from the desert, with loveployapha.j
เดินเล่นในดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน
  • 20 June 2018








    จากที่เราเล่าให้อ่านกันไปในตอนที่แล้วว่าช่วงนี้เราขอไฟล์ทมายุโรปเหนือแบบรัวๆ กะว่าจะเก็บโคเปนเฮเกน ออสโล และสตอกโฮล์มให้เรียบร้อยภายในฤดูร้อนปีนี้






    และตอนนี้ก็ถึงคิวของการมาเยือน ออสโล - นอร์เวย์ แล้วนะเออ






    ไฟล์ทนี้สนุกสนานดีมากเพราะว่าเราได้บินกับ คุณวรางค์ (เราเรียกคุณวรางค์แบบนี้เพราะคิดว่ามันเพราะพริ้งดี เหมือนางเอกนิยายไทยพีเรียด) และ พี่แทททู พี่เคบินซุปเปอร์ไวเซอร์ ก็ตั้งตนเป็นทีมไทยมาเฟียกันค่ะ ทำงานด้วยความแฮปปี้มากที่สุด ประกอบกับบินเครื่อง B777 ด้วย โอ้ย สบายยยยย



    แรกเริ่มก็แอบมีความวุ่นวายอิรุงตุงนังกันเล็กน้อยพอเป็นพิธี เนื่องจากไฟล์ทนี้มีเหล่ากรุ๊ปทัวร์นานาชาติ ทั้งคุณพี่จากดินแดนชมพูทวีป ออมม่าและอาจุมม่าเกาหลี ตลอดจนอากงอาม่าจากจีนแผ่นดินใหญ่ และผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นที่สุดแสนจะน่ารักเรียบร้อย ถามว่ายุ่งไหม ก็ยุ่งแหละ มีไฟล์ทไหนไม่ยุ่งบ้างล่ะ ไม่มี๊!










    ซักที่เหนือน่านฟ้าประเทศรัสเซีย
    ที่รู้เพราะแอบดูในจอว่าตอนนี้บินถึงไหนแล้วหนอ





















    เหนือนน่านฟ้าของนอร์เวย์แล้วจ้า
    เขียวขจีดีงามเหลือเกิน















    ไฟล์ทนี้เราได้นั่งอยู่ที่ตำแหน่ง R5 ท้ายเครื่องค่ะ






    เราชอบทำงานตำแหน่งนี้ที่สุดแล้วล่ะ ไม่ใช่เพราะตรงนี้สบายที่สุด เนื่องจากไม่ต้องคอยยืนดูผู้โดยสารตอนที่ safety video เล่น และไม่ต้องสบตาป๊ะกับผู้โดยสารตลอดเวลา (เอาจริงๆ มันก็ส่วนหนึ่งแหละว่าทำไมเราชอบตำแหน่งนี้ บางทีเราก็อยากหาวกว้างๆให้สาสมกับความง่วงและเหนื่อยอ่อนบ้าง ขี้เกียจคีพลุคนั่งสวยๆตลอดเวลา อยากยืดแข้งยืดขา ถอดรองเท้าอะไรกับเข้าบ้างเงี้ยยย)


    แต่เป็นเพราะพอตอนที่เครื่องกำลังลดระดับเพื่อลงจอดที่จุดหมายปลายทาง ถ้าเรานั่งตรงนี้ เราจะมองวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างได้ เห็นตึกรามบ้านช่อง ต้นไม้ ทะเล จนกระทั่งรันเวย์และหอบังคับการบิน



    เราทำงานมาสองปีกับแปดเดือนแล้วนะ และดีใจที่ทุกวันนี้เรายังคงตื่นเต้นทุกครั้งเวลาที่เครื่องบินพาเราไปยังจุดหมายใหม่ๆที่ไม่เคยไป ยังมีโมเม้นขนลุกว่าเฮ้ยยย ฝันไว้มานานแล้วนะเนี่ย ในที่สุดเราก็ได้มาที่นี่แล้วเว้ยยยย





    และที่เราชอบมากที่สุดก็คือ
    เราชอบที่จะได้เห็นท้องฟ้าเปลี่ยนสีไปทุกวัน



    : )














  • ด้วยความที่เราพักในโรงแรมที่อยู่ใกล้สนามบิน เราเลยต้องนั่งรถบัสเข้ามาในตัวเมืองจ้ะ ซึ่งทัศนียภาพสองข้างทางก็งดงาม ชวนทำให้เย็นใจ


































