเวลาของเราเริ่มเทรนตั้งแต่ตีห้าครึ่งจนถึงบ่ายโมงครึ่ง

    ทุกๆวันเราจะต้องตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่ง – ตีสี่ เพื่อออกจากบ้านตีห้า เดินไปถึงคอลเลจประมาณตีห้าสิบห้านาที ฉะนั้นเราจะไม่แต่งหน้าใดๆทั้งสิ้น แค่แต่งตามความจำเป็นตามกฎที่ต้องแต่ง คือ ปัดมาสคาร่า เขียนคิ้ว ทาปากแดง เกล้ามวยผมเท่านั้น จบ!

    เทรนเนอร์ของเรามีทั้งหมดสามคน เป็นสามสาวที่ค่อนข้างดุและซีเรียสพอสมควรเลยล่ะ เราได้รับหนังสือแจกเพื่อนอ่านประกอบเพิ่มเติมอีก 1 เล่มและสมุดการบ้านอีก 1 เล่ม รู้สึกเหมือนกลับได้ไปเรียนมัธยมอีกครั้งยังไงก็ไม่รู้สิ





    แบชของเราเริ่มเรียนเกี่ยวกับ B777 ก่อนแล้วค่อยเรียน A380 ในสัปดาห์ที่สอง มีการบ้านและมีการสอบภาคปฏิบัติในเครื่อง Simulator ทุกวันเลย เช่น Turbulance, Decompression, การลงจอดฉุกเฉิน และ ไฟไหม้ (เรื่องไฟนี่ได้ไปดับไฟจริงๆด้วยนะ ตื่นเต้นมาก สนุก!)

    สำหรับเจ้าเครื่อง Simulator นี่ประทับใจมาก ทำได้ทุกอย่าง จำลองได้ทุกสถานการณ์ เครื่องสั่น ไฟดับ มีปล่อยควัน เจ๋งมาก สนุกเหมือนได้เล่นเครื่องเล่นทุกๆตีห้าครึ่ง (จะดีกว่านี้มากถ้าเข้าไปตอนสายๆ แบบนี้เช้าไป สมองยังไม่ตื่น) ซึ่งระดับความยากของการสอบก็เพิ่มขึ้นทุกวัน เหมือนเล่นเกมผ่านด่านไปเรื่อยๆยังไงก็ไม่รู้สิ ยังดีที่ก่อนจะสอบ เทรนเนอร์จะทำทุกอย่างให้ดูก่อน เราผู้ไม่ได้อ่านหนังสือเตรียมตัวอะไรมาเท่าไรนอกจากทำการบ้านในแต่ละวัน ก็ใช้จังหวะนี้ในการก็อปปี้ทุกอย่างใส่ในหัว จดทุก feedback เพื่อนำมาใช้นั่นแล อิอิ




    อันนี้คือ Simulator ของคุณวาฬ A380 นะจ๊ะ





    พอจบจาก Simulator ปุ๊บ เราก็เข้าไปห้อง B777 Door เรียนภาคปฏิบัติเกี่ยวกับประตู วิธีการเปิด ขั้นตอนก่อนการเปิดจะต้องทำยังไงก่อนบ้าง การเปิดในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน #จีบได้เปิดประตูเครื่องบินเป็น

    จากนั้นก็ได้เวลาพัก เราก็จะตรงดิ่งไปที่ตู้กดกาแฟทันที ต้องการคาเฟอีนมากเหลือเกิน เพราะต่อจากนี้จะเรียนภาคทฤษฎีแล้วจ้า จดกันมือเป็นระวิง พลิกหนังสือกันพรึบพรับ





    สำหรับภาคทฤษฎีนั้น เราก็จะเรียนเกี่ยวกับ General Safety ต่างๆ อุปกรณ์กู้ภัย เช่น ถังออกซิเจน ถังดับเพลิง เสื้อชูชีพ วิธีการอพยพคนออกจากเครื่องในกรณีฉุกเฉินต่างๆ วิธีการดับไฟ เยอะแยะมากมายเหลือเกิน และการสอบต้องจำแบบ word by word ซึ่งข้าพเจ้าผู้จบนิติศาสตร์มานั้น แม้ว่าจะต้องอ่านหนังสืออย่างหนักหน่วง ก็ยังไม่เคยจำมาตราได้คำต่อคำเลยจ้า แต่งมาตราเองในห้องสอบตลอดมาจ้า เชี่ยแล้วววว ต้องจำเป็นภาษาอังกฤษ แถมเป็นคำต่อคำอีกหรือนี้ ตายแน่ๆจ้า





