wild rabbit #jaedohbrxnct
Chapter 11 : Tumbledown





  • "แล้ว..." เวลาผ่านไปหลายอึดใจทีเดียวกว่าที่เจย์เดนจะควานหาเสียงของตัวเองพบ เขารู้ว่าเขาควรจะมีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับคู่สนทนาไปสักอย่าง อะไรก็ได้ที่แสดงให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเขากำลังฟังอยู่ ทว่าความตกใจจากการรับรู้เรื่องราวอย่างกะทันหันนั้นทำให้สมองของเขาถึงกับหยุดทำงานไปชั่วขณะหนึ่ง และเมื่อความตกใจนั้นเริ่มลดลง เขาจึงรีบดึงสติตัวเองกลับมา "นายรู้ไหมว่าใครเป็นคนดูแลคดีนี้"

    [โลแกนกับวินเซนต์]

    ชื่อที่เทย์เลอร์เอ่ยออกมานั้นเป็นชื่อที่เจย์เดนคุ้นหูดี โลแกน หว่อง และ วินเซนต์ ต่ง เป็นเจ้าหน้าที่จากแผนกสืบสวนพิเศษคดีฆาตกรรมของเอฟบีไอ แม้ว่าพวกเขาจะอยู่กันคนละแผนก และอัตราการข้องเกี่ยวกันระหว่างคดีอาชญากรรมไซเบอร์กับคดีฆาตกรรมนั้นมีจำนวนน้อยเสียจนทำให้พวกเขาไม่เคยโคจรมาพบกันสักครั้งขณะปฏิบัติงาน แต่เพราะชื่อเสียงด้านการไขคดีของโลแกนและวินเซนต์เป็นที่เลื่องลือในหมู่เจ้าหน้าที่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากเจย์เดนจะเคยได้ยินชื่อของคนทั้งสองผ่านหูมาบ้าง

    "อ้อ แสดงว่าคดีเป็นของเรา" น้ำเสียงที่เอ่ยตอบกลับไปนั้นเจือแววโล่งอกอยู่เล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าคดีนี้อยู่ในมือของเอฟบีไอด้วยกัน อย่างน้อยนั่นก็น่าจะทำให้เขาประสานงานง่ายกว่าการที่มันตกไปอยู่ในมือของแอลเอพีดี "แล้วนายล่ะ มีส่วนร่วมในคดีนี้หรือเปล่า?"

    [ถามอะไรแปลก ๆ ก็ต้องมีสิ ผู้พบศพไง นั่นแหละส่วนร่วมของฉันในคดีนี้ พวกนั้นเอาแต่ถามฉันเกี่ยวกับการบุกค้นนี่ ฉันรู้สึกอย่างกับตัวเองถูกสอบสวนยังไงยังงั้น]

    "แล้วนายบอกพวกเขาไปว่าไง เรื่องการบุกค้นนั่นน่ะ"

    [ก็ไม่ว่าไง ฉันบอกพวกนั้นไปว่ากำลังทำคดีหนึ่งอยู่และทำการบุกค้นที่นี่เพื่อหาหลักฐาน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของเราอยู่แล้ว]

    "ถ้าอย่างนั้นนายก็สามารถติดตามผลการสืบสวนนี้ได้ใช่ไหม?"

    [ใช่ ตอนนี้พวกนั้นกำลังจัดการกับที่เกิดเหตุกันอยู่ โลแกนดูหัวเสียไม่น้อยตอนที่เข้ามาแล้วเห็นพวกซีไอเอกำลังนั่งค้นข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ พวกนั้นไม่สนใจสักนิดว่ามันจะเป็นการทำลายสถานที่ เชื่อเลยไหมล่ะ]

