เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Flufftober 2017ZYRUS
Day 17 - Food
  • Ninomiya Kazunari/Matsumoto Jun


    0.


    นิโนะมิยะ คาซึนาริพูดได้เต็มปากว่าตัวเขาไม่ใช่คนดี...และพฤติกรรมห่างไกลจากนิยามนั้นเป็นปีแสงก็ว่าได้


    ให้เล่าแบบสรุปย่อในหนึ่งร้อยสี่สิบตัวอักษรก็ถ้าวันไหนในรอบสัปดาห์กลับถึงบ้าน หลังตะโกนตามธรรมเนียมว่ากลับมาแล้วและไม่เจอมารดายืนจ้องหน้าเขม็ง แล้ววันต่อมาแม่ของเขาไม่ต้องไปพบอาจารย์ฝ่ายปกครอง เรียกว่าสัปดาห์นั้นไม่ปกติขั้นร้ายแรง


    ‘เด็กผู้ชายน่าแม่ มันต้องมีต่อยตีอะไรบ้างเป็นสีสัน’ พ่อพูดแบบนี้เสมอทุกครั้งที่แม่กลับมาจาก ‘คุย’ เรื่องวีรกรรมของเขาที่โรงเรียนแล้วบ่นกลางโต๊ะอาหาร ดวงตามองมาอย่างเข้าใจ กระนั้นมีแววติเตียนอยู่ในที ตามด้วยปิดท้ายว่า


    ‘แต่เพลาๆหน่อยก็ดีนะคาซึ ให้แม่เขาไปโรงเรียนเฉพาะวันพบผู้ปกครองก็พอ’


    เด็กหนุ่มพยักหน้า พยายามทำตัวสงบเสงี่ยมตามคำบอกของพ่อ แต่ก็ล้มเหลวทุกคราวไป


    ช่วยไม่ได้...พวกงี่เง่าในโรงเรียนมันเยอะ และความอดทนของเขาค่อนข้างต่ำ


    ดังนั้นเพื่อพบกันครึ่งทาง คาซึนาริจึงไม่เปลี่ยนแปลงอะไร แต่เพิ่มความระมัดระวังอย่าให้เรื่องถึงหูอาจารย์เป็นพอ


    “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะมีเพื่อนใหม่มาเรียนกับเรานะ เขามีเหตุจำเป็นต้องย้ายมากลางเทอมแบบนี้ ช่วยกันดูแลด้วยล่ะ”


    เสียงอาจารย์ประจำชั้นดังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา คาซึนาริเอนหลังพิงเก้าอี้ตรงแถวหลังสุดริมหน้าต่าง ประสานมือตรงท้ายทอย อ้าปากหาวอย่างเกียจคร้าน


    ดวงตาเรียวรีเบนจากวิวด้านนอกหน้าต่างมายังด้านหน้าห้องเมื่ออาจารย์หนุ่มเรียกให้นักเรียนใหม่เข้ามาแนะนำตัวหน้าห้อง 


    เมื่อเห็น ‘เพื่อนใหม่’ มุมปากก็ยกยิ้มหันไปสบตากับเพื่อนในกลุ่มอย่างรู้กัน


    เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าห้องมีผิวขาวจัดจนดูเหมือนเรืองแสงได้เมื่อแดดอ่อนๆจากนอกหน้าต่างส่องเข้ามากระทบรูปร่างผอมบาง ผมสีดำซอยสั้นรับใบหน้าค่อนไปทางกลม ดวงตากลมโตสีน้ำตาลใส จมูกโด่ง ริมฝีปากอิ่มสีเชอร์รี่ สวมเครื่องแบบนักเรียนถูกระเบียบทุกระเบียดนิ้ว พิจารณาแววตาหลุบลงต่ำมองมืออย่างประหม่าและท่าทางโดยรวมแล้วนิยามได้ด้วยคำหนึ่ง


    คุณหนู...


    ยิ่งฟังเสียงขึ้นจมูกโทนสูงกว่าผู้ชายทั่วไปแนะนำตัวพวกเขาก็ยิ่งหัวเราะในลำคอ


    “ฉันชื่อมัตสึโมโตะ จุน ฝากตัวด้วยนะ”


    หึ...มีอะไรให้แก้เบื่อเพิ่มแล้ว



    1.


