from the desert, with loveployapha.j
ใครไม่นิด ตูนิสสสสส ตูนีเซีย
  • 12 July 2018









    เชี่ยแล้วไงกู๊วววววววววว






    ขอโทษที่เปิดตอนนี้มาด้วยคำอุทานเช่นนี้ แต่นี่คือคำอุทานที่เกิดขึ้นจริงตอนที่เราเปิดเช็คตารางบินของตัวเอง หลังจากที่ลาป่วยไฟล์ทวอชิงตันไป (ที่เมทต้องมาโทรให้เพราะปวดท้องมากๆไม่ไหวจริงๆ) เรานอนเป็นผักเปื่อยอยู่ในห้องหนึ่งวันเต็มๆ และตารางบินของเราเปลี่ยนเป็นแสตนบาย


    ในใจก็คิดนะว่าแสตนบายนี้ก็น่าจะได้ไฟล์ทอะไรก๊อกแก๊กรอบกัลฟ์ไม่ก็อินเดียเป็นแน่ ก็ทำใจไว้แล้วล่ะว่าไปบินเทิร์นก็ได้วะ หรือหากโชคดี(ที่ไม่น่าจะมีโชคเท่าไร) ก็อาจจะได้วันหยุดมานอนเล่นๆหนึ่งวัน


    ที่ไหนได้ เราโดนดึงไปบิน ตูนิส - ตูนีเซีย ซึ่ง...จริงๆแล้วก็คงจะดีใจเพราะได้บินไฟล์ทเลโอเวอร์ เปิดแมพใหม่ ไปเมืองที่เราไม่เคยไปบ้าง แต่แต่แต่ เรามีความตั้งใจไว้ว่าจะเก็บกลุ่มประเทศแสกนดิเนเวียให้ครบในฤดูร้อนปีนี้ ผลคือ... ตูนิสมาปุ๊บ สตอกโฮล์มที่เราบิดไว้ก็เด้งหายวับไปกับตา...





    เหมือนดวงเราจะไม่สมพงษ์กับสตอกโฮล์มหรืออย่างไร
    ได้ไฟล์ทมาสองครั้ง ไม่เคยไปทั้งสองครั้งเลย มีเหตุตล๊อด ทำไม๊!





    ความตั้งใจที่จะไปส่องหนุ่มสวีดิชนั้นสลายหายไปกับตาพร้อมกับกระเป๋าผ้ามาริเมกโกะด้วย ฮืออออ เราก็แบกหน้าเซ็งๆของตัวเองเข้ามาห้องบรีฟ บ่น บ่น บ่น เป็นหมีกินผึ้งอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งขึ้นเครื่อง แต่พอบอร์ดดิ้งก็เลิกบ่น กลับมายิ้มแย้มแจ่มใสให้กับผู้โดยสารทั้งหมดทั้งมวล แน่ล่ะ... เพราะนี่มันเป็นงานไง เบื่อ เหนื่อย เมื่อย ล้า เซ็งใจขนาดไหนก็ต้องยิ้มมมมมมมมมมมม เพราะผู้โดยสารเขาไม่ได้มารู้และไม่จำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องราวอะไรใดๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรานี่ ก็ทำหน้าที่ของเราไปนั่นแหละน้า เดินเข้าแกลลี่ไปแล้วก็บ่นต่อก็ได้ (ซึ่งก็ไม่บ่นแล้ว ทำงาน เม้ามอยเรื่องอื่น กินขนมจุ๊บจิ๊บ วางแพลนเที่ยวกับลูกเรืออะไรกันไป)



    เดชะบุญที่ไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทที่น่ารัก ผู้โดยสารเป็นแขกก็จริงแต่ไม่ใช่แขกที่มีแอดติจูดแรงมากเวอร์ๆ อย่างเดินเข้าเครื่องมาก็ทักทาย Good morning, how are you? ไรเงี้ย ยิ้มแย้มแจ่มใสสุด เราก็เบิกบานเป็นทานตะวันเหมือนอย่างเคย ประหนึ่งว่าคนที่เหี่ยวๆเป็นผักต้มเมื่อกี้นี้ได้ตายจากไปแล้ว (ถ้าอย่างเบรุท เลบานอน หรือ คาซาบลังกา โมร็อคโคนี่แทบจะอยากเปิดประตูแล้วโดดออกไปในบางที) เซิ้งทำงานอย่างสนุกสนานกันไปจนกระทั่งถึงตูนิสนั่นแหละ :)