    เจย์เดนเข้าใจความไม่พอใจของเจ้าหน้าที่ในทีมสืบสวนคดีฆาตกรรมดี การที่คนนอกเข้ามายุ่มย่ามกับสถานที่เกิดเหตุก่อนเจ้าหน้าที่จะมาถึงนั้นอาจทำลายหลักฐานหรือวัตถุพยานได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีเจ้าหน้าที่สืบสวนคนไหนชอบใจในเหตุการณ์แบบนี้ ทว่าเขาก็กล่าวโทษอะไรไทรอนไม่ได้เช่นกัน เพราะเขาเข้าใจดีว่าไทรอนต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จลุล่วงแข่งกับเวลา เพื่อให้เขาและแดนเนลที่กำลังคอยอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองสามารถบุกจับริชาร์ดได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่มันจะไหวตัวทัน

    แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่พวกเขาคว้าน้ำเหลว ริชาร์ดนั้นรอบจัดกว่าที่เขาคิดเอาไว้เยอะ แม้จะน่าเจ็บใจกับความผิดพลาดครั้งนี้แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับแล้วเดินหน้าหาวิธีอื่นต่อ

    [อีกไม่นานศพคงถูกย้ายไปสถาบันนิติเวช ฉันคิดว่าการผ่าชันสูตรน่าจะเริ่มพรุ่งนี้ นายจะมาดูไหม? เผื่อมันเกี่ยวกับเรื่องที่นายกำลังทำอยู่]

    "อืม ฉันไป ไว้ใกล้ถึงเวลานั้นนายค่อยโทรมาบอกฉันแล้วกัน"

    [ได้ แต่ให้ตายเถอะ นายรู้ไหมว่าโยนาธานช็อกแทบบ้าตอนเปิดประตูห้องควบคุมเข้าไปแล้วเจอศพนั่นนอนกองอยู่กับพื้น ตั้งใจจะเข้ามาหาข้อมูลกันแท้ ๆ ใครจะรู้ล่ะว่าจะได้มาเจอศพแทน นายก็รู้ใช่ไหมว่าวัน ๆ หมอนั่นน่ะทำงานอยู่แต่กับคอมพิวเตอร์ ชีวิตนี้เคยจับปืนจริงกี่ครั้งฉันว่านับด้วยมือข้างเดียวยังพอ โคตรน่าเห็นใจเลย] เทย์เลอร์บ่นเสียยาวเหยียดก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เจย์เดนได้ยินเสียงใครสักคนเรียกชื่อเทย์เลอร์แว่วลอดมาตามสายสนทนา [ให้ตาย โลแกนมันเรียกฉันไปคุยอีกแล้วว่ะ แค่นี้ก่อนนะ ได้เรื่องยังไงเดี๋ยวฉันจะโทรไปใหม่]

    "โอเค ขอบใจมากนะเทย์เลอร์"

    [เปลี่ยนเป็นเบียร์อีกสองขวดแล้วกัน]

    เทย์เลอร์วางสายไปแล้ว สายโทรศัพท์ถูกตัดไปพร้อมกับทิ้งความรู้สึกหนักอึ้งบางอย่างไว้ในใจของเจย์เดน อันที่จริงความหนักอึ้งที่ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เขาได้ยินเทย์เลอร์บอกว่าพบศพอยู่ภายในห้องเซิฟเวอร์นั่นแล้ว และมันก็ทำให้ภายในหัวของเขาเต็มไปด้วยความคิดที่พากันหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อน เจ้าหน้าที่หนุ่มลดสมาร์ทโฟนในมือของตนลงขณะเหลือบสายตามองร่างผอมโปร่งที่ยืนอยู่ข้างกาย และพบว่าอีกฝ่ายเองก็กำลังมองมายังเขาอยู่เช่นกัน





    ขณะนี้ทีมสืบสวนคดีฆาตกรรมยังไม่มีใครรู้เรื่องที่พวกเขาแอบลักลอบเข้าไปยังห้องเซิฟเวอร์นั้นเมื่อคืน และเขาก็มั่นใจว่าทีมสืบสวนคงไม่มีโอกาสรู้เรื่องนี้ได้ง่าย ๆ เหตุผลที่ทำให้เขาคิดอย่างนั้นเป็นเพราะว่าเมื่อคืนพวกเขาทั้งสามคนไม่มีใครทิ้งร่องรอยใด ๆ เอาไว้ให้เป็นที่น่าสงสัย และซีไอเอคงไม่มีทางรายงานเรื่องภารกิจเมื่อคืนให้เอฟบีไอรับรู้อย่างแน่นอน

