from the desert, with loveployapha.j
กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์
  • 24 February  2016





    จริงๆเอนทรี่นี้เราพิมพ์ๆจิ้มๆทิ้งไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่กรุงเทพอยู่เลย คิดว่าจะเขียนถึงดีหรือไม่ดีนะเพราะดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไร ก็ไฟล์ทมากรุงเทพปกติธรรมดา ต่อด้วยฮ่องกงไปกลับแล้วค่อยมานอนค้างที่กรุงเทพอีกคืน ธรรมดามากที่สุดในโลกหล้า



    แต่นั่นแหละ… ในเมื่อเราคิดว่าจะเขียนเกี่ยวกับทุกไฟล์ทที่ไปบิน (เท่าที่จะทำได้) ก็เอาวะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เปิดคอมนั่งพิมพ์ให้มันเป็นเรื่องเป็นราวเลยดีกว่า แต่เอาเข้าจริงๆ พอมาเริ่มจริงๆก็เริ่มไม่ถูกแหะ มันมีอะไรหลายๆอย่างเกิดขึ้นเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด หลากหลายอารมณ์เหลือเกิน เอาเป็นว่าจะพยายามเรียบเรียงให้ครบก็แล้วกันนะ ขอเตือนไว้ก่อนว่ามันค่อยข้างจะน่าเบื่อและเวิ่นเว้อเรื่องส่วนตัวเยอะมากพอสมควร :)









    “ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะนี้เป็นเวลา….”

    ตั้งแต่เราได้ไฟล์ทนี้มาเราก็แอบเช็คว่าลูกเรือที่เราจะทำงานด้วยนั้นมาจากประเทศอะไรบ้าง โป๊ะเช๊ะ! เราเป็นลูกเรือคนไทยคนเดียวเลยนี่หว่า ซึ่งนั่นหมายความว่า ข้าพเจ้า…ในฐานะตัวแทนจากประเทศไทยจะต้องเป็นคนพูด Third Language PA นั่นเองงงงง



    โดยปกติแล้ว เวลาที่สายการบินเราจะประกาศนู่นนั่นนี่บนเครื่องก็จะเริ่มจากประกาศเป็นภาษาอารบิกก่อน (แน่ล่ะ สายการบินแขกก็งี้แหละ) จากนั้นจะต่อด้วยประกาศภาษาอังกฤษ และถ้าจุดหมายปลายทางเป็นประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ เราก็จะมีประกาศเป็นภาษาที่สาม ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของลูกเรือที่สามารถพูดภาษานั้นๆได้ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย ซึ่งโดยปกติแล้วไฟล์ทมาไทยจะมีพี่ๆซีเนียร์คนไทยทำหน้าที่นั้น แต่ไฟล์ทนี้มีเราแค่คนเดียว เพราะฉะนั้นหน้าที่จึงตกเป็นของเราไปโดยปริยาย



    เฮ้ยแก! เราว่าสิ่งนี้มันเป็นความใฝ่ฝันของคนที่อยากเป็นแอร์เลยนะเว้ยยยยย รองลงมาจากการยืนสาธิตพวกทางออกฉุกเฉิน การใช้ออกซิเจนมาส์กไรเงี้ย แบบพูดสวยๆเสียงเพราะๆได้ยินกันทั้งเคบิน โอ้เย้ โมเม้นต์นี้ที่รอคอยมาถึงแล้ว ฮาาาาา (หรืออาจจะเป็นเราคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ก็ได้นะ แต่มันให้ความรู้สึกแบบโคตรของความเป็นแอร์คือสิ่งนี้ไรเงี้ย) ซึ่งความเป็นจริงตอนที่กดโทรศัพท์แล้วเริ่มพูดคือล่ม บ้ง ยับ พัง อ่านผิดอ่านถูก แถมลืมโพยไว้ในกระเป๋าต้องอิมโพรไวซ์สดๆ ฟังประกาศภาษาอังกฤษปุ๊บ แปลเป็นไทยปั๊บแล้วพูดเลย เฮ้ยคือแม่งกดดันมาก บอกเลยว่าเครียด






