Sleeveless Loverainbowflick17☂️
เพลงดาบ-เพลิงไหม้ อุปราการใหญ่ของนักร้องโอเปร่าสุดฉาวแห่งปารีส
  • ถ้าเอ่ยชื่อ ลา โมแปง หลายคนจะเห็นภาพผู้หญิงที่ฟันดาบชนะผู้ชายนับไม่ถ้วนขณะที่ร้องเพลงไปด้วย นักร้องโอเปร่าชื่อดังคนนี้ไม่ได้วาดลวดลายฟันดาบสวยเฉพาะในโรงละครเท่านั้น ในชีวิตจริงก็เก่งกาจชนิดที่ฟันผู้ชายจนแพ้ราบคาบ ชีวิตเธอโลดโผนเอามาก ๆ ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นไบเซ็กชวลผู้เปิดเผยตัวตน ไม่แคร์สื่อ และเปรี้ยวที่สุดของศตวรรษที่ 17 เลยก็ว่าได้

    วันนี้ก็จะมาเล่าเรื่องนี้แบบย่อ ๆ ให้ฟังกัน

    ลา มูปิน เป็นชื่อที่ได้มาหลังจากแต่งงาน แต่ชื่อจริงของเธอคือ จูลี่ ดูบิกย์นี  (Julie d’Aubigny)

    วันเกิดของจูลี่เป็นปริศนา แต่ปีเกิดของเธอคือประมาณปี 1673 เธอเป็นลูกสาวของ เกสตง ดูบิกย์นี (Gaston d'Aubigny) ผู้ช่วยอาจารย์สอนขี่ม้าชื่อ ดาร์มาญัก (Count d'Armagnac) แห่งหลุยส์ที่14  เชื่อกันว่าเธออาศัยอยู่ในโรงเรียนสอนขี่ม้าที่พระราชวังตุยเลอรี (Tuileries) ในกรุงปารีสก่อนจะย้ายไปยังแวร์ซายในปี 1682 เมื่อมีการย้ายราชสำนัก และใช้เวลาในวัยเด็กของเธอใกล้ชิดอยู่กับโรงม้า*

    *นอกจากเรื่องขี่ม้าแล้ว ดูแลม้าให้พระราชาก็ใช่ว่าจะงานเล็กนะคะ ม้าต้องพร้อมให้ใช้ตลอดเวลา จะออกไปล่าสัตว์ ไปเที่ยวเล่น หรือที่สำคัญเลยคือจะต้องเอาออกไปรบในสงคราม ขุนนางที่ชื่อดาร์มาญักนี่ก็ถือว่ามีตำแหน่งสำคัญเลยแหละ 

    ภาพในคอลเลคชั่น The Early Work of Aubrey Beardsley : Maupin ภาพนี้เข้าถึงจาก news.com.au

    พ่อของเธอเป็นนักดาบที่ประสบความสำเร็จมาก จึงได้รับหน้าที่ให้ช่วยสอนการฟันดาบให้คนในวัง ในฐานะลูกสาวคนเดียวเธอจึงได้เรียนไปพร้อม ๆ กับคนในวัง เธอแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชายและฟันดาบเก่งตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังได้เรียนขี่ม้า ดูแลม้า เล่นพนัน การต่อสู้ (แบบต่อยตี เตะ ศอก อะไรทำนองนั้น) เต้นรำ อ่านหนังสือ และวาดภาพด้วย

    ในปี 1687 เมื่ออายุ 14 ปี จูลี่ตกเป็นภรรยาน้อยของ เคานต์อาร์มาญัค คนที่เป็นหัวหน้าพ่อของเธอ* เขาจัดแจงให้เธอแต่งงานกับผู้ชายชื่อ เซียร์ เดอ โมแปง (Sieur de Maupin) ซึ่งสมัยนั้นทำกันเป็นปกติ คือให้ภรรยาน้อยตัวเองไปแต่งงานกับคนอื่นเพื่อรักษาภาพลักษณ์ตัวเองไว้ 