    ซึ่งนั่นก็ทำให้เจย์เดนกลายเป็นเจ้าหน้าที่จากเอฟบีไอเพียงคนเดียวที่รับรู้สถานการณ์ของทั้งสองฝั่งไปโดยปริยาย เขาไม่ได้อยากด่วนตัดสินใจเพราะรู้ดีว่าการสืบสวนคดีฆาตกรรมนั้นเพิ่งเริ่มต้นขึ้น ทว่าเมื่อเขานำข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่มาปะติดปะต่อกัน เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าในตอนนี้แดนเนลได้กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในใจของเขาเสียไปแล้ว

    แดนเนลปกปิดเขาเรื่องรอยชกที่มือนั่น และศพนั้นเองก็มีร่องรอยของการต่อสู้ มันมีความความเป็นไปได้ไม่น้อยเลยว่าเมื่อคืนแดนเนลอาจถูกจับได้และอาจมีการปะทะเกิดขึ้นในช่วงที่เขาคลาดสายตาไปจากอีกฝ่าย

    ทว่าท่ามกลางคำตอบของข้อสงสัยที่ดูเหมือนจะลงล็อกดีเหล่านั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ขัดแย้งกันลึก ๆ อยู่ภายในใจของเขา ซึ่งหากเปรียบการสรุปคดีเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ข้อมูลและคำตอบของข้อสงสัยที่เขามีก็คงเป็นเฟืองที่หมุนให้เครื่องจักรทำงาน และในขณะเดียวกันไอ้ความรู้สึกขัดแย้งนั่นก็ทำให้เครื่องจักรที่กำลังทำงานอยู่ส่งเสียงกึงกัง ราวกับเฟืองที่กำลังหมุนอยู่เหล่านั้นมันไม่พอดิบพอดี และมันก็กำลังร้องเตือนเขาว่าอาจจะมีอะไรสักอย่างที่เขาเผลอมองข้ามไป

    เจย์เดนรู้ว่าเรื่องนี้จะต้องสร้างความลำบากให้กับตัวเองในอนาคตอย่างแน่นอน ทั้งเรื่องที่เขามีข้อมูลของคดีฆาตกรรมนั้นอยู่ในมือแต่ไม่ยอมเปิดเผยออกไปให้ทางเอฟบีไอรับรู้ รวมไปถึงเรื่องที่เขาสงสัยว่าแดนเนลอาจเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมนั้นด้วย

    "คุณ...มีอะไรหรือเปล่า?"

    ในที่สุดก็เป็นแดนเนลที่เอ่ยถามอะไรสักอย่างขึ้นมาก่อน เมื่อเจ้าตัวเห็นว่าคนตรงหน้าเอาแต่จ้องเขาตาไม่กระพริบ และในขณะเดียวกัน ท่าทีที่คล้ายกับอยากจะถามบางสิ่งบางอย่างทว่าไม่ยอมเอ่ยอะไรออกมาเลยสักคำ ไปจนถึงความเงียบของเจย์เดนนั้นก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นบรรยากาศที่ชวนให้คนทั้งคู่รู้สึกอึดอัด

    เป็นอีกครั้งที่เจย์เดนรู้สึกเหมือนตัวเองถูกแดนเนลผลักให้มายืนอยู่กลางสามแยกแห่งการตัดสินใจที่เขาไม่อาจถอยหลังกลับไปได้ ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่างหน้าที่หรืออุดมการณ์ แต่เป็นการเลือกว่าเขาควรจะบอกเรื่องศพนั่นกับอีกฝ่ายดีไหม หรือว่าไม่ควรกันแน่...

