(Fan)fiction: Texts Make A Storysullie_sp
It's Time (HankCon)
  • Pairing: Hank Anderson x Connor (RK800)
    Rate: G
    Author: sullie_sp
    Additional Note: เนื้อเรื่องเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ในเกม(Perfect Ending / Pacifist Route) ดังนั้น... SPOILER ALERT นะคะทุกคน(เอาจริง ๆ ก็ไม่ค่อยสปอยล์แต่อยากเตือนไว้ก่อนดีกว่าค่ะ)






    *6 กันยายน 20XX*



    (1)



    08:15 น.



    วันนี้เป็นวันเกิดของแฮงค์ล่ะครับ

    วันเกิด วันที่มนุษย์จะเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน

    วันที่พวกเขามีความสุข

    ผมเองก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมวันเกิดถึงสำคัญสำหรับมนุษย์นักหนา

    อ้อ... ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะครับ แค่ส่วนใหญ่เท่านั้น



    'มันก็แค่วันที่ฉันแก่ขึ้นเท่านั้น'



    แฮงค์มักจะพูดแบบนี้เสมอ

    พร้อมกับแก้วในมือที่มีวิสกี้อยู่

    ดื่มแต่เช้าอีกแล้ว

    ละผมก็จะดุเขาเรื่อย ๆ

    เอาจริง ๆ ผมไม่ได้ดุนะครับ แค่แนะนำเฉย ๆ

    เขาต่างหากที่เรียกการรายงานและคำแนะนำของผมว่าดุน่ะ



    'นิดเดียวน่า นี่วันเกิดฉันนะ แถมมันเพิ่งจะแก้วแรกในรอบสามวันเลยนา'



    ไหนทำเป็นไม่สนใจวันเกิดไงครับ...

    เขามักจะพร่ำบอกเสมอว่าลดปริมาณการดื่มลงแล้ว

    ก็จริงของเขานะครับ จากสถิติที่ผ่านมา

    เขาลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลไปได้ถึง 61%

    ตั้งแต่...

    หลังจากการปฏิวัติ และการประกาศอิสรภาพของแอนดรอยด์

    วันที่ผมทำภารกิจล้มเหลว แต่ทุก ๆ อย่างกลับดีขึ้น

    หลังจากวันนั้น

    ในวันที่หิมะตก จนทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยสีขาวโพลน

    หน้าร้านฟาสต์ฟู้ดที่เขาชอบไป

    วันที่สายลมพัดไหว และมีแสงแดดอ่อน ๆ 

    วันที่เรากลับมาพบกัน หลังจากเรื่องทุกอย่างสงบ



    'ผมขออยู่กับคุณได้ไหม'



    ผมยังจำรอยยิ้มวันนั้นของเขาได้เลย

    แทนการตอบด้วยคำพูด เขากลับคว้าร่างผมเข้าไปกอดไว้

    อุ่น...

    อบอุ่นเหลือเกิน

    อ้อมกอดของมนุษย์มันอุ่นขนาดนี้

    หรือเป็นเพราะคนที่กอดกันแน่นะ











    (2)



    14:37 น.



    "คอนเนอร์! ส่งรายงานให้ฉันเดี๋ยวนี้!"

    "ครับ!"



    มีคนเคยบอกผมไว้

    ก่อนฉลอง ต้องทำงานก่อน

    แฮงค์นั่นล่ะครับ

    ตอนนี้ผมกับแฮงค์เลยต้องมานั่งสรุปคดีทั้งหมดที่ค้างคาให้คุณฟาวเลอร์

    งานที่ผมทำส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นคดีเกี่ยวกับแอนดรอยด์อยู่ดี

    พวกเขาบอกว่า



    'นายเหมาะกับคดีนี้ที่สุด'



    คุ้น ๆ นะครับ ว่าไหม

    เหมือนคดีแรกของเราเลย

    แต่จากการคำนวนแล้ว อัตราความเสี่ยงที่จะเกิดการทะเลาะวิวาทหากผมปฏิเสธนั้นค่อนข้างสูงทีเดียว