    ข้อดีคือได้เปิดแมพใหม่แล้วโว้ย บินที่แปลกๆกับเขาบ้าง
    เอะอะกรุงเทพตลอดเวลานั้นไม่โอเค
    คือมันก็ดีต่อใจแหละแต่ชีวิตก็ต้องการความแปลกใหม่บ้าง














  • อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าช่วงนี้มันเป็นฤดูร้อน สภาพอากาศในแถบนี้จึงค่อนข้างสาหัสมากทีเดียว แดดเปรี้ยงแท้ อุณหภูมิอยู่ที่ 41 องศาเซลเซียส ร้อนมาก ร้อนเชี่ย ร้อนแบบแผดเผา ร้อนจนคิดว่าถ้านรกร้อนกว่านี้เราจะเป็นคนดีไปตลอดชีพ ทำให้เหล่าลูกเรือส่วนใหญ่เลยถอดใจไม่ออกข้างนอกในเวลานี้ บ้างก็ของีบก่อน ขอไปว่ายน้ำก่อน แล้วค่อยมาเจอกันแล้วออกไปกินข้าวตอนเย็นๆ ซึ่งเรา ในฐานะ Tunis 1st timer นั้น ครั้นจะนอนหายใจทิ้งในห้องแอร์ไปเรื่อยๆจนถึงหกโมงก็ไม่เอาอะ ชีวิตต้องสู้ แดดร้อนต้องไม่ถอย ออกไปเที่ยว ใช้เวลาเลโอเวอร์ให้คุ้มค่า





    ซึ่งผู้กล้าท้าแดดที่มาร่วมภารกิจกับเราในครั้งนี้คือ ราฟาเอล หนุ่มชาวมาเลย์ที่แกล้งแอ๊บว่าตัวเองมาจากอิตาลี ผู้มีสำเนียงบริติชแสนเก๋สุดเซ็กซี่ (จริงๆ คือนางทำพีเอแล้วแบบ อื้อหืออออออ ดี ที่ดี ดีมากๆ ฟังแล้วเคลิบเคลิ้มเหลือเกิน คุณพระ) และ วิกกี้ สาวสวยจากสโลวาเกียที่สนิทชิดเชื้อ เป็นบัดดี้กันบนไฟล์ทหงุ๊งหงิ๊ง





    เรียกแท็กซี่กันออกมาแบบงงๆ เปิดกูเกิลแมพตามเคย
    สื่อสารกับพี่คนขับไม่ค่อยจะได้เพราะพี่แกพูดแต่อารบิกกับฝรั่งเศส








    ตอนแรกเราก็กลัวว่าจะโดนแท็กซี่หลอกกัน เพราะคุยอะไรไม่ค่อยได้ นั่งจ้องมิเตอร์ตลอดเวลาว่ามันขึ้นเร็วไปปะวะ มันจะโอเคไหม พอเราจะลงปุ๊บก็คุยกันแบบงงๆอีก คือราฟาเอลยื่นแบงก์ 20 ให้ เขาก็พูดๆๆๆอะไรก็ไม่รู้เยอะมาก นับเลขให้ด้วย นี่ก็ฟังได้บ้างไม่ได้บ้าง ขุดความรู้เก่าออกมาใช้ อะ นั่งนับเลขกับลุงไป ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีจนเข้าใจว่า อ้อ...ลุงไม่มีเงินทอน แบงก์นั้นมันเยอะไป มีเหรียญเล็กๆมั้ย ลุงจะเอาเท่านั้น ไม่เอาเกิน ถ้าคิดเงินเกินมิเตอร์จะโดนตำรวจจับ โอ้ ประทับใจจจจจจจ