    วันแรกๆเราเหนื่อยมากและท้อใจจนแอบคิดว่า “นี่กูทิ้งชีวิตดีๆที่เมืองไทยมาทำอะไรที่นี่วะ” ภาษาก็ง่อยๆโง่ๆ การบ้านก็เยอะแยะ สอบทุกวันเลย อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมดเลย ช็อคไปหมด ปรับตัวไม่ทัน กลัวเทรนไม่ผ่าน กลัวสอบตก กลัวต้องย้ายแบช กลัวต้องโดนกลับไทย คือเครียดมากจนไปนั่งคุยกับอาลี่

    อาลี่ก็ฟังไป ผัดกับข้าวไป ปลอบๆไปตามเรื่อง นางบอกว่าเพื่อนบางคนอ่านหนังสือเยอะมาก แต่นางบอกว่าต้องบาลานซ์ตัวเองให้ดี ยูเครียดเกินไปแล้วนะ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น (หันมาโบกๆตะหลิวแล้วกลับไปผัดต่อ) อาลี่บอกว่านางไม่ค่อยได้อ่านเท่าไรยังผ่านเลย คนผ่านตั้งเยอะ ยูก็ต้องผ่านเช่นกัน ไปนอนเถอะไป!

    เราก็เชื่อฟังอาลี่เป็นอย่างดี กินอาหารดีๆ ทำข้าวกล่องไปกินเอง ทำแค่การบ้าน(หรืออีกนัยหนึ่งคือการลอกจากสมุดของอาลี่นั่นแหละ) อ่านทวนเลกเชอร์นิดหน่อย นอนตั้งแต่สามทุ่ม พยายามทำตัวให้แฮปปี้มีความสุข ซึ่งพอวันต่อๆมาเราก็เริ่มปรับตัวได้นะ ไปติวหนังสือกับเพื่อนๆในแบชบ้าง สั่งพิซซ่ามากินกัน นั่งเม้า นั่งท่อง ก็โอเคดีแหละ สอบผ่านแบบฉิวเฉียด ตอนนี้ก็ต้องอ่านหนังสือให้มากขึ้น แอคทีฟให้มากขึ้น พยายามให้มากๆขึ้นไปอีกด้วยล่ะ :D







    รอบดูไบสัปดาห์นี้


    ได้ไปเที่ยวมานิดๆหน่อยๆแหละ จริงๆก็ไม่เชิงไปเที่ยวหรอก คือมันเป็นโปรแกรมที่เขาจัดมาให้ไปน่ะนะ

    เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วเราไป Rashadiya Mosque มาแหละ เป็นการเข้ามัสยิดครั้งแรก ไปนั่งฟังเพื่อทำความเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่าง ก่อนเข้าไปต้องเอาผ้าพันคอมาโพกเก็บผมให้เรียบร้อยด้วยแหละ เป็นการให้เกียรติสถานที่ ก็ได้ความรู้ใหม่ๆมาเยอะแยะเลยแหละ







    เสร็จจากการเยี่ยมชมมัสยิดก็ว่างๆ เรากับเพื่อนๆในแบชเลยไปย่าน Al Ras กัน นั่งรถไฟฟ้าไปลงสถานีนี้เลย ย่านนี้เหมือนเป็นย่านชุมชนชาวดูไบที่ไม่ได้ร่ำรวยอยู่วิลล่าใหญ่โตไรงี้ เป็นเหมือนตลาดกลางเมือง ขายของเยอะแยะ แบ่งเป็นโซนๆไป จุดที่เราเข้ามาคือเป็นตลาดทองคำ



    สาบานได้ว่านี่คือแหวน เอาตัวเราใส่ไปยังหลวมเลยจริงจริ๊ง
    เป็นแหวนที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกินเนสบุ๊คล่ะ คนก็มามะรุมมะตุ้มถ่ายรูปกันเต็มไปหมดเลย



    เราใช้เวลาช่วงสายๆดูของตามร้านค้าร้านขายของฝากต่างๆที่คนขายโคตรจะตื๊อลูกค้าเลย ยังไงก็จะขายให้ได้ เดินผ่านกี่ร้านก็เรียกให้ดู แทบจะจูงเข้าร้าน ซึ่งคนที่ปฏิเสธการขายแบบรุกหนักไม่เป็นอย่างเราเครียดมาก เดินหลบตาคนขายตล๊อด จริงๆแล้วสนุกดี เป็นเสน่ห์ของย่านนี้นะ










    พอเที่ยงก็ไปหาข้าวกิน อยากกินอาหารพื้นเมืองเลยตกลงปลงใจเดินเข้าร้านที่ที่มุมตึก ทั้งร้านมีแต่ผู้ชายเต็มไปหมดเลยจนสงสัยว่าผู้หญิงกินข้าวในร้านอาหารไม่ได้รึเปล่า (แต่เวลาไปห้างก็เห็นนั่งๆกันนะ อันนี้สงสัย ต้องไปหาคำตอบ) เราได้ที่นั่งชั้นสอง ก็จิ้มเมนูเอาแบบไม่ค่อยรู้อะไร ผลคือทุกอย่างอร่อยมาก อร่อยจนแสงพุ่ง อื้อหืออออออออ รักอาหารแขกไปเลยล่ะ