    ผมเลยเลือกจะรับทำตามที่พวกเขาขอเสียมากกว่า



    'ทีพวกเขาสั่งล่ะทำให้ไม่มีเถียง ทีฉันขออะไรแกเคยฟังบ้างไหม'



    แฮงค์มักจะบ่นแบบนี้ทุกครั้งเวลาผมรับงานเกินตัว(เขาบอกอย่างนั้น ผมทำให้เขาลำบากหรือเปล่านะ)

    แล้วก็จะลุกขึ้นเดินอ้อมมาที่โต๊ะของผม

    เอามือมายีหัวของผมจนเสียทรง

    แล้วก็ลูบ

    ลูบเบา ๆ

    ลูบอยู่อย่างนั้น

    ผมหันเก้าอี้ไปหา แล้วก็จ้องหน้าเขา

    ผมไม่เคยเข้าใจเขาเลย



    'อย่าทำหน้าอย่างนั้นน่า มันทำให้ฉันอารมณ์เสีย'



    เขาจะพูดแบบนั้นทุกครั้งเวลาที่ผมสงสัยอะไร

    บางทีผมอาจจะแสดงออกมากไปหรือเปล่า

    แต่เขาก็ยังยิ้มให้ แสดงว่าเขากำลังมีความสุขสินะ

    ผมถึงได้เรียนรู้ว่า มนุษย์เป็นพวกสมองคิดอะไรแต่ปากกลับพูดอีกสิ่ง

    อย่างที่บอกครับ

    แค่บางคนเท่านั้น

    แฮงค์เป็นต้น

    ถึงคำพูดจะดูดุร้าย

    แต่จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนใจดีนะครับ

    ใจดีที่สุดเลยล่ะ











    (3)



    18:28 น.



    'แกเป็นหมาใครกันแน่วะ'

    'ทำไมแกไม่ฟังฉัน'

    'ซูโม่! หยุด!'



    เป็นประโยคแสนจะคุ้นเคยเวลาที่เจ้าสุนัขเซนต์เบอร์นาร์ดไม่ยอมทำตามคำสั่ง

    เอ่อ... เฉพาะกับแฮงค์เท่านั้นนะครับ



    'ซูโม่! มานี่!'



    ไม่ว่าผมจะสั่งอะไร จะอยู่ไกลแค่ไหน

    ซูโม่ก็จะคอยทำตามที่ผมบอกตลอด

    ขนาดผมวิ่งหนีจากเจ้าของของมันมาไกล ๆ แล้วเรียกชื่อ

    เจ้าสุนัขตัวดีก็ยังวิ่งตรงมาหาผมจนได้



    'มันคงรักแกจนไม่เห็นหัวฉันแล้วมั๊งนั่น'



    พอผมเดินกลับไปหาเขาพร้อมกับสัตว์เลี้ยงของเขา

    แฮงค์ก็จะพูดแบบนี้ทุกที

    แล้วก็จะเดินมาจับมือผมไว้



    'งั้นแกจูงซูโม่ ส่วนฉันก็จะจูงแกเอง'



    ไม่รู้ทำไม แต่ผมชอบจังเลย

    เวลาที่จับมือเขาไว้แบบนี้ แล้วก็เดินกลับบ้านด้วยกัน

    โดยที่ผมต้องคอยรักษาความเร็วของทั้งสองฝั่งให้สมดุลกัน

    ไหนจะพูดคุยกับแฮงค์ ไหนจะสั่งเจ้าซูโม่ ไหนจะดูถนนหนทาง

    สมองกลแบบผมก็มีสิทธิ์รวนนิดรวนหน่อยนะครับ

    แต่เป็นโชคของผมละมั๊ง ก็ไม่นานมานี้น่ะคำสั่งไม่ค่อยมาซ้อนกันแล้วล่ะครับ

    อีกอย่าง มันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสำหรับเขามาก ๆ เลย

    เพราะว่าซูโม่ไม่มาวุ่นวายกับผมแล้วนะ

    ก็ซูโม่น่ะ

    อยู่กับแฮงค์ตลอดเลยน่ะสิ











    (4)



    20:51 น.



