from the desert, with loveployapha.j
บ้านใหม่
  • 14 พฤศจิกายน 2558
    05:23 น.
    ห้องนอนห้องเล็กสีขาว
    ตึกที่สุดท้ายที่ปลายถนน
    ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์








    วันนี้ (14 พฤศจิกายน 2558) เรามาถึงดูไบเวลาประมาณเที่ยงคืนนิดๆตามเวลาท้องถิ่น ความตื่นเต้นพุ่งถึงขีดสุดเมื่อล้อแตะรันเวย์และค่อยๆเทียบตรงที่จอด ณ Terminal 3 และนี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็น Burj Khalifa ตั้งสูงตระหง่านกระพริบไฟเหนือตึก


    นี่สินะ...ตึกที่สูงที่สุดในโลก
    สวัสดีดูไบ บ้านใหม่ของฉัน





    ภายในสนามบินค่อนข้างวุ่นวาย ทุกอย่างดูใหญ่โตไปหมดชวนจะหลงทาง เรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมดตัวเล็กๆในอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ทุกคนรอบตัวดูเหมือนจะรู้ว่าตัวเองต้องเดินไปตรงไหน ถ้าเราเดินทางมาเองก็คงจะงงไม่ใช่น้อย โชคดีที่มีคนจากทางสายการบินมารับและพาฝ่าผ่านด่านคนเข้าเมืองที่สุดแสนจะวุ่นวายจนเรียบร้อย

    เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว เรามานั่งรวมกับกลุ่มคนหลากหลายประเทศที่คุยกันเสียงดังจ๊อกแจ๊กตรงม้านั่งของโซนผู้โดยสารขาเข้า เราเริ่มชวนคนข้างๆคุยก็ได้ความว่ากลุ่มนั้นเพิ่งแลนดิ้งมาจากสวีเดน อีกคนมาจากเยอรมัน สามคนนั้นมาจากอังกฤษ เป็นต้น




    จากคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษมานาน ยอมรับเลยว่าวินาทีนั้นรู้สึกว่าตัวเองโง่เสียเต็มประดา ฟังเขาพูดแทบจะไม่ทันอยู่แล้ว สำเนียงยังจะมาฟังยากอีก ครั้นจะพูดคุยโต้ตอบอะไรกับใครเขาก็ช้า ต้องคิดประมวลผลก่อน


    โอ้ย... แล้วตอนเทรนนิ่งฉันจะอยู่รอดกับเขามั๊ยล่ะนี่
    เราได้แต่คิดในใจ


    นั่งคุยกันซักพักก็มีคนเอาซองกระดาษสีน้ำตาลมาแจก ในนั้นเป็นเอกสารต่างๆที่ต้องกรอกและเตรียมมาในวันแรก ซิมการ์ดของดูไบ และนัดหมายเกี่ยวกับกำหนดการของพวกเราในวันถัดๆไป เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนความทั้งหมดแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปที่พักของตัวเองตามที่ระบุไว้ด้านหน้าซองนั่นแหละ

    ความจริงเรื่องที่พักนั้นเราก็พอจะรู้อยู่บ้างว่าจะได้ไปอยู่ที่ไหน เพราะทุกคนจะได้รับการแจ้งเกี่ยวกับการเทรนนิ่งและที่พักก่อนหน้าที่จะมาดูไบประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่มันก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้กับการที่จะได้เห็นสถานที่จริงเสียทีหลังจากพยายามหาข้อมูลและส่องดูละแวกบ้านใน google street view




    เราบ๊ายบายทุกคนและเดินแยกจากกลุ่มคนมาที่รถแท็กซี่คนเดียว เหตุเพราะไม่มีใครได้ที่อยู่เดียวกันกับเราเลย ค่อนข้างเหงาเหมือนกันะเนี่ย ระหว่างทางที่แท็กซี่แล่นไปเรามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความตื่นตาตื่นใจ


    เชี่ย... นี่ไม่ได้ฝันไปป่ะวะ ย้ายมาอยู่ที่นี่จริงๆแล้วอะ?


