from the desert, with loveployapha.j
หม่าเลย์ มาเลย์ ดีเลย์ ดี๊เลย์
  • 08 February 2016




    ก่อนอื่นเลยต้องขออัพเดตเรื่องไฟล์ทบินนิดหน่อย คือเราโดนถอดออกจากไฟล์ทดับลิน ไอร์แลนด์แหละ กลายมาเป็นสแตนบายซะงั้น เซ็งๆนิดหน่อยนะเพราะเตรียมกระเป๋าจัดทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว เสื้อโค้ทพร้อม ถุงมือพร้อม พอตอนบ่ายนี้เช็คอีกรอบนึงกลายเป็นว่าตารางเปลี่ยนอีกแล้วจ้า จากพรุ่งนี้ที่ไปบินตอนบ่ายเปลี่ยนเป็นได้พักนิดหน่อยแล้วตื่นมาสแตนบายตั้งแต่ตีสามถึงเก้าโมงเช้า

    ถ้ารอดไม่โดนอะไรก็พักยาวไปทั้งวัน ถ้าไม่รอดโดนไปบินก็มีเวลา 45 นาทีไปให้ถึง HQ เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ก็ต้องเฝ้าโทรศัพท์ไว้ไม่ไปไหนทั้งนั้นนนนนนน จริงๆก็ไม่ค่อยชอบนะ มันรู้สึกว่าเวลาเตรียมตัวน้อยไปนิดนึง แต่ก็นั่นแหละ รอดูพรุ่งนี้ตอนตีสามก็แล้วกันว่าชีวิตจะเป็นยังไงต่อไป ลุ้นทุกสัปดาห์เลยวู้ย







    คืนนี้เลยมาอัพให้อ่านเกี่ยวกับทริปล่าสุดดีกว่าเนอะ หวังว่าคงจะไม่เบื่อหน้ากันไปก่อนเพราะช่วงนี้เขียนนู่นเขียนนี่บ่อยเหลือเกิน ก็แหม… คนมันเหงาๆนี่นา การเขียนก็เป็นการใช้เวลาอยู่กับตัวเองและใช้เวลาช่วงที่ว่างๆทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ดีกว่านอนอืดอยู่เฉยๆ :)



    ไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทที่ 3 ของเราแหละ กลายเป็นว่าตอนนี้เรารู้สึกว่าเราคุ้นชินกับ A380 ไปซะแล้วเพราะบินเครื่องนี้มาตลอดเลย จำได้เกือบหมดแล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน ไปบรีฟตอนเช้าก็โอเคปกติดี ลูกเรือน่ารักดีแหละ พอรู้ว่าเราเพิ่งบินก็ช่วยสอนนู่นสอนนี่ตลอดเลย เวลาเราถามอะไรก็ยินดีตอบ ไม่มีเหวี่ยงหรือหงุดหงิดใส่ รู้สึกดีเพราะตอนแรกก็แอบกลัวว่าจะเป็นแบบไฟล์ทที่แล้ว ฮาาา โชคดีที่เจอแต่คนดีๆนะ

    อย่างที่นั่งตรงจั๊มพ์ซีทของแอร์ เราได้นั่งข้างๆกับ FG1 (First Class) เป็นสาวเกาหลี ทำงานที่นี่มา 8 ปีแล้ว ก็นั่งคุยกันเยอะแยะเลย ตอนนั่งในบัสไปโรงแรมก็นั่งด้วยกันอีก เขาก็แนะนำนู่นนั่นนี่ทั้งเกี่ยวกับการทำงาน การใช้ชีวิตที่ดูไบ รวมถึงฟิตเนสไหนโอเคบ้าง ออกกำลังกายแบบไหนดี





    ขาไปนี่โอเคมาก ชิว ชีวิตดี ทั้ง Economy Class มีผู้โดยสารแค่ 190 คนเอง ว่างแบบวิ่งเล่นได้อะ ทำเซอร์วิสแค่ 2 อย่างคือ Lunch กับ Light Bite จบ ง่าย สบายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เย๊เฮ<3

