หนีไปเสียจากบ้านSALMONBOOKS
01: ลมหนาวโบกโบยมาแล้ว, แต่ยังไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรง
  • It so happens that I am sick of my feet
    and my nails
    and my hair and my shadow.
    It so happens I am sick of being a man

    จากบทกวี Walking Around
    โดย ปาโบล เนรูด้า


    1

    หลังรัฐประหาร ผมกินครัวซองต์เป็นอาหารเช้าบ่อยครั้งขึ้น...โดยไม่รู้ตัว

    ในยามเช้า รอยยิ้มหนึ่งคลี่บานเหมือนดอกไม้—เมื่อเพลง Living in the Moment ของ เจสัน มราซ ดังขึ้น

    หากชีวิตคือฉากหนึ่ง 
    เหตุใดเราจึงวางกับดักเหล่านั้นไว้
    ขวางอยู่บนหนทางของเราเอง
    ทั้งที่เราอยากมีเสรี

    ผมวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ มันเป็นโต๊ะตัวเดิม กาแฟแก้วเดิม ชงด้วยวิธีการแบบเดิม

    วิธีการที่ผมเคยคุ้น
  • ผมชอบบดเมล็ดกาแฟด้วยเครื่องบดมือ เมื่อหมุนก้านหมุนนั้น แท่นบดเซรามิกจะขยี้เมล็ดกาแฟที่เคยรวมตัวเป็นสีน้ำตาลมันเงาและมีกลิ่นหอมให้กลายเป็นผงที่ยิ่งฟุ้งออกมาซึ่งความหอมของน้ำมัน

    ผมรักยามเช้าที่ฝนตก...

    ในเวลาอย่างนั้น เมล็ดกาแฟที่ถูกบดจะข้นหนืดจนรู้สึกได้ คล้ายไอน้ำในอากาศได้เข้าไปเคล้าผสานกับเมล็ดกาแฟที่เพิ่งกลายรูป—ให้เป็นอีกสิ่งหนึ่ง,

    เป็นผุยผงแห่งธุลี

    ผมชอบนึกถึงวันนั้นบ่อยๆ มันอาจไม่ใช่ห้วงเวลาที่กล้าหาญยิ่งใหญ่อะไร แต่นานมาแล้ว—ที่ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำอะไรอย่างนั้นได้

    บางครั้ง ทั้งที่ไม่มีใครลั่นกุญแจ ก็เป็นเราที่ขังตัวเองเอาไว้ในสวนดอกไม้แห่งความคุ้นเคย

    เหมือนความตายของทหารในท้องทุ่งแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งพวกเขาจะไม่ได้ออกมาจากที่แห่งนั้นอีกชั่วกาล

    ที่ที่เราเพิ่งไปเยือน
  • 2

    ตอนที่ผมเห็นป้ายบอกทางไปปารีส เจสัน มราซกำลังร้องเพลง Living in the Moment อยู่พอดี

    สามร้อยกว่ากิโลเมตร จากท้องทุ่งแฟลนเดอร์ส—สู่ปารีส อาจเป็นหนทางอันยาวไกลของเหล่าเด็กหนุ่มทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ผู้ต้องไปให้ถึงที่นั่นด้วยเท้าของตัวเอง ฝ่ากระสุนระเบิดและการต่อสู้ จนบางคนก็อาจไปไม่ถึง แต่สำหรับเราสามร้อยกว่ากิโลเมตร น่าจะใช้เวลาเพียงสามสี่ชั่วโมง—ในกรณีที่เราไปถึงโดยไม่มีใครล้มตายลงเสียก่อน

    ผมหันไปสบตากับเขา

    “ไปปารีสกันไหม”

    แน่นอน ปารีสไม่ได้อยู่ในแผนของเรา แต่ผมเห็นรอยยิ้มในดวงตาของเขา นั่นทำให้ผมพลอยยิ้มไปด้วย

    “ขอเวลาแป๊บนึงครับ” เขาบอก แล้วก้มหน้าลงไปยังมือถือของเขา ผมรู้—เขากำลังจะจองโรงแรม

    “เร็วๆ นะ” ผมว่า เราต้องตัดสินใจแล้วเพราะใกล้จะถึงทางแยก หากเลี้ยวขวา เราจะลงใต้ไปปารีส แต่หากเลี้ยวซ้ายเราจะขึ้นเหนือกลับไปบรัสเซลส์

    บางครั้ง เราคิดว่าตัวเองมีเวลาแห่งการตัดสินใจมากมาย แต่เอาเข้าจริง—วินาทีเป็นตายมักมาถึงอย่างรวดเร็ว และตอนนี้มันก็มาถึงแล้วกับการเลี้ยวขวา ซึ่งหากขับเลยไป บางทีมันอาจไม่ใช่แค่การขับเลยแยก แต่คือการขับเลยช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจไปด้วย

    แล้วเราก็อาจไม่มีวันได้ไปถึงปารีสเลย
  • ของทุกอย่างอยู่ในโรงแรมที่บรัสเซลส์ คอมพิวเตอร์ กระเป๋า ชุดนอน กางเกงใน

    เราไม่มีของใช้ส่วนตัวอะไรสักอย่าง—แม้กระทั่งแปรงสีฟัน

    “ไปครับ” เขาเงยหน้าขึ้น “ไปกัน”

    ผมยิ้ม ในชั่วเวลาอย่างนั้น ผมนึกถึงความเป็นเด็ก สมัยที่หุนหันพลันแล่น ยุคที่ผมกับเพื่อนขับรถข้ามภูเขาจากลำปางไปเชียงใหม่กลางดึก หรือการขับรถไปพัทยาเพียงเมื่อมีใครบางคนเอ่ยปากอยากเห็นทะเลยามค่ำหลังได้ยินเพลงบางเพลงของบ๊อบ ดีแลน