    สายตาทิ่มแทงส่งมาจากทุกทิศทางเมื่อกลุ่มของคาซึนาริเดินจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไปยังสนามเบสบอลเพื่อฝึกซ้อมในช่วงเย็นซึ่งเขาเพียงไหวไหล่ไม่ใส่ใจ มุมปากหยักยิ้มหยันเหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ยืนอยู่ใกล้สุดอย่างดูแคลน


    “ต่อยหน้าฉันเลยสิ ด่าฉันว่าเป็นไอ้สารเลวที่จับเพื่อนใหม่ผู้น่ารักของนายไปขังในห้องเก็บของด้วยก็ได้”


    เพื่อนในกลุ่มอีกหกคนขยับมายืนด้านหลังอย่างรู้งาน มองไปยังคนยืนกำหมัดแน่นตัวสั่นเทิ้มด้วยโทสะอย่างพร้อมเพรียง ประสานเสียงหัวเราะสะใจเมื่อฝ่ายตรงข้ามได้แต่ส่งสายโกรธแค้นแล้วหันหลังเดินจากไป


    “อ้าว...ไม่ต่อยหรอ ฉันยืนนิ่งๆให้ต่อยแล้วนะ” คาซึนาริตะโกนไล่หลัง พลางผายมือไปรอบๆ


    “มาสิ มัวแต่มองอยู่ได้ เข้ามาเลย ฉันแฟร์ๆน่า”


    ตะโกนเชิญชวนออกไปแล้วคลี่ยิ้มหึเมื่อเห็นบรรดาเจ้าของสายตาสาปแช่งหลบสายตาเขาเป็นพัลวัน


    ไม่แน่จริงนี่...นึกว่าจะกล้า


    ครั้นประเดิมรับน้องใหม่ในวิถีของกลุ่มเขาไปแล้วเห็นว่าไม่มีใครเข้ามาขวาง คาซึนาริและผองเพื่อนก็จัดกิจกรรมนันทนาการได้เต็มที่ ขังบนดาดฟ้าบ้าง เทถังขยะใส่จากบนระเบียงบ้าง แกล้งทำอาหารหกใส่กลางโรงอาหารบ้าง สับเปลี่ยนไปไม่ซ้ำในแต่ละวัน


    จนกระทั่งไม่เห็นมัตสึโมโตะ จุนที่โรงอาหารตอนพักกลางวันอีกต่อไป


    ถึงเป็นแบบนั้นก็ไม่เป็นไร ยังมีโอกาสจะ ‘สร้างความสนิทสนม’ อีกมากในหนึ่งวันที่โรงเรียน


    ได้ยินว่าโรงเรียนของพวกเขาเคยถูกระเบิดตอนสงครามโลกครั้งที่สอง ให้เจ้ามัตสึโมโตะทดสอบสักหน่อยดีกว่า ที่ว่าโรงเรียนนี้ผีเฮี้ยนนักหนามันจริงหรือเปล่า


    คืนนี้เป็นคืนเดือนมืดเสียด้วย...แค่คิดก็สนุกแล้ว


    คาซึนาริปรึกษาแผนกับเพื่อนในกลุ่มก่อนอาสาไปตามหาเหยื่อ เพื่อหลอกล่อให้มาติดกับในช่วงเย็น


    ก้าวไปอย่างกระหยิ่มใจในตอนแรกค่อยแทนที่ด้วยความฉุนเฉียวเมื่อเดินหาจนทั่วโรงเรียนแล้วก็ไม่เห็นแม้แต่เงาคนที่มองหา จนกระทั่งสองเท้ามาหยุดยังด้านหน้าศาลเจ้าร้างหลังโรงเรียน บรรยากาศเยียบเย็นหลังประตูโทริอิเก่าคร่ำคร่าชวนชั่งใจ


    หากหาทั่วโรงเรียนแล้วไม่เจอ ก็มั่นใจได้ว่าหมอนั่นอยู่ที่นี่แน่ๆเพราะไม่ให้นักเรียนออกจากเขตโรงเรียนก่อนเวลาเลิกเรียนหากไม่ได้รับอนุญาต