    ข้าวต้มหมูของคุณแม่และไข่เจียวของคุณพ่อ

    เราถึงกรุงเทพประมาณบ่ายโมงนิดๆ กว่าจะนั่งรถจากสุวรรณภูมิเข้ามาเช็คอินที่โรงแรมก็บ่ายสอง เราเลยนัดกับที่บ้านว่าให้มาเจอกันที่โรงแรมดีกว่า ง่ายดี คุณพ่อกับคุณแม่เลยแพลนว่าจะทำอาหารมาเซอร์ไพร์ส :D



    รถบัสค่อยๆแล่นมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง ใจเราก็เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ วิวทุกอย่างบนทางด่วนมันเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ในความรู้สึกเราคือทุกสิ่งดูแปลกใหม่ไปหมด อย่างพอเวลาเห็นป้ายโฆษณาต่างๆไปจนถึงป้ายบอกทางชื่อถนนที่เป็นภาษาไทย มันปริ่มแบบบอกไม่ถูกอะ จะว่าเราเวอร์ก็ได้นะ แต่หลังจากเห็นแต่ป้ายภาษาอังกฤษบอกชื่อถนนแปลกๆที่เป็นภาษาอารบิกกลายมาเป็นป้ายไปสีลมงี้ ตอนนั้นคือ เชี่ยยย อ่านออกแล้วเว้ยยยยยย



    จนกระทั่งรถมาจอดหน้าโรงแรม เราเป็นคนแรกๆที่เด้งตัวลุกออกมาจากเบาะแล้วเดินลงจากรถ สอดส่ายสายตามองหาคุณพ่อคุณแม่และน้องพิณ วินาทีตอนที่เจอหน้ากันมันตื้นตันอย่างบอกไม่ถูกอะ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเห็นเราในชุดยูนิฟอร์มของสายการบิน มันภูมิใจเหลือเกิน แอบเห็นคุณแม่ตาแดงๆนิดนึงแล้วมันแบบ โอ้ยยยยย อธิบายไม่ถูกอะ ตื้นตันไปหมดเลย พูดยากจัง นี่พิมพ์อยู่ยังแอบน้ำตาจะไหลเลย



    เราพาทุกคนขึ้นไปบนห้อง เห่อถ่ายรูปเซลฟี่ครอบครัวกันนิดหน่อย ที่เซอร์ไพร์สคือคุณพ่อเป็นคนถือกล้องเซลฟี่เองเลยนะ รูปที่ออกมาก็น่ารักดี สามคนแม่ลูกยิ้มพิมพ์เดียวกันเลยแหละ มีแต่คุณพ่อที่ไม่ได้ยิ้มเหมือนกัน… ก็นานแล้วนะที่ไม่ได้ถ่ายรูปด้วยกัน ครั้งล่าสุดก็ตอนที่ถ่ายรูปวันเรารับปริญญา ก่อนหน้านั้นไปอีกก็ตอนที่ไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกัน เลยจากนั้นไปก็จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อไร…


    คุณแม่ทำข้าวต้มหมูมาให้ทานแหละ อร่อยเหมือนเดิม แต่ตอนนั้นมันเหนื่อยมาก ทำงานและไม่ได้นอนมาเลยกินไปแค่ชามเดียว จริงๆอยากจะกินอีกเยอะๆ กินทุกอย่างเลยแต่ความง่วงเข้าครอบงำ เริ่มมึนงงพูดไม่รู้เรื่องแล้ว เบลอหนักมาก พอเรากินเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันกลับเพราะจะให้เรานอนพักผ่อน ทิ้งกล่องข้าวไข่เจียวที่คุณพ่อทำไว้ให้ดูต่างหน้า ซึ่งเราตื่นมากินอีกรอบก็อร่อยเหมือนเดิม กินไปน้ำตาก็พาลจะไหลไปอีก ช่วงเวลาที่เจอกันอยู่ด้วยกันมันน้อยจนน่าใจหายจริงๆแหละนะ