    ตัดภาพมาที่ประเทศหนึ่งทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ที่แท็กซี่รับแต่ฝรั่ง ไม่เปิดมิเตอร์ ไม่มีเงินทอน
    ไม่ก็คิดราคาเหมาในยามฝนตก โบกแล้วไม่ไป เอะอะเติมแก๊ส
    แล้วก็ไปด่าอูเบอร์ ด่าผู้ให้บริการรถยนต์สาธารณะอื่นๆว่าทำให้เขาต้องลำบาก
    ทั้งๆที่ไม่ดูตัวเองเล้ยว่าทำตัวแบบนี้ใครเขาจะขึ้นวะ




    เวรเอ๊ย!
    บีทีเอสก็ชอบเสีย แลกเหรียญก็ต้องแลก ตู้ก็ต้องหยอด
    แถมคิดเงินเกินอีก สถานีที่ยังไม่มีมึงก็คิดตังกูเพิ่ม ดวก!!
    ใต้ดินเดี๋ยวนี้ก็มีเสียบ้าง แอร์พอร์ตลิ้งค์รถก็ไม่พอ
    ชีวิตดีๆที่ลงตัวจริงจริ๊ง














    อะ พอ จบเลิกบ่น เอาเป็นว่าเราอยู่รอดปลอดภัยไม่โดนแท็กซี่โกงแบบที่กลัวกันและก็มายืนกระพริบตาปิ๊งๆกันอยู่ที่หน้าเมืองโบราณ Carthage Archaeological Site ที่ตั้งอยู่กลางเมืองตูนิสจ้ะ













    มาจะกล่าวบทไปถึงเมือง คาร์เธจ (The Carthaginian Republic) แห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าตั้งแต่ยุคกรีก เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่เก่าแก่ใหญ่ที่สุดในช่วง Ancient Mediterranean 

    สร้างขึ้นโดยชาวฟินิเชี่ยนที่ย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดเมืองนอนในเมืองไทร์(เลบานอน เรียกได้ว่าข้ามเมอร์ดิเตอร์เรเนียมาเลยทีเดียว ถ้าดูจากแผนที่โลก) เพราะหนีการรุกรานของกรีก-โรมันนั่นแหละ ด้วยทำเลที่ตั้งเหมาะสม ติดทะเล ทำให้คาร์เธจไต่อันดับจากเมืองเล็กจิ๋วของผู้อพยพที่หนีตายจากการรุกราน ยกระดับมาเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญ มีกองเรือที่แข็งแกร่ง ค้าขายเดินเรือกับโรมัน และขยายอิทธิพลไปจนถึงฝั่งตะวันตกของเกาะซิซิลี ครอบครองซาดิเนีย และขยายวงกว้างไปจนถึงตอนใต้ของสเปนอีกด้วย




    พอขนาดของพื้นที่ใหญ่ ทำให้ต้องส่งกองกำลังออกไปสู้รบและดูแลดินแดนรอบนอก ทำให้จุดจบของคาร์เธจไม่แตกต่างจากอาณาจักรอื่นๆที่สุดท้ายกองทัพก็เริ่มอ่อนแอ ถูกตีแตกและทำลายลงอย่างราบคาบ ประชาชนถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือรอดก็กลายเป็นทาส บ้านเมืองถูกเผาทำลาย เรียกได้ว่าเป็นการลบเอาทุกอย่างที่เป็นฟินิเชียนให้สิ้นซากไปเลย



    คาร์เธจถูกผนวกเข้าให้กลายเป็นหนึ่งในดินแดนของจักรวรรดิโรมันอันรุ่งเรือง เป็นเมืองหลักของโรมันสาขาแอฟริกาก็ว่าได้ ซึ่ง...แน่นอนว่าหลังจากที่จักรวรรดิโรมันล่มสลาย ยุโรปเข้าสู่ยุคมืด คาร์เธจที่เป็นเพียงหมุดเมืองหนึ่งของจักรวรรดิโรมันถูกทิ้งให้กลายเป็นเมืองร้างก่อนที่อาหรับจะเข้ามาครอบครองพื้นที่ในเวลาต่อมา