    ซึ่งเขาก็คิดว่าคนอย่างมัตสึโมโตะ จุนคงไม่ใช่นักเรียนประเภทจะแอบออกจากโรงเรียนก่อนเวลาแน่นอน


    คาซึนาริตัดสินใจล่วงเข้าไปด้านใน เพียงไม่กี่ก้าวก็เจอเป้าหมายนั่งรับประทานข้าวกล่องของตนเองอยู่ลำพัง


    เหมือนจะยืนจ้องนานจนอีกฝ่ายรู้ตัว ใบหน้าขาวผินมอง ก่อนดวงตากลมโตจะเบิกกว้าง ไหวระริกด้วยความครั่นคร้ามเมื่อเห็นเขายืนอยู่


    “ยะ...อย่าทำอะไรฉันเลยนะ” เสียงสั่นเช่นเดียวกับร่างผอมบางห่อกายพรั่นพรึงเหมือนที่อยู่ตรงหน้าคืออสุรกายสักตน ไม่ใช่เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่ตัวเตี้ยกว่าเกือบครึ่งศีรษะ


    “ฉันไม่ได้ทำอะไรนายสักหน่อย” ได้ยินเสียงแข็งๆของตนเองตอบกลับไป ขมวดคิ้วเมื่อร่างนั้นขยับถอยห่างขณะเขาสาวเท้าเข้าไปใกล้ ก่อนสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกน้ำเย็นจัดสาด ครั้นดวงตาโตๆเหมือนเด็กทารกนั่นเห็นหัวโจกกลุ่มหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ


    คาซึนาริเหลือบมองข้าวในกล่องดูว่าคุณหนูแบบนี้จะเอาอะไรมากินที่โรงเรียน ซึ่งเหมือนเจ้าของจะเข้าใจไปอีกอย่าง มือขาวยกกล่องข้าวขึ้นมา ก้มหน้าหลับตาปี๋เหยียดแขนสองข้างจนสุด


    “ถ้านายอยากกินก็เอาไปได้เลยนะ ฉ...ฉันให้”


    ในระยะใกล้จนเกือบชนปลายจมูกทำให้เห็นชัดว่าอาหารในกล่องหน้าตาน่ารับประทานกว่าที่คิดไว้มาก

     

    “น่ากินดีนะ...แต่นายกินเถอะ ฉันขอชิมข้าวปั้นก้อนเดียวพอ”


    เป็นอีกครั้งที่ได้ยินเสียงตนเองพูดอะไรพิลึกออกไป มือหยิบข้าวปั้นสามเหลี่ยมขึ้นมา เป็นจังหวะเดียวกับนัยน์ตากลมโตช้อนขึ้นมองเขาอย่างพิศวง ริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง


    พิจารณาใบหน้าของนักเรียนใหม่ในระยะใกล้...คาซึนาริคิดว่าเขาได้ยินเสียงแปลกๆอีกแล้ว


    คราวนี้เป็นเสียงหัวใจเต้นรัวในอกเหมือนมีใครสักคนมากระหน่ำตีกลองอยู่ในด้านใน


    เด็กหนุ่มกัดข้าวปั้นในมือคำใหญ่ ไล่ความรู้สึกพิกลที่แล่นพล่านจนเหมือนไอ้งั่งออกไป พลันชะงักเมื่อปลายลิ้นได้รับรู้รสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้นจนต้องก้มลงมองข้าวปั้นที่แหว่งไปครึ่งหนึ่งอีกครั้ง


    เขาไม่เคยกินข้าวปั้นที่อร่อยเท่านี้มาก่อน


    “มัน...เป็นยังไงบ้าง” เสียงแผ่วๆดังมาจากข้างตัว เหลือบมองก็เห็นลูกแก้วกลมใสมองมาลุ้นๆ


    คาซึนาริขมวดคิ้วมุ่น


    มัตสึโมโตะ จุนสูดหายใจลึกเหมือนรวบรวมกำลังให้ตนเองเอ่ยประโยคต่อมาได้จนจบ


    “ข้าวปั้น...มันเป็นยังไงบ้าง นอกจากคุณพ่อคุณแม่แล้วฉันไม่เคยให้ใครกินอาหารฝีมือฉันมาก่อนเลย”


