หนีไปเสียจากบ้านSALMONBOOKS
คำนำ

  • ในการเดินทางแต่ละครั้ง คุณรู้สึกถึงสิ่งที่อยู่รายทางได้กี่รูปแบบ?

    คุณอาจนิ่งคิด พิจารณาถึงจำนวนที่แน่นอน ก่อนจะพบว่าไม่เลย มันนับไม่ได้ ในทุกระยะที่ผ่าน สรรพสิ่งชักนำให้สมองประมวลเรื่องราวได้แตกต่างกัน ต่อให้อยู่ในอุโมงค์ขาวโพลนซ้ำซากที่ยาวสุดยาว แต่ละก้าวของเราย่อมแปลความหมายและความรู้สึกด้วยรูปแบบที่แตกต่างไปจนนับไม่ถ้วน

    ในการเดินทางแต่ละครั้ง คุณจะวางใจได้อย่างไรว่าปลายทางที่รออยู่จะสวยงามเหมือนอย่างที่เคยได้ยินมาเนิ่นนาน?

    คุณอาจเริ่มนึกคิดถึงมันอีกรอบ อะไรคือเครื่องการันตีว่าเราจะยินดีปรีดาพลางกระโดดโลดเต้นเมื่อได้ไปเหยียบที่หมายดั่งใจ จะรู้ได้ยังไงว่าเมื่ออยู่ตรงนั้น สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดจะไม่ใช่การพยักหน้ารับรู้—ถึงแล้วนี่—แล้วก็จบลงเพียงเท่านั้น เราไม่รู้หรอกจนกว่าจะได้ไปถึง

    นี่คือเสน่ห์ของการเดินทาง มันเหมือนกล่องของขวัญลึกลับที่เรามิอาจรู้ได้เลยว่าข้างในซุกซ่อนอะไรอยู่ การเดินทางที่ในแต่ละครั้งล้วนส่งผลต่อใจของคนไม่เหมือนกัน ต่อให้ยืนอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตร สิ่งที่เราเห็นก็อาจต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง คล้ายกับเวลามองฟ้า บนเมฆปุยใหญ่เราอาจเห็นแมวซ่อนอยู่ ส่วนเธอและเขาอาจเห็นคนชราใจดีกำลังยิ้ม

    ในการเดินทางแต่ละครั้ง หากต้องลงมือบันทึก คุณจะบันทึกมันยังไง และจารึกอะไรลงไปบ้าง 

    คุณอาจหยุดคิดอีกสักพัก นึกถึงการเดินทางครั้งล่าสุด

    แต่ไม่เป็นไร เราไม่รีบ ขอให้คุณนึกคำตอบไปเรื่อยๆ ระหว่างอ่านสิ่งที่ โตมร ศุขปรีชา รู้สึกต่อสิ่งที่ผ่านมาระหว่างทางที่เขาอยู่ไกลบ้านที่เขาว่าตัวเองเพิ่ง ‘หนี’ ออกมา ลองพิจารณาเรื่องราวที่เขารู้สึกระหว่างเดินผ่านอะไรบางอย่างแล้วหยิบมันมาสงสัย ลองละเลียดความทรงจำเมื่อเขาไปยืนอยู่ตรงจุดหมาย แล้วหยิบมาเรียบเรียงและถ่ายทอดในรูปแบบของตัวเอง จนกลายเป็นหนังสือที่นอนอุ่นอยู่ในมือของคุณ หนังสือกึ่งจริงกึ่งแต่งที่ทำหน้าที่เป็นบันทึกความทรงจำกึ่งนิทานซึ่งอาจเต็มไปด้วยความจริงและไม่จริงก็ได้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและไม่อยู่ตรงหน้าก็ได้

    ตามประสาการเดินทางที่เราไม่รู้หรอกว่าจะเจออะไร

    แต่ไม่มากก็น้อย มันจะสนุกและน่าจดจำ


  • การเดินทางของผมกับพี่หนุ่ม—โตมร ศุขปรีชา เป็นการเดินทางที่ราบรื่นจนอาจกล่าวได้ว่าราบเรียบ ผมไม่รู้ว่าความราบรื่นนี้เกิดจากอะไร อาจเกิดขึ้นจากนิสัยของเราเข้ากันได้ดี หรือเขาอาจจะยอมอ่อนให้ผมโดยที่ผมไม่รู้ตัวหลายต่อหลายครั้งก็ได้

    เราตั้งใจจะเดินทางไปหาวัยเด็ก—บอกกันอย่างนั้น ระยะเวลาสิบห้าวันเหมือนแสนสั้นแต่ก็ยาวนาน มันทำให้คุณรู้จักใครคนหนึ่งดีขึ้นอย่างที่คุณอาจไม่คาดคิด

    ผมคิดว่าคุณคงรู้จักโตมร ศุขปรีชาในฐานะนักเขียนดีอยู่แล้ว และคงรู้อยู่แล้วจากหลักฐานชิ้นก่อนๆ ที่เขาสร้างไว้เป็นเวลาร่วมสองทศวรรษ ว่าเขามีฝีไม้ลายมือขนาดไหน เรื่องนี้ผมคงไม่ต้องพูดซ้ำ แต่คุณอาจไม่รู้จักเขาเหมือนที่ผมได้รู้จัก จนได้มาเดินทางกับเขาเอง

    ถึงจะพูดอย่างนั้น ก็ยังน่าขันอยู่ดี เพราะวันสุดท้ายที่เราจากกันตอนจบทริป ตอนนั้นผมคิดว่าผมรู้จักเขาดี แต่เมื่อได้อ่านสิ่งที่เขารังสรรค์ขึ้นจากการเดินทางครั้งนั้น ผมก็ได้ประจักษ์กับตัวเองว่า จริงๆ แล้ว ผมอาจไม่รู้จักเขาดีพอเหมือนที่คิดว่ารู้จัก

    ในสายตาผม เขาเป็นคนซับซ้อนเช่นนี้เอง นั่นแหละที่ทำให้การอ่านงานของเขารื่นรมย์


  • แด่
    ดวงดาว ผืนดิน
    และดอกไม้ที่ผลิบานในปี 2015
  • เรื่องเริ่มขึ้นเหมือนเรื่องเศร้าทั้งหลายในประวัติศาสตร์ความเศร้า
    เมื่อบางคนออกเดินทาง
    เพื่อตามหาสิ่งที่หายไปจากบ้าน


    มันเกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
    เหมือนล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าอันสดใส
    มีเมฆก้อนเล็กๆ เหมือนเมฆของมากริตต์ลอยอยู่
    คล้ายลูกแกะน้อยนอนหลับอย่างสงบสันติในทุ่งหญ้าสีน้ำเงิน
    แต่แล้วฟ้าก็ผ่าลงมาดังเปรี้ยงท่ามกลางแดดจัดจ้า

    จากนั้น, พายุก็พัดมา...

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in