    (นี่คือไปยืนตากแดดอ่านเสาหินที่เขาเขียนเรื่องราวไว้เลยนะเฮ้ย ทุ่มเทมาก)




















    ส่วนที่หลงเหลืออยู่ของคาร์เธจนั้น เป็นคาร์เธจในยุคโรมันนะเออ เพราะยุคแรกนั้นมันโดนทำลายไปเสียสิ้น โดยเมืองโบราณที่เราเดินตะล๊อกต๊อกแต๊กกันอยู่นี้มีไซต์เมืองเก่าให้ดู 8 ที่ด้วยกัน แต่เราไปดูไม่ครบเลยเดินไปแค่เท่าที่จะเดินไหว เพราะอากาศร้อนมาก แต่โชคดีที่มันติดทะเลเลยมีลมเย็นจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาช่วยเยียวยา








    บัตรหนึ่งใบ เดินดูได้หมด เก๋มาก

    จริงๆแล้วอยากออกนอกเมืองไปอีกที่นึง
    คือมันมีเมืองนึงที่เป็นโลเคชั่นที่เขาถ่ายทาทูอินในสตาร์วอร์อะ อยากไปดู๊!















    จุดแรกที่เราเดินผ่าแดดมาดูคือ The Antonine Baths ซึ่งก็คือโรงอาบน้ำของโรมันนั่นแหละ ที่นี่เป็นโรงอาบน้ำที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สามของโลกเลยนะจ๊ะ ไม่ธรรมด๊า








































    เมื่อกาลก่อนเคยเป็นเยี่ยงนี้


















    ใหญ่มากเด้อ นี่แค่แปลนของชั้นหนึ่งเท่านั้น













    ระหว่างที่ราฟาเอลถ่ายวีดีโออะไรของนางจุ๊งจิ๊งไปเรื่อย (นางเป็น youtuber ไงล่ะ) เรากับวิกกี้ก็เดินคุยกันในหัวข้อว่า People actually lived here more than 1,000 years ago. คือมันอะเมซิ่งอะที่เราได้มาเดินอยู่ในสถานที่เดียวกันกับที่ชาวฟินิเชียนเคยอยู่ ชาวโรมันเคยใช้ชีวิต แล้วก็จินตนการเอาเองจากแปลนของตัวอาคารว่าตรงนี้เคยเป็นอะไรมาก่อน นี่คือท่อระบายน้ำ บริเวณนี้เป็นโถงขนาดใหญ่ โอ้ย คือดี กรี๊ดกร๊าดกันอยู่สองคน


























    ถ้าคนไม่อินก็จะแบบ นี่ก็เป็นซากปรักหักพัง
    แต่เรากับวิกกี้อินมากกกกกกกกกกกกกกกกก

    นี่คือหมุดหมายแรกๆของไทม์ไลน์ด้านความก้าวหน้าทางวิศวกรรม
    และสถาปัตยกรรมของมนุษยชาติเลยนะเว้ย













































    จินตนาการคนเดินไปเดินมาเงี้ย โอ้ย ฟิน
































































































































































































  • หลังจากที่เดินวนไปวนมาจนฟินแล้ว เราก็ออกมาเจอกับจุดขายของที่ระลึก ซึ่งตอนแรกเรากะว่าจะซื้อแค่ที่ติดตู้เย็นอันเดียว แต่คุยกับคนขายแล้วถูกจริต หรืออีกนัยหนึ่งคือโดนแกป้ายยาว่าอันนั้นก็ดี อันนี้ก็สวย ซื้อค่ะ! ด้วยคติประจำใจที่ว่า ไหนๆก็มาแล้ว เผื่อไม่ได้กลับมาอีก









    ได้ที่ติดตู้เย็นหนึ่งอัน จานใบใหญ่หนึ่งใบ กำไลข้อมือ Hand of Fatima (Khamsa)
    และได้ถ้วยน้ำพริกแถมมาอีกหนึ่งหน่วย ฮาาา 







