from the desert, with loveployapha.j
ฮัลโหล...ลอนดอน
  • 02 March 2016






    เพิ่งกลับมาจากไฟล์ทไปแมนเชสเตอร์แหละ แต่จะมาเขียนถึงลอนดอนก่อนหลังจากที่ดองไว้นานประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะหลังจากกลับจากไฟล์ทนี้ก็วุ่นๆวิ่งไปวิ่งมาทำนู่นทำนี่ตลอด ไม่ค่อยอยากเปิดคอมมานั่งเขียนอะไรจริงจัง ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนักเพราะจริงๆแล้วการย้อนกลับมาเขียนนี่มันไม่ค่อยได้อรรถรสเลยแหะ ต้องขยันเขียนหลังไฟล์ทถึงจะได้ฟิลลิ่งและอารมณ์แบบเต็มๆ






    เอาล่ะ…มาจะกล่าวบทไปถึงไฟล์ทไปลอนดอน หลายคนอาจจะอู้วหูวววววว ได้ไปลอนดอน ไปอังกฤษด้วย ผู้โดยสารต้องหน้าตาดี แต่งตัวเนี้ยบๆ สูทต้องมา ไทด์ต้องมีแน่ๆเลยแก ใส่สูทผูกไทด์ใส่แว่นแบบในคิงส์แมน หรือเท่ๆแบบพี่เบนในเชอร์ล็อก ไม่ก็พี่ทอม ฮิดเดลสตันแน่ๆเลย ชีวิตดี๊ดีย์อะแกรรรรรรรร กรี๊ดดดดดดดด


    หยุดความคิดของทุกท่านไว้ตรงนั้นเลย โนว สต๊อป!


    สำหรับไฟล์ทมาอังกฤษทั้งหลายทั้งแหละนั้น ล้วนเลื่องชื่อลือชาในด้านที่ไม่ค่อยจะดีนัก เพราะคนจะแน่น ผู้โดยสารจะเต็มทุกไฟล์ท ยุ่งมาก เหนื่อยมาก หนักมาก ชื่อเสียงเรียงนามที่เหมือนจะเป็นชื่อเล่นของแต่ละไฟล์ทก็ได้แก่ เบอร์มิ่งแฮมเบอร์มิ่งเฮล นิวคาสเซิลนิวคาสซัก อะไรประมาณนี้ จริงๆมันมีชื่อเรียกทุกไฟล์ทเลยนะแต่เราจำไม่ได้

    และไฟล์ทมาลอนดอนเป็นไฟล์ทที่ทุกคนได้กันจนเบื่อ มากันบ่อยจนคิดว่าถ้าหลับตาก็รู้ว่าต้องเดินไปขึ้น tube ตรงไหน เพราะเรามีไฟล์ทมาที่นี่ 8 ไฟล์ทต่อวัน มีมาลงทั้งสนามบิน LHR (London Heathrow) และ LGW (London Gatwick) และความแย่คือเวลาได้ไฟล์ทอังกฤษจะต้องพักแถวๆสนามบินซึ่งมันห่างจากตัวเมืองมากกกกกกกกกกกเหลือเกิน ถ้าเป็นลอนดอนก็ต้องนั่งรถบัสนั่งรถไฟมาต่อใต้ดินกว่าจะโผล่ที่ตัวเมืองจ๊ะเอ๋กับบิ๊กเบนคือลำบากมาก เพราะฉะนั้นลูกเรือส่วนใหญ่ก็จะใช้ชีวิตกันอยู่แถวๆโรงแรม กินข้าวเช้า ซื้อของกินกุ๊กกิ๊ก นอนพัก เตรียมไปบินต่อ วนลูปไปเรื่อยๆ