    แทบดูไม่ออกเลยว่าภายใต้ความนิ่งสงบนั้น ในหัวของเขากำลังเผชิญกับความลังเลใจที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงมากเพียงใด

    "ทีมบุกค้นของเอฟบีไอพบศพในห้องเซิฟเวอร์"

    และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะบอกแก่อีกฝ่ายไป อย่างน้อยการให้แดนเนลได้ยินเรื่องนี้จากเขาที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลานั้นน่าจะดีกว่าการที่ให้อีกฝ่ายไปได้ยินมาจากไทรอน เพราะนั่นจะยิ่งทำให้อะไรต่อมิอะไรยากขึ้นไปอีก

    ร่างผอมโปร่งที่ยืนอยู่ข้างกายเขานั้นนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่งเมื่อได้ยิน และมันเป็นชั่วขณะเดียวกันกับที่เขาได้สบสายตาเข้ากับดวงตากลมของอีกฝ่าย พยายามค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้นเพื่อนำมันมาช่วยยืนยันข้อสงสัยของตน ทว่าก็ไม่พบ

    เขาไม่เคยพบความผิดปกติใด ๆ จากแดนเนลเลยสักครั้ง

    "ห้องเซิฟเวอร์ที่เราลักลอบเข้าไปเมื่อคืนน่ะเหรอ?"

    "ใช่" เจย์เดนตอบ "เมื่อคืนนี้น่ะ...คุณได้ทำอะไรที่นอกเหนือไปจากการเจาะระบบไหม?"

    "ไอ้อะไรที่นอกเหนือไปจากการเจาะระบบของคุณน่ะคืออะไร คุณคิดว่าผมทำอะไร? นี่คุณสงสัยกำลังผมอยู่งั้นเหรอ?"

    น้ำเสียงของแดนเนลฟังดูแข็งกระด้างขึ้นทันใด ความรู้สึกอึดอัดโรยตัวอยู่รอบกายของคนทั้งคู่ และมันก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าทวีเมื่อเจย์เดนตัดสินใจที่จะไล่เบี้ยคนตรงหน้าต่อ

    "แล้วใช่คุณหรือเปล่า? รอยช้ำที่มือของคุณน่ะมาได้ยังไงกันแน่ แดนเนล ผมไม่คิดว่าที่มันช้ำขนาดนี้เพราะปัดไปโดนตู้แร็คหรอกนะ"

    "หึ นี่คุณกำลังสอบสวนผมอยู่สินะ"

    อีกฝ่ายแค่นหัวเราะ ชั่ววูบนั้นเจย์เดนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกผิดหวังจากคนตรงหน้า และมันก็ได้ทิ้งความรู้สึกผิดลึก ๆ ที่ไร้ที่มาที่ไปไว้ภายในใจของเขา

    "คุณจะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ผมแค่ต้องการความกระจ่าง เพื่อที่ผมจะได้ทำงานร่วมกับคุณต่อได้อย่างสนิทใจ"

    "คุณยังหวังว่าเราจะสนิทใจกันได้อยู่อีกเหรอในเมื่อคุณกำลังคิดว่าผมเป็นฆาตกร คุณนี่มัน...สุด ๆ ไปเลย" แดนเนลมองหน้าเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาเอ่ยออกมา "คุณพูดถูกเรื่องที่มือผมมันไม่ได้ปัดไปโดนตู้แร็ค ผมชกพื้น มันคือวิธีระบายอารมณ์แบบโง่ ๆ เวลาที่ผมควบคุมไม่อยู่ นั่นแหละคือสิ่งที่เกิดขึ้น"

    คำตอบนั้นไม่ได้เกินความคาดหมายของเจย์เดนเท่าไหร่นัก รอยช้ำหนักขนาดนี้หากไม่ได้ชกเข้ากับผนังหรือพื้นห้องก็ต้องเป็นอะไรที่แข็งแรงเทียบเท่า แน่นอนว่ากะโหลกศีรษะของมนุษย์ก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น สิ่งที่แดนเนลบอกนั้นอาจเป็นความจริง หรือไม่ก็อาจเป็นคำโกหกซ้ำสอง ความเคลือบแคลงสงสัยที่ลากยาวมาตั้งแต่เมื่อคืนนั้นทำให้เจย์เดนไม่กล้าที่จะเชื่อใจอีกฝ่ายเต็มร้อย เขายังคงเผื่อใจเชื่ออยู่ว่าแดนเนลอาจต่อสู้กับใครสักคนจนทำให้คน ๆ นั้นถึงแก่ชีวิต ก่อนจะลากศพไปซ่อนไว้ที่ห้องควบคุมแล้วรีบกลับมานั่งเจาะระบบที่หน้าเครื่องเซิฟเวอร์