    และโดยไม่ทันตั้งตัว อยู่ๆรถแท็กซี่ก็จอดสนิท คนขับหันมายิ้มแฉ่งให้เราแล้วบอกว่าถึงแล้วล่ะ เราก้าวลงจากรถ สัมผัสลมเย็นสดชื่นไม่ไม่คาดคิดว่าจะมีที่นี่ (แน่ล่ะ คิดว่าทะเลทรายมันก็ต้องร้อนสิ) และลากกระเป๋าสองใบที่หนักรวมกันเกือบ 50 กิโลมายืนกระพริบตาปริบๆอยู่หน้าตึก Al Garhoud - Block G











  • เรามาถึงที่ตึกประมาณตีสามนิดๆ กรอกเอกสารลงชื่อเข้าพักและรับกุญแจจากพนักงานรักษาความปลอดภัยด้านล่าง พร้อมได้รับการกำชับมาว่าให้ใช้กุญแจไขเข้าบ้านนะเพราะรูมเมทเราอาจจะหลับอยู่ ขนกระเป๋าด้วยความทุลักทุเลไปที่ห้องและไขประตูอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เปิดประตูทิ้งไว้กว้างๆเพื่อให้แสงจากโถงทางเดินสาดเข้ามาด้านใน


    ภายในห้องค่อนข้างมืด เราใช้แสงจากมือถือค่อยๆหาสวิตช์ไฟที่ผนัง


    แชะ...


    หลอดไฟนีออนสว่างวาบและภาพแรกที่เราเห็นคือห้องนั่งเล่นสีขาว พื้นปูด้วยกระเบื้องสีขาว ผนังสีขาว มีโต๊ะอาหารและชุดโซฟาขนาดใหญ่สีน้ำตาล กว้างขวางไม่ใช่เล่นเลยแหละ ทางด้านซ้ายมือถัดจากประตูทางเข้าเป็นห้องน้ำสำหรับแขก ถัดไปเป็นห้องครัวขนาดใหญ่พร้อมข้าวของเครื่องใช้ครบครัน


    ในอาพาร์ตเม้นต์นี้มีห้องนอน 2 ห้อง ห้องใหญ่เป็นของรูมเมทเราที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ส่วนห้องเล็กก็เป็นของเรานี่แหละ เราไขกุญแจเข้าไปและพบว่าห้องนอนเล็กที่เรียกๆกันมันไม่ได้เล็กดังชื่อซักเท่าไรนัก


    พอเข้าห้องไปปุ๊บ ด้านขวามือจะเป็นห้องน้ำขนาดพอดี มีอ่างน้ำให้แช่เล่นได้ เดินเข้ามาก็จะเจอตู้โต๊ะและเตียงที่กลิ้งได้แบบไม่ตกเพราะใหญ่และตู้เสื้อผ้าบิลด์อินขนาดบึ้ม เราเช็คความเรียบร้อยก็พบว่าลิ้นชักของตู้ใส่ของพังไปสองอัน ส่วนที่เหลือทุกอย่างใช้งานได้ปกติดี





    พวกเราทุกคนที่เข้ามาใหม่จะได้รับ Welcome Pack จากทางบริษัท ประกอบด้วยกล่องขนมของกินต่างๆและลังขนาดใหญ่ใส่อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านต่างๆที่เยอะเกินกว่าที่คนๆเดียวจะใช้ได้ ทั้งจาน ชาม ช้อน แก้วน้ำ กระทะตะหลิว หม้อ ไม้แขวนเสื้อ สารพัดอย่าง ซึ่งดีงาม ไม่ต้องไปเสียเงินหาซื้อใหม่

    เราค่อยๆจัดของทุกอย่างเก็บเข้าที่ แยกเสื้อผ้าจากกระเป๋าเอาใส่ตู้ พยายามทำตัวให้รู้สึกว่าที่นี่คือบ้านของเรานะ หยิบของไปย้ายของมาอยู่ๆก็มานั่งแปะกับพื้นเฉยๆ มองผนังสีขาวรอบตัวด้วยความรู้สึกประหลาด



    เราคิดถึงห้องนอนของเราที่บ้าน



    เราเคยย้ายบ้านมาแล้วหนึ่งครั้ง ย้ายตัวเองไปนอนบ้านคนอื่นในฐานะเด็กแลกเปลี่ยนมาหนึ่งปี ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเราก็อยู่หอมาโดยตลอด กลับไปบ้านแทบจะนับครั้งได้ และตลอดเวลาที่ผ่านมาเราไม่เคยจะคิดถึง บ้านของเรา จริงๆจังๆเลยซักครั้ง

    แต่การย้ายบ้านครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ มันไม่มีกำหนดกลับเป็นเวลาตายตัวแน่นอน แถมเราแบกความคาดหวังทั้งของตัวเองและคนรอบข้าง บวกกับความรับผิดชอบและการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว รวมถึงความกลัวและความกังวลใจกับอนาคตของตัวเองติดไม้ติดมือมาที่นี่ด้วย




    ก็ได้แต่นั่งปลอบใจตัวเองว่าต้องรอดแหละ เดินถอยหลังไม่ได้แล้ว ไม่เด่นไม่ดังจะไม่หันหลังกลับไป







    ด้วยรัก...จากห้องนอนสี่เหลี่ยมในเมืองทะเลทราย







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in