    ส่วนผู้โดยสารผู้ดีอังกฤษนั้นก็… นึกถึงหน้าพี่เบนพี่ทอม จินตนาการถึงหนุ่มอังกฤษเนี้ยบๆไว้ตลอดทั้งไฟล์ทเพื่อเป็นกำลังใจก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น คือไม่รู้จะพูดยังไงอธิบายยังไงดี คือเขาก็ดีแหละ แต่มีความเยอะแบบผู้ดีอังกริ๊ดอังกฤษอะ ชาที่เสิร์ฟมันร้อนไม่พอไม่เอาไม่ดื่ม ให้ไปทำมาใหม่สามรอบ หรือไม่ได้สั่ง vegetarian meal ไว้แต่ก็จะกินอะเพราะกินอย่างอื่นไม่ได้ เราก็ต้องไปตามล่าหาทุกสิ่งที่เขาจะกินได้มาให้ ฯลฯ สรุปคือมีความเป็นอังกฤษสูงเหลือเกิน เหนื่อยที่จะดีลด้วยนิดนึง ต้องตั้งสติและหายใจเข้าลึกๆก่อนออกจากครัวเสมอ



    ลำดับต่อมาคือเราฟังสำเนียงไม่ค่อยรู้เรื่อง อันนี้คือความกากของเราเองแหละ เรามีปัญหากับการฟังสำเนียงบริติชมากๆมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฟังไม่ค่อยออกแม้ว่าจะดูหนังดูซีรี่ย์เยอะๆแล้วก็ตาม และถึงแม้ว่าฟังออกเราก็ต้องมีเวลาประมวลผลนิดนึง ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แล้วเวลาคุยกับผู้โดยสารจะแอบเครียดเพราะเขาพูดอังกฤษที่ถูกต้อง แกรมม่ามี ทฤษฎีเป๊ะ บวกกับสำเนียงที่เลอค่าที่เราไม่คุ้นเคย เจอเข้าไปอีกก็มีเอ๋อบ้าง แบบห๊ะ! อะไรนะ ขออีกทีได้ไหมฟังไม่ทันนนนน




    ส่วนข้อที่สามคือ ไฟล์ที่เราได้เป็นไฟล์ทกลางวัน นั่นหมายความว่าผู้โดยสารจะตื่นและดี๊ด๊ากันตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเขาก็จะคอลเรียกแอร์กันกระหน่ำมากถึงมากที่สุด เรียกได้ว่าตลอดไฟล์ทหกชั่วโมงครึ่งนั้น ดิฉันไม่ได้นั่งพักเลยค่ะ เวลาจ้วงข้าวเข้าปากยังแทบจะไม่มี กินไปได้คำนึง ตุ๊งตุ่งงงงง สัญญาณไฟสีฟ้ามาอีกแล้ว โอเค… วางช้อน ออกไปหาผู้โดยสาร

    และเมื่อมีแอร์ย่างกรายเข้าไปในเคบินปุ๊บ ผู้โดยสารทุกคนจะเรียก เรียก เรียก และเรียกเรา เพราะฉะนั้นนอกจากจะต้องรับออร์เดอร์จากผู้โดยสารที่กดคอลแล้วนั้น ยังจะต้องรับอีก 5 ออร์เดอร์จากผู้โดยสารคนอื่นด้วยจ้า ซึ่งเราก็โอเค จดๆแล้วก็เข้ามาหยิบของในครัว พอออกไปอีกทีก็ได้ออร์เดอร์มาอีก ไม่จบไม่สิ้นเสียที ฮืออออออ หิวข้าวววว




    โชคดีที่ทริปนี้ลูกเรือน่ารักเป็นกันเองมากๆ พอรู้ว่าเราเพิ่งเริ่มบินก็ช่วยนู่นช่วยนี้ตลอด สอนทุกเรื่องทุกอย่าง เราถามอะไรก็ยินดีตอบ น่ารักมากที่สุดในโลกหล้า ดีจนทุกคนออกปากว่าอยากบินด้วยกันกับทีมนี้อีก ไม่อยากไปแรนดอมเจอคนอื่นแล้วอะ เพราะทุกครั้งที่ไปบินเราเชื่อว่าทุกคนจะต้องลุ้นว่าทีมมันจะดีหรือจะมีคนเชี่ยๆในไฟล์ท ถ้าทีมดีอะไรก็ดี ผู้โดยสารจู้จี้จุกจิกแค่ไหนก็พอประคับประคองกันไปได้ แต่ถ้าทีมเชี่ยนี่คือทุกอย่างจบ บรรยากาศการทำงานจะหมองหม่นมากเหลือเกิน พาลไม่อยากบินไม่อยากทำอะไร พาลกลัวไฟล์ทต่อๆไปด้วยแหละ