    พอมาถึงสนามบินก็เวลาประมาณสามทุ่มนิดๆ รอกระเป๋ากับผ่านตม.ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ได้ออกมาจากสนามบิน วูบแรกที่เดินออกมาเจออากาศข้างนอกคือ อาาาาาาาาาาาห์ อากาศร้อนๆชื้นๆที่คุ้นเคย มีความสุขที่ได้เจออากาศแบบนี้ซะที ตอนอยู่ไทยบ่นร้อนอย่างงู้นอย่างงี้ ตอนนี้คือยิ้มแก้มแทบแตก คิดถึงกลิ่นอากาศแบบนี้เหลือเกิน





    ระยะทางจากสนามบินมาถึงโรงแรมไกลมากเพราะโรงแรมอยู่กลางเมืองเลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ​ชั่วโมงนึงเลยอะ รถไม่ติดเลยนะ แค่มันไกลจากกันมากๆ ก็นั่งคุยกับ FG1 นั่งสไลด์ Soda Crush นอนงีบตื่นมามองวิวไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงโรงแรม เช็คอินเสร็จเรียบร้อยก็นัดกับลูกเรือคนอื่นไปกินข้าวกัน ตอนแรกจะไป Night Market ที่เปิดถึงตี 3 แต่ไปๆมาๆทุกคนเหนื่อยเมื่อยล้า เลยเดินไปหาของกินแถวๆโรงแรมก็แล้วกัน







    เปิดห้องมาปุ๊บเราพุ่งไปที่หน้าต่างก่อนเลย วิวสวยมากจริงๆ :)










    โรงแรมเราห่างจาก Petronas Towers ไม่มาก เดินแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว ซอยข้างๆตึกแฝดก็มีร้านอาหารผับบาร์ทั่วไป เราก็ไปด้อมๆมองๆส่องราคา จนไปจบที่ร้าน Senya เป็นร้านอาหารญี่ปุ่น เราสั่งเบียร์กับข้าวแกงกะหรี่หมูทอดมากิน (กินสิ่งเหล่านี้ตอนเที่ยงคืน คุณพระ!)







    จากนั้นทุกคนก็ไปต่อกันที่บาร์ชื่อว่า Beach Club เราเข้าฟรีเพราะมีบัตร Platinum Card ของบริษัท ก็เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ดีแหละ บาร์มันเป็นฟิลลิ่งบาร์โลคอลแถวๆพัทยาที่มีฝรั่งลุงๆเต็มไปหมดเลยและมีสาวๆที่แยกไม่ออกว่าเป็นสาวแท้สาวเทียมเต้นแบบยั่วๆนมหกมาก ยืนๆเต้นๆสังเกตคนนู้นคนนี้ไปเรื่อยๆ ตลกดีแหละ ส่วนค่าเครื่องดื่มไม่ต้องออกเพราะ First Officer สุดหล่ออิมพอร์ตจากสเปนเป็นคนเลี้ยงลูกเรือทุกคนเลยจ้าาาาา ป๋ามาก (แต่แต่งงานแล้วเรียบร้อย ภรรยาสวยมากด้วยแหละ) พอตีสามก็เดินกลับโรงแรมกัน นัดแนะกันเสร็จสรรพว่าพรุ่งนี้จะออกไปเที่ยวไหน







    เก้าโมงเช้าเหล่ายอดมนุษย์ที่ยังมีเรี่ยวแรงเหลือจากเมื่อวานก็ตื่นมากินข้าวเช้ากันที่ห้องอาหารของโรงแรม ก่อนที่จะเหมารถแท็กซี่ไปที่ Batu Cave ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าที่นี่คือที่ไหน เป็นยังไง เขาว่าไงก็ว่าตาม ไปไหนไปด้วย

    ระหว่างทางเหมือนขับรถไปต่างจังหวัดแหละ โคตรคิดถึงบ้านเลย ทุกอย่างเหมือนที่ไทยมาก มีภูเขา มีต้นมะม่วงที่เห็นแล้วน้ำตาจะไหล เฮ้อ… อยู่ห่างจากบ้านแค่พันกว่ากิโลเอง :(











