ใจความระหว่างบรรทัดismajeab
ฟ้าเศร้า
  • ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๓

    มิตรรักนักอ่านของฉัน...

    เธอว่ามั้ย นี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ท้องฟ้าวันนี้ช่างเศร้าเหลือเกิน อากาศก็เยียบเย็นจนฉันรู้สึกปวดหัว แม้จะไม่พยายามโยงใยธรรมชาติดินฟ้ากับเรื่องราวสำคัญในวันนี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าวันนี้ฟ้าเศร้าเพราะเหตุใด

    ๕ ปีแล้วสินะ

    ฉันยังจำได้ว่าพวกเราได้ยินข่าวเศร้าที่สุดในชีวิต มาตั้งแต่ช่วงบ่ายสามโมงของวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ ตอนนั้นฉันทำงานค่ายเยาวชนอยู่ที่สมุทรสงคราม แปลกที่ยามบ่ายน่าจะร้อน แต่วันนั้นอากาศช่างนิ่งงัน ที่ัจัดค่ายของเราอยู่ ณ บ้านเรือนไทยแห่งหนึ่ง ริมคลองแควอ้อม ที่สายน้ำยังคงไหลเอื่อย 

    แปลกที่อากาศเย็นตัวลงทุกขณะ ค่ายเยาวชนของเรายังคงดำเนินไปด้วยความตั้งใจที่จะสืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในด้านความพอเพียง และการสืบสานศิลปวัฒนธรรม น้องๆ นักเรียน นักศึกษายังคงตั้งหน้าตั้งตาทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย แต่บรรดาผู้ดำเนินโครงการฯ...ทั้งพี่เลี้ยง พี่สต๊าฟ และครู รู้สึกใจคอไม่ดีกันเลย 

    ฉันได้รับข่าวเป็นระยะที่ส่งต่อกันมาจากเพื่อนๆ พี่ๆ ในค่าย...แอบทอดสายตาไปที่ลำน้ำเบื้องหน้า รู้สึกหดหู่ เคว้งคว้าง อากาศเบื้องหน้าฟ้าหม่น ฝนโปรยเม็ดบางๆ ทุกอย่างปกคลุมไปด้วยสีเทา

    ถึงเวลาทานข้าวเย็น น้องๆ เหน็ดเหนื่อยจากกิจกรรมที่ทำมาตลอดวัน แต่ดูเหมือนข้าวเย็นของวันนั้นจะไม่ได้อยู่ในความสนใจของใครเลย พี่ประธานโครงการค่ายฯ รู้ดีว่าทุกคนไม่พร้อมสำหรับกิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้น แม้จะเป็นอาหารเย็นที่ทุกคนต่างรอคอย จึงเรียกให้น้องๆ และเชิญครูมานั่งเป็นกลุ่ม เป็นแถว ใต้อาคารเรือนไทย ริมสายน้ำแม่กลองเพื่อร่วมอยู่ในช่วงเวลาสำคัญนั้นด้วยกัน

    เราไม่มีอะไรจะพูด...นอกจากสวดมนต์ อิติปิโส อย่างยาวนาน เพื่อให้พวกเราได้สงบจิต สงบใจ ลดความกังวล ฟุ้งซ่าน

    และแล้ว...ช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจของคนไทยทั้งหมดก็มาถึง
    เราเปิดทีวีดูพร้อมกันกับน้องๆ และครูร่วมร้อยชีวิต
    ไม่อยากให้มีการประกาศข่าวใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราก็ไม่อาจจะหลีกหนีความจริงได้พ้น
    คุณวีระศักดิ์  ขอบเขต คือผู้ที่รับมอบหมายให้เป็นผู้ประกาศข่าวในพระราชสำนักทำหน้าที่พาหัวใจคนไทยผ่านช่วงเวลาแห่งความสูญเสียที่สุด ของคนไทยที่เกิดในแผ่นดินในหลวงรัชกาลที่ ๙




    พอประกาศข่าวจบ ไม่มีใครสักคนที่อยากแตะข้าวเย็นวันนั้นเลย
    แต่ละคนซับน้ำตากันอย่างเงียบๆ สิ่งที่ดีที่สุดของวันนั้นคงมีเพียงแค่...เราไม่ได้ร้องไห้เพียงลำพัง 
    แต่ที่บีบคั้นหัวใจมากกว่านั้น...คือภาพของน้องเด็กๆ อายุ ๙-๑๑ ปีที่มาร่วมเข้าค่าย น้องร้องไห้ตัวโยนด้วยความสูญเสียอย่างสุดซึ้ง...จนพี่เลีี้ยงกลุ่มต้องเข้าไปกอด ประคับประคองหัวใจด้วงน้อย
    ฉันอดคิดไม่ได้ว่าน้องเกิดมาเพียงแค่ไม่กี่ปี ไม่เคยเห็นในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงงานอย่างที่พวกเราเห็นด้วยซ้ำ ทำไมน้องจึงสัมผัส รับรู้ได้ถึงความสูญเสียในหัวใจของคนไทย
    ........
    เราเดินทางผ่านวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ มา ๕ ปีแล้ว ถึงวันนี้ เมื่อรำลึกถึงพระองค์ท่านคราใด ฉันก็ยังคงร้องไห้เหมือนเคย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้...วันที่ฟ้าก็ยังคงร้องไห้ไปกับเรา

    ฉันดีใจที่สุดที่ได้เกิดมาในแผ่นดินของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เคยดูข่าวในพระราชสำนัก ได้ศึกษาโครงการในพระราชดำริมากมาย ได้ศึกษาหลักเศรษฐกิจพอเพียง และได้รู้ว่าสิ่งที่พระองค์มอบไว้ให้เรานั้นเหมาะสมกับชีวิตที่ดีงามและยั่งยืน ฉันไม่เคยรู้สึกว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้เราเป็นคนยากจนหรือเกียจคร้าน และที่สำคัญเป็นหลักการสากลที่นำพาโลกนี้ไปข้างหน้า ไม่ใช่หลักที่ขัดหรือค้านกับการภาคธุรกิจแต่อย่างใด ทุกวันนี้มีหลายคนที่ยังคงเดินหน้าสร้างความงดงามให้กับแผ่นดิน ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์พระราชทานไว้ให้

    ฉันไม่อายเลยที่จะบอกกับโลกและบอกกับใครๆ ว่าฉันรักในหลวงรัชกาลที่ ๙ เหนือสิ่งอื่นใด ความจงรักภักดี ความรัก ความศรัทธา ความเทิดทูนในพระองค์ท่านมีอยู่เปี่ยมล้นเต็มหัวใจ ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้ายังมีคนไทยอีกมากมายที่พูดได้อย่างเต็มหัวใจว่า "ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป"



    วันนี้ฉันจบจดหมายถึงเธอด้วยน้ำตา ฉันคงเขียนอะไรต่อไปไม่ไหวแล้วล่ะ...วันนี้เพียงอยากจะบอกกับเธอว่า ชีวิตนี้ช่างมีค่าเหลือเกินที่ได้เกิดมาทันได้เห็นพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีให้กับไทย

    ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคนไทยรุ่นใหม่จะคิดอย่างไร รู้สึกอะไร หรือรับฟังอะไรมา แต่สำหรับฉัน คำว่า "รักในหลวง" คือสิ่งที่จริง และตรงที่สุดจากหัวใจของฉัน

    มาเรียน

    #ไดอารี #ความรัก #ในหลวงในดวงใจ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in