wild rabbit #jaedohbrxnct
Chapter 13 : The rabbit among flowers






  • ความร่วมมือจากมาร์คัสเป็นสิ่งที่แดนเนลต้องการก็จริง แต่มันกลับไม่ได้ช่วยเหลืออะไรพวกเขามากนัก คำให้การที่แทบจะไร้ประโยชน์เหล่านั้นพาพวกเขาวกกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง และมันก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำไปทั้งหมดนั้นกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า

    "มาร์คัสคงถูกตัดออกจากแผนของริชาร์ดแล้ว" แดนเนลเอ่ยขึ้นหลังจากที่พวกเขานั่งฟังบันทึกคำให้การซ้ำเป็นรอบที่สองเพื่อเก็บรายละเอียดเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย "เขาหมดประโยชน์แล้วล่ะ"

    เจย์เดนสังเกตเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่ายแล้วอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ แค่ได้ทำงานร่วมกันแค่วันกว่า ๆ เขาก็รับรู้แล้วว่าแดนเนลเป็นคนที่ทำงานหนักมากขนาดไหน และความพยายามทั้งหมดของอีกฝ่ายนั้นก็ไม่ควรให้ผลตอบแทนแบบนี้

    "ผมว่าเรากลับไปพักกันก่อนเถอะ คุณดูเหนื่อยมากเลยนะ"

    เจ้าหน้าที่หนุ่มเอ่ยกับคนข้างกายที่มีสีหน้าอิดโรยและอ่อนล้าไม่น้อย การอดนอนข้ามวันข้ามคืนอย่างที่พวกเขากำลังทำอยู่นี้ไม่ใช่วิสัยที่ดีเท่าไหร่นัก หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่ฉุกคิดถึงการพักผ่อน คงพร้อมที่จะเดินหน้าทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงอย่างเร็วที่สุดโดยไม่สนความเหน็ดเหนื่อย ทว่าในยามนี้เขากลับเริ่มรู้สึกว่ายิ่งเขาอายุมากขึ้นเท่าไหร่ขีดจำกัดทางด้านร่างกายก็ยิ่งลดถอยลงเท่านั้น และนั่นจึงทำให้เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะถนอมร่างกายของตนไว้ เพื่อให้ตัวเองมีศักยภาพมากพอที่จะทำงานนี้ต่อไปได้เรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ตนจะทำไหว

    "คุณเองก็เหมือนกัน ผมยังได้งีบบ้างตอนที่เราไปนอร์ธฮิลส์ แต่คุณไม่ได้พักเลย" อีกฝ่ายเห็นพ้องด้วย "ถ้าอย่างนั้นเราแยกย้ายกันตรงนี้เลยไหม คุณไม่ต้องไปส่งผมหรอก เดี๋ยวผมนั่งเมโทรบัสกลับเอง"

    "ผมไม่ปล่อยให้คุณกลับคนเดียวหรอก" เจย์เดนเอ่ย "ผมยังไม่ได้บอกคุณใช่ไหมว่าหลังจากนี้ผมจะไปพักอยู่กับพวกคุณจนกว่าภารกิจนี้จะจบ"

    และนั่นก็ทำให้อีกฝ่ายชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยิน

    "บางทีผมก็สงสัยนะ ว่าคุณคิดอย่างไรกับผมกันแน่" แดนเนลหันมามองเขาด้วยสายตาไม่เข้าใจ "คุณทำเหมือนคุณเป็นพวกเดียวกันกับผม อยู่ข้างผม เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี แต่นาทีถัดมาคุณก็เปลี่ยนไปเล่นบทเอฟบีไอกับผู้ต้องหา คอยจับตาดูผม แล้วก็สอบสวนผม"

    เจย์เดนรู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มกลับมารู้สึกอึดอัดกับเขาอีกครั้ง มันเป็นผลพวงมาจากการที่เขาคลางแคลงใจอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ และการที่เขาบอกว่าจะไปอยู่ด้วยนั้นสามารถแปลเป็นอีกความหมายหนึ่งได้ว่าอีกฝ่ายจะต้องถูกเขาจับตามองอยู่ตลอดเวลา