    “นายจะบอกว่าข้าวกล่องนี้เป็นฝีมือนายเองอย่างนั้นหรอ” เขาย้อนถามอย่างไม่เชื่อหู


    คู่สนทนาพยักหน้า “ฉันไม่อยากกวนคุณแม่เลยทำข้าวกล่องกินเองน่ะ”


    เมื่อเห็นว่ายังถูกจ้องไม่วางตา เจ้าของดวงตากลมใสล้อมกรอบด้วยแพขนตางอนยาวก็เริ่มอึกอัก ขยับนิ้วชี้เกาแก้มแต้มสีแดงเรื่อไปมา


    ภาพที่เห็นทำให้นิโนะมิยะ คาซึนาริรู้สึกว่าตนเองเป็นบ้าไปแล้ว...ที่คิดว่าคนตรงหน้าเขาน่ารักเหลือเกิน


    “ทำมาให้ฉันด้วยสิ”


    ชักขี้เกียจนับแล้วว่าวันนี้ต้องได้ยินเสียงตนเองพูดอะไรพิลึกออกไปกี่หนกัน


    มัตสึโมโตะ จุน เงียบไปพักใหญ่ จนกระทั่งเขาขยับตัวจะลุกขึ้นก็ได้ยินเสียงตอบกลับมาแผ่วเบา


    “ได้สิ”



    2.


    แม้ไม่มั่นใจนักว่าคนที่ถูกเขากลั่นแกล้งตั้งแต่วันแรกในโรงเรียนใหม่จะจริงจังกับคำตอบรับนั้นแค่ไหนแต่คาซึนาริก็ตัดสินใจบอกมารดาว่าวันนี้ไม่ต้องทำข้าวกล่องมื้อกลางวันให้เขาและปั่นจักรยานไปโรงเรียนแบบไม่มีห่อผ้าสีสวยอยู่ในตะกร้าด้านหน้าเหมือนทุกวัน


    กว่าจะสังเกตว่าวันนี้ตนเองมาถึงเช้ากว่าทุกวันก็ตอนเดินเข้ามาในห้องเรียนที่มีเพื่อนร่วมชั้นเรียนมาถึงไม่ถึงครึ่งห้อง เด็กหนุ่มเมินสายตาอยากรู้อยากเห็นที่ส่งมาไปนั่งลงยังโต๊ะของตน หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นเกมส์ กระทั่งเบื่อก็ฟุบลงกับโต๊ะ


    ระหว่างเคลิ้มใกล้เข้าสู่ประตูนิทรา...ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวอย่างลังเลมาหยุดอยู่ตรงหน้า เสียงนั้นหยุดกลุ่มเพื่อนของเขาที่กำลังเกทับเรื่องฟุตบอลทีมโปรดอย่างออกรส คาซึนาริเงยหน้า ภาพของคนยืนหน้าถอดสีอยู่กับห่อผ้าสีเหลืองลายจุดสีขาวในมือค่อยชัดขึ้นตามจังหวะกะพริบตา พร้อมกับมือข้างหนึ่งของเพื่อนในกลุ่มยื่นมาหมายจะดึงห่อผ้าจากมือนั้น


    มือไวเท่าความคิด...เขาปัดมือเพื่อนออกไปเต็มแรง เอ่ยถามเจ้าของดวงตาโตเบิกขึ้นน้อยๆด้วยเสียงราบเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    “นั่นคือข้าวกลางวันของฉันใช่ไหม”


    “ช...ใช่” มัตสึโมโตะ จุนพยักหน้าถี่ ขณะคนฟังโคลงศีรษะ หันไปหาเจ้าของมือที่จะเอื้อมมาในตอนแรกบอกเสียงเย็น


    “แกเกือบจะทำให้ฉันไม่มีข้าวกลางวันกินแล้วนะ”


    บิดมุมปากขึ้นให้ท่าทางฉงนของเพื่อนทั้งกลุ่ม จากนั้นผินกลับมาหาจุนที่ยื่นกล่องข้าวห่อด้วยผ้าสีสวยมาให้ บรรจงแตะมือของตนบนหลังมือขาว ดันกลับไปเบาๆ


    “นายเก็บไว้ แล้วกลางวันนี้ไปกินข้าวกับฉัน”