    ของขวัญ

    สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับมนุษย์คือ ของขวัญวันเกิด

    มันคือ อะไรก็ได้ ที่เราจะมอบให้คนที่เกิดในวันนั้น

    คนที่เรารู้จัก

    คนที่เรา...



    'นายสั่งให้ฉันเลิกดื่มเหล้า แต่พอวันเกิดฉันนายกลับซื้อเหล้ามาให้เนี่ยนะ'



    เขาจะบ่นทุกครั้งเวลาที่เปิดกล่องของขวัญของผม



    'มันเป็นขวดที่คุณชอบที่สุด และผมก็เห็นว่ามันเป็นโอกาสพิเศษ และอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลของคุณในช่วงที่ผ่านมา-----'

    'พอ ๆๆ ฉันไม่ได้ถาม'



    เขาสั่งให้ผมหยุด พร้อมกับมองขวดในมือ

    เทลงแก้วเพียงแค่เล็กน้อย ก่อนจะเก็บขวดไว้บนชั้น

    วางรวมกับขวดเก่า ๆ ที่ผมเคยให้เขา



    'แกจะทดสอบฉันใช่ไหม เฮอะ! ฉันไม่หลงกลหรอกน่า'



    เขาจะพูดแบบนั้นเสมอก่อนกระดกแก้วขึ้นดื่มของเหลวทั้งหมดเพียงอึดใจ

    ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าเขาหมายถึงอะไร

    ผมยังไม่ได้ทดสอบอะไรเขาเลยแท้ ๆ

    ผมแค่ไล่เก็บข้อมูลจากฐานระบบแล้วพบว่า วิธีลดลงทีละน้อยมันได้ผลที่ดีกว่าการหักดิบ

    ก็แค่นั้นเอง



    'ยัง... ยังอีก ยังจะมองแบบนั้นอีก'



    เอ๋

    ผมยืนมองคนที่นั่งอยู่พร้อมกับเอียงหัวเล็กน้อยด้วยความสงสัย

    ทำไมถึงต้องเอียง ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

    แล้วการมองของผมมันแปลกตรงไหนน่ะครับ

    ทำไมถึงต้องลุกขึ้นยืน

    แล้วคว้าผมไปกอดด้วย



    'ขอบใจนะ ที่แกไม่ทิ้งฉัน'



    มือของเขาตบลงบนแผ่นหลังของผมซ้ำ ๆ

    ลูบไปมาสักพักหนึ่ง

    แล้วก็ตบ ๆ ลูบ ๆ บนหลังหัว

    ผมกอดเขาไว้แน่น

    ผมไม่มีวันทิ้งเขาไปไหนแน่นอนครับ

    เพราะแบบนั้น

    อย่าทิ้งผมไปไหนเลยนะ











    (5)



    22:10 น.



    'คืนนี้วิวสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ'



    ผมพูดขณะมองออกไปยังแม่น้ำกว้างและสะพานใหญ่ตรงหน้า

    ไฟจากเหล่าตึกสูงเตี้ยที่อยู่อีกฝั่งนั้นต่างพากันส่องแสงสี

    พร้อมกับเพลงแจ๊สคลอดังจากรถที่จอดอยู่ไม่ห่างนัก



    'อืม... สวยจริง ๆ ด้วย'



    ผมนั่งฟังเขาเงียบ ๆ

    พอหันไปมอง ก็เห็นเขากำลังมองออกไปข้างหน้าเหมือนกัน



    'ผมขอถามอะไรเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ'



    เขาหันมามองผม



    'ตั้งแต่รู้จักกันมานี่แกยังถามเรื่องฉันไม่พออีกรึไง'



    ผมนิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้

    เขาหันมามองผมแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่



    'ถ้าจะทำหน้าเป็นหมาหงอยขนาดนั้น ก็ถามมาเถอะ'



    ผมยิ้มให้ แม้จะไม่เข้าใจประโยคข้างหน้าก็ตามที

    แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมควรคิดถึงตอนนี้

    ผมกำลังจะถามในสิ่งที่ระบบประมวลผลของผมได้ทำการคำนวนแล้วว่า อัตราความเสี่ยงที่จะทำให้เขาไม่พอใจหรือ/และไม่ตอบนั้นค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