    ตอนที่เราไปบิน ทุกๆครั้งเวลาเรานั่งกินข้าวตรง jump seat เงียบๆคนเดียวบนเครื่อง เราชอบมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วก็คิดว่าเรามาทำอะไรที่นี่วะ มันเหงา คิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน ถึงแม้ว่าเวลาอยู่ด้วยกันก็มีทะเลาะกันบ้าง ไม่เข้าใจกันบ้าง ดราม่าน้ำตานองน้อยใจเวลาคุณพ่อดุทุกครั้งที่กลับบ้านแต่ก็นะ… พอมาอยู่ห่างกันแล้วเรายอมกลับไปทะเลาะกันเหมือนเดิมดีกว่าแหะ (แต่รักกันเข้าใจกันมันดีที่สุดแหละนะ)

    การมาอยู่คนเดียวที่นี่มันไม่เหมือนช่วงชีวิตตอนที่ไปแลกเปลี่ยนหรือชีวิตมหาลัยที่อยู่หอเริงร่า ไม่อยากกลับบ้าน ชอบการอยู่หอกับผองเพื่อน ตอนนั้นมันรู้สึกอิสระเสรีอยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนก็ไป ทำอะไรก็ได้ตามใจ พอเรียนจบย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านก็ต้องปรับตัวใหม่หมดเลย มีเซ็งๆเบื่อๆที่บ้านบ้างแหละ แต่พอตอนนี้ที่มาอยู่ไกลกันจริงๆแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมตอนนั้นเราไม่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากพอก็ไม่รู้สินะ เหมือนเพิ่งจะคิดได้เมื่อต้องมาห่างกันแล้ว

    ทุกวันนี้ที่ฟังเพลง “ไม่เคย – 25 hours” แล้วก็น้ำตาไหลตลอดเลยนะ คิดถึงบ้าน แต่ก็สู้แหละ ท่องโลก ทำงาน เก็บเงิน ผันตัวมาเป็นเสาหลักของบ้านต่อไป เย๊!








    วาเลนไทน์ – คนโสด – หมูกระทะ

    ตอนเย็นเรานัดกินหมูกระทะกับ วุ้นเป็ด แก๊งค์มหาลัยของเราเอง ซึ่งทุกคนก็มากันเกือบจะพร้อมหน้ายกเว้นสมาชิกที่ไม่โสดและปอมที่เกิดวันนี้พอดี ซึ่งก็เราคิดถึงทุกคนแหละนะ แต่มาไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร เพราะถ้ามากันครบนี่คงไม่ได้กิน ขำอย่างเดียว พอมาไม่ครบเลยไม่มีค่อยคนยิงมุกให้ขำตลอดเวลาทำให้เราได้กินหมูกระทะได้อย่างอิ่มเอม ถ้ามากันครบแก๊งนี่เราจะกินอะไรแทบไม่ได้เลย ขำจนไม่มีแรงจะจับตะเกียบ ขำแล้วหยุดขำไม่ได้



    ร้านหมูกระทะชื่อ Best Beef เป็นบุฟเฟ่ต์ราคาย่อมเยาไม่เกิน 300 บาท การเดินทางก็สะดวกสบายเหลือเกิน แค่นั่งบีทีเอสมาลงสถานีอ่อนนุช เดินนิดเดียวก็ถึงแล้ว คุณภาพก็อยู่ในระดับที่กินๆเข้าไปเถอะ กินได้เรื่อยๆ กินแบบเน้นปริมาณก็เวิร์คอยู่ เนื้อนุ่ม หมูนิ่ม ไก่เป็นยังไงไม่รู้ไม่ได้สั่งเพราะอยู่ที่นี่กินแต่ไก่จนกลัวตัวเองจะเป็นเก๊าแล้วเนี่ย เมนูมีหลากหลายและสามารถสั่งนู่นสั่งนี่เพิ่มได้เรื่อยๆ บริการก็รวดเร็วดีแต่พอดีว่าวันนั้นมีบอล พนักงานเลยจ้องจอทีวีนานไปหน่อยบ้าง โดยรวมก็ดีเหมาะแก่การมานั่งหน้าเตาจิ๊กหมูจิ๊กเนื้อเพื่อนไปพลาง เม้าไปพลาง หน้ามันหัวเหม็นหน่อยแต่ก็คุ้มแหละ