    สิ่งที่เราคิดถึงมากๆรองลงมาจากสายฝนก็คือสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้านี่แหละนะ ได้เห็นแล้วชื่นใจ ในบางเลโอเวอร์ที่เราไม่ได้เขียนเล่าให้อ่านกัน เราก็ชอบไปนั่งเงียบๆในสวนสาธารณะแหละ มันสบายใจดี แม้แต่เวลาที่เราทำไฟล์ทมากรุงเทพ ถ้าเราว่างหรือถ้าไฟล์ทมันเครียด เราก็ชอบไปเดินเอื่อยๆในสวนลุมนะ ปั่นเป็ดอะไรก็ว่าไป เป็นการใช้เวลาอยู่กับตัวเองแบบเงียบๆดี :)


















    รถบัสมาส่งเราในเมือง เดินมานิดนึงก็ถึง The Royal Palace หรือ Det Kongelige Slott ที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 ซึ่งตอนแว้บแรกที่เห็นก็หื้ออออ อยู่ในใจว่านี่คือ The Royal Palace หรือนี่ มีความเรียบง่ายมาก มินิมอลสุด ไม่อร้าอร่ามใดๆเลย เท่ ชอบ ถูกจริต









    สามารถเข้าไปเยี่ยมชมด้านในได้นะจ๊ะ แต่ตอนนั้นก็ห้าโมงแล้ว ปิดแล้ว อดเลย
    (แต่แสงแดดนี่ไม่ห้าโมงเล้ยยย เหมือนเที่ยงวันเป็นที่สุด)
































    King Charles John











    รอบๆพระราชวังเป็นสวนขนาดใหญ่ที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปใช้ได้ สามารถเดินเล่น ปั่นจักรยาน หรือนอนอาบแดดได้แบบชิวๆ




    มีทหารยามยืนประจำป้อมเท่านั้นแล














    เราเดินเล่นตามแผนที่มาเรื่อยๆ เพราะไม่ได้มีจุดไหนที่อยากไปเป็นพิเศษ เหมือนอยู่ในช่วงที่เลิกเอาตัวไปแปะตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆเพื่อถ่ายรูปแล้วอะ ตอนนี้เราขอเอนจอยกับอากาศ แสงแดด และบรรยากาศรอบตัวบ้าง







    มีรถไฟชมเมืองด้วยนะจ๊ะ น่ารักมากกกก
















    เห็นแดดจ้าแบบนี้ จริงๆแล้วลมเย็นเหมือนกันนะเออ



























    แต่ก็ไม่พลาดที่จะซื้อไอติมนะเออ ซัมเมอร์ทั้งทีก็ต้องกินหน่อยมะ











    เราเดินเอื่อยๆ กินไอติมมาเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงบริเวณท่าเรือ Aker Brygge ซึ่งมีเรือเยอะแยะ ทั้งเรือสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากไปล่องเรือชมบรรยากาศ เรือข้ามฟ้าไปเกาะแก่งอื่นๆ ตลอดจนเรือส่วนตัวก็มีท่าให้เทียบเรือเช่นกันจ้ะ


















    น้ำมะนาวจ้าา น้ำมะนาวเปรี้ยวอมหวาน เย็นชื่นใจจ้าาาา


































    ก็ตามสไตล์ฤดูร้อนในยุโรปนั่นแหละ มี food truck มาตั้ง มีเวทีดนตรีมาเล่น
    บรรยากาศรอบๆท่าเรือเลยคึกคักมากทีเดียว มีทั้งหนุ่มสาวมาเดินกุมมือ แก๊งสเก็ตบอร์ด
    ครอบครัวที่พาลูกมาเดินเล่นพร้อมน้องหมา และคุณลุงคุณป้าที่นั่งกินไอติมเงียบๆ :)























    เวลากับท้องฟ้าดูไม่ค่อยสัมพันธ์กันเท่าไรเล้ย












    นั่งรอโต๊ะของร้านอาหารกันนะจ๊ะ

























    พี่ชายคนนั้นดูหงอยเหงา ในมือของเขาปัดทินเดอร์
    ไม่ใช่!









    เมื่อเดินผ่านโซนร้านอาหารและคาเฟ่ต่างๆมาแล้ว เราก็จะถึงตึก Astrup Fearnley Museum of Modern Art ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่น่าเข้ามากกกกกกกก แน่นอนว่าหกโมงจะครึ่งแล้ว เขาปิดเด้อ เสียใจ ทำได้แต่เพียงยืนเกาะกระจกร้านขายของที่ระลึกและอยากพุ่งตัวเข้าไปซื้อถุงผ้า และเดินเล่นชมบรรยากาศริมน้ำรอบๆเท่านั้นเอง










