    ความรู้คู่เลโอเวอร์:


    ออกตัวไว้ก่อนว่าข้าพเจ้านั้นก็มิใช่สายมูเตลูแต่อย่างใด(หร๊อออออ --- ด้วยเสียงสูง) แต่โลกในวัยเด็กคือมีแฮร์รี่ พอตเตอร์เป็นที่ตั้งไง อยากเป็นแม่มด มีความเชื่ออย่างแรงกล้าอยู่ลึกๆว่าที่ตัวเองไม่ได้จดหมายจากฮอกวอร์ตเพราะเป็นสควิป คือตัวเองไม่ได้มีความเชื่อแบบไหว้พระที่นั่นที่นี่ ขอสิ่งศักดิสิทธิ์ต่างๆอะไรแบบนี้ (แต่พอชีวิตเริ่มหาทางออกไม่ได้ก็ดูดวงนะ เป็นการแก้ปัญหาทางหนึ่ง ฮา) แต่มีความสนใจเกี่ยวกับพลังของคริสตัลต่างๆ อย่างพวกเครื่องประดับที่ใช้ก็เป็นหินๆอะไรแบบนี้แหละ


    ทีนี้พอเรามาอยู่เมืองทะเลทรายก็ตกอยู่ในอิทธิพลความเชื่อแบบตะวันออกกลาง ก็เริ่มได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของ นัยน์ตาปีศาจ ซึ่งเป็นสิ่งชั่วร้าย ความอาฆาตพยาบาท อิจฉาริษยา ถ้าดูจ้องมองด้วยดวงตานี้แล้วก็จะนำพาความโชคร้ายมาสู่ตัวได้ คือถ้าเป็นวัฒนธรรมไทยก็เสกหนังควาย เสกตะปูเข้าท้อง แต่ทางนี้เขาก็จะใช้นัย์ตาปีศาจนี่แหละจ้ะ



    ทีนี้เครื่องรางที่จะใช้ป้องกันก็จะมี 2 แบบหลักๆคือ Hamsa ที่เราซื้อมา สัญลักษณ์คือเป็นมือขวาและตรงกลางฝ่ามือจะเป็นดวงตา เป็นเครื่องรางในโซนตะวันออกกลาง-แอฟริกาเหนือ ซึ่งถิ่นกำเนิดนั้นก็มาจากคาร์เธจแห่งนี้นี่เองงงงงงงง (นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราถึงซื้อที่นี่)













    แบบที่สองคือ Evil Eye ซึ่งเป็นเครื่องรางในโซนเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เช่น กรีซ และตุรกี ลักษณะก็คือเป็นแผ่นกลมๆสีฟ้า แล้วก็วาดเป็นรูปตา (แพลนว่าจะไปซื้อหากไปตุรกี)










    การทำงานของ Hamsa และ Evil Eye คือการสะท้อนสิ่งที่ไม่ดีกลับไปยังคนที่ใช้นัยน์ตาปีศาจนั่นเอง (อ้อ ถ้าอียิปต์โบราณจะเป็น The Eyes of Horus นะจ๊ะ)












    แถมรูปเซลฟี่กับลุงคนขายอีกด้วย
    เอ๊า ลุงแกบอกว่ามาๆถ่ายรูปกัน เลยเออ ถ่ายก็ได้
    ถ้ามาก็แวะเวียนไปซื้อของจากร้านคุณลุงได้นะเออ ทุกร้านเป็นญาติกันหมด




















    น้องงงงงงงงง
    น้องฉ้มแป้นนนนนนนนนนนนน

















  • และเมื่อเดินมาอีกนิดเราก็จะเจอกับ The Roman Theartre of Cartage จ้าาาา เพียงโชว์ตั๋วให้คนแถวนั้นดูก็เดินเข้ามาได้เลย สบายๆ














    ปัจจุบันนี้ทางการก็ได้บูรณะใหม่และเปิดให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตกลางแจ้ง ซึ่งตอนที่เราไปก็เจอทีมที่เขามาเซ็ตอัพเวทีและที่นั่งเยอะแยะเต็มไปหมดเลยเด้อ

























