ฮ่องกงตรงไหนก็หว่องChérie K.
A day in Sham Shui Po
  • ADVERTISEMENT

    ADVERTISEMENT

    ADVERTISEMENT





    บางทีอยู่เมืองเซี่ยงก่างก็ควรหัดเรียนภาษาจีนกวางตุ้งไว้บ้าง เอาไว้ถามทางแล้วไม่โดนคนฮ่องกงทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถามกลับมา เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า Sham shui po (荔枝角) เนี่ย คนฮ่องกงไม่ออกเสียงว่าชัมชุยโปด้วยเสียงโมโนโทนเบา ๆ เหมือนที่เราอ่านกันนะคะ แต่อ่านออกเสียงว่า ซ้าม โสย โป๋ ต้องใส่วรรณยุกต์เข้าไปด้วยถึงจะเป็นเสียงแบบกวางตุ้งแท้ ๆ หนุ่มเกาหลีแต่มาทำธุรกิจที่ฮ่องกงเกือบ 8 ปี ออกเสียงให้ฟังแบบนี้ สำหรับใครที่ชอบดูหนังฮ่องกงก็คงจะพอคุ้น ๆ สำเนียงอยู่บ้าง
    ตลาดซ้าม โสย โป๋ แห่งนี้ เป็นตลาดขายส่ง (wholesale market) มีเสื้อผ้าแฟชัน กระเป๋าและรองเท้า รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา ของเล่น ของเก่า เศษเหล็ก ที่ตื่นเต้นคือมีกล้องถ่ายรูปทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ทั้งที่ยังใช้ถ่ายได้และแบบที่ซื้อมาก็ต้องเก็บเข้ากรุ มีเตาอบขนมสภาพภายนอกดีมาก ฉันถามเขาว่ายังใช้งานได้อยู่ไหม อาแปะคนขายตอบด้วยใบหน้านิ่งเหมือนกับน้ำเสียงว่า “มันพังแล้ว”  อืมมมมมมม ถ้าจะเอาคือพี่ต้องไปซ่อมเองไง  คิด ๆ ดูแล้วไม่น่าจะมีคนสติดีที่ไหนซื้อไปตั้งเล่น ๆ ที่บ้านเฉย ๆ




    อากาศร้อนทำให้พลังงานเหมือนจะเผาผลาญมากกว่าปกติ ท้องร้องจ๊อก ๆ เป็นสัญญาณเตือนว่าตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ฉันเดินเข้าร้านติ่มซำร้านแรกที่พบ ไม่ใช่ร้านติ่มซำมิชลินสตาร์หรือร้านแนะนำตามไกด์บุ๊ก แต่ก็เป็นร้านที่มีสาขาอยู่ทั่วเกาะฮ่องกง ซานซาน น้องสาวชาวฮ่องกงเคยบอกฉันว่าติ่มซำถือเป็นอาหารว่างที่เอาไว้รับรองแขกหรือเป็นอาหารรองท้องก่อนมื้ออาหารหลัก คนฮ่องกงนิยมทานติ่มซำกับน้ำชาร้อน ๆ  เรียกว่าติ่มซำหยำฉ่า ค่อย ๆ ละเลียดไม่เร่งรีบ ความสำคัญอยู่ตรงบทสนทนาและผู้คนที่ร่วมโต๊ะ คำว่า "ติ่มซำ" เป็นภาษาจีนกวางตุ้งแปลว่า Touch the heart แปลเป็นภาษาไทยตรงตัวว่า "สัมผัสหัวใจ" เพราะติ่มซำเป็นอาหารคำเล็กคำน้อย คนทำก็ใส่ใจประดิดประดอย คนทาน ทานแล้วอบอุ่นจับใจสมชื่อ