    พอแต่งงานแล้วเธอจึงกลายเป็นมาดาม เดอ โมแปง (Madame de Maupin หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ลา โมแปง/La Maupin ตามธรรมเนียมของฝรั่งเศส) ไม่นานหลังจากแต่งงาน สามีของเธอได้รับตำแหน่งผู้บริหารทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และถูกย้ายไปประจำการที่นั่น บางแหล่งข้อมูลบอกว่าโดนสั่งย้ายเช้าวัดถัดจากที่แต่งงานทันทีเลย แต่จูลีอยู่ที่ปารีสต่อ

    *ข้อมูลหลายแหล่งไม่ค่อยตรงกัน มีหนึ่งแหล่งบอกว่าเพราะถูกข่มขืน
  • ออกจากราชสำนัก

    ปี 1987 จูลี่ปิ๊งกับผู้ช่วยอาจารย์ฟันดาบคนหนึ่งชื่อเซคานน์ (Sérannes) 

    ในขณะที่เขากำลังหนีจากการจับกุมข้อหาฆ่าคนตายในระหว่างการประลองดาบผิดกฎหมาย ทั้งคู่หลบหนีจากเมือง และมุ่งหน้าไปยังมาร์เซย์

    แฟนคนใหม่คนนี้ช่วยสอนศิลปะการฟันดาบให้เธอเพิ่มเติม

    ระหว่างทาง ทั้งคู่หาเลี้ยงชีพด้วยการแสดงศิลปะฟันดาบและร้องเพลงตามร้านเหล้าและตามงานท้องถิ่นต่าง ๆ โดยในการแสดงจูลี่จะแต่งตัวด้วยชุดผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้ปิดบังเพศกำเนิดของตัวเองแต่อย่างใด เมื่อไปถึงที่มาร์เซย์ เธอก็ได้เข้าทำงานที่โรงโอเปร่าแห่งหนึ่ง

    ไม่นานนักเธอก็ออกจะเบื่อ ๆ แล้วแยกทางกับเซคานน์ไป

    จูลี่ยังคงทำการแสดงฟันดาบต่อไปเพื่อหารายได้เสริม โดยเธอมักจะเริ่มด้วยการร้องเพลง จากนั้นท้าบรรดาคนที่มุงดูออกมาดวล พอมีคนออกมาเธอก็จะร้องเพลงเชิงข่มคู่ต่อสู้ใส่อีก (อารมณ์เหมือนแรปดิสกัน) จากนั้นถึงเริ่มดวล


    ภาพประกอบเพื่อรรถรสเฉย ๆ จาก 10things I hate about you 

    ฝีมือการฟันดาบของจูลี่ดีมากถึงขนาดที่มีคนไม่เชื่อว่าเธอเป็นผู้หญิง ซึ่งจูลี่ก็ให้คำตอบด้วยการถลกเสื้อขึ้นโชว์เลย
  • Love and Arson ด้วยรักและไฟไหม้

    ภาพจาก Curiosity 
    จูลี่พบรักกับผู้หญิงคนหนึ่งและกลายเป็นคู่รักกัน ซึ่งดูแล้วศตวรรษที่ 17 ไม่ค่อยจะปลื้มใจในความสัมพันธ์ผู้หญิงถึงผู้หญิงนี้เท่าไหร่ ทางด้านพ่อแม่ของสาวคนนั้นไม่ได้มองเพียงว่าลูกสาวไปคบกับผู้หญิงเท่านั้น แต่คบกับผู้หญิงที่แต่งตัวเป็นชายหนุ่ม แถมมีงานอดิเรกเป็นการต่อยตีอีกตางหาก

    สิ่งที่ผู้ปกครองสมัยนั้นนิยมทำกับลูกสาวที่เถลไถลออกนอกทางก็คือส่งไปเป็นแม่ชี แฟนสาวคนนั้นจึงโดนส่งตัวไปสำนักชีที่อะวิยง (Avignon)

    ซึ่งพอแฟนตัวเองโดนส่งเข้าสำนักแม่ชีแล้ว สิ่งที่จูลี่ทำก็คือไปขอสมัครเป็นแม่ชีตามเข้าสำนักแม่ชีไปด้วย

