What do you meanTiny writer
Nina cried power - Hozier (แปล) บทเพลงแห่งการประท้วง



  • It's not the waking, it's the rising
    It is the grounding of a foot uncompromising
    It's not forgoing of the lie
    It's not the opening of eyes
    It's not the waking, it's the rising
    มันไม่ใช่แค่ตื่นรู้ แต่เป็นการลุกขึ้นสู้
    มันเป็นเสียงตบเท้าของคนที่ไม่ยอมจำนน
    ไม่เมินคำโกหกอีกต่อไป ไม่ใช่แค่ตาสว่าง
    ไม่ใช่แค่ตื่นรู้ แต่เป็นการลุกขึ้นสู้

    It's not the shade, we should be past it
    It's the light, and it's the obstacle that casts it
    It's the heat that drives the light
    It's the fire it ignites
    It's not the waking, it's the rising
    มันไม่ใช่เงาที่เราควรให้ความสำคัญ
    แต่เป็นแสงและวัตถุที่สร้างมัน
    เป็นความร้อนที่ก่อกำเนิดแสงสว่าง
    เป็นไฟที่จุดมันขึ้นมา
    มันไม่ใช่แค่การตื่นรู้ แต่เป็นการลุกขึ้นสู้
    [ท่อนนี้มีการอ้างอิงถึงทฤษฎีการเกิดเงาของเพลโต ซึ่งต้องการจะสื่อว่าเราควรให้ความสำคัญกับผู้ที่ทำให้เกิดสิ่งต่างๆมากกว่าโฟกัสเพียงผลลัพธ์ที่เกิดจากพวกเขา ตีความได้หลายแบบสำหรับเราอาจจะหมายถึงการที่คนยกย่องกลุ่มนายทุนโดยลืมคำนึงถึงชนชั้นแรงงานที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม]

    It's not the song, it is the singing
    It's the heaven of a human spirit ringing
    It is the bringing of the line
    It is the bearing of the rhyme
    It's not the waking, it's the rising

    มันไม่ใช่บทเพลงแต่เป็นการขับร้อง
    ที่เป็นเสียงแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์
    มันคือการเรียงร้อยถ้อยคำ
    การสรรค์สร้างท่วงทำนอง
    มันไม่ใช่แค่การตื่นรู้ แต่เป็นการลุกขึ้นสู้

    And I could cry power (Power), power (Power)
    Power, Lord
    Nina cried power
    Billie cried power
    Mavis cried power
    And I could cry (Power) power, (Power) power
    Hey, power
    Curtis cried power
    Patti cried power
    Nina cried power

    และฉันจะเปล่งร้อง power
    นิน่าร้อง power
    บิลลี่ร้อง power
    มาวิสร้อง power
    เคอร์ติสร้อง power
    แพตตี้ร้อง power
    นิน่าร้อง power
    [เป็นการแสดงให้เห็นถึงเหล่าศิลปินคนดังที่ออกมาเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มคนผิวสีและกลุ่มคนชายขอบที่เสียงของพวกเขามักถูกละเลย ซึ่งในท่อนนี้กล่าวถึง Nina Simone, Billie Holiday, Mavis Staples, Curtis Mayfield และ Patti Smith ซึ่งล้วนเป็นศิลปินและนักกิจกรรมที่ออกมาเรียกร้องต่อความอยุติธรรมในสังคมทั้งสิ้น]

    It's not the wall, but what's behind it
    Oh, the fear of fellow man, it's mere assignment
    And everything that we're denied
    By keeping the divide
    It's not the waking, it's the rising

    มันไม่ใช่กำแพงแต่มันคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก
    สิ่งที่เกิดจากความหวาดกลัวของชายคนนั้น
    และเรากำลังปฏิเสธความก้าวหน้า
    โดยการแบ่งแยก
    มันไม่ใช่แค่ตื่นรู้ แต่เป็นการลุกขึ้นสู้
    [ท่อนนี้คือแอนดรูว์ตั้งใจพูดถึงอดีตปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ที่คิดโครงการสร้างกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐและเม็กซิโกเพื่อแบ่งแยกผู้คน และการแบ่งแยกผู้คนนี่แหละที่เป็นปัจจัยในการหยุดความเจริญของสังคมและมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผิวสี ศาสนา ภาษา หรือเพศ ตราบใดที่เรายังเลือกที่จะเมินเฉยต่อพฤติกรรมเหยียดเหล่านี้โลกก็จะไม่สามารถพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้]

    And I could cry power (Power), power (Power)
    Oh, power
    Nina cried power
    Lennon cried power
    James Brown cried power
    And I could cry (Power) power, (Power) power
    Hey, power
    B.B. cried power
    Joni cried power
    Nina cried power
    และฉันจะเปล่งร้อง power
    นิน่าร้อง power
    เลนน่อนร้อง power
    เจมส์ บราวน์ร้อง power
    บีบีร้อง power
    โจนิร้อง power
    นิน่าร้อง power
    [ในท่อนนี้มีการเมนชั่นถึงศิลปินท่านอื่นๆคือ John Lennon, James Brown, B.B. King และ Joni Mitchell ส่วนคำว่า power คาดว่ามาจาก Black power ซึ่งเป็นคำที่คนดำใช้เพื่อพูดเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรมของตน แต่ในทีนี้ก็คือรวมถึงการออกมาเรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมในขบวนการอื่นๆด้วยเช่นกัน]

    And I could cry power
    Power has been cried by those stronger than me
    Straight into the face that tells you to
    Rattle your chains if you love being free