    ฉันผลักบานประตูกระจกเข้าไปในร้าน แอร์เย็นฉ่ำ กลิ่นติ่มซำหอมอวลไปทั่ว โต๊ะสำหรับลูกค้าที่มาคนเดียวอย่างฉันคือโต๊ะที่หันหน้าเข้าข้างฝา อาหารที่ออเดอร์ไว้ถูกนำมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ ส่งกลิ่นหอมฉุยเรียกน้ำย่อยให้ทำงาน ฉันใช้ตะเกียบคีบติ่มซำเข้าปากช้า ๆ  ละเลียดไปทีละน้อย พอหมดคำก็ค่อย ๆ จิบชาร้อนล้างปาก ควันจากกาน้ำชาพวยพุ่ง ถึงจะหิวมากขนาดไหนก็ไม่อาจวู่วาม 

    เมื่อกินคาวแล้วต้องกินหวาน จูยองอ้ปป้าบอกว่าที่ซ้าม โสย โป๋ มีร้านเต้าหู้อร่อยเด็ดดวง 
    ชื่อร้าน Kung wo ทายซิว่าออกเสียงยังไง



    เชื่อว่าไม่น่าจะมีใครออกเสียงถูก ถ้าไม่ได้เรียนภาษาจีนกวางตุ้งมาก่อน นี่ก็อ่านกุงโว กังโววนไปแน่นอน  ใครจะไปรู้ว่ามันจะออกเสียงยากเย็นแบบนี้ ร้านชื่อว่า “ก๊งหว่อ” ซึ่งก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับที่อ่านเลย 
    ทุกเมนูทำจากเต้าหู้ทั้งหมด  มีเมนูภาษาจีน อังกฤษและญี่ปุ่น แต่ก็ต้องงัดเอาสกิลในการสั่งอาหารแบบนักท่องเที่ยวมาใช้ ทุกสิ่งล้วนชี้ตามโต๊ะข้าง ๆ อร่อยชัวร์ ไม่ต้องกลัวสั่งผิด รอไม่นานที่ออเดอร์ไว้ก็มาเสิร์ฟตรงหน้า ทั้งตงเต่าเจิงหรือน้ำเต้าหู้แบบเย็น เต้าหู้ทอดที่เรียกชื่อไม่ถูก เต้าฮวยหรือที่คนฮ่องกงเรียก “ตง เต่า ฝู่ ฟ้า” ซึ่งต้องโรยน้ำตาลสีส้ม ๆ ก่อนจ้วงเข้าปาก เมื่อได้ลิ้มรสเต้าหู้ของก๊งหว่อ ต้องขออวยว่าอร่อยสมคำร่ำลือจริง ๆ เต้าฮวยเนื้อเนียนเบา นุ่มจนแทบละลายในปาก น้ำเต้าหู้เย็นก็เข้มข้น มาแบบไม่เติมน้ำตาล เต้าหู้ทอดก็อร่อยเด็ดสะระตี่​ อร่อยจนแสงพุ่ง​ออกตา ควรค่ากับที่มิชลินแนะนำ ที่นี่คือสวรรค์ของคนรักเต้าหู้ชัด ๆ ราคาไม่แพงด้วยนะคะ ฉันซื้อน้ำเต้าหู้และเต้าฮวยกลับไปฝากจูยองอ้ปป้า จะซึ้งกว่านี้ถ้าไม่ลืมเอาไว้ที่ร้านเสื้อผ้า ซื้อไปฝากอาเฮียที่ร้านผ้าซะงั้น จบกัน กระทำความโรแมนติกไม่ขึ้นก็แบบนี้ 



    ที่ซ้าม โสย โป๋ ยังมีร้านอาหารอร่อยอีกมากมาย ปรากฏตามไกด์บุ๊กบ้าง ตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาบ้าง มีร้านบะหมี่คากิเจ้าดัง มีคนแนะนำมาว่าอร่อยเด็ด
    มีร้านบะหมี่ตับที่ไม่สามารถแนะนำผู้ใดได้ เนื่องจากไม่ทานเครื่องใน 