    อิ่มหนำสำราญกันแล้วเรียบร้อยก็นั่งรถไฟฟ้าไป Dubai Mall ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั่นแหละ ไปนั่งเล่น นั่งคุย ดื่มกาแฟ ช้อปปิ้ง คือเพื่อนคนอื่นเขาเคยมากันหลายรอบแล้วไง เขาเลยไม่ตื่นเต้น แค่มาช้อปเฉยๆ เราเลยพลาดไม่ได้ไปดูหลายอย่าง ยังไม่ได้ถ่ายรูปตึก Burj Khalifa เลย ได้แต่เดินตามเขาไปต๊อกๆ วันหลังก็คงจะมาอีกแหละเนอะ




    ไม่มีรูป Burj Khalifa แบบสวยๆเห็นยอดตึกอะไรทั้งนั้น ไม่ได้ไปถ่ายรูปเลย เสียใจ
    ด้านล่างคนเป็นร้อยมายืนรอดูการแสดงน้ำพุนั่นแหละ



    พอตกเย็น ท้องเริ่มร้องอีกแล้ว พวกเราเลยไปทานข้าวเย็นกันที่ TGI Fridays ซึ่งเป็นร้านที่เห็นวิว Dubai Fountain ได้ดีที่สุดในราคาที่จับต้องได้ เราไปค่อนข้างช้าเลยได้นั่งในร้าน ไม่ได้โต๊ะที่ริมระเบียง พอหกโมงปุ๊บก็เริ่มมีการแสดงน้ำพุ สวยดีแหละ เราชอบ :)















  • สำหรับอาทิตย์นี้ เมื่อวานพี่ๆคนไทยชวนไปทานข้าวเย็นที่ร้าน Little Bangkok มาแหละ ซึ่งร้านนี้ถ้ามี Emirates Platinum Card ก็จะได้ลดราคาอาหารด้วย สำหรับรสชาติอาหารก็โอเคดี เป็นอาหารไทยที่อร่อยแบบรสฝรั่งนิดๆ แต่ก็ทำให้พอหายคิดถึงบ้านไปได้บ้างแหละนะ

    จากนั้นก็ไปซื้อของกันต่อที่ Spiney เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ดีและของสดมาก ดีกว่าคาร์ฟูเยอะเลยล่ะ จากนั้นเราก็นั่งแท็กซี่กลับมาที่ Irish Village แถวบ้าน เป็นร้านนั่งชิลบรรยากาศสบายๆ มีดนตรีสด อาหารอร่อย และเบียร์ก็ดีมีให้เลือกหลากหลาย ก็มานั่งคุยนั่งเล่นกับเพื่อนในแบชแหละ เที่ยงคืนก็เดินกลับบ้าน



    พอเมื่อคืนนอนดึก วันนี้เลยขี้เกียจ เบี้ยวนัดกับทุกคนซะเลยย ไม่ดูแล้วหนัง ไม่ไปแล้วมอล อยากอยู่เฉยๆบ้าง ซึ่งบางทีมันก็ยากนะกับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างการพักผ่อนให้เพียงพอ การอ่านหนังสือ และโซเชียลไลฟ์ให้เหมาะสมและพอดี วันนี้เลยขอตัดขาดโซเชียลไลฟ์ไปเลย เพราะเหนื่อยมาก อยากมีเวลาอยู่กับตัวเอง เข้าครัวทำอาหาร ทำงานบ้าน นอนเยอะๆไรงี้ แต่ในขณะเดียวกันก็พลาดโอกาสดีๆที่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เสียดายอยู่เหมือนกันแหละนะ





    เงินเดือนเดือนแรก


    เงินเดือนออกแล้วจ้าาาา เงินเดือนเดือนแรกในชีวิตเลยนะ ถ้าไม่นับตอนไปเวิร์ค ดีใจเหลือเกิน ฟิลลิ่งวันนี้ที่รอคอยมากๆ กลายเป็นคนรอคอยวันสิ้นเดือนไปซะแล้วสิ ตลกดีนะ




    แอบรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นนิดนึงด้วยแหละนะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องขอเงินจากที่บ้านแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ค่อยจะมีความรับผิดชอบเท่าไรเลย ยังคงเป็นเด็กกะโปโล บ้าๆบอๆไปวันๆเหมือนเดิม