    เราคิดว่ามันเจ๋งมากเลยนะที่ทุกวันนี้เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมเก่าแก่ตั้งแต่ก่อนคริสตกาลได้อยู่อะ ลองนึกภาพที่เมื่อก่อน ณ ที่ตรงนี้เป็นลานประลอง เป็นอารีน่า แล้วตอนนี้เราเอาเบาะมาปู เอาเก้าอี้มาตั้ง จัดเวทีคอนเสิร์ตเงี้ย คือตัวสถานที่มันมีประโยชน์มาจนถึงคนรุ่นเราอะ ไม่ใช่แค่เฉพาะเป็นโบราณสถานที่ทรงคุณค่าด้านการศึกษาเท่านั้น แต่เรายังสามารถใช้งานได้อยู่ แบบฟังก์ชั่นของสถานที่มัน serve มนุษย์ได้ทุกยุคทุกสมัย ประทับใจมากจริงๆ







    และจุดสุดท้ายที่เราเดินขึ้นเขาไปนิดนึงก็คือ Roman villas of Cartage ซึ่่งเป็นวิลล่าที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดของคาร์เธจ




    เมื่อก่อนเคยมีคนอาศัยอยู่ที่นี่อะ ตื่นเต้น

















    จุดตรงนี้เป็นจุดที่เขาทำไวน์กัน















    อะ ต้องอาศัยจินตนาการกันนิดนึงนะ
    คือเขาจะเอาองุ่นมาใส่ตรงกลาง แล้วก็คั้นๆให้น้ำมันออกมาจากตรงช่องกลมๆนั่นอะ


















    แปลนทั้งหมด ขอบคุณโกโปรของราฟาเอล

















































    นึกภาพตัวเองใส่ชุดแบบโรมันสมัยก่อนที่ผ้าพริ้วๆ ยืนมองภาพวิวนี้ยามเย็นทุกวัน






































  • ก่อนพระอาทิตย์จะค่อยๆลับขอบฟ้า เราวิ่งมาโบกแท็กซี่เพื่่อรีบไปยัง Sidi Bou Said ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของตูนิส ที่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าให้ไปถึงที่นั่นเพื่อดูพระอาทิตย์ตกลับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน







    แท็กซี่พาวนขึ้นเขามาเรื่อยๆจนถึงถนนคนเดินเส้นหลักที่รถวิ่งขึ้นไปไม่ได้แล้ว


















    เหล่าคุณลุงที่ขายดอกมะลิแก่นักท่องเที่ยว
















    จุดเด่นของ Sidi Bou Said คือเขาจะทาสีประตูหน้าตาเป็นสีฟ้า ตัดกับตัวอาคารสีขาว


































    มีร้านขายของฝากและคาเฟ่มากมาย
    ซึ่ง... เรายังไม่แวะซื้อเพราะจะเดินขึ้นเขาไปหาจุดชมพระอาทิตย์ตก





































































    น้องที่กลมกลืนไปกับผนัง












































































    เราเดินขึ้นมาจนสุด

    เพื่อภาพนี้







    ของจริงสวยมาก
    เป็นอีกโมเม้นนึงที่รู้สึกว่าโชคดีจังเลยโว้ยที่ได้มาที่นี่
    ช่างสตอกโฮล์มไปก่อนก็แล้วกันนะ












    เขากับวิกกี้ยืนชมภาพวิวด้านหน้าอยู่เงียบๆ ระหว่างที่ราฟาเอลจัดแจงเอาโดรนออกมาบินเก็บภาพต่างๆ ซึ่งฮีก็ค่อนข้างจะต่อนยอนพอสมควร เราเลยชวนวิกกี้ไปเดินเล่นรอบๆและหาของกิน เฮ! ซึ่งระหว่างทางก็เจอน้องตัวนี้ที่รอเจ้าของกลับมาบ้าน น่ารักมากกกกกก