    ฟังแล้วเหมือนเป็นรักที่จบด้วยรสพระธรรมของคุณพ่ออะไรแบบนี้ใช่ไหม แต่ที่จริงก่อนจูลี่จะเข้าไปก็ได้วางแผนอย่างอื่นไว้แล้ว เธอจัดแจงขโมยศพแม่ชีที่พึ่งเสียชีวิตไม่นาน อุ้มไปวางบนเตียงแฟนสาว จากนั้นก็จุดไฟเผาห้อง

    เธอจัดฉากว่าแฟนสาวเสียชีวิต แล้วก็พาแฟนหนีออกนอกสำนักแม่ชี กลับไปขี่ม้าทำการแสดงสัญจรเหมือนเดิม 
    ภาพจาก badassoftheweek

    หลังจากคบกันได้สามเดือนทั้งคู่ก็เลิกกัน แฟนสาวของเธอกลับบ้านไปหาพ่อแม่ พอพ่อแม่เปิดประตูมาพบลูกสาวที่น่าจะเสียชีวิตไปแล้วยืนอยู่ตตรงหน้าก็ช็อกมาก และพอทำความเข้าใจเรื่องได้ก็ไปฟ้องศาลทันที ศาลตัดสินว่าจูลี่มีความผิดในข้อหาลักพาตัว ขโมยศพ และวางเพลิง เธอต้องถูกลงโทษด้วยการเผาประหารชีวิต

    แต่ในขณะนั้นยังหาตัวจูลี่ไม่เจอ

    ทางด้านจูลี่ตัดสินใจเดินทางจากอะวิยงไปปารีส ช่วงนี้ก็มีเรื่องดัง ๆ เกี่ยวกับเธออยู่ คือระหว่างเดินทางก็ได้พบกับขุนนางหนุ่มคนหนึ่ง เขาพูดจาดูถูกเธอ และสุดท้ายทั้งคู่ก็ตัดสินใจดวลกัน จูลี่เล่นงานเขาเสียจนเขาต้องเข้าโรงพยาบาล ปรากฎว่าชายผู้นั้นคือ หลุยส์ - โจเซฟ อัลเบิร์ต ลูเนียส (Louis-Joseph d'Albert Luynes) ลูกชายของดยุคแห่งลุยเน่ (Duke of Luynes) 

    แทนที่เธอจะเดือนร้อนเพราะไปตีลูกคนใหญ่คนโต ดันเป็นตรงกันข้ามเลย ไม่นานต่อมาหลุยส์ส่งเพื่อนมาขอโทษจูลี่ จูลี่ก็เลยไปเยี่ยมเขาที่ห้องเพื่อจะดูว่าอาการเขาเป็นยังไงบ้าง ปรากฎว่าทั้งคู่กลายเป็นคนรัก และหลังจากเลิกกัน ก็เป็นเพื่อนกันไปตลอดช่วงชีวิตเลยด้วย 


    กลับเข้าราชสำนัก

    ภาพจาก badassoftheweek

    กลับมาที่โทษติดตัวของเธอ ปรากฎว่าจูลี่ไม่เพียงไม่ไปรับทราบคำกล่าวหาเท่านั้น แต่สามารถหลบหนีโทษของตัวเองได้ทั้งหมด

    สาเหตุคงต้องท้าวความกันยาวหน่อย โดยเริ่มต้นที่หลุยส์ที่ 14

    หลุยส์ที่ 14 ขึ้นนั่งบัลลังก์เมื่ออายุ 4 ขวบ ท่ามกลางกบฏชนชั้นสูง (aristocratic rebellion) ที่ประท้วงเรื่องการทำนุบำรุงสิทธิของขุนนาง หลุยส์ที่14 จึงใช้เวลาไปกับการพยายามรวมอำนาจเข้ามาในระบอบราชาธิปไตย และพยายามทำให้คนยอมรับพระองค์ในฐานะเทวสิทธิราช(Devine right monarch) หรือพระราชาที่พระเจ้าส่งลงมา การจะสร้างการยอมรับตรงนี้ได้ พระองค์ทั้งต้องใช้เงินและต้องอุปถัมป์ศิลปะ ความมั่งคั่งและศิลปะเป็นวิธีการสื่อสารไปถึงสาธารณชน ขุนนาง และคริสตจักรว่าพระองค์มาจากพระเจ้าจริง ๆ