    ซึ่งมันก็ใช่ เขาไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ ในเมื่อแดนเนลชอบพาตัวเองไปหาเรื่องอันตราย เขาที่มีหน้าที่ปกป้องจึงต้องคอยติดตามอีกฝ่ายตลอดเวลาไปด้วย และทั้งหมดนั้นก็เพื่อความปลอดภัยของเจ้าตัวเอง

    "ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้คุณรู้สึกแย่นะแดนเนล" เขาเอ่ย "แต่ถ้าผมไม่ถามคุณออกไปตามตรงตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้ผมก็ยังคงรู้สึกสงสัยคุณอยู่ คุณเข้าใจใช่ไหม?"

    "แต่ความสงสัยในตัวผมของคุณมันไม่ใช่แค่การระแวงว่าจะถูกผมหักหลังเพราะผมเป็นอาชญากรเหมือนกับที่คนอื่น ๆ ระแวงผมไง คุณคิดว่าผมฆ่าคน คุณคิดว่าผมเป็นฆาตกรเลยนะ"

    "ผมขอโทษ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าศพนั่นไม่มีทางเป็นฝีมือของคุณได้"

    เขาไม่สามารถหาข้อแก้ตัวใด ๆ ได้เลยนอกจากเอ่ยคำขอโทษออกไปตามตรง และนั่นก็ทำให้คนฟังอย่างแดนเนลถอนหายใจออกมา

    "ไม่ต้องขอโทษแล้วล่ะ" อีกฝ่ายเอ่ยก่อนจะสบตากับเขา "คุณต้องหัดมีเล่ห์เหลี่ยมบ้างนะเจย์เดน ไม่ใช่ว่าความตรงไปตรงมาของคุณเป็นเรื่องไม่ดี แต่มันอาจจะทำให้คุณตกที่นั่งลำบากได้ในสักวัน"

    "ผมรู้"

    เขาตอบ และในตอนนี้เขาก็รู้แล้วด้วยว่าแดนเนลไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรอย่างที่จอห์นนี่เคยบอก ความเมินเฉยที่อีกฝ่ายพยายามแสดงออกมาเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่เจ้าตัวต้องการให้คนอื่นเห็น ทว่าลึกลงไปแล้วอีกฝ่ายกลับเป็นคนที่อ่อนโยนและใส่ใจผู้อื่นไม่น้อย

    และเขาก็ยอมรับว่าตัวเองกำลังรู้สึกดีที่ได้รับความใส่ใจนั้นจากคนตรงหน้า

    "ถ้าคุณจะมาพักด้วยกันผมก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่ห้องพักที่นั่นมีอยู่อย่างจำกัด และส่วนใหญ่ก็ถูกเจ้าหน้าที่คนอื่นจับจองกันไปหมดแล้ว" แดนเนลพูดในที่สุด "เหลือก็แต่ห้องของผมนี่แหละที่มีเตียงว่างอยู่ครึ่งหนึ่ง ถ้าคุณไม่มีปัญหาเรื่องการนอนร่วมเตียงกับคนแปลกหน้าเราสองคนก็แบ่งเตียงกันได้ แต่ถ้าคุณมี ผมคงต้องแนะนำให้คุณหาถุงนอนไปเอง"

    "ผมไม่มีปัญหาหรอก อันที่จริงผมนอนที่ไหนก็ได้นะ โซฟายังได้เลย"

    อีกฝ่ายหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อได้ยิน

    "ถ้าแค่วันสองวันคุณก็คงได้นอนที่โซฟาตรงห้องนั่งเล่นนั่นแหละ แต่ว่ากันตามตรงเลยนะว่าภารกิจนี้จะจบตอนไหนผมเองก็ยังไม่รู้ แล้วไอ้การนอนโซฟาติดกันนาน ๆ มันก็ไม่น่าจะดีกับตัวคุณเท่าไหร่ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะชอบทรมานตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็ไม่ขัดหรอก"

    "ดีนะที่ผมไม่ชอบทรมานตัวเอง แล้วก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการนอนร่วมเตียงกับคนอื่นด้วย" เขาเอ่ยพร้อมกับเผยรอยยิ้มเล็ก ๆ ออกมา "คุณเองเถอะ สะดวกที่จะร่วมเตียงกับผมไหม คุณมีปัญหาเรื่องการนอนร่วมกับคนอื่นหรือเปล่า?"