    สบดวงตาสีสวยแววฉงนตรงหน้าแล้วยิ้มบาง รู้สึกตนผละมือออกจากหลังมือขาวนั้นอ้อยอิ่งกว่าควรจะเป็น


    เมื่อเวลาพักกลางวันมาถึงคาซึนาริไม่รีรอที่จะลุกขึ้นจากที่นั่ง ตรงไปยังคนที่กำลังเก็บของบนโต๊ะ รอจนฝ่ายนั้นหยิบห่อผ้าสองห่อขึ้นมาเรียบร้อยก็คว้าจับมือข้างที่ว่าง กึ่งลากกึ่งจูงพานักเรียนใหม่มาหาเพื่อนทั้งกลุ่มที่มองเหมือนเพิ่งเห็นเขาเป็นครั้งแรก


    “วันนี้ฉันจะพามัตสึโมโตะไปกินข้าวด้วย” คาซึนาริประกาศ กวาดตามองเพื่อนทีละคนแล้วเลิกคิ้วแทนคำถามว่า ‘ใครมีปัญหาอะไรไหม’


    นอกจากสายตาเคลือบแคลงที่ส่งมาไม่มีใครแสดงท่าทีต่อต้าน ทุกคนขยับก้าวเดินออกจากห้องเรียนโดยมีเขากับจุนที่เดินก้มหน้าคางจรดอกอยู่รั้งท้าย นักเรียนที่เดินออกจากห้องมาพร้อมกันทำให้ทางเดินแคบไปถนัด กระนั้นคาซึนาริก็ตาไวพอจะเห็นหัวโจกของกลุ่มที่ต่อยตีกับพวกเขาเป็นประจำยื่นขาออกมาหมายจะขัดขาคนข้างตัว


    โดยไม่รู้ตัว...มือรั้งร่างสูงโปร่งมาแนบตัว แขนโอบเอวบางไว้อย่างปกป้อง เท้าเตะไปที่ท่อนขานั่นเต็มแรงจนเจ้าของมันร้องลั่นทางเดิน


    “มัตสึโมโตะเป็นของฉัน ถ้าพวกแกแตะต้องเขา อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” คาซึนาริประกาศกร้าว กระชับแขนโอบร่างข้างตัวชิดกายท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคนตรงทางเดิน หูได้ยินเสียงเพื่อนในกลุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังพึมพำ


    “คาซึแม่งต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ”


    ตามด้วยเสียงกระซิบกระซาบอย่างเห็นพ้องจากทุกคนที่เหลือ



    3.


    อย่าว่าแต่เพื่อนในกลุ่ม...เขาเองก็คิดว่าตนเป็นบ้าไปแล้ว


    คาซึนาริแน่ใจว่าเขาอยู่ในขั้นเกินเยียวยา ตอนระหว่างทางปั่นจักรยานกลับบ้านหลังเลิกซ้อมเบสบอลประจำวันแล้วบังเอิญเห็นมัตสึโมโตะ จุน เดินอยู่ข้างหน้า ดูจากถุงในมือเหมือนจะเพิ่งเดินออกมาจากร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่เขาเพิ่งผ่านมา


    ขณะกำลังสองจิตสองใจว่าจะเข้าไปทักดีหรือไม่ ก็มีชายหนุ่มหน้าตาดี ลักษณะเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เพิ่งจูงจักรยานข้ามทางม้าลายตรงเข้ามาหา


    เขาเห็นจุนชะงักเล็กน้อยก่อนจะยิ้มกว้าง ดูดีใจที่ได้พบผู้ชายคนนั้นเหลือเกิน


    รอยยิ้ม...ที่เขาไม่เคยเห็นหรือได้รับมาก่อน


    หัวใจส่งความรู้สึกเจ็บแปลบไม่คุ้นเคย เมื่อคนตัวขาวโผเข้ากอดเจ้าของจักรยาน สนทนากันพักหนึ่งแล้วจุนก็พยักหน้า ขยับขึ้นซ้อนท้ายจักรยานผู้ชายคนนั้น ได้ยินเสียงหัวเราะสดใสลอยมากระทบโสตแม้จะอยู่ในระยะไกล


    เสียงหัวเราะนั้นทำให้คาซึนาริตัดสินใจเร่งความเร็ว ปั่นจักรยานตามไปจนทันตรงทางม้าลายหน้าสถานีรถไฟ