    ทว่าเมื่อเจย์เดนนึกสถานการณ์มาถึงตรงนี้ เขาก็จำต้องหยุดชะงักเมื่อมีสิ่งหนึ่งผุดวาบขึ้นมาในหัวของเขา ใช่...ในที่สุดเขาก็ควานหาเฟืองชิ้นที่ไม่พอดิบพอดีนั้นเจอ เฟืองชิ้นที่ทำให้เครื่องจักรของเขาไม่สมบูรณ์นั่น

    เฟืองชิ้นที่เรียกว่าเวลา

    ระยะเวลาที่เขาคลาดสายตาจากแดนเนลไปนั้นมันมากพอที่จะให้แดนเนลคลำหาห้องเซิฟเวอร์ ฆ่าคนตาย แล้วก็มานั่งเจาะระบบต่อได้อย่างหน้าตาเฉยจริง ๆ น่ะหรือ?

    เจย์เดนสามารถให้คำตอบได้ในทันทีเลยว่าไม่ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด

    ทั้งตอนที่เขาจำเป็นต้องแยกกันกับแดนเนลแล้วซ่อนตัวอยู่ใต้บันได ไปจนถึงตอนที่เขาได้รับความช่วยเหลือจากไทรอนเรื่องกล้องวงจนปิดที่ทำให้เขาไม่ต้องเสียเวลากับการงมหาห้องเซิฟเวอร์นานจนเกินไปนั้นกินเวลาไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ แม้แต่ตัวเขาเองยังทำเรื่องทั้งหมดที่ว่ามานั่นด้วยเวลาเพียงเท่านั้นไม่ได้เลย

    ระยะเวลาของเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นอยู่มาก และมันก็กระชั้นชิดเกินกว่าที่แดนเนลจะทำทุกอย่างได้ทัน ซึ่งเขาไม่เคยนึกสงสัยในเรื่องนี้เลยจนกระทั่งเขานึกถึงขั้นตอนการซ่อนศพขึ้นมา

    เจย์เดนนึกโกรธตัวเองที่ด่วนสรุปและไม่ยอมตั้งสติไล่เรียงลำดับของเหตุการณ์ให้ดีตั้งแต่ต้น และมันก็ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับแดนเนลที่เขาค่อย ๆ สร้างมันขึ้นมาอย่างยากลำบากพังทลายลงในชั่วพริบตา ความรู้สึกผิดหวังที่ถูกส่งมาจากอีกฝ่ายเมื่อครู่ทำให้เขารู้ว่าตอนนี้ ตัวเขาในสายตาของแดนเนลนั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกคนที่ตัดสินเจ้าตัวจากเรื่องในอดีตเลยสักนิด

    "ถ้าอย่างนั้นทำไมตอนที่จอห์นนี่ถามคุณถึงไม่ยอมบอกเขาไปตามตรง คุณโกหกเขาทำไม"

    "แล้วทำไมผมต้องเที่ยวไปบอกใครต่อใครว่าผมกำลังรู้สึกอะไรหรืออยู่ในอารมณ์แบบไหนด้วยล่ะ มันไม่ใช่เรื่องที่พวกคุณจำเป็นต้องรู้เลยสักนิด"

    เจย์เดนสัมผัสได้ถึงกำแพงแห่งความห่างเหินที่ขวางกั้นระหว่างเขาและคนตรงหน้า แต่ในเขาไม่สามารถหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ได้ เพราะนี่อาจเป็นเพียงโอกาสเดียวที่เขาจะสามารถหาคำตอบของทุกคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจของเขาได้ด้วยการถามอีกฝ่ายออกไปตามตรง และเขาจะไม่ยอมปล่อยให้มันสูญเปล่าเด็ดขาด