    นอกจากเราจะคิดถึงหมูแล้ว สิ่งที่เราคิดถึงไม่แพ้กันก็คือบรรยากาศการกินหมูกระทะร่วมกันกับเพื่อนๆแบบนี้แหละ ถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกว่าพวกเราไม่ได้อยู่ห่างกันเท่าไรเพราะก็ไลน์หากันวันละสามร้อยโนติกขึ้นไปต่อวัน แต่มันก็ไม่เหมือนการมาเจอกันแล้วโหวกเหวกโวยวายเล่นตลกกันต่อหน้าแบบนี้แหละนะ จริงๆคือขาดไปอีกหนึ่งกิจกรรมคือการไปนั่งร้านที่คล้ายๆก้ำกึ่งรำลึกความหลังนั่นเอง







    สายนกที่แท้จริงต้องแข็งแกร่งแม้ในวันวาเลนไทน์

    ตัดช่วงเข้าสู่โหมดดราม่าหลังจากผ่านอารมรณ์ตื่นเต้น ซึ้ง และสนุกสนานมาแล้ว ซึ่งๆจริงๆก็ไม่อยากเขียนเอามาลงเท่าไรหรอก มันเวิ่นเว้อเกินไป แต่ก็นั่นแหละไหนๆโลกจะโหดร้ายกับเราแล้วก็เผยแพร่ความนกต่อสาธารณะชนเลยละกันนะ



    เรื่องของเรื่องคือมันก็วาเลนไทน์ไงแก เห็นหน้าอย่างงี้ก็มีนัดกับเขาเหมือนกันนะเว้ย แต่นั่นแหละ… เรื่องมันยาว เอาเป็นว่า…

    - เราได้ไฟล์ทกลับไทย
    - เราบอกเขาว่า เออ ได้กลับไทยก่อนกำหนดนะ มาเจอกันไหม
    - เราบอกว่าเราจะกินหมูกระทะเสร็จประมาณสองทุ่มครึ่ง
    - เขาบอกว่าเขา “น่าจะ” มาได้
    - เรากินหมูกระทะเสร็จ เรารอ เราติดต่อ เขาเงียบหาย
    - เรานั่งรถไฟฟ้าจากอ่อนนุชมาลงที่ศาลาแดง กะว่าจะหาที่นั่งรอ แต่ทุกอย่างปิด รวมถึงมีปิดถนนขายของด้วย
    - ความซวยคือแม่งไม่มีรถผ่านหน้าสีลมคอมเพล็กซ์เลย จะกลับโรงแรมยังไงดีละวะ
    - ไหนๆก็รอเขาแล้ว งั้นก็เดินกลับโรงแรมเลยละกัน เผื่อเขาจะติดต่อมาระหว่างนั้นจะได้เจอกันได้ แต่ถ้าเราถึงโรงแรมแล้วก็จะไม่ออกไปไหนแล้ว
    - เดินไปสิ จากสีลมจนถึงสุรศักดิ์ ถนนสีลมทั้งเส้นอะ เดินไปจับมือถือไปด้วย เผื่อมันจะสั่น เผื่อว่าเขาจะโทรมา โคตรบ้าเลย
    - ไอ้เชี่ย! แม่งไม่โทรว่ะ
    - ทำไมมาไม่ได้แล้วทำไมไม่บอก
    - ถึงโรงแรมแล้ว นอน ช่างแม่ง พรุ่งนี้ต้องทำงาน มีงานมีการมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องทำเว้ย บาย


    นกขนาดนี้ มีใครให้มากกว่านี้มั๊ยคะ?