    "คือความจริงแล้วคนที่จะมีปัญหาน่ะไม่ใช่ผมหรอก คุณก็รู้ว่างานของเรามันเป็นอย่างนี้แหละ จะให้มาเรื่องมากเรื่องที่หลับที่นอนคงไม่ได้" อีกฝ่ายพูด "แต่ผมมีนิสัยการนอนที่ค่อนข้างจะรบกวนคนอื่นอยู่นิดหน่อย จะว่ายังไงดีล่ะ...ปกติคุณตื่นง่ายหรือเปล่า? คุณรู้สึกตัวง่ายแค่ไหน?"

    "ปกตินะ ถ้าได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกผมก็ตื่น แต่วันไหนที่เหนื่อยมากก็จะตื่นยากหน่อย ทำไมล่ะ คุณนอนกรนเหรอ?"

    "เปล่า" แดนเนลปฏิเสธ "แต่ผมแนะนำให้คุณทำให้ตัวเองเหนื่อยมาก ๆ เข้าไว้นะ จะได้หลับสนิทหน่อย แล้วก็...ผมต้องจุดเทียนหอมกับเปิดเสียงฝนก่อนนอน อันนี้คุณโอเคไหม?"

    "ไม่มีปัญหา ผมเองก็ชอบเทียนหอมนะ ส่วนเสียงฝนก็..." เจย์เดนหยุดคิดหาคำพูดไปชั่วครู่ "น่าจะชวนให้หลับสบายดี"

    "อีกนิดผมก็จะคิดแล้วนะว่าคุณเกรงใจผมจนไม่กล้าค้านอะไรเหมือนจอห์นนี่" แดนเนลเอ่ยพร้อมกับนึกถึงหัวหน้าทีมของตัวเอง "ช่วงแรก ๆ เขาก็โอเคหมดทุกอย่างเหมือนคุณนั่นแหละ แต่พอสองสัปดาห์ถัดมาเขาก็หอบข้าวของหนีไปนอนห้องอื่น แถมยังใช้อำนาจไล่ให้เจ้าของเตียงเดิมลงไปนอนในถุงนอนที่พื้นอีกต่างหาก แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าตอนนี้ไม่เหลือห้องที่มีที่ว่างพอให้คุณแล้วนอกจากห้องผม ต่อให้เป็นบนพื้นก็เถอะ"

    การต้องอยู่ร่วมห้องและนอนร่วมเตียงเดียวกันกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอะไรนักสำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถเลือกที่พักกันเองได้ตามใจชอบ เพราะมันมีข้อจำกัดอยู่หลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ ไปจนถึงเรื่องความปลอดภัยและความสะดวกในการประสานงานของพวกเขาเอง นั่นจึงทำให้ส่วนใหญ่แล้วที่พักที่หน่วยงานจัดหาเอาไว้ไม่ได้ใหญ่โตและไม่ได้มีพื้นที่รองรับมากพอสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคนในทีม

    ซึ่งพวกเขาเองก็เห็นด้วยกับการที่หน่วยงานเลือกนำงบประมาณไปลงกับอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือไม่ก็อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องใช้ในการปฏิบัติภารกิจมากกว่าจะเอามาลงกับที่พักของพวกเขา เพราะอย่างน้อยการอยู่ในที่ที่ลำบากหน่อยก็คงดีกว่าการเจอปืนติดขัดหรือกระสุนด้านตอนต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามเป็นไหน ๆ