    พอมาถึง Batu Cave แล้วอู้หูววววว ด้านหน้าสวยมากกกกกกกก ลิงก็เยอะมากเช่นกัน ฮาาา

    นี่คือถ่ายด้วยไอโฟนธรรมดา ไปไม่ได้แต่งรูปอะไรเพิ่มเลย คือสวยจริงๆ ประทับใจ ยิ่งใหญ่มาก





    วันนั้นเราใส่กางเกงขาสั้นไป ก็ต้องไปเช่าผ้าคลุมมาปิดขา ราคา 5 ริงกิต พอเอาผ้ามาคืนก็จะได้เงินคืน 2 ริงกิตนะ









    ปีนบันไดขึ้นมาก็ถึงทางเข้าถ้ำ












    ลิง ลิง ลิง ลิง เต็มไปหมด ต้องคอยระวังข้าวของในกระเป๋าให้ดีเชียวล่ะ!












    พอเดินลึกเข้ามาเรื่อยๆก็จะเป็นช่องแบบนี้แหละ












    ข้างในก็มีจุดให้ไหว้เทพต่างๆแหละ เราก็เข้าไปด้อมๆมองๆอยู่เหมือนกัน พอเดินเล่นถ่ายรูปเซลฟี่กับลิงซักพักก็ได้เวลากลับเพราะต้องกลับไปนอนพักผ่อนเตรียมบินกันอีกแล้ว (มาเที่ยวแค่แปบๆเอง เซ็งเหมือนกันนะ)











    จากจุดที่ยืนอยู่ก็เห็นกัวลาลัมเปอร์ทั้งเมืองเลย บรรยากาศดี๊ดีเชียวแหละ












    ระหว่างทางปีนบันไดลงมาก็มีทางแยกให้เข้าไปเดินเที่ยวในถ้ำด้วยนะ เป็นการชมถ้ำแบบเส้นทางธรรมชาติ แต่เพื่อนๆคนอื่นไม่อยากไปกันเพราะมันใช้เวลาค่อนข้างนานเลยอดได้ไปผจญภัยเลย









    ลงมาด้านล่างก็พุ่งตัวไปร้านมินิมาร์ทใกล้เคียง ซื้อไอติมแพดเดิ้ลป๊อบเรนโบว์กับป๊อกกี้รสช็อคโกแลตมากินให้หายอยาก ฮืออออ คิดถึงขนมกุ๊กกิ๊กในไทยเหลือเกิน ระหว่างที่รอคนอื่นซื้อน้ำมะพร้าวขนมนมเนยก็แอบมาแช๊ะภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกนิดนึงเนาะ :P












    เมื่อทุกคนพร้อมแล้วก็โดดขึ้นรถกลับโรงแรมกัน เรากับเพื่อนอีกสองคนอยากไปถ่ายรูปตรงตึกแฝดเลยตัดสินใจเดินต๊อกแต๊กไปถ่ายรูปกันนิดนึง เสียดายมากที่ฟ้าครึ้มอีกแล้ว ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนะ ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนฟ้าจะต้องครึ้ม ฝนจะต้องตกเสมอเลย ไม่เข้าใจจจจจจ นี่แอร์นะคะไม่ใช่นางแมว อะไรจะเรียกฝนขนาดเน้ โธ๊…












    ถ่ายรูปมุมนี้เสร็จก็รีบเดินไปหาอะไรกินในตัวตึก เราก็ได้หนมปังกุ๊กกิ๊กกับชามะนาวมากินที่ห้อง ไม่มีแรงจะช้อปปิ้งอะไรแล้ว เหนื่อยมากเหลือเกิน มาถึงห้องก็กิน มองออกไปนอกหน้าต่างก็ฟ้าทึมๆเทาๆเหงาๆเหลือเกิน นอนดีกว่าก็เลยนอนหลับสนิทตั้งแต่สี่โมง ตื่นอีกทีตอนทุ่มครึ่ง เดินลงไปหาอะไรกินนิดหน่อยแล้วก็ขึ้นมาอาบน้ำ แต่งตัวเตรียมไปบิน เย๊ :D