  • ที่หนักกว่าตกหลุมรัก ก็ตกหลุมอากาศเนี่ยแหละ…

    เช้าวันรุ่งขึ้นเราต้องออกจากกรุงเทพแต่เช้าเพราะมีไฟล์ทเทิร์นไปกลับกรุงเทพ-ฮ่องกง ซึ่งเป็นไฟล์ทสั้นๆประมาณ 3 ชั่วโมง พักที่ฮ่องกงนิดๆหน่อยๆแล้วก็บินกลับมากรุงเทพตอนเที่ยงคืน และด้วยความที่เวลาบินมันสั้นเพราะฉะนั้นการทำเซอร์วิสทุกอย่างมันค่อนข้างเร่ง จะมาพิรี้พิไรค่อยๆหยิบจับทำนู่นทำนี่ช้าๆไม่ได้นะจ๊ะ





    ลำดับการทำเซอร์วิสบนเครื่องก็เริ่มจาก Pre-Departure แจกผ้าขนหนูร้อน แจกเมนูอาหาร แจกของเล่นเด็ก และใบตรวจคนเข้าเมือง พอเครื่องขึ้นเสร็จสรรพก็จะเริ่มเสิร์ฟอาหารพิเศษต่างๆ เช่น อาหารเด็ก อาหารมังสวิรัติต่างๆที่ผู้โดยสารสั่ง จากนั้นก็จะเริ่มเข็นคาร์ทออกมาเสิร์ฟอาหารปกติ เสร็จปุ๊บก็เก็บถาด และเก็บพวกแก้วกาแฟ ขยะต่างๆจากผู้โดยสารเป็นขั้นตอนสุดท้าย จากนั้นก็ Pre-Landing จบ เย๊

    ความเชี่ยเกิดขึ้นเมื่อเราเสิร์ฟและเก็บถาดอาหารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เราก็ต้องหยิบถาดและถุงพลาสติกไปเก็บแก้วที่เหลือจากผู้โดยสาร ซึ่งโดยมากก็คือแก้วกาแฟที่ผู้โดยสารยังดื่มไม่เสร็จตอนที่เราเก็บถาดอาหารนั่นแหละ เราก็เดินเก็บนู่นนั่นนี่ตามปกติ ในถาดที่ถืออยู่ในมือก็จะมีทั้งแก้วกาแฟเปล่าๆและแก้วกาแฟที่มีชากาแฟเหลืออยู่



    เดินอยู่ดีๆ เครื่องบินก็ตกหลุมอากาศ…











    กาแฟหกลงตัวเองมั๊ย? เปล๊าาาาาา

    กาแฟหกลงพื้นมั๊ย? ไม่มี๊



    … กาแฟถาดนั้นทั้งถาดแม่งกระฉอกหกลงไปที่ผู้โดยสารจย้า ไอ้เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยย!!!



    วินาทีนั้นคือทรุดตัวลงไปขอโทษ รีบวิ่งเข้าไปในครัว หยิบห่อทิชชู่ห่อใหญ่แล้ววิ่งกลับไปหาผู้โดยสาร ขอโทษแบบกราบได้คือกราบไปแล้ว ผู้โดยสารก็หงุดหงิดแหละแต่ก็บอกว่าไม่เป็นไร เราก็แจ้งเคบินซุป แจ้งเพอร์เซอร์ รู้กันไปยันเฟิร์สคลาสว่าอีนี่ทำกาแฟหกใส่ผู้โดยสารจ้า TT_____TT

    เดชะบุญที่เขาไม่เอาเรื่องเอาความอะไร ไม่งั้นชีวิตต้องซวยแบบโคตรซวยกว่านี้แน่ๆอะ






    ฮ่องกงและเหล่ากรุ๊ปทัวร์

    พอไปถึงฮ่องกงปุ๊บ เราก็ออกจากเครื่องไปนั่งพักนั่งรอที่เลาจ์ในสนามบิน มีเวลากุ๊กกิ๊กก๊อกแก๊กทำนู่นทำนี่สองชั่วโมงเท่านั้น ใครใคร่กินอาหารในเลาจ์ก็กินไป ซึ่งมีอาหารให้เลือกหลากหลายคล้ายบุฟเฟ่ต์ขนาดย่อมซึ่งทุกอย่างอร่อยมาก โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวกับโฮมเมดคุกกี้

    กินเสร็จครบสองชั่วโมงก็กลับไปที่เกต รอขึ้นเครื่องเตรียมนู่นทำนี่ตามปกติ โชคดีที่ขากลับมากรุงเทพคนค่อนข้างน้อย แต่ความพีคคือผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวฮ่องกงรุ่นอากงอาม่าที่มาเที่ยวเมืองไทยกับกรุ๊ปทัวร์แล้วพูดภาษาอังกฤษไม่ด๊ายยยยยยย



    เชี่ย…. มนุษย์ลุงมนุษย์ป้าฮ่องกงทั้งนั้น…



    และด้วยความที่เป็นเอเชียนคนเดียวใน eco คุณลุงคุณป้าอาม่าอากงล้วนพุ่งตัวมาที่เราและรัวภาษาจีนใส่….และมีผู้โดยสารที่พูดอังกฤษได้มาถามว่ามีเชื้อจีนรึเปล่า เราเหมือนเป็นคนจีนมากๆ



    … หน้าหนูมีส่วนไหนที่ดูหมวยหรือ?



    แม้ว่าไฟล์ทนี้จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับผู้โดยสารแต่ก็เป็นไฟล์ทที่สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจพอสมควรเพราะอย่างที่บอกไปว่าส่วนใหญ่คือเขามาเที่ยวกันเป็นกรุ๊ปทัวร์ ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกๆที่เขาใช้บริการของสายการบินเรา ทุกคนตื่นเต้นตื่นตากับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เดินขึ้นเครื่องมาคือถ่ายรูปรัวมากๆ ถ่ายรูปตัวเองบนเครื่อง หยิบมือถือมาถ่ายรูปเหล่าแอร์ทั้งหลาย คือเราเห็นเขาสนุกเขาตื่นเต้นเราก็สนุกไปกับเขาด้วยไง วิ่งไปโฟโต้บอมคนนู้น ถ่ายรูปให้คนนี้ เซลฟี่กับผู้โดยสารคนนั้น สนุกมากกกกกกกก ตอนเสิร์ฟก็ไม่ค่อยเข้าใจกันหรอก ก็พอถูๆไถๆไปได้บ้าง ใช้ภาษามือเป็นส่วนใหญ่ เหนื่อยดีแต่ก็ตลกมาก


    ตอนแลนดิ้งถึงกรุงเทพก็มีผู้โดยสารมาขอถ่ายรูปด้วยก่อนออกจากเครื่อง ฟิลลิ่งเซเล็ปมากเวอร์ มีคนเข้ามาบอกว่าประทับใจที่แอร์น่ารักเป็นกันเอง มีอาม่ามาจับมือบอกว่าขอบคุณมากๆ(อื่ม ก๊อย ซาย มั๊งนะ อันนี้เราฟังออก เรารู้ เราเรียนมา) พอออกมาเจอกันตรงจุดรับกระเป๋าที่สนามบินก็โบกมือบ๊ายกันใหญ่เลย ก็เนี่ยแหละนะ… สิ่งเหล่านี้มันเติมพลังใจในการทำงานของเรา งานมันหนักจริง เหนื่อยจริง ร่างแหลกจริง แต่ก็บรรลุเป้าหมายการเป็นความทรงจำที่ดีของใครซักคนบนโลกแล้วแหละ :)






    ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

    กลับมาถึงห้องเหนื่อยมาก หิวมาก ดีที่มีข้าวปลาหมึกผัดไข่เค็มเซเว่นประทังชีพ เพิ่งจะรู้เหมือนกันว่าข้าวกล่องเซเว่นมีเมนูนี้แล้ว ประทับใจเหลือเกินแม้ว่าปลาหมึกจะน้อยไปหน่อยก็เถอะนะ

    เมื่อก่อนเราไม่ค่อยกินเมนูนี้แหละ จนกระทั่งมีคนบอกว่ามันอร่อยดี เขาชอบ เราก็เลยกินเรื่อยมาจนชอบบ้าง คิดอะไรไม่ออกก็สั่งปลาหมึกผัดไข่เค็มรองลงมาจากข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาวไม่สุกหรือผักกาดขาวผัดไข่ใส่เต้าหู้