    "ที่จริงผมก็เกรงใจคุณอยู่เหมือนกัน ห้องนั่นเป็นห้องของคุณ และการที่ผมจะไปอยู่ด้วยมันก็คงไม่ต่างจากการบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของคุณเท่าไหร่" เจย์เดนพูด "แต่ผมอยากให้คุณสบายใจนะ ผมเองก็ชอบการจุดเทียนหอม และก็ไม่ได้มีปัญหากับเรื่องเสียงกล่อมนอน รวมถึงเสียงกรนของเพื่อนร่วมห้องด้วย"

    "ผมบอกคุณแล้วไงว่าผมไม่ได้กรน"

    "ถ้าไม่กรนแล้วมันคืออะไรกันล่ะ ผมว่าที่ทำให้จอห์นนี่เขาย้ายออกไปคงไม่ใช่แค่เรื่องเทียนหอมกับเสียงฝนแน่ ๆ ถูกไหม? หรือว่าคุณนอนกัดฟัน หรือนอนดิ้น?"

    "ไม่ใช่ที่คุณพูดมาสักอย่างนั่นแหละ" แดนเนลปฏิเสธทันควัน "แต่ผมมักจะสะดุ้งตื่นกลางดึกอยู่บ่อย ๆ แล้วจอห์นนี่เขาเป็นพวกหลับยากตื่นง่าย เขารู้สึกตัวง่ายมาก แค่ผมสะดุ้งหรือขยับตัวนิดหน่อยเขาก็ตื่นตามแล้ว ทำเอาเขาแทบไม่ได้นอนเลยเพราะกว่าเขาจะหลับได้อีกครั้งก็ต้องใช้เวลา คุณต้องเห็นสภาพเขาช่วงนั้นนะ ดูไม่จืดเลยทีเดียว"

    "คุณฝันร้ายเหรอ? ถึงได้สะดุ้งตื่น"

    "ประมาณนั้น แต่โชคดีที่ผมหลับง่าย พอสะดุ้งตื่นขึ้นมาแปป ๆ ก็หลับต่อแล้ว ผมถึงได้บอกไงว่าผมน่ะไม่มีปัญหาหรอก"





    ทั้งคู่เดินทางกลับมาถึงเซฟเฮ้าส์ที่เป็นฐานปฏิบัติภารกิจของซีไอเอในช่วงบ่ายของวัน และจอห์นนี่ก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไรมากนักกับการที่เห็นเจย์เดนเดินเข้ามาภายในบ้านพร้อมกับแดนเนล เพราะเขาพอจะเดาออกว่าเจย์เดนจะย้ายมาพักที่นี่ตั้งแต่ตอนที่เขาได้ยินอีกฝ่ายคุยกับคู่หูของเจ้าตัวทางโทรศัพท์เมื่อคืนแล้ว

    "ไง หน้าตาดูไม่สดใสเลยนะแดนเนล" เจ้าของร่างผอมโปร่งหน้าตึงทันทีเมื่อได้ยินคำทักทายที่เต็มไปด้วยการเย้าแหย่ และนั่นก็ทำให้คนพูดอย่างจอห์นนี่หัวเราะออกมา "จะกินอะไรหน่อยไหม ในครัวมีพาสต้าอยู่นะ"

    "ไม่ล่ะ ฉันง่วงเต็มทีแล้ว"

    "โอเค งั้นนายไปพักเถอะ ฉันไม่กวนแล้ว" จอห์นนี่หลบทางให้แดนเนลเดินผ่านตัวเองไป และขณะเดียวกันนั้นเขาก็รีบกวักมือเรียกให้เจย์เดนหยุดคุยด้วยก่อนครู่หนึ่ง "คุณรู้ใช่ไหมว่าถ้าคุณจะพักที่นี่ คุณก็ต้องนอนห้องเดียวกับเขา"

    "ผมรู้แล้ว"

    "อืม" จอห์นนี่ส่งเสียงตอบรับในลำคอเบา ๆ "เอาเป็นว่าถ้าคุณนอนกับเขาไม่ไหว โซฟาห้องนั่งเล่นยังว่างอยู่นะ"

    "ครับ" เจย์เดนยิ้มรับน้อย ๆ "เรื่องนั้นเขาบอกผมแล้ว"