    แค่เห็นตัวอาคารภายนอกก็ประทับใจแล้วคุณเอ๊ย





















    เห็นตึกที่งามแล้วดิฉันมีความสุข





    ไม่รู้ว่าเคยบอกไปแล้วรึยังนะ
    คือเรามีความคิดว่าสถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือที่ช่วย shape คนในสังคมได้อีกทางหนึ่งอะ
    นอกเหนือจากกฎหมายที่ใช้บังคังให้คนอยู่ในกรอบมีระเบียบ

    แบบสถาปัตยกรรมที่ดี ฟังก์ชั่นครบ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนโดยรวมมันดีอะ
    มันทำให้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวกสบายขึ้น และความงามมันช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้สุนทรีย์



    พอจะนึกภาพออกไหม



    มีกฎหมายออกมาบังคับใช้ไม่พอ สภาพแวดล้อมรอบตัวมันต้องเอื้อด้วย
    เพื่อให้คนเกิดจิตสำนึกในเรื่องสาธารณะอะ

    คือทุกอย่างมันเป็นเหมือนวงกลมที่ซ้อนทับกันไปหมด
    ทั้งการศึกษา ระบบการวางผังเมือง กฎหมาย ระบบการคมนาคมต่างๆ


    การมีคุณภาพชีวิตที่ดีมันคือเรื่องพื้นฐานนะ
    เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีพึงได้ ที่รัฐจะต้องยื่นมือเข้ามาช่วย


    (ซึ่งพอกลับไทยไปทีไรก็ต้องแอบถอนหายใจ บีทีเอสเจ๊งเงี้ย ฝนตกแล้วน้ำท่วมเงี้ย)






    โอเค ชักไปไกลแล้ว แต่นั่นแหละ
    สิ่งที่อยากจะบอกคือเรารู้สึกถึงคุณภาพชีวิตที่แตกต่างอะ



    ก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง
    ประเทศไทยของเราจะกระจายความเจริญสู่เมืองอื่นๆ
    คนจะได้ไม่มากระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองใหญ่
    และมีระบบคมนาคมที่ครอบคลุม รวดเร็ว ว่องไวเสียที
    (ไม่เอาแล้วนะที่บอกว่าให้สร้างถนนก่อนรถไฟความเร็วสูง)



    และก็หวังว่าสักวันหนึ่ง
    ภาษีที่จ่ายไปทั้งทางตรงและทางอ้อม
    จะถูกเอามาใช้ประโยชน์ในทางที่ถูกที่ควรเสียที




    จะมีวันนั้นไหมนะ...








    (เขียนแบบนี้แล้วข้าพเจ้าจะได้กลับประเทศมั้ยวะเนี่ย)













    นี่คือห้องน้ำที่แผงตัวอย่างเงียบเชียบกลมกลืน




















    นี่คือน้ำในคลอง ย้ำว่าน้ำในคลอง ที่ไหลออกสู่ทะเล
    ใสสะอาดมาก ลงไปว่ายได้ ลูกเด็กเล็กแดงเล่นน้ำกันเต็มไปหม๊ด

    ไม่เหมือนคลองแสนแสบที่น้ำกระเซ็นมาโดนแขนแล้วรู้สึกแสบผิวตะหงิดๆ
    คาดว่าถ้าเอามือจุ่มลงไปแล้วยกขึ้นมาคือมือหายไปแล้ว โฮ


































    เอนจอยแสงอาทิตย์ส่องกันไป


















    ข้างๆพิพิธภัณฑ์ก็มีสวน Tjuvholmen skulpturpark (อย่าถามว่าอ่านออกเสียงยังไง)
    ซึ่งก็มีรูปปั้นวางเรียงราย ชิ้นที่ได้รับความสนใจจากชาวประชามากที่สุดก็คือ

    รูปปั้นน้องนม

    ผิด ไม่ใช่! รูปปั้น Eyes นี้นี่เองงงงงง










    ความรู้คู่เลโอเวอร์:

    อันนี้เป็นเรื่องราวแรนดอมที่อยากจะเล่า อยากจะเขียนขึ้นมาเฉยๆ แต่ไม่รู้จะเขียนตอนไหนก็เล่ามันตอนนี้ละกัน อะ ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าซูชิหน้าแซลมอนนั้น ใครกันที่เป็นคนคิด



    ติ๊กต่อกกกก หมดเวลาาาาาา



    ความจริงแล้วกลุ่มก้อนมนุษย์ที่เป็นผู้คิดค้นแซลมอนซูชิไม่ใช่ชาวอาทิตย์อุทัยแต่อย่างใด แต่เป็นชาวนอร์เวเจี้ยนนี่เองงงงงงง (แน่ล่ะ ญี่ปุ่นไม่มีแซลมอนนี่ ไม่ใช่ปลาพื้นเมืองนะเออ) ขอขอบคุณพี่น้องชาวนอร์เวย์เจี้ยนไว้ ณ ที่นี้ด้วยจ้ะ ที่ริเริ่มเอาแซลมอนไปวางบนข้าวให้เราได้กินกันในทุกวันนี้ เย่เย่เย่















  • หลังจากเดินต่อนยอนต๊ะต้อนย้อนนนนนริมน้ำจนช่ำอุราแล้วก็ได้เวลาอาหารเย็น ฮูเร่!

