     
    น้องเป็นมิตรรรรรรร
















    ยังไม่เลิกถ่ายประตูบ้านคนอื่น
















    ทีนี้ของกินที่เราภูมิใจนำเสนอมากๆในทริปนี้ก็คือ โดนัทสไตล์ตูนิเซียนนนนน ซึ่งก็สามารถหากินได้ตามถนนหนทางทั่วไป แต่ใน Sidi Bou Said แห่งนี้เราแนะนำร้านนี้จ้ะ ไม่รู้ชื่อ แต่ถ่ายรูปมา








    พิกัดอยู่ตรงถนนเส้นหลักที่มีคาเฟ่เยอะๆอะ















    สด ใหม่ หอมกรุ่นจากกระทะทุกชิ้น
    นี่ถ่ายตอนมาซื้อรอบที่สองอะ ติดใจมากกกกกกกกก รักกกกกกกกกกก


















    จริงๆมันก็อยู่ในหมวดหมู่ของแป้งทอดกรอบนั่นแหละ
    แต่เนื้อแป้งมันเบามาก ฟิลลิ่งเหมือนปาท่องโก๋แต่ก็ไม่ใช่ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

    โรยน้ำตาลแล้วเด็ดดวง หรือกินเปล่าก็ดี
    เอาไปจิ้มนมข้นหวานก็น่าจะอร่อย



















    ติดใจจนต้องวนมาซื้อสองรอบอะ รักกกกกกกกกกก




















  • สำหรับอาหารเย็นนั้นเราก็ไปนั่งคาเฟ่ที่ดังที่สุดในย่านนี้ นั่นก็คือ Cafe des delices นั่นเองงงงงง























    เหตุที่ดังก็เพราะนี่คือคาเฟ่ที่วิวดีที่สุด สวยที่สุดในตูนิสแล้วล่ะคุณเอ๊ยยยย


































    หน้าตาเหมือนเบียร์ แต่ไม่ใช่นะ นี่คือชาเย็น!
    รสชาติเหมือนบัตเตอร์เบียร์เลย อร่อยมากกกกก ชื่นใจจจจจจ
















    พิซซ่าตามเคย










    เราก็นั่งชิวนั่งเล่นกันไปจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า คุยกันเยอะมากทั้งเรื่องสัพเพเหระทั่วๆไป การงาน สิ่งที่อยากจะทำหลังจากลาออกจากงานแล้ว คือด้วยบรรยากาศที่ดีมากและบทสนทนาที่ลื่นไหลไปเรื่อยๆทำให้เรารู้สึกว่าช่วงเวลา ณ ขณะนั้นมันดีมากจริงๆ เป็นความรู้สึกเดียวกันกับช่วงที่บินใหม่ๆเลยล่ะ



    ตอนแรกเราก็ฉุนเฉียวพอสมควรเรื่องที่โดนถอดจากไฟล์ทสตอกโฮล์มนะ แต่เราก็เชื่อเสมอว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกันหมด เมื่อประตูบานหนึ่งปิด ประตูอีกบ้าน หรือหน้าต่าง หรืออาจจะเป็นช่องเล็กๆอย่างอื่นจะเปิดให้เราเสมอ อย่างตอนนี้ที่เราได้มารู้จักกับวิกกี้และราฟาเอล สองคนนี้เป็นมนุษย์ที่มีพลังงานบวกล้นเหลือมากๆ รู้สึกดีใจที่ได้เจอกัน และเป็นโชคดีของเราที่ได้รู้ว่ามีมนุษย์แบบนี้อยู่บนโลกอะ








    amazing team - amazing layover มากกกกกกกกก
    น๊านนานแล้วที่ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆแบบนี้ :)
    (แม้ว่าขากลับจะพังทลาย เหนื่อยสายตัวแทบขาดก็เถอะ)

















    ทริปหน้าจะพาไปเที่ยวที่ไหนอีก
    อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ





    ด้วยรัก...จากตูนิส - ตูนีเซีย
















    ตามไปพูดคุยกุ๊กกิ๊กกันต่อได้ที่
    #ด้วยรักจากทะเลทราย
    #withlovefromthedesert





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in