    สี่ทุ่มล้อหมุนมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างทางเราก็งีบไปด้วย เพราะกว่าเครื่องจะออกก็ตีหนึ่ง ต้องเก็บพลังไว้สำหรับทำงานบนเครื่อง ซึ่งขากลับเราก็เช็คจำนวนผู้โดยสารแล้ว พบว่าไม่เต็มลำค่าาาา แค่ 378 คนเท่าน้านนนน ดีใจเหลือเกิน รอเวลากลับบ้านที่ดูไบ



    ห้าทุ่มปุ๊บเรามาถึงสนามบิน หลังจากเช็คอินกระเป๋าใบใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว ความพีคของทริปนี้ก็บังเกิดค่ะ กราวน์สตาฟวิ่งเข้ามาหากัปตันแล้วแจ้งให้ทราบว่า เครื่องยนตร์มีปัญหา คาดว่าจะดีเลย์ 4 ชั่วโมงงงงงงงงงง








  • เชี่ยแล้วไงล่ะ...


    จุดนั้นทุกคนอึ้งแบบแดกจุด จากนั้นก็เริ่มบ่นแบบเอาไงกันดี แนวว่าฉันว่าแล้วว่าไฟล์ทนี้มันดีแปลกๆจนน่าเอะใจ คือทุกคนเริ่มจับกลุ่มประเทศที่พูดภาษาตัวเองแล้วรัวภาษาถิ่นใส่กันไฟแล่บ ดิฉันก็ยืนช็อกอยู่ตรงนั้น เชี่ย… 4 ชั่วโมง เอาจริงอะ… กัปตันก็หงุดหงิดเพราะจริงๆแล้วทางดูไบแจ้งว่าเครื่องมีปัญหาแต่สตาฟที่นี่ยืนยันว่าซ่อมด้ายยยยยยย ตอนแรกก็คุยกันว่าจะไปนั่งเลาจ์กันมั๊ย อย่างน้อยก็มีของกินมีเก้าอี้ให้นั่งพักสบายๆ แต่ไปๆมาๆกัปตันก็ตัดสินใจว่าไปรอกันที่เครื่องก่อน พวกเราก็ต้องจำใจลากกระเป๋าแกร๊กๆไปที่เกต ขึ้นไปบนเครื่อง เตรียมนู่นเช็คนี่แล้วก็มานั่งรอ





    ชั่วโมงแรกผ่านไป ทีมเอ็นจิเนียร์บอกว่าขออีกชั่วโมงนึง ชั่วโมงต่อมาผ่านไปจนเราดู The Intern จบ ทีมเอ็นจิเนียร์ก็เข้ามาบอกว่าขออีกชั่วโมงนึง พวกเราก็นั่งรอกันต่อไปแบบไร้จุดหมายโคตรๆ หลายๆคนเริ่มงอแงเพราะตื่นกันมาตั้งแต่สามทุ่ม(ถ้านับตามเวลา wake up call แต่ก็มีอย่างเราที่ตื่นมาตั้งแต่ทุ่มนึงไรงี้ มันเริ่มเหนื่อยเริ่มล้ากันแล้วอะ)

    ก็รอกันจนกระทั่งตีสามครึ่ง กัปตันประกาศว่าจะยกเลิกเที่ยวบินนี้ ขอให้ทุกคนกลับไปเก็บของ เราจะไม่รออีกต่อไป ผมนี่รีบวิ่งไปหยิบกระเป๋าเลยครับ คือใจนึงเราก็อยากบินกลับนะ อย่างน้อยกลับมานอนที่บ้านเพราะถ้านอนตอนนี้มันก็ได้พักแค่ 8 ชั่วโมง ซึ่งเป็น minimum rest hour (คนอื่นเขาคำนวณกัน นี่ก็ไม่รู้อะไรกับเขาหรอก จำๆมานั่นแหละ) แล้วก็ต้องกลับมาทำงานต่อ อีกใจนึงก็ไม่ไหวแล้วว้อยยยย ตาจะปิดแล้วววววว ถ้าเครื่องออกตรงเวลา อีกชั่วโมงเดียวคือถึงดูไบแล้วนะเฮ้ย