    ตัดฉากมาเล่าเรื่องจิปาถะพาไปเที่ยวกันบ้าง :)

    เราถึงโรงแรมเวลาประมาณ 3 ทุ่มด้วยสภาพร่อแร่หมดแรงกำลังอ่อนล้าเหลือเกิน นัดเพื่อนที่จะออกไปในเมืองด้วยกันตอนแปดโมง บ๊ายบายแบบง่วงๆงงๆ พอปิดประตูเข้าห้องปุ๊บเราก็เก็บของ ล้างเครื่องสำอาง เอาของออกจากกระเป๋าเตรียมเสื้อผ้าสำหรับวันรุ่งขึ้นที่จะออกไปเที่ยวกับเตรียมยูนิฟอร์มชุดใหม่ที่จะเอาไว้ใช้สำหรับทำงาน



    ตึ่ง!! เปิดกระเป๋ามาควานหากางเกงยีนส์…

    เชี่ยยยยยยย ลืมเอามาว่ะ!!!



    สิ่งที่เอามามีแค่เลกกิ้งกันหนาวของ uniqlo ที่ไม่พอกับอากาศอันหนาวเย็นของอังกฤษแน่ๆอะ เราเลยลงไปหารีเซปชั่นข้างล่าง ถามว่ามีที่ไหนที่เราจะซื้อกางเกงได้จากที่ไหน เขาก็หัวเราะในความโก๊ะของเราแล้วบอกว่ามันมีบัสจากหน้าโรงแรมเข้าไปที่ Central Ways ซึ่งมีเทสโก้อยู่ เปิดหกโมงเช้า เราก็โอเคตามนั้น เช้าขึ้นตั้งใจว่าจะรีบไปซื้อกางเกงก่อนที่จะไปเที่ยว


    ตอนเช้าเราออกจากโรงแรมตั้งแต่หกโมงครึ่ง นั่งบัสแบบหนาวๆงงๆ สอยกางเกงที่หลวมมากๆมาหนึ่งตัวเพราะมันไม่มีไซส์เรา (แม่งเอ๊ย!) แล้วก็นั่งบัสผิดสายหาทางตะเกียกตะกายกลับมาที่โรงแรมทันเวลาที่นัดเพื่อนไว้ เย่ห์






    แพลนของเราคือจากโรงแรมเรานั่งรถบัสสีแดงสองชั้นสัญลักษณ์ของความอังกฤษซึ่งฟรี (เย๊!) ไปที่สถานี Hatton Cross เพื่อขึ้นรถใต้ดินไปที่สถานี Green Park จากนั้นก็เดินดูนู่นดูนี่ไปเรื่อยๆ กลับมาที่โรงแรมบ่ายสอง นอน และเตรียมตัวไปบินต่อไป… จริงๆแล้วเรามีหลายทีเลยที่อยากไป แต่ด้วยเวลาที่จำกัดก็เอาแค่นี้ไปก่อนนะ







    พอถึงสถานีปุ๊บเราก็พุ่งตัวไปที่บูทขายกาแฟในสวน ซื้อแซนวิชกับช็อคโกแลตร้อนแก้วใหญ่มากิน ฟ้าครึ้มเมฆลอยต่ำ คิดในใจว่าฝนตกแน่ๆ ไม่รอดแน่ๆ ไปเที่ยวที่ไหนก็ฝนตก แล้วก็เป็นจริงดังคาดเพราะอีกไม่กี่นาทีต่อมาฝนก็เริ่มลงเม็ดเปาะแปะ โชคดีที่เราพกร่มมาด้วยเลยไม่เป็นปัญหาเท่าไร ออกไปเที่ยวเล่นต่อได้