    ตอนเย็นย่ำไปจนถึงค่ำมืด จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาปูผ้าแบกะดินขายของกันครึกครื้น มีทั้งเสื้อผ้ามือสอง ของใช้ส่วนตัวที่ใช้แล้ว ราคาตามสภาพ รองเท้าข้างเดียวก็มี  ต้องรื้ออยู่นานจนกว่าจะเจออีกข้าง ช่วงค่ำๆมาหน่อยตรงร้านขายโทรทัศน์และอุปกรณ์ไฟฟ้าก็มีฉายหนังเรื่องยิปมัน 2 (Ip man2) ตรงลานบริเวณหน้าร้าน คนฮ่องกงยืนมุงดูกันแบบจริงจังมาก ยืนกันเป็นชั่วโมงไม่มีเมื่อย ติ่งอาจารย์ยิปและดอนนี เยนแบบฉันก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นตอนที่เคยดูแล้วก็ตาม  การได้ดูหนังฮ่องกงที่ชอบร่วมกับคนฮ่องกงตัวเป็น ๆ บนเกาะฮ่องกงแบบนี้เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริง ๆ 

    นึกถึงตอนที่ยิปมันเข้าฉายวันแรกที่ฮ่องกง ด้วยความที่เป็นบิ๊กแฟน ฉันก็ไปยืนต่อแถวซื้อตั๋วร่วมกับประชาชนฮ่องกงที่ UA cinema มาแล้ว แต่ค่าตั๋วก็แพงจนบางทีนึกเสียดายเงิน จ่ายไปร้อยกว่าเหรียญ ที่นั่งก็นั่งไม่ค่อยสบายเท่าที่ควร ว่ากันตามตรง โรงหนังฮ่องกงแพ้พี่ไทยหลุดลุ่ย ดูไม่สวยงามอลังการเหมือนบ้านเรา ทั้งค่อนข้างเล็กและแคบ แต่ก็นะ ฮ่องกงที่ดินแพงยิ่งกว่าทองคำ โรงหนังจึงค่อนข้างเล็กไม่ต่างจากที่อยู่อาศัยของคนฮ่องกงเป็นธรรมดา 

    หมด 1 วันใน Sham shui po มาจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถออกเสียงว่าซ้าม โสย โป๋ ได้เลย ฉันนั่ง MTR กลับที่พักในช่วงเวลา rush hour ฮ่องกงก็คงเหมือนมหานครอื่นทั่วโลก ช่วงเวลาแบบนี้ คลื่นมหาชนก็จะล้นหลามเป็นเรื่องปกติ การไปยืนเบียดเสียดกับฮ่องกงเกอร์ในรถไฟใต้ดินถือเป็นประสบการณ์ที่ดี หากเป็นลมไปก็คงไม่ล้มถึงพื้นแน่นอน เพราะเราจะไม่มีพื้นที่ให้ล้มเลย อาจจะมีอวัยวะเบื้องล่างของคนข้าง ๆ ช่วยยันเบา ๆ

    ฉันลงที่สถานี Admiralty เพื่อเปลี่ยนสาย Island line ไปยัง Causeway bay มีคนบอกว่าคอสเวย์ เบย์ ก็เหมือนย่าน Fifth Avenue ของ New York เพราะย่านนี้เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าเรียงรายปะปนไปกับตึกสูง ทั้ง Time Square, Sogo, World trade center, Hysan place และ Lee Theatre Plaza แน่นอนว่าเป็นแหล่งรวมแบรนด์เนมชั้นนำของโลกด้วย เสน่ห์ของฮ่องกงเป็นแบบนี้ มีทั้งความเป็นโลคอลไปจนถึงโกลบอล และในความโกลบอลก็มีกลิ่นของความเป็นโลคอลแทรกอยู่ 

    ฉันเปลี่ยนใจเดินออกจากซับเวย์ ไปขึ้นรถราง (Tram) อย่างน้อยก็ยังได้กินลมชมวิวให้สบายใจก่อนจะกลับไปสู่ห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ เพียงลำพัง 





เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in