    "ถ้าคุณเข้ากับเขาได้ผมจะดีใจมากนะเจย์เดน ยังไงดีล่ะ คุณเป็นคนดี อย่างน้อยประวัติและทัศนคติบางอย่างที่ผมได้รับรู้มาตอนคุยกับคุณก็บอกผมแบบนั้น และผมก็อยากให้เขามีเพื่อนที่ดีแบบคุณ"

    "ดูเหมือนคุณจะเป็นห่วงเขาไม่น้อยเลยนะ"

    "นั่นก็ใช่ ผมเป็นห่วงเขาจริง ๆ นั่นแหละ" จอห์นนี่ยอมรับตามตรง "แดนเนลไม่ค่อยเปิดใจกับใคร แล้วก็ไม่ค่อยมีใครเปิดใจกับเขามากเท่าไหร่ ถ้าคุณอยู่กับเขาไปเรื่อย ๆ คุณจะรู้เองว่าสังคมของเขาแคบมาก เขามีเพื่อนแค่ผม ไทรอน กับคนในหน่วยงานอีกแค่ไม่กี่คนเอง ผมอยากให้เขามีเพื่อนเยอะกว่านี้ อยากให้เขามีใครสักคนที่สบายใจเวลาอยู่ด้วยนอกจากผมกับไทรอน วันนี้ผมกับเขายังได้ทำงานด้วยกัน แต่วันข้างหน้าเขาอาจถูกย้ายไปทำงานกับคนอื่นก็ได้ อนาคตมันไม่แน่นอนหรอก และถ้ามันถึงเวลานั้นขึ้นมาจริง ๆ ผมก็คงพูดคุยกับเขาไม่ได้มากนักเหมือนอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้"

    "ผมเองก็อยากสนิทกับเขา" เจย์เดนเอ่ย "เขาเป็นคนดีนะจอห์นนี่ จนทำให้ผมนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงกลายมาเป็นอาชญากรได้"

    "เราไม่มีวันรู้ถึงเหตุผลของเขาหรอกถ้าเขาไม่บอก เขาไม่ค่อยชอบพูดถึงเรื่องในอดีตของตัวเองเท่าไหร่ น้อยครั้งมากนะที่จะยอมเล่าอะไรให้ฟัง คุณรู้ไหมว่าเขาทำผมอึ้งแค่ไหนตอนที่เขาบอกผมว่าสมัยเด็ก ๆ เขาเคยเลี้ยงบีเกิ้ลสองตัวตอนที่ผมกับเขาไปกองพันสุนัขทหารกันน่ะ"

    "ก็พอจะเดาได้อยู่"

    "นั่นแหละ แต่ก็เป็นแค่หนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เขายอมเล่าเรื่องตัวเองให้ผมฟัง" จอห์นนี่พูดก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ "เอาล่ะ ผมไม่กวนคุณแล้วดีกว่า คุณไปพักเถอะ ห้องของเขาอยู่ชั้นสอง ประตูสุดทางเดินด้านขวามือนะ"

    "ครับ ขอบคุณมาก"

    เจย์เดนเอ่ยกับคนตรงหน้าก่อนจะขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้านตามที่อีกฝ่ายบอก เขาสูดลมหายใจลึกเมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้องของแดนเนลที่ในอีกไม่นานนี้ก็จะกลายเป็นห้องพักของตนเองด้วยเช่นกัน เขารับรู้ได้ถึงความประหม่าที่เกิดขึ้นและพยายามกำจัดมันออกไป ทว่ามันไม่ง่ายเลยจริง ๆ เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อนในชีวิต เรียกได้ว่านี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขารู้สึกประหม่าและลังเลกับการยกกำปั้นขึ้นเคาะประตูห้องของใครสักคนเลยก็ว่าได้

    ก๊อก ก๊อก ก๊อก

    "คุณ ผมเองนะ"