    ความสัมพันธ์ระหว่างราชากับศาสนจักรนี้สำคัญและน่าสนใจมาก แม้หลุยส์ที่ 14 จะเคร่งศาสนา แต่ก็ไม่อยากให้คริสตจักรเข้ามาแทรกแซงเรื่องการเมือง จะเห็นได้ว่ากษัตริย์และคริสตจักรคือสองอำนาจที่ต่างอ้างความผูกพันกับพระเจ้า แนวคิดเรื่องพระราชาจากพระเจ้านี้ก็ท้าทายอำนาจของคริสตจักรอยู่แล้ว ด้านหนึ่งคือเป็นแนวคิดที่ช่วยให้กษัตริย์รักษาอำนาจของตัวเองไว้ได้ โดยไม่ถูกพระสันตะปาปาทำลายอำนาจลงด้วย ขณะเดียวกันกษัตริย์ก็อุปถัมศาสนา มันจึงเป็นความสัมพันธ์แบบฉันมิตรผู้ชิงดีชิงเด่น การชิงดีชิงเด่นที่ว่ามักจะใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือ

    หลุยส์ที่ 14 รู้ดีว่า ถ้าพระองค์สนับสนุนศิลปินที่ชอบวิจารณ์โครงสร้างอำนาจในสังคม พวกเขาจะพุ่งความสนใจไปที่คริสตจักรมากกว่าเรื่องบนบัลลังก์ หลุยส์จึงให้การสนับสนุนศิลปินที่ไม่เลื่อมใส ชอบเสียดสีแดกดัน หรือกระทั่งศิลปินผู้มีความ ฉาว อยู่ในตัว

    บังเอิญว่าตอนนั้นจูลี่เขียนจดหมายไปหาดาร์มาญัก (จำคนนี้ได้ไหมเอ่ย คือเจ้านายพ่อคนที่จับเธอแต่งงานกับใครก็ไม่รู้นั่นเอง) เพื่อจะบอกเรื่องโทษของตัวเองรวมถึงถามเขาว่าเขาสามารถหาที่ว่างในโรงละครโอเปร่าปารีสให้เธอเข้าไปทำงานได้ไหม เขาเลยขึ้นไปเล่าเรื่องของเธอให้หลุยส์ที่14 ฟัง หลุยส์ที่ 14 รู้สึกบันเทิงในความฉาวมากถึงขนาดให้อภัยโทษเธอเพื่อที่เธอจะได้มาทำงานที่โรงละครโอเปร่าได้*

    *โรงละครโอเปร่าปารีสที่หลุยส์ที่ 14 จัดตั้งขึ้นเองเป็นทั้งโรงละครสาธารณะและสถาบันศิลปะในเวลาเดียวกัน แน่นอนว่าพระองค์ใช้การแสดงต่าง ๆ ในการสื่อสารกับสาธารณชน มีการออกแบบละครที่แฝงโฆษณาชวนเชื่อเพื่อชี้นำโน้มน้าว และสร้างอิทธิพลต่อความคิดเห็นของประชาชน บางทีกษัตริย์ลงมาแสดงเองก็มี
  • ชีวิตในโรงละคร


    "Mademoiselle Maupin de l'Opéra". Anonymous print, ca. 1700 เข้าถึงจาก Wikipedia 

    จูลี่โด่งดังในโรงละครอย่างรวดเร็ว เธอท่องจำบทได้เร็ว ฟันดาบได้สวยงาม และคนดูก็ชอบภาพลักษณ์ทำนองว่าเป็นหญิงก็ดูดีเป็นชายก็ดูดี ไม่ได้ชัดเจน (Androgynous) ของเธอด้วย

    หลังเวที เธอท้าดวลดาบไปเรื่อย แล้วก็ร่วมหลับนอนกับเพื่อนนักแสดงด้วยกันโดยไม่สนใจว่าจะเป็นเพศไหน

    อันที่จริง สังคมตอนนั้นก็ไม่ได้ยอมรับความหลากหลายทางเพศนะ แม้ว่าจะมีให้