    เราเดินตัดสวนสาธารณะมาเรื่อยๆก็มาเจอกับแลนด์มาร์กแรกของมหานครลอนดอน Buckingham Palace และ Victoria Square นั่นเองงงงงง





    โชคไม่เข้าข้างเราเท่าไรนักเพราะช่วงนี้การเปลี่ยนการ์ดหน้าพระราชวังจะมีวันเว้นวัน ซึ่ง… เขาจะเปลี่ยนกันอีกทีในวันรุ่งขึ้น ก็ไม่เป็นไรนะ เดินถ่ายรูปนั่นนี่ไปเรื่อยๆก็ได้แหละซึ่งตั้งแต่ดู Minions มาก็มองทุกอย่างในอังกฤษเปลี่ยนไปหมดเลย พอเห็นช่องตรงกลางที่ควีนออกมาโบกมือแล้วนึกถึงบ๊อบตะโกนว่าบานาน่าาาาาาาาา


    สำหรับ Victoria Square นั้นสร้างขึ้นเพื่อเป็นจัตุรัส แสดงถึงความรุ่งเรืองในสมัยของ Queen Victoria มีรูปปั้นอยู่ตามมุมต่างๆของตัวอนุสาวรีย์ แสดงถึงความรุ่งเรืองในด้านต่างๆในสมัยนั้น











    มีความเป็นผู้ดีอังกฤษสูงมากกกกกกกกกก





    เราไม่ได้แวะไปที่ Westminster Abbey ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันแค่นิดเดียวเพราะเพื่อนที่มาด้วยไม่ค่อยสนใจ ประกอบกับเราก็เคยไปมาแล้วด้วยเลยตัดออก เลี้ยวไปอีกทางเพื่อไปหาแลนด์มาร์กที่สอง





    เราเดินผ่าน St. James Park ซึ่งบรรยากาศก็น่ารักดี เริ่มมีดอกไม้นิดๆหน่อยๆพอให้มีสีสันตัดกับอากาศเทาๆท้องฟ้าทึมๆ ฝนลงเม็ดมาอีกครั้ง เอาจริงๆคือโรแมนติกเหมือนมาเดินเล่นเดทในสวนสาธารณะมาก ฮาาาา










    พอพ้นสวนสาธารณะ เราก็พบกับ….




















    อันที่จริงถ้าอยากนั่ง tube แล้วโผล่ดึ๋งขึ้นมาเจอ The Palace of of Westminster ก็มาลงที่สถานีนี้เลยก็ได้นะ ง่ายดี :)









    และแน่นอนว่าอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่สำคัญ… London Eye ซึ่งมารอบนี้ก็ไม่ได้ขึ้นอีกอยู่ดี รู้สึกว่ามันเปลือง แพง และใช้เวลาค่อนข้างนาน อยากไปที่อื่นอีก ทดเอาไว้รอบหน้าละกันเนอะ






    และไหนๆก็มาแล้ว เก็บสถานที่สำคัญให้ครบเลยก็แล้วกัน เราเลยตัดสินใจเดินเลียบ River Thames ไปเรื่อยๆเพื่อไปยังแลนด์มาร์กริมน้ำที่สุดท้าย ซึ่งระหว่างทางเดินก็ได้เห็นอะไรเยอะแยะที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะครั้งที่แล้วที่เรามาไม่ได้มีโอกาสมาเดินเล่นอะไรแบบนี้ ซึ่งก็ดี อากาศชื้นๆมีกลิ่นฝน เย็นสบาย ฝนตกก็ไม่ได้แย่เท่าไรนักหรอกนะ





    ถัดจาก London Eye ก็เป็นทางเดินเลียบริมน้ำ มีร้านอาหารเยอะแยะ พิพิธภัณฑ์และโรงเรียนสอนศิลปะไรงี้ เท่ดี






























    สะพานข้างหน้าคือ Millennium Bridge ที่เอาไว้ให้คนเดินข้ามซึ่งถูกทำลายหนัง Harry Potter and the Half-Blood Prince นั่นเองงงงง (ในหนังสือชื่อว่าสะพานบร็อกเดลมั๊งนะ ถ้าจำไม่ผิด) ข้าพเจ้าเดินผ่านแล้วก็กรี๊ดในใจแบบติ่งแตกมากๆค่ะ!