    เขาเอ่ยบอกกับคนที่อยู่ภายในห้องก่อนจะถือวิสาสะเปิดประตูที่ไม่ได้ล็อกเข้าไปแม้ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ อย่างไรแล้วนี่ก็ถือเป็นห้องของเขาด้วย ทว่าภายในห้องพักกลับว่างเปล่า ไร้เงาของเจ้าของห้องอีกคนเมื่อเขาก้าวเข้าไปด้านใน และเจย์เดนก็เกือบคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในห้องเสียแล้ว หากเขาไม่ได้ยินเสียงน้ำที่กำลังไหลดังออกมาจากห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากประตูห้องนอนเท่าไหร่นักเสียก่อน

    เจ้าหน้าที่หนุ่มหันมองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อสำรวจ และเขาก็พบว่านอกจากกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่สองใบที่วางอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าแล้วก็ไม่มีข้าวของใด ๆ ที่บ่งบอกได้ว่าที่นี่มีคนอาศัยอยู่เลย เฟอร์นิเจอร์เกือบทุกชิ้นภายในห้องนี้ดูสะอาดสะอ้านและไร้ร่อยรอยของการใช้งาน ราวกับว่าแดนเนลไม่เคยแตะต้องพวกมันเลยสักครั้งตั้งแต่มาอยู่ เว้นก็แต่เตียงนอนที่ดูยับย่นเล็กน้อย กับเทียนหอมจำนวนหนึ่งที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงเท่านั้น

    ร่างสูงเดินตรงไปยังโต๊ะดังกล่าวด้วยความสนอกสนใจ มันอาจจะดูเสียมารยาทแต่เขาก็อยากรู้ว่าเทียนหอมที่แดนเนลชอบใช้นั้นเป็นกลิ่นแบบไหน หากกลิ่นพวกนั้นไม่ค่อยถูกโฉลกกับเขาขึ้นมาจะได้เตรียมใจรับไว้ได้ทัน และเขาก็พบว่าส่วนใหญ่แล้วเทียนหอมที่อีกฝ่ายเลือกใช้นั้นเป็นกลิ่นดอกไม้ที่ชวนให้ผ่อนคลายและหลับสบายอย่างพวกกลิ่นดอกคาโมมายล์หรือไม่ก็ดอกลาเวนเดอร์

    โชคดีเหลือเกินที่อย่างน้อยรสนิยมในเรื่องเทียนหอมของเขากับแดนเนลนั้นไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่นัก เขาเองก็ค่อนข้างชอบเทียนหอมกลิ่นดอกไม้อยู่ไม่น้อย และกลิ่นพวกนี้เองก็ดูเหมาะสมกับกระต่ายป่ามากจริง ๆ

    เจย์เดนอมยิ้มพลางนึกสงสัยว่ากระต่ายป่าตัวอื่น ๆ นั้นจะชอบนอนในทุ่งดอกไม้เหมือนอย่างแดนเนลหรือเปล่า





    เสียงเลื่อนเปิดประตูที่ดังมาจากห้องน้ำนั้นทำให้เจย์เดนหลุดออกจากความคิดของตัวเองในทันที เจ้าหน้าที่หนุ่มหันไปมองไปยังที่มาของเสียงตามสัญชาตญาณ และก็พบกับร่างผอมโปร่งที่อยู่ในชุดนอนตัวโคร่งสีม่วงอ่อน ฉับพลัน ความรู้สึกประหม่าที่เพิ่งจะหายไปนั้นก็ย้อนกลับมาเล่นงานเขาอีกครั้ง และดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะไม่สามารถกำจัดมันออกไปได้โดยง่ายเสียด้วย

    "คุณจะอาบน้ำไหม?" แดนเนลที่มีผ้าขนหนูพาดอยู่ที่คอเอ่ยถาม "ถ้าคุณไม่มีชุดนอนก็ใส่ของผมก่อนได้นะ คุณน่าจะพอใส่ได้อยู่ ความสูงเราไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ อีกอย่างชุดนอนผมมันก็โอเวอร์ไซส์น่ะ"

    "อ้อ...เอาสิ"