    และฉันจะเปล่งร้อง power
    คำที่ซึ่งถูกเอ่ยโดยผู้คนที่แกร่งกว่าฉัน
    พูดใส่หน้าคนที่เฝ้าบอก
    ให้เธอสั่นโซ่ล่ามซะหากต้องการเป็นอิสระ
    [เป็นการสื่อว่าผู้มีอิทธิพลและมีชื่อเสียงหลายคนเคยออกมาท้าทายเบื้องบนเพื่อเรียกร้องให้คนกลุ่มน้อยในสังคม(อันนี้หายากหน่อยนะในไทย5555555) โดยที่พวกผู้มีอำนาจเหล่านั้นที่เอาแต่พร่ำบอกให้ประชาชนพอใจกับเสรีภาพที่มีในขณะที่กำลังพรากเอาสิทธิของพวกเขาไป]

    But I could cry power (Power)
    'Cause power is my love when my love reaches to me
    James Brown cried power
    Seeger cried power
    Marvin cried power
    Yeah ah, power
    James cried power
    Lennon cried power
    Patti cried power
    Billie, power
    Dylan, power
    Woody, power
    Nina cried power
    แต่ฉันจะเปล่งร้อง power
    เพราะมันคือการมอบพลังให้แก่กัน
    เจมส์ บราวน์ร้อง power
    ซีเกอร์ร้อง power
    เลนน่อนร้อง power
    แพตตี้ร้อง power
    บิลลี่ร้อง power
    ดีแลนร้อง power
    วู้ดดี้ร้อง power
    นิน่าร้อง power
    [ท่อนนี้ยังมีการพูดถึงศิลปินอีก 4 คนคือ Pete Seeger, Marvin Gaye, Bob Dylan และ Woody Guthrie และเหตุผลที่ใช้ชื่อเพลง Nina cried power เพราะมาจากท่อนหนึ่งของเพลง Sinnerman ของ Nina Simone ที่ร้องว่า I cried power, power to the Lord ซึ่งเป็นเพลงที่พูดถึงคนบาปที่ร้องภาวนาเพื่อหนีจากการตัดสินของพระเจ้า แต่ในเพลงนี้แอนดรูว์อาจจะต้องการสื่อถึงการร้อง power เพื่อแสดงออกถึงการออกมาปกป้องและมอบความรักให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การออกมาประท้วงเพื่อความเท่าเทียมเสมอภาคในสังคมเปรียบเสมือนการเรียกร้องให้เบื้องบนมองเห็นปัญหาของชนชั้นกลาง]

    —————————————————————————————————————————

                เราเชื่อว่าหลายๆคนในช่วงนี้คงจะติดตามข่าวการออกมาประท้วงในหลายๆประเทศ ไม่จะว่าเป็นเรื่องการถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพ การถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทางชนชาติ หรือการไม่ยอมรับในความหลากหลายทางเพศ แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ทุกการประท้วงล้วนมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือการได้รับความเท่าเทียมและเสมอภาคเฉกเช่นที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับ ตอนเราฟังเพลงนี้ครั้งแรกคือรู้สึกฮึกเหิมมาก เหมือนฟังเพลงบางระจันจากโลกคู่ขนาน55555555 ด้วยความที่คุณ Hozier เป็นactivistที่ออกมาเรียกร้องให้กับปัญหาหลายๆอย่างในสังคมตั้งแต่ Civil rights, discrimination, domestic violence ยัน climate change เราไม่แปลกใจเลยที่เขาแต่งprotest songออกมา แต่ที่ทึ่งคือเขาสามารถนำคอนเซปท์ของเพลงมาเชื่อมโยงกับศิลปินที่เขาชื่นชมได้สมูธมากและในขณะเดียวกันก็เข้าใจระบบพวกนี้มากเหลือเกินจนไม่น่าเชื่อว่าเพลงนี้แต่งโดยผู้ชายผิวขาวที่มีprivilegeมากมายอยู่แล้ว มันเป็นเพลงที่แสดงให้เห็นว่าการที่เราwokeอย่างเดีิยวมันไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเน่าๆในสังคมได้ การtake actionจึงสำคัญมากในการเอาชนะอำนาจของชนชั้นปกครอง น่าเศร้าที่ต่างประเทศมีคนดังและผู้มีอิทธิพลคอยเป็นกระบอกเสียงที่คอยย้ำเตือนและเรียกร้องให้กลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้ด้านหลังเสมอ แต่ในไทยอย่าว่าแต่ดาราคนดังเลย แม้แต่สื่อหลักหลายๆที่ก็ไม่อยู่ข้างประชาชน แต่เราเชื่อจริงๆว่าวันนึงถ้าคนในประเทศพร้อมมากพอ เราจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในหน้าประวัติศาสตร์และทำให้ประเทศนี้เป็น ”ประเทศพัฒนาแล้ว” ได้ในสักวัน 

    ปล. ขอแอบขายพอดแคสต์ของคุณแอนดรูว์หน่อยน้า ชื่อ Cried power podcast เป็นรายการที่จะพาเหล่าศิลปินคนดังตั่งต่างมาขับเข่าพูดคุยถึงปัญหาต่างๆในสังคม แต่ละตอนคือมีคนดังเยอะมากทั้งคุณ Bono นักร้องวง U2 นักร้องระดับตำนานอย่างคุณ Mavis Staples หรือแม้กระทั่งประธานาธิบดีของไอร์แลนด์ก็มานะเออ(มีอิทธิพลขนาดนี้นี่คือนักร้องหรือมาเฟีย5555555) ทุกตอนคือมีประโยชน์แล้วก็ให้อะไรกับเราเยอะมากๆ ใครสนใจลองแกล้งๆจิ้มไปฟังกันนะคะ 👇👇👇
     https://open.spotify.com/show/4aavXzJwwW4Yy43lAlfjLf?si=yf3SnkQcQUGntjFfmf-cCw
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in