    แต่ไม่รู้ทำไม

    ความรู้สึกงั้นหรือ

    ที่ทำให้ผมตัดสินใจ



    'คุณจะอยู่กับผมตลอดไปใช่ไหม'



    เขาเงียบ

    เงียบไปนาน

    นานจนผมกลัว

    กลัวว่าผมผิด

    ผิดที่ถามออกไปแบบนั้น



    '... เฮ้อ'



    พอเขาฟังจบก็เอนตัวกับพนักพิงด้านหลังแล้วทิ้งหัวเอนตาม

    ก่อนจะหลับตาทั้งสองข้างลง



    'อยากได้คำตอบแบบไหน ความเป็นจริงแบบที่พวกแอนดรอยด์อย่างแกคงชอบ กับสิ่งที่มนุษย์อย่างฉันเชื่อ'



    เขาถามผมกลับ



    'ความจ-------'


    ขณะกำลังจะตอบเขาไป ผมกลับนิ่งเงียบ

    ไม่รู้อะไรเพิ่มเข้ามา หรือหายออกไปจากระบบดื้อ ๆ

    แน่นอน ว่าผมต้องเลือกฟังความเป็นจริง

    อย่างน้อย นั่นก็คงเหมาะสมกับหุ่นสืบสวนที่มีระบบวิเคราะห์ชั้นสูงอย่างผม

    แต่ผมกลับรู้สึก...



    'อย่าใช้ระบบบ้า ๆ ของแกคิดสิ ถามใจตัวเอง ว่าอยากฟังแบบไหน'



    ไม่อยากฟัง

    เป็นครั้งแรก ที่ผมไม่ต้องการได้ยินข้อเท็จจริง

    ผมไม่อยากได้ยิน



    '... ผมอยากฟังสิ่งที่คุณอยากตอบ'



    ผมตอบเสียงแผ่วเบา

    เสียงของผมมันสั่นราวกับมีใครมาเขย่าตัวขณะพูด หรืออะไรก็ไม่รู้ได้

    แต่นั่น ทำให้เขาหัวเราะออกมา



    'เริ่มเหมือนมนุษย์จริง ๆ แล้วนะ'



    ยิ่งเห็นคนตรงหน้ามองท้องฟ้าขณะหัวเราะชอบใจ

    ผมก็ยิ่งสงสัยมากขึ้น



    'มนุษย์น่ะ ต่อให้จะบอกว่าตัวเองรับได้แค่ไหน แต่ถ้ามันเป็นความจริงที่โหดร้ายก็ไม่มีใครอยากได้ยินหรอก แกน่ะ... ไม่อยากได้ยินคำนั้นใช่ไหม'



    คำนั้น?

    หรือเขาจะรู้เข้าแล้ว

    ว่าผมคิดอะไร

    ผมรู้สึกอย่างไร



    'คำว่า...'

    'แฮงค์ครับ!'



    ผมตะโกนเรียกชื่อเพื่อขัดจังหวะเขา

    ที่กำลังทำท่าเหมือนจะพูดคำนั้น

    ผมได้แต่ก้มหน้าเงียบ กำมือตัวเองที่อยู่บนตักแน่น

    ไม่อยากฟัง

    ผมไม่อยากฟัง

    ผมไม่อยากฟังคำนั้น

    อย่าพูดนะครับ

    ผมไม่อยากฟังมัน



    '... ไฟ LED ของแกจะเป็นสีแดงแล้วนั่น'



    เขาพูด ก่อนจะเอาแขนมาล็อกคอผมไว้

    ดูเหมือนจะพยายามให้ผมเอนหัวลงไปนาบกับหัวไหล่ของเขา

    ผมเขยิบตัวเองเข้าไปใกล้ แล้วทำตามแต่โดยดี



    'ฟังนะ คอนเนอร์'



    เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มเป็นพิเศษ



    'แกคงอยากฟังฉันบอกว่า ตลอดไป ใช่ไหม'



    คำถามนั้นยิงตรงมาที่ผม โดยมือของเขากำลังลูบหัวผม

    เนิบนาบ และแผ่วเบา

    ผมพยักหน้าหนึ่งครั้ง

    และหลับตาลง

    คอยฟังสิ่งที่เขาจะพูด



    'แกทำให้ฉันเผชิญหน้ากับความจริงเรื่องลูกชายของฉันได้'



    ผมพอรู้แล้วล่ะว่าประโยคต่อไปจะเป็น...