    เขาทำเป็นมองซ้ายขวา แสร้งตกใจอย่างจริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ขณะหันไปทางจักรยานคันข้างๆ


    “อ้าว...มัตสึโมโตะ”


    “อ๊ะ...นิโนะมิยะซัง”  อีกฝ่ายดูตกใจไม่น้อย


    “เพื่อนหรอจุนคุง” เสียงทุ้มของคนประคองแฮนด์จักรยานอีกคันถามขึ้น คิ้วหนาเหนือดวงตาคมแววเฉลียวฉลาดขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นคนถูกถามอึกอัก ตอบไม่เต็มเสียงนัก


    “ฮะ...เพื่อนห้องเดียวกัน ชื่อนิโนะมิยะซังครับโชซัง”


    “ยินดีที่ได้รู้จักนะนิโนะมิยะ ผมซากุไร เป็น....” นักศึกษาหนุ่มเลิกคิ้ว เหลือบมองคนซ้อนท้ายอย่างล้อๆซึ่งคาซึนาริยอมรับว่าเขาไม่ชอบความสนิทสนมนี้เท่าไรนัก “...เรียกว่าพี่ชายข้างบ้านได้ไหมจุนคุง”


    “ได้ฮะ” จุนยิ้มตาหยีให้ ขณะ ‘พี่ชายข้างบ้าน’ หัวเราะน้อยๆ มอง ‘น้องชายข้างบ้าน’ อย่างเอ็นดู


    บางอย่างในสายตาคู่นั้นทำให้คาซึนาริได้ข้อสรุปเกี่ยวกับซากุไร โชทันที...


    ...เอาละ เขาไม่ชอบไอ้หมอนี่!


    มองจากยอดโตเกียวสกายทรีก็รู้ว่าฝ่ายนั้นไม่ได้คิดกับมัตสึโมโตะของเขาแค่น้องข้างบ้านหรอก  หึ!


    เดี๋ยวนะ..มัตสึโมโตะ ‘ของเขา’ อย่างนั้นหรอกหรือ


    แล้วเหมือนนายซากุไรจะอ่านเขาออกเช่นกัน ดวงตาคมดำขลับปรายมองอย่างรู้เท่าทัน มุมปากยกขึ้นน้อยๆ


    ส่งสายตาฟาดฟันกันในความเงียบได้พักใหญ่ สัญญาณไฟตรงทางม้าลายเปลี่ยนเป็นสีเขียว บังคับให้ทั้งสองกลับมาสนใจกับบังคับจักรยานข้ามไปอีกฝั่งถนน ก่อนคาซึนาริต้องเลี้ยวซ้ายแยกไปทางบ้านของตน


    เขาโบกมือลาจุนที่ดูชะงักเล็กน้อย แล้วยิ้มสดใส โบกมือตอบ


    เด็กหนุ่มจะรู้ตัวว่าปั่นจักรยานไป ยิ้มไปตลอดทางก็ตอนจอดจักรยานเดินเข้าไปในบ้านตะโกนบอกพ่อกับแม่ว่า ‘กลับมาแล้ว’ ด้วยเสียงสดใสอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน



    4.


    นับแต่วันนั้น...เขายิ่งแน่ใจว่าตนเองอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ


    แล้วในเมื่อบ้าแล้วเขาก็จะบ้าให้ถึงที่สุด


    “วันนี้กลับบ้านกับฉันมั้ย ฉันไม่มีซ้อมเบสบอล” คาซึนาริเอ่ยกับคนที่(เขาบังคับ)ทำข้าวกล่องมาให้ทุกวันหลังจากอิ่มท้องจากมื้อกลางวันแสนอร่อย ไม่รู้สึกแปลกใจกับดวงตากลมโตเบิกกว้างบ่งความรู้สึกหลากหลาย ทำเมินสายตาล้อเลียนจากเพื่อนคนอื่นในกลุ่ม แล้วเจ้าพวกนั้นก็ลุกออกไปอย่างรู้งาน


    “หรือว่านายไม่สะดวก”เจ้าของดวงตาเรียวรีถาม เห็นท่าทางกระอักกระอ่วนจากอีกฝ่ายก็แสร้งถอนหายใจยาว “ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจนายคงอยากกลับบ้านกับแฟนมากกว่า”