    เจย์เดนเอ่ยรับอย่างอ้ำอึ้งขณะเดินตรงไปหาอีกฝ่าย เพราะไทรอนยังไม่กลับมา จึงทำให้เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่เขาฝากให้เทย์เลอร์ช่วยไปเก็บมาจากที่บ้านนั้นยังมาไม่ถึงไปด้วย เจ้าหน้าที่หนุ่มยืนมองร่างผอมโปร่งที่ก้มตัวเปิดกระเป๋าเดินทางใบโตก่อนจะเลือกหยิบเอาข้าวของที่อยู่ในนั้นออกมาทีละชิ้น

    ไม่นานนักผ้าขนหนูสะอาดและชุดนอนของแดนเนลก็มาอยู่ในมือของเขา รวมถึงแปรงสีฟันอันใหม่และกางเกงชั้นในที่ยังไม่แกะออกจากห่อนั่นด้วย เจย์เดนต้องใช้พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงสีหน้าแปลกปลอมอะไรออกไปให้เพื่อนร่วมห้องคนใหม่ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ และเชื่อไหมว่ามันทำให้เขารู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าการออกไปบุกจับคนร้ายเป็นไหน ๆ เสียอีก





    [tbc.]
    ***หากมีข้อมูลที่ผิดพลาดประการใดก็สามารถบอกเรามาได้เลยนะ เราจะรีบทำการปรับแก้ให้อย่างเร็วที่สุดค่ะ***

    ________________________________________

    คือเราน่ะนะรอที่จะเขียนฉากโรแมนถีกมาโดยตลอด
    และในที่สุดเวลานี้ก็มาถึงแล้วค่ะทุกคนนน *ซับน้ำตา*
    หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกันมานานนับสิบตอน
    ก็ถึงเวลาส่งพวกเขาเข้าห้องหอเข้านอนกันเสียที
    ให้พักรบมานอนบ้างเนอะ
    กลัวเหลือเกินว่าจะได้เลิกสืบเพราะอดนอนจนช็อคตายกันทั้งคู่
    ซึ่งฟิคเราจะจบแบบนั้นไม่ด้ายยยยย!

    ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงพวกเขาจะยังไม่รักกันแต่ก็กำลังจะนอนร่วมเตียงเดียวกันแล้วนะคะ อิ___อิ

    ไว้มารออรุณสวัสดิ์พวกเขาสองคนกันตอนหน้าค่ะ
    #ฟิควรบจด

    Note : ฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับศิลปิน สถานที่ และเหตุการณ์ใดๆ และไม่ได้มีเจตนาใด ๆ จะทำให้ศิลปินเสื่อมเสียทั้งสิ้น
    Note 2 : เปลี่ยนพันธุ์สุนัขที่แดนเนลเคยเลี้ยง จากเยอรมันเชพเพิร์ดเป็นบีเกิ้ล เพราะน้องกลัวสุนัขพันธุ์ใหญ่ ;w;)
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Gift N. T. (@giftnt1402)
เขาคุยเรื่องนอนเตียงเดียวกันแบบเฉยๆ ทำตามหน้าที่ แต่เรายิ้มเหมือนบ้าเลยค่ะ เทียนหอมก็มา เวลามี fact มาปนด้วยแล้วยิ่งอิน เขายังเป็นคนร่วมงานกันเฉยๆ ก็จริง (แถมยังต้องจูนกันอีกเยอะ) แต่สัมผัสถึงความเอ็นดูที่เจย์เดนมีให้แดนเนลได้เลยค่ะ นึกภาพเจย์เดนมองแดนเนลเป็นกระต่ายกลางทุ่งดอกไม้ คงยิ้มจนลักยิ้มขึ้น ตาก็ยิ้ม

ตอนเจย์เดนคุยกับจอห์นนี่คือประทับใจความใส่ใจของทุกคนเลยค่ะ แดนเนลพยายามเข้มแข็งแต่เขาก็ผ่านอะไรมาจนอยากช่วยดูแลจริงๆ เราสงสัยมาตลอดว่าทำไมมาทำงานกับริชาร์ด มีเกริ่นมาแบบนี้ แถมเรื่องฝันร้ายอีก แสดงว่าคงมีเฉลย ลุ้นนน