    อืม… จากเมนูธรรมดากลายเป็นเมนูพิเศษยังไงก็ไม่รู้สิ






    สถานีต่อไป…ช่องนนทรี

    เช้าวันรุ่งขึ้นเราตื่นค่อนข้างสายเพราะเมื่อวานเหนื่อยมาก เดินมาขึ้นรถไฟฟ้าไปเจอญี่ปุ่นกับหนึ่ง เพื่อนสนิทสมัยมัธยมของเราเองแหละ ไปเจอกันที่สีลมคอมเพล็กซ์ กินอาฟเตอร์ยูกันซึ่งเป็นการเข้าร้านนี้เป็นครั้งที่สองในชีวิตของเรา ครั้งแรกไปตอนที่ร้านมันฮิตๆดังๆนั่นแหละ กินฮันนี่โทสต์ตามกระแสไปงั้น เอาจริงๆคือไม่ได้ชอบมาก มันหวานไป คนก็เยอะ เลิกไปแล้วบาย ลาก่อน


    พอมาวันนี้ก็โชคดีที่ไปถึงก่อนที่มนุษย์เงินเดือนสีลมจะออกมากินข้าวกลางวัน คนเลยไม่ค่อยเยอะเท่าไร ญี่ปุ่นสั่งอะไรก็ไม่รู้แหละ เป็นน้ำแข็งนมๆราดๆไมโลซักอย่าง อร่อยดีประทับใจ ชอบ อยากกินอีก

    เราเจอเพื่อนๆแค่แป๊บเดียวเอง ซึ่งน่าเสียดายมาก ขนมหมดก็แยกย้ายกันแล้ว จริงๆอยากเจอเพื่อนให้ครบแก๊งนะ อยากเม้ามอย อยากไปเต้น อยากไปบริค (เอ๊ะ!) เอาไว้ตอนกลับมาไทยยาวๆก็แล้วกันนะ ;)



    จากนั้นเราก็นั่งรถไฟฟ้าไปที่ช่องนนทรี….

    จากเหตุการณ์วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ตอนแรกก็คิดว่าจากนี้ไปสถานีนี้จะเป็นแค่ทางผ่าน จะไม่ไปอีกแล้ว จะไม่แวะตลอดกาล แต่สุดท้ายก็จบที่การนั่งกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูตุ๋นกับน้ำเก๊กฮวย ต่อด้วยนมเย็นวานิลลาที่โคตรหวาน



    ฉันนี่มันลูซเซอร์โดยแท้… #ด่าได้แต่อย่าแรง
    ความพีคคือนั่งกินนมเย็นอยู่แล้วร้านเขาเปิดวิทยุ แล้วดันเล่นเพลง คนไม่จำเป็น เว้ยแก โอโห...



    ตอนแรกก็แอบกลัวว่าอะไรๆมันจะเปลี่ยนไปรึเปล่า มันก็ห่างโดยระยะทางและระยะใจแหละนะ แต่ในที่สุดแล้วผลตอบกลับออกมาอยู่ในเกณฑ์ดีกว่าที่คิดไว้ บทสนทนาที่ลื่นไหลแผงไว้ด้วยการแซะและจิกกัดของเราทุกๆสองประโยค คิดถึงบรรยากาศและบทสนทนาแบบนี้ชะมัด

    จริงๆมีร้อยเรื่องที่อยากเล่า แต่มันไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ส่วนคำถามล้านอย่างที่อยากถามก็ยังเก็บไว้ในใจนั่นแหละ ได้เอาตัวเข้ามาอยู่ใกล้ๆ เห็นเขานั่งอยู่ข้างหน้าแบบตัวเป็นๆขยับดุ๊กดิ๊กได้แค่นี้ก็พอใจแล้ว สารภาพว่ามีหลายประโยคที่ลั่นๆออกไปบ้างและส่วนใหญ่ที่แซะก็เพราะน้อยใจแหละนะ แต่ก็เอ้อ…ตลกกลบเกลื่อนไป คนไม่จำเป็นเขาก็ทำตัวแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ

    ตอนที่เขาวิ่งแล้วค่อยๆห่างจากเราไปเรื่อยๆเป็นอะไรที่รู้สึกพีคมากในความรู้สึก โคจรห่างกันออกไปอีกแล้วสินะ หวังว่าจะได้วนกลับมาใหม่ในเร็วๆนี้(มั๊ง)




    แต่พอตอนนี้ที่กลับมาจากไฟล์ทกรุงเทพก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกันอีกเท่าไรนัก มันรู้สึกว่าไอ้ที่อยากเจอมากๆพีคมากๆมันหายไปหมดแล้ว ก็ได้เจอแล้วไง จบ achievement unlocked

    กลายเป็นว่าพอไปเจอกันมันดีกับจิตใจเรามากขึ้น ไม่เวิ่นเว้ออีกต่อไป มองโลกและสถานการณ์ทุกอย่างด้วยสายตาที่มองเห็นความเป็นจริงมากขึ้น อะไรที่ปิดหูปิดตาบอกในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเชื่ออยากจะเห็นอยากจะรู้สึกมานานก็เลิกทำแล้ว ถ้าสามารถเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆจะดีมาก ฮูเร่ เริ่มออกจากลูปวงจรของความงี่เง่าได้แล้วเว้ย



    สู้ต่อไป เฮ!





    Mission Completed

    ตอนเย็นตื่นมาอีกทีตอนห้าโมงครึ่ง นอนมองเพดานแล้วถอนหายใจ ความไม่อยากบินกลับดูไบมันกลับมาอีกแล้วล่ะและคราวนี้ก็รุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านๆมา อาจจะเพราะกลับมาเมืองไทยด้วยแหละมั๊ง พอตอนบินกลับมันก็รู้สึกเคว้งๆหน่อยๆ ยังดีที่ได้เจอเกือบทุกคนที่อยากเจอ เหนื่อยกับการวิ่งไปวิ่งมา ยอมนอนน้อยหน่อยแต่ก็อิ่มใจแหละนะ

    เราสั่งรูมเซอร์วิสมากินแบบเหงาๆ แล้วก็พิงๆนอนๆงีบต่ออีกนิดนึง ท่องไว้ในใจว่าอย่างน้อยก็บิน 6 ชั่วโมง ไม่สาหัสยาวนานเท่าไร :)

    แต่แล้วโทรศัพท์เราก็ดังขึ้นมา คนที่เราอยากเจอคนสุดท้ายเลิกงานแล้วว่างพอดีที่จะมาเจอกัน ก็เลยเป็นเวลาชั่วโมงครึ่งก่อนบินที่เราได้นั่งคุยกับมนุษย์คนอื่น ไม่ได้นั่งเหงาอยู่คนเดียวในห้องสี่เหลี่ยม ซึ่งก็ช่วยเราได้มากเพราะไม่งั้นจะเราก็จะเศร้าซึมและเคว้งคว้างพาลน้ำตาจะไหลแน่ๆ ยังไงก็ขอบคุณที่มาได้ถูกจังหวะเวลาในแทบทุกๆครั้งเลยนะ




    จากนั้นเราก็บินกลับดูไบ ร่างแหลกตามเคย กลับมาก็นอนเปื่อยๆหมดแรง เตรียมตัวบินไปเบรุทต่อซึ่งเป็นครั้งแรกที่เราบินกับ B777 ตื่นเต้นมากเพราะรู้สึกว่าตัวเองเคยชินกับ A380 มากกว่า แต่ผลคือโอเคดีมาก คนน้อยกว่า สบายกว่ากันเยอะเลยแหละ แต่ยังไงก็ยังเลิฟ 380 อยู่ดีแหละนะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแฮะ



    ต่อจากเบรุทเราก็ไปลอนดอน ไว้เดี๋ยวจะมาเล่าให้อ่านอีกทีละกันนะ :)

    ด้วยรัก...จากพญาฟินิกซ์แห่งดูไบที่นกแล้วนกอีก วอดวายและเกิดใหม่จากเถ้าถ่านของตัวเอง ใช้น้ำตารักษาแผลใจตัวเองกันต่อไป






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in