    ผมไม่คิดหรอกว่า ช่วงเวลาอย่างนั้นจะกลับมาอีก

    แต่มันก็มา

    แล้วรถก็พาเราเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางด่วนอีกสายหนึ่ง เป็นสายที่มุ่งหน้าพาเราโลดเต้นสู่ปารีส มหานครแห่งแสงสว่าง เมืองที่ไม่เคยหลับใหลเมืองนั้น

    แต่ไม่, เรื่องไม่ได้เริ่มต้นตรงนี้

    และไม่ได้จบลงที่นี่
  • 3

    หลังรัฐประหาร ผมชงกาแฟด้วยวิธีการแบบเฟรนช์เพรสบ่อยครั้งขึ้น...โดยไม่รู้ตัว

    ผมชอบการกดก้านเครื่องชงลงไปช้าๆ มันจะกักกาแฟที่ถูกบดหยาบไว้ใต้นั้น ในขณะที่กาแฟก็ส่งแรงต้านมือออกมา

    เราไม่อาจกดมันลงไปได้ในคราวเดียว ใช่—ผมเคยทำ, แล้วกาแฟก็ผุดพลุ่งออกมาสาดกระจายไปทั่ว

    นั่นคือบทเรียนของการชงกาแฟด้วยวิธีนี้ เราต้องค่อยๆ ปล่อยให้กาแฟเหล่านั้นคุ้นชินกับการถูกกักขังอยู่ในที่แคบๆ ของเครื่องชงเสียก่อน แล้วมันก็จะเชื่อง

    กาแฟไม่เหมือนมนุษย์หรอก

    มันเชื่องเป็น—และสมควรจะเชื่อง

    เมื่อมองดูกาแฟถูกขังอยู่ในโถเฟรนช์เพรส ผมมักนึกถึงช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจนั้น และเพลง Living in the Moment ของเจสัน มราซ

    บ่อยครั้ง คนที่สร้างอุปสรรคขึ้นขวางชีวิตของเรา—ก็คือตัวเราเอง

    ถูกล่ะ ใช่ว่าชีวิตคนเราจะไม่มีอุปสรรคที่เกิดจากผู้อื่นอยู่เลยหรอก บ่อยไปที่คนอื่นหรือแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อมที่เราควบคุมบังคับไม่ได้ จะกลายมาเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราท้อถอย

    แต่ก็อีกเช่นกัน ที่หลายครั้ง, อุปสรรคบางอย่างกลับเกิดขึ้นภายใน

    เราคือผู้สร้างกับดักเหล่านั้น แล้ววางมันไว้ตามรายทาง เราบอกตัวเองว่า เราจะไม่มีวันทำสำเร็จ เราเป็นคนบอกตัวเองให้ท้อแท้ บางครั้งก็ถึงขั้นเจ็บปวดกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เราหวาดกลัว หวั่นเกรง และเป็นความกลัวเหล่านั้นนั่นเอง ที่สุดท้ายก็ยังให้เกิดผลตามที่เราหวั่น

    เพราะเราอธิบายโลกได้ แต่อธิบายหัวใจของตัวเองไม่ได้
  • เมื่อชงแล้ว กาแฟที่บดเองส่งกลิ่นหอมกรุ่น ผมจงใจให้มันเข้มข้นกว่ากาแฟในร้านที่บรัสเซลส์และปารีสอยู่บ้าง

    ผมอยากลืมอะไรบางอย่างที่ไม่อาจลืมเลือน...

    ลมหนาวโบกโบยมาแล้ว แต่ยังไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรง* ที่จริงอากาศข้างนอกนั่นร้อนอ้าวคล้ายฝนกำลังจะตก ผมอดคิดไม่ได้ว่า การเดินทางครั้งนั้นคล้ายว่าเริ่มจากฝน** ในวันที่จู่ๆ ดวงตะวันก็หม่นลง

    อากาศที่นั่นหนาวและชื้น ไม่มีใครมีชีวิตอยู่ที่นั่น เด็กหนุ่มในหลุมฝังศพนับหมื่นอาจลืมเลือนไปเนิ่นนานแล้วก็ได้—ว่าการมีชีวิตอยู่คืออะไร

    แต่บางที—การลืมเลือนทุกสิ่งก็อาจเป็นเรื่องดี...

    กาลเวลาโยนเราเข้าไปในอวกาศกว้างใหญ่
    สิ่งนั้นหมุนไป เหวี่ยงเราสู่ความเป็นไปได้อันไม่สิ้นสุด
    เหมือนคลื่นในแม่น้ำซัดเราให้จม
    ไม่มีหลักใดๆ ให้เกาะ
    ไม่ใช่วินาทีที่แล้ว
    ไม่ใช่วินาทีหน้า
    มีแต่วินาทีนี้เท่านั้น
    ที่คือหลักเล็กจิ๋วในห้วงแห่งกาล-อวกาศ
    มันไร้ความมั่นคง
    แต่ก็มีเพียงเท่านี้ที่เราจะยึดเกาะได้
    เพื่อบอกตัวเอง
    ว่าเราได้มาถึงบ้านแล้ว...

    __________________
    * ข้อความจากหนังสือ เจ้าการะเกด: เรื่องรักแต่ครั้งบรม
    สมกัปป์ ของ แดนอรัญ แสงทอง
    ** ชื่อเรื่องสั้นจากหนังสือ แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ โดย จเด็จ กำจรเดช

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in