    ท้องฟ้าตอนหนึ่งทุ่มที่เหมือนบ่ายสามโมง




















    Universitetsplassen เป็นอาคารของมหาวิทยาลัย
    ความเก๋คือธง Pride























    ถนนตรงนี้เรียกว่า Charles Johan Gate (ดูจากในกูเกิลแมพอะนะ)
    เป็น shopping street ที่มีร้านกุ๊กกิ๊กและคาเฟ่มากมาย




    ดิฉันนั้นโดนพวกร้านขายเฟอร์นิเจอร์ดูดมาก โฮกกกกกกก อยากยกทั้งร้านกลับบ้าน
    อยากได้จาน แจกัน ที่รองแก้ว ตะกร้าผ้า เออ มันดี ดีไซน์งามมาก กรี๊ดดดดด













    เข้าเตรียมงาน Pride กันไงคุณ บ้านเมืองเลยตกแต่งด้วยสีรุ้ง
    #lovewins มาก




















    Norwegian Parliament หรือ Stortinget
    อาคารรัฐสภานอร์เวย์นั่นเองจ้า


































































































    เป็นลมล้มตายยยย แล้วร้านแบบนี้เยอะมากมากมากมากมาก
    เฮือกกกกกก รักกกกกกกกกกกกกกก



































  • และอาหารมื้อเย็นในวันนี้ เรามากินราเมงที่ร้าน Koie ซึ่งเป็นร้านราเมงที่อร่อยที่สุดในออสโล (เพราะมีอยู่ร้านเดียว) เออ คือมันมีหลายร้าน แต่เขาว่ากันว่าร้านนี้เนี่ย กินปุ๊บเหมือนไปยืนอยู่หน้าโตเกียวทาวเวอร์เลยทีเดียว ญี่ปุ่นม๊ากกกกกกกกกกกก




















    อร่อยจริงๆ คอนเฟิร์ม เส้นพอดี หมูพอดี
    ทุกอย่างพอดีละมุนละม่อมกลมกลอมเป็นที่สุด


















    ชักภาพกันหนึ่งหน่วยก่อนรับประทานอาหาร เฮ!




















  • เมื่ออิ่มหน่ำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาเดินเล่นริมน้ำที่ Oslo Opera House (Operahuset Oslo) เพื่อชมบรรยากาศยามเย็น (ซึ่งจริงๆก็ค่ำแล้ว) ก่อนที่จะนั่งรถบัสกลับโรงแรม




























    เห็นดวงจันทร์ด้วย


































































    เรากลับไปโรงแรม อาบน้ำ เตรียมตัวนอนทั้งๆที่ฟ้ายังสว่าง และเข้านอนจริงๆตอนห้าทุ่มนิดๆที่แดดทอแสงอ่อนลงเหมือนพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า (จริงๆคือวูบหลับไปเองทั้งๆตั้งใจว่าจะถ่ายรูปตอนเที่ยงคืน เสียดายมาก) และตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนตีสาม พบว่าท้องฟ้าสว่างเหมือนตอนหกโมงเช้าเลยจ้า เลยรูดม่านปิด นอนต่อ ต้องการจะนอนนนนน ฮาาาาาา




    นี่สินะ ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน
    ได้มาเห็น The Midnight Sun แล้วนะ :)



























    สำหรับทริปหน้าเราจะไปไหน
    ฝากติดตามตอนต่อไปกันด้วยนะจ๊ะ

















    และก่อนจากก็ขอฝากยูทูปไว้นิดนึงเด้อ
    เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าหัดทำคลิปแล้วนะจ๊ะ ตามไปสับตะไคร้ใส่ใบมะกรูดกันได้








    ด้วยรัก... จากจุดหนึ่งของโลกบริเวณเหนือละติจูดที่  66 องศาเหนือ










    ตามไปพูดคุยกุ๊กกิ๊กกันต่อได้ที่
    #ด้วยรักจากทะเลทราย
    #withlovefromthedesert
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
MOUNTAIN BEAR (@Mayluxe)
เย้ทำคลิปแล้วดีใจมาก อยากดู vlog สุดๆ
ployapha.j (@ployapha.j)
@Mayluxe ฮาาา ลองๆทำดูแหละ ชอบไม่ชอบยังไงบอกกันด้วยน้าาา :D