    ทุกคนเก็บของเสร็จไวมากแล้วพุ่งตัวด้วยความเร็วแสงมาที่ประตูเครื่อง เจอกัปตันที่หน้าประตู บอกว่ามีเรื่องจะประกาศขอให้ทุกคนมารวมกันตรงนี้ก่อน จุดนั้นคือ เชี่ยแล้วววววว ลางไม่ดีอีกแล้วววววววววว

    พอทุกคนมารวมกันจนครบแล้ว กัปตันก็ประกาศสิ่งที่พวกเราโคตรจะไม่อยากได้ยินเลย คือ…ทีมเอ็นจิเนียร์จะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แค่ 20 นาทีเท่านั้นให้เขาหน่อยได้ไหม ถ้าซ่อมได้เราจะได้บินกลับ ถ้าไม่ได้เราจะกลับไปพักกันที่ Airport Hotel จะได้ไม่ต้องเสียเวลานั่งรถเข้าเมืองอีก





    ครับ… Commander of the ship ว่ายังไง พวกเราก็ต้องว่าตาม บางคนหยิบมือถือมาเซ็ตเวลานับถอยหลังเลย เอาแบบเป๊ะๆเลยว่า 20 นาทีคือ 20 นาทีแน่ๆนะ ตลกมาก พอกัปตันคล้อยหลังไปก็เริ่มถกเถียงกันว่าเอาไงวะ ตกลงจะได้บินมะ ความเห็นเริ่มแตกเป็นสองสายคือซ่อมไม่ทันหรอกแก ใจเย็น นี่เขาขอเวลามาเรื่อยๆยังไม่เสร็จซะทีเลย แต่ความเห็นส่วนมากคือแม่งขอเวลามาเจาะจงขนาดนี้ ทีมเอ็นจิเนียร์มันดูหน้าตากระหยิ่มยิ้มย่องยังไงก็ไม่รู้แปลกๆ แม่งต้องเสร็จชัวร์

    และแล้ว 3 นาทีสุดท้ายก่อนหมดเวลา ทีมเอ็นจิเนียร์ก็มาบอกพวกเราว่า ซ่อมได้แล้วนะจ๊ะ เย๊เฮ

    … เฮพ่องงงงงงงงงงงง ตอนนั้นเกือบจะตีสี่ บ้ามาก บ้าไปแล้วววววว สามนาทีก่อนหมดเวลา บ้าเอ้ยยยย ไม่พร้อมบินโว้ยยย เหนื่อยยยยยย ตื่นมาตั้งแต่ทุ่มนึงแล้ว ต้องการจะนอนนนนนนนน แต่ก็นั่นล่ะฮะ ได้แต่คิดอยู่ในใจพร้อมยิ้มรับชะตากรรม เดินเอาของไปเก็บ หวีผมใหม่ ปาดลิปแดง ใส่หมวก แล้วยิ้มสวยที่สุดใส่กระจกให้กำลังใจตัวเอง สู้โว้ยยยย ต้องไม่สลบตายไปก่อนถึงดูไบ







    เกือบตีสี่ครึ่ง ผู้โดยสารทยอยเดินขึ้นเครื่องกันมา บางคนก็เหนื่อย หลายคนหงุดหงิด ทุกคนมีคำถามเกี่ยวกับ connecting flight ของตัวเอง เราทำได้แค่ยิ้ม ขอโทษสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยายามทำให้ทุกคนอารมณ์เย็นลง ตีห้าสิบนาที(ตามเวลาจริงใน departure time)เราก็เหินฟ้ามุ่งหน้าสู่ดูไบ

    ความดีงามในช่วงต้นไฟล์ทคือผู้โดยสารหลับกันหมด เราเสิร์ฟอาหารเช้า เสร็จแล้วก็มีเวลานั่งทานข้าว มีคอลจากผู้โดยสารบ้างเล็กน้อย มีผู้โดยสารบางคนเดินมาถามเกี่ยวกับเวลาของไฟล์ทต่อไป เข้ามาคุยด้วยในครัว มาขอโทษที่หงุดหงิดใส่เราในตอนบอร์ดดิ้งซึ่งเราก็เข้าใจแหละ ก็รอมานานเนอะ ก็ชวนเขากินชากินน้ำผลไม้กินขนมไปเรื่อย ฮาาาา