    ตอนแรกเราก็คิดว่าอายุ 20 เป็นต้นไป เราจะโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รับผิดชอบอะไรๆได้ดีกว่านี้ แต่นี่จะวนมาถึงวันเกิดอีกแล้ว จะอายุ 23 ในเดือนหน้าแล้ว ก็ยังงงๆกับการจัดการชีวิตของตัวเองอยู่เลยล่ะ




    การได้เงินเดือนในเดือนแรก เป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนเราให้คิดยาวๆไปถึงอนาคตด้วย คิดว่าเราควรจะมีเป้าหมายระยะยาวที่จริงจังเสียที ไม่ใช่แค่บรรลุเป้าหมายระยะสั้น อย่างการสอบไฟนอล เรียนจบ รับปริญญา และการสมัครแอร์ แต่เป็นการวางแผนชีวิตในระยะยาว เราจะบินไปจนถึงเมื่อไร จะเลิกตอนไหน ถ้าเลิกแล้วจะทำอะไรต่อ ต้องหางานต้องมีสกิลด้านไหนไว้รองรับมั๊ย ถ้าไม่ได้เป็นไปตามแพลนนี้ล่ะ ถ้าเกิดป่วยขึ้นมา ทำงานไม่ไหวขึ้นมาแล้วจะต้องลาออก เลิกบิน เราจะทำยังไง

    สงสัยต้องเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างจริงจังเสียทีแล้วล่ะมั๊ง แต่แพลนระยะสั้น ณ ตอนนี้ก็คือ ขอให้เงินไม่หมดภายในสามวันเจ็ดวันเถิด สาธุ รายจ่ายเยอะเหลือเกิน





    ครอบครัว


    หลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เรื่องที่ดีอย่างนึงก็คือ เราคุยกับคุณพ่อมากขึ้นแหละ แม้ว่าจะเป็นแค่การส่งไลน์เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้ท่านฟังเท่านั้นก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ก้าวกระโดดจากที่ผ่านๆมา เพราะปกติเรากับคุณพ่อไม่ค่อยจะคุยกันเลย จะพูดกันเฉพาะเรื่องที่สำคัญจำเป็นเท่านั้น ถ้านั่งด้วยกันสองคนในรถก็จะไม่มีบทสนทนาใดๆ โทรหากันแทบไม่มีนอกจากคุณพ่อจะสั่งงานหรือติดต่ออะไรบ้างอย่าง

    ตอนแรกเราก็ไม่กล้าส่งไปหานะ เพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน เขินๆมั๊ง ทำตัวไม่ถูก แต่ก็ได้แรงยุจากคุณแม่ จากนั้นก็เลยส่งไปเกือบทุกวัน เล่าความเป็นไปให้ฟังว่าเทรนเป็นยังไงบ้าง ถ่ายรูปกับเพื่อนๆในแบชส่งไปให้ดู คุณพ่อก็ตื่นเต้นที่ได้รับข่าวจากเราเหมือนกัน

    กลายเป็นว่าความสัมพันธ์ดีขึ้นเมื่อได้อยู่ห่างกันจริงๆนั่นแหละนะ อาจเป็นเพราะพออยู่ด้วยกันมันก็มีเรื่องให้ต้องหมองใจกันบ้าง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนในครอบครัวนั่นแหละนะ แต่พออยู่ห่างกันก็เลยห่วงใยกันมากขึ้นเป็นพิเศษมั๊ง





    กล่าวโดยสรุป


    ตอนนี้ชีวิตยังดีอยู่ อ่านหนังสือหนัก พักผ่อนน้อย หน้าสิว ผิวหยาบกร้าน กินอาหารไม่ค่อยเป็นเวลา เที่ยวเล่นบ้างประปราย ก็โอเค ปรับตัวได้อยู่นะ เวิ่นเว้อไร้สตินิดหน่อยช่วงใกล้จะสอบใหญ่ๆ ซึ่งวันอาทิตย์นี้สอบอีกแล้ว จันทร์หน้าก็สอบข้อเขียน โอ้ยยย การเป็นแอร์มันไม่ง่าย ไม่ใช่เดินๆยืนๆเสิร์ฟชากาแฟสวยๆนะแก จริงๆนะ ชีวิตไม่ได้สวยหรูดูดีขนาดนั้น มีอะไรต้องสู้อีกเย๊อะ!!


    ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังอีกก็แล้วกันนะ พรุ่งนี้เทรนอีกแล้ว แค่คิดก็เริ่มเหนื่อยล่ะ ฮาาาา
    ขอให้สัปดาห์หน้าผ่านไปได้ด้วยดี ขอให้ผ่านทุกการสอบด้วยเถิด สาธุ




    ด้วยรัก...จากดูไบ






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in