    'แกก็ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องของฉันให้ได้เหมือนกัน'



    นึกแล้วเชียว



    'แต่แกรู้ไหม โคลอยู่กับฉันไม่เคยไปไหนเลยนะ'

    'ผมไม่เข้าใจ'

    'ความทรงจำยังไงล่ะ'



    ผมยกหัวขึ้นมาเพื่อจะมองหน้าเขา แต่เจ้าตัวกลับล็อกให้หัวผมลงไปอยู่บนไหล่เขาเหมือนเดิม



    'เขายังอยู่ในความทรงจำของฉันจนถึงทุกวันนี้ เหมือนที่แกจะอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดไป และฉันก็จะอยู่ในความทรงจำของแก'



    ผมฟังเขาพูดอยู่เงียบ ๆ



    'เว้นแต่...'



    จู่ ๆ มือที่ลูบหัวผมอยู่นั้นก็หยุด



    'ฉันมันไม่ได้สำคัญอะไรให้แกต้องจำ'



    !!!!!



    'ไม่จริงครับ!'



    ผมลุกขึ้นพรวดทันทีที่ได้ยินเขาพูดแบบนั้น

    ร่างกายของตอนนี้กำลังยืนเผชิญหน้าเขา แต่กลับไม่กล้ามองหน้าเลย ยิ่งกับจ้องดวงตาคู่นั้นด้วยแล้ว...

    สั่น

    ทำไมผมหยุดอาการสั่นของตัวเองไม่ได้



    'คุณน่ะ...'



    ทำไม



    'แฮงค์น่ะ...'



    ทำไมถึงพูดออกมาได้



    'สำคัญที่สุดในชีวิตของผมเลยนะ'



    คุณมอบชีวิตให้ผมนะ



    'อย่าพูดแบบนั้นอีก'



    ร่างกายบ้านี่ก็ยังไม่หยุดสั่นอีก


    .

    .

    .

    .



    เอ๊ะ



    'กลายเป็นคนขี้กลัวแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่'



    เขาพูดขณะกอดและลูบหลังของผมไปมา

    ผมรีบกอดตอบแน่น กดหน้าตัวเองลงกับอกของเขา

    ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกถึงของเหลวกำลังก่อตัวที่ตาทั้งสองข้าง

    มันกำลังไหล และผมก็หยุดมันไม่ได้

    เขากอดผมแน่นขึ้น

    อ้อมกอดนี้อีกแล้ว

    อ้อมกอดที่ทำให้ร่างกายผมหยุดสั่น

    อ้อมกอดที่ทำให้ผมรู้สึกสงบ

    อ้อมกอดที่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย

    อ้อมกอดที่ผมไม่เคยเบื่อเลย

    เพราะฉะนั้น

    กอดผมไว้ตลอดไปเลยนะครับ



    .

    .

    .

    .

    .

    .

    .




    ได้ไหม...









    ------------------------------------------------------------











    *5 กันยายน 2067*



    23:51 น.



    "เป็นยังไงบ้าง"

    "เหมือนเดิม"

    "ไม่ดีขึ้นเลยเหรอ"

    "เหมือนทุกวัน"

    "สองปีแล้วนะ"

    "ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ไปได้"



    กลุ่มคนจำนวนหนึ่งยืนจับกลุ่มชิดพูดคุยกัน สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังสองหุ่นตรงหน้า ร่างของหนุ่มผิวสีที่ยืนใช้มือสีขาวของตนนั้นจับเข้าแขนของอีกฝ่ายอยู่นั้นได้ละมือออกแล้วกลับกลายเป็นสีเนื้อตามเดิม ส่วนร่างกายของอีกฝ่ายนั้นนอนราบติดเตียงพร้อมสายต่าง ๆ ระโยงระยางราวกับเตียงผู้ป่วยของมนุษย์ในโรงพยาบาลไม่มีผิด ต่างกันก็คงเป็นที่ภายในสายพวกนี้เป็นของเหลวสีฟ้าเสียทั้งหมด ขาสองข้างนั้นยืดตรง แขนปล่อยข้างตัวมือวางหงาย ดวงตาสีน้ำตาลล่องลอยไร้ถึงอารมณ์ใดใดทั้งสิ้น



    "เป็นเพราะความเครียดจริงเหรอ"

    "ไม่... นี่มันมากกว่าความเครียด เหนือสิ่งอื่นใด"

    "เทียบกับมนุษย์แล้ว จะเรียกว่า 'ใจสลาย' ก็คงได้"



    เขาได้เห็นทั้งหมดแล้ว ภาพความทรงจำที่ถูกฉายอยู่ในหัวของร่างตรงหน้า ทุกวันที่มาตรวจอาการของเขาก็จะเห็นภาพเดิม ๆ ทุกครั้งไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว รวมถึงสภาพอารมณ์ที่รุนแรงจนตัวเขาเองก็แทบจะรับไม่ไหวเมื่อได้สัมผัส เขาไม่เคยชินชากับมันเลยสักครั้ง และนั่นคงเป็นเหตุผลที่เขาเข้าใจผู้ที่กำลังอยู่ในสภาวะ... นิทรา



    "ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าอารมณ์ทะลุขีดจำกัดจริง ทำไมเขาถึงไม่ทำลายตัวเองไปล่ะ"

    "ระดับของเขายังไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็น เขายังไม่ปิดตัว"

    "แล้วทำไมนอกจากสมองกับตัวจ่ายพลังงาน ระบบอื่น ๆ ของเขาถึงไม่ทำงานเลยล่ะ"



    'จำไว้นะ'



    "ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นเพื่อจะได้ไม่เจ็บปวดแต่ต้องมีชีวิตต่อไป กลไกป้องกันตัวเอง"



    'ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น'



    "แล้วเราจะปล่อยให้เขาอยู่แบบนี้เหรอ มาร์คัส "



    'สัญญากับฉัน'



    "วันนึง เขาจะกลับมา"



    'แกต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ คอนเนอร์'



    "ไม่อยากทำลายความหวังนะ แต่ว่า-----"

    "เขากลับมาแน่ ๆ เขาแค่ต้องการ..."



    'ทำได้ไหม'



    "เวลา"



    .

    .

    .

    .

    .

    .




    'เพื่อฉัน'






    ------------------------------------------------------------






    ปล. เป็นคนชอบจุดและเว้นวรรคมากค่ะ รู้ตัวค่ะ แต่เหมือนเป็นนิสัยเวลาเขียนของตัวเอง แก้ไม่หายเสียทีเลยตีไปว่าเป็นสไตล์ตัวเอง ไม่แก้มันเลยละกัน YwY ถ้าอ่านแล้วงง ๆ บ้างก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ / เราได้แรงบันดาลใจจากแฟนอาร์ตในทวีตนี้ค่ะ https://twitter.com/lynolch/status/1005386427151015936 เลือกที่จะใส่ทีหลังเพราะเกรงว่าถ้าใส่ตั้งแต่ก่อนเปิดเรื่องก็จะเผยไต๋ซะก่อน > < ใครก็ตามที่อ่านจบจนถึงตรงนี้ ขอบคุณทุกคนมาก ๆ เลยนะคะที่ทนเนื้อเรื่องและการเขียนชวนงงชวนปวดหัวมาได้ / เรื่องนี้เอาจริง ๆ จะมองเป็นเพื่อน คู่รัก พ่อลูก ยังไงก็ได้ค่ะ แล้วแต่ใจชอบเลย(แม้ว่าเราจะรู้สึกว่าเราเขียนด้วยฟิลเตอร์คู่รักก็ตาม นุมันคนขี้ชิป YoY) ยังไงถ้าชอบใจถูกใจหรืออยากติชมอะไร มาคุยกันได้นะคะที่ทวิตเตอร์ sullie_sp อยู่ทุกเรือ ทุกโพ โนดราม่า คุยได้ ไม่กัด ไม่เคยฉีดยา(?)ค่ะ 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in