    และคิดว่าไหนๆก็มาแล้ว นั่งเรือไปเลยดีมั๊ยขี้เกียจจะเดินแล้ว ล่องแม่น้ำกันชิคๆ แต่พอไปถามราคาก็ถอยกรูดแทบไม่ทันเลยจ้าาาาาา











    จุดนี้คือใกล้ๆกับโซน London Bridge มีร้านขายของร้านอาหารเต็มไปหมดเลย








    ความพีคคือมีให้ทัวร์คุกใต้ดินด้วยแหละ….แล้วข้างๆเป็นร้านเบอร์เกอร์…









    เดินแล้วนึกถึงร้านหม้อใหญ่รั่วและตรอกไดแอกอน คือถ้ามีร้านของผู้วิเศษซ่อนอยู่จะไม่สงสัยอะไรเลย มักเกิ้ลอย่างเราไม่น่าจะรู้ได้ คงเดินผ่านไปเรื่อยๆแหละ











    จุดตรงนี้เคยเป็นวังเก่ามาก่อนนี่เอง…












    ไปๆมาๆก็เจอนี่… คือแบบ เดี๋ยวก่อน ถนนนี้คือที่ไหน ตรงนี้เรียกว่าอะไร ชอบมาก











    รู้สึกได้ถึงความคอนทราสของยุคสมัยแหะ









    และแล้วหลังจากที่เราเดินขาลากกันมาครึ่งชั่วโมงก็มาถึงจุดหมายปลายทางสุดท้ายของเราแล้วจ้า


    (คือป้าย EY นี่เด่นมาก พูดเลย…)














    ผู้ชายแถวนี้แต่งตัวดีมาก สูท ไทด์ ไม่ก็ใส่เชิร์ตแล้วสวมสเวตเตอร์ทับ ใส่แว่น แบบอื้อหืออออออ ดจีดีงามเหลือเกิน นี่แหละค่ะคุณ นี่แหละที่ดิฉันรอคอยมาเหนือสิ่งอื่นใด!!











    กลับมาเข้าเรื่อง ทาด๊าาาาา ในที่สุดก็เดินมาถึง Tower Bridge เสียที



    เสียดายที่ไม่ได้เดินข้ามไปฝั่งตรงข้ามซึ่งก็คือ Tower of London ที่มีพิพิธภัณฑ์นู่นนี่ให้ดู มีลานประหารที่เคยเอาไว้ประหารแอน โบลีนไรงี้ ถ้ารักและรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในประวัติศาสตร์อังกฤษจะแฮปปี้มาก ได้มาเห็นของจริงอาาาาาาาาาห์ แต่นั่นแหละ เพื่อนไม่สนใจ ประกอบกับเราก็เคยไปแล้วก็เลยบ๊ายบายยยยยยย


    หลังจากถ่ายรูปเล่นกันกุ๊กกิ๊กก็ได้เวลากลับ เราเดินไปนิดเดียวก็ถึงสถานีใต้ดินซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าชื่อสถานีอะไร น่าจะ London Bridge มั๊งนะ เรานั่งกลับมาลงสถานีแถวๆสนามบินแล้วก็นั่งบัสฟรีกลับโรงแรม นอนนนนนน และตื่นมาบินกลับดูไบ เหนื่อยมากเหมือนเดิม ผู้โดยสารเต็มมมมมมมมมมตามเคย มาถึงบ้านก็ร่างแหลก นอน เงินเดือนเข้าก็ดีใจ มีพลังใจในการทำงานต่อ เย๊





    พบกันใหม่กับ Manchester ไฟล์ทสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์





    ลากันไปด้วยภาพนี้ก็แล้วกัน

    See you again very very soon LONDON!




    ด้วยรัก...จากใจคนติ่งแฮร์รี่





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in