    พอเราเสิร์ฟ Light bite เป็นของว่าง ผู้โดยสารก็เริ่มตื่น ทีนี้คอลกระหน่ำเลยค่ะ ถามเรื่องไฟล์ทนั้นแหละว่าเขาต้องทำยังไงต่อ ไปไหนต่อ มีผู้โดยสารคนนึงจะไปมอสโควแล้วหงุดหงิดมาก เรียกจะคุยกับซีเนียร์ตลอดเลย เราก็ต้องไปตามมาคุย เสิร์ฟน้ำ ระหว่างนั้นก็ชวนคุยเรื่องอื่นว่ามาจากไหน ปรากฎว่าเขามาจากปราก เราก็เข้าทางเลยฮะ ชวนคุยว่าเนี่ย แม่เราเคยไปเที่ยว ชอบมากเลย คุยเรื่องจุดชมวิวที่เห็นทั้งเมือง เรื่องลานนาฬิกาที่ดังๆ แอ๊บว่าไม่เคยรู้ประวัติมาก่อน ผู้โดยสารก็เล่าให้ฟังเสียยืดยาว พอซีเนียร์มาเขาก็อารมณ์เย็นลงแล้ว ทีนี้พูดอะไรก็ง่ายเลย โอเคเออออห่อหมกไปหม๊ด ดี๊ดี



    พอเครื่องแลนดิ้งตอนแปดโมงตามเวลาดูไบ ผู้โดยสารตรงที่เรานั่งอยู่ลุกยืนขึ้นมาเตรียมจะพุ่งตัวออกจากเครื่องทั้งๆที่สัญญาณรัดเข็มขัดยังเปิดอยู่ เราก็โดนซีเนียร์โทรมาดุว่าให้ไปบอกให้ผู้โดยสารนั่งลง เราก็เข้าไปพูดๆแต่ก็เข้าใจเขาแหละว่าคนมันรีบอะ ไฟล์ทของเขาคือแปดโมงสิบงี้ ก็ได้แต่ขอให้เขาถอยๆไปนิดนึง พอประตูเปิดปุ๊บเรานี่รีบบอกให้เขาวิ่งเลย แบบ Run! เอาใจช่วยสุดว่าให้เขาไปทัน (ไฟล์ทไปบูดาเปสต์ด้วยแหละ ระหว่างไฟล์ทก็ได้คุยภาษาฮังใส่กันนิดหน่อย ดีใจที่ตัวเองยังฟังออกอยู่บ้าง)



    เก้าโมงครึ่งเราพาตัวเองกลับมาที่ห้อง ไลน์บอกแม่ ลบเครื่องสำอาง อาบน้ำ นอนยาวไปเลยทั้งวัน ลาก่อน ร่างแหลกมากจริงๆ ตื่นอีกทีคือตอนเย็นแล้ว ลุกขึ้นมาหาไรกิน คุยสไปก์ นอนต่อ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น บายโลก







    นี่แหละประสบการณ์ไฟล์ทเอเชียไฟล์ทแรกและการดีเลย์ครั้งแรกของเรากับการบินครั้งที่สามในชีวิต (ทำไมมันพีคจังวะ) โชคดีมากๆที่ได้ทีมดีงาม ทุกคนช่วยเหลือกันและกัน น่ารักมาก และไฟท์มากจนจบไฟล์ทนี้ได้อย่างสวยงาม :)



    สำหรับเที่ยวบินหน้าก็ยังไม่รู้เลยว่าไปไหนกันหนอ รอดูกันต่อไปว่าตีสามของเช้าวันอังคารเราจะต้องไปโผล่อยู่มุมไหนของโลก เอาจริงๆจุดนี้คือไปไหนก็ได้แต่ขอให้ได้ทีมดีๆด้วยเถิด สาธุ





    ด้วยรัก...จากห้องสี่เหลี่ยมบนชั้นสามของตึกสุดท้ายบนถนนสาย 45, ดูไบ






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in