    “ฉันยังไม่มีแฟนนะ”


    คาซึนาริซ่อนยิ้มในหน้า หัวใจพองโตขึ้นมาเมื่อได้ฟังเสียงโพล่งตอบเหมือนรีบแก้ต่างจากคนหน้าหวาน


    “แล้วซากุไรซังล่ะ เห็นนายดูสนิทกับเขา”


    จุนส่ายหน้าหวือ “โชซังไม่ใช่แฟน ฉันเคารพเขาเหมือนพี่ชาย เขาช่วยฉันไว้เยอะเลยตอนย้ายมาใหม่ๆ”


    “แล้วนายมีคนที่ชอบหรือยัง”


    คนถูกถามชะงัก ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ


    คาซึนาริรู้สึกหัวใจตกไปอยู่ที่ปลายเท้า ความผิดหวังรุนแรงโถมเข้าใส่เหมือนคลื่นยักษ์ เขาพยายามปรับเสียงเป็นปกติขณะตอบกลับไป กระนั้นมันก็ยังฟังขรึมเครียดจนสังเกตได้


    ได้แต่หวังว่าสายตาจะไม่ทำหน้าที่หน้าต่างของหัวใจดีเกินไปนัก


    “ฉันก็มีแล้วเหมือนกัน”


    และตอนนี้คนๆนั้นนั่งอยู่ตรงหน้าฉัน...เขาเอ่ยในใจ ไม่ได้พูดออกไป


    “แล้วคำตอบของนายล่ะ ตกลงวันนี้จะกลับบ้านกับฉันรึเปล่า” เบี่ยงมาประเด็นเดิมได้รับคำตอบเป็นวงหน้าคมหวานพยักตอบช้าๆ


    คาซึนาริโคลงศีรษะรับรู้ หลังจากนั้นเขาก็เรียนแทบไม่รู้เรื่องตลอดทั้งบ่าย



    5.


    คาบสุดท้ายของวันเป็นกิจกรรมชมรม นักเรียนในห้องแยกย้ายกันไปเข้าชมรมที่ตนสังกัดอยู่ คาซึนาริพยายามดึงสมาธิกลับมาซ้อมเบสบอล พอใจที่ตนเองทำได้ดี แต่พอเดินออกจากสนามมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ได้อยู่ตัวคนเดียวก็เหมือนเรี่ยวแรงหายไปหมด


    เด็กหนุ่มเอนหลังพิงผนังห้องน้ำอย่างอ่อนล้า ปล่อยให้น้ำจากฝักบัวด้านบนรดลงบนร่าง


    มันก็สมควรที่ผลมาเป็นแบบนี้...รังแกเขาไว้เยอะแม้ระยะหลังจะทำดีด้วย คอยปกป้องไม่ให้ใครมากลั่นแกล้งจนใช้ชีวิตในโรงเรียนอย่างสงบสุขได้ทุกวัน กระนั้นใช่ว่าจะลบล้างความผิดนั้นได้


    จุนรออยู่ที่หน้าโรงเรียนอยู่แล้ว ในมือถือกล่องข้าวกล่องหนึ่งไว้


    คาซึนาริเลิกคิ้วเมื่อคนตัวสูงกว่ายื่นกล่องนั้นมาให้ ยิ่งประหลาดใจกว่าเดิมครั้นได้ฟังอีกฝ่ายบอกด้วยใบหน้าแดงเรื่อ


    “คาบชมรมวันนี้ฉันไปช่วยชมรมคหกรรมมา เปิดดูสิ...ตอนนี้เลย”


    เขาขมวดคิ้ว แต่ยอมทำตามโดยดี


    ข้างในกล่องเป็นเค้กช็อกโกเลตหน้านิ่มน่ารับประทาน บนหน้าตกแต่งด้วยเกล็ดช็อกโกแลตสีขาวเรียงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวดูน่ารัก


    “พระจันทร์หรอ” คาซึนาริถามคนที่เอาแต่ก้มหน้ามองมือตนเอง ก็เข้าใจได้ในทันที


    แม้จะไม่มั่นใจนัก หากเขาก็ยอมเสี่ยง...เอ่ยออกไป


    “พระจันทร์สวยดีนะ”