    "จำเป็นสิ เพราะนั่นหมายความว่ามันต้องมีใคร หรืออะไรสักอย่างที่ทำให้คุณโมโหจนต้องระบายอารมณ์ด้วยการใช้กำลัง คำถามของผมคือทำไมคุณถึงได้โมโห แล้วริชาร์ดรู้ได้ยังไงว่าคุณทำอะไร คุณเจออะไรในห้องเซิฟเวอร์นั่นกันแน่"

    "นี่คุณรอเวลาที่จะได้สอบสวนผมมาตลอดเลยสินะ ตั้งแต่เมื่อคืนเลยถูกไหม?" แดนเนลย้อนถาม สายตาของอีกฝ่ายที่มองมายังเขาในตอนนี้ไม่หลงเหลือความรู้สึกสนิทใจใด ๆ อีกต่อไป "ผมไม่รู้ว่าเขารู้ได้ยังไง แต่เมื่อคืนน่ะผมไม่เจอใครในห้องเซิฟเวอร์นั่นเลยนอกจากคุณ มีคำถามอะไรอีกไหม?"

    ถ้าหากว่าโอกาสที่เขาได้รับในครั้งนี้มันต้องแลกมาด้วยความรู้สึกดี ๆ ระหว่างเขากับแดนเนล เขาก็อยากให้โอกาสที่ว่านั่นเกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว แค่ในครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น

    "ผมเชื่อคุณได้ใช่ไหม?"

    "ผมคิดว่าคุณได้คำตอบนั้นตั้งแต่ตอนที่คุณสงสัยในตัวผมแล้วเสียอีกนะ เจย์เดน"





    [tbc.]
    - LAPD ย่อมาจาก Los Angeles Police Department หรือก็คือกรมตำรวจลอสแอนเจลิส
    ***หากมีข้อมูลที่ผิดพลาดประการใดก็สามารถบอกเรามาได้เลยนะ เราจะรีบทำการปรับแก้ให้อย่างเร็วที่สุดค่ะ***

    ________________________________________

    ลูคัส หว่อง - โลแกน หว่อง
    ต่งซือเฉิง - วินเซนต์ ต่ง

    พังงง ตีกันจนฟิคพังพินาศไปหมดแล้วจ้าาา
    ใครที่รอเขารักกันอยู่ก็ช่วยอดใจรอต่อไปอีกสักนิดนะคะ
    ยังไงเขาก็ต้องรักกันแน่ค่ะ เพราะว่านี่น่ะ...นี่น่ะ...
    นี่น่ะมันคือฟิคสืบสวนแจโด!

    ฉากที่เราอยากเขียนมาก ๆ ในตอนที่แล้ว
    ก็คือฉากที่แดนเนลคุยกับริชาร์ดค่ะ
    มีคนทายถูกหลายคนเลย แต่ไม่มีรางวัลอะไรจะให้หรอกนะ แหะๆ
    แล้วเจอกันตอนหน้านะคะทุกคน
    #ฟิควรบจด

    how to comment ใน minimore

    Note : ฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับศิลปิน สถานที่ และเหตุการณ์ใดๆ และไม่ได้มีเจตนาใด ๆ จะทำให้ศิลปินเสื่อมเสียทั้งสิ้น
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Gift N. T. (@giftnt1402)
หนักเลยเจย์เดน ปวดหัวกับทั้งสถานะของตัวเองในการทำงานกับเอฟบีไอและซีไอเอ แล้วยังต้องพยายามสร้างความเชื่อใจกับแดนเนลใหม่อีก แต่ในฐานะคนอ่านคือชอบมาก เวลาเห็นตัวละครลำบากแล้วก้าวข้ามอุปสรรคมาได้มันน่าพอใจมากเลย

ตื่นเต้นที่จะได้เห็นวินเซนต์กับโลแกนทำงานด้วยกันด้วยค่ะ หึๆ
hbrxnct (@hbrxnct)
@giftnt1402 เจย์เดนยังมีเรื่องให้สู้อีกเยอะเลยค่ะ 555555555555