    “ใช่...พระจันทร์สวย” จุนรับคำทั้งยังก้มหน้า เสียงอุบอิบแทบไม่ได้ศัพท์นั้นก้องในโสตของคนฟังที่ยิ้มกว้างก้าวเข้าไปเชยปลายคางมนขึ้น แก้มขาวระบายสีเรื่อน่ามองน่าเอ็นดูจนอดไม่ได้ที่จะรั้งใบหน้านั้นลงมาประทับจุมพิตบนกลีบปากนุ่ม


    “ไปกันเถอะ” เขากระซิบ ปิดกล่องวางบนตะกร้าด้านหน้า อีกมือดึงคนน่ารักมานั่งซ้อนท้าย ปั่นจักรยานช้าๆ ไม่เคยคิดว่าสองข้างทางผ่านทุกวันจะสวยขนาดนี้มาก่อน


    “ฉันนึกว่าฉันจะอกหักซะแล้ว...จุนจัง” ทอดเสียงเรียกชื่อนุ่มเบา เหลือบมองคนด้านหลังไม่ตอบคำใด


    มีเพียงสองแขนเรียวค่อยๆขยับอ้อมมากอดเอวเขาไว้

     

     


    ***Note: "พระจันทร์สวย" เป็นการบอกรักของญี่ปุ่น มีที่มาจาก คำว่า พระจันทร์ (つき = tsuki) กับคำว่าชอบ (すき = suki) ออกเสียงคล้ายกัน


     

     

     

     

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
cyqlops (@cyqlops)
โอยยยยยย เปิดเรื่องมาก็ฮาแล้วอ่ะ หน้านิโนะแบบกวงตีงๆลอยมาเลยพี่ปู แล้วนิสัยกับคำพูดนางก็ทวีความกวงตีงให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว 5555555555555555 ‘ช่วยไม่ได้...พวกงี่เง่าในโรงเรียนมันเยอะ และความอดทนของเขาค่อนข้างต่ำ’ แกเรียนอยู่ที่อิชิยาม่า ในเบลเซบับหรอฟร้า 555555555555
“ต่อยหน้าฉันเลยสิ ด่าฉันว่าเป็นไอ้สารเลวที่จับเพื่อนใหม่ผู้น่ารักของนายไปขังในห้องเก็บของด้วยก็ได้” ใจร้าย! ใจร้ายที่สุด รังแกคนน่ารักๆอย่างจุนจังได้ลงคอ ฉันจะไปเรียนพี่โชข้างบ้านมาตื้บแก!!! สงสารพี่จุนจังตอนโดนแกล้งมากๆ อยากจะเข้าไปปกป้อง ตอนกลางวันก็ต้องแอบไปกินคนเดียว ฮืออ เลาจะไปกินเป็นเพื่อนเองค่ะ! /ผลักนิโนะ
แต่ตอนอยู่กันสองต่อสองนี่เอาใหญ่เลยนาาา ใจเต้นตึกตัก แถมยังให้เขาทำข้าวกล่องให้อีก น้องจุนไม่น่าไปใจอ่อนเลยนะคะ หมั่นไส้ค่ะ! ได้กินข้าวฝีมือพี่จุน /พุ่งไปแย่งข้าวกล่องในมือคาซึคุง
พี่โชก็มานะคะ ชอบมากตอนมองตากันแล้วก็รู้ว่า “เอ้อ ข้าชอบคนนี้นะเว้ย อย่ามายุ่ง” “เอ็งแหละ อย่ามายุง ถอยไป” งี้ 5555555555 แต่เรื่องนี้ก็ต้องยกให้นิโนะนะคะพี่โช ฟฟฟฟ
ตอนบอกรักกันน่ารักมากกก ฮือออ พระจันทร์สวยค่ะ พระจันทร์สวยยย น้องจุนไปหลงชอบเบสบอลบอยนี่ตอนไหนคะ หืมม อิตานิโนะก็ฉวยโอกาสจุ๊บมัตจุนด้วย บ้าบอบ้าบอ
แต่งคู่นี้อีกนะพี่ปู ชอบจัง ฟฟฟฟ ทั้งชอบและหมั่นไส้เคะแบบนี้อย่างบอกไม่ถูก เลิฟๆ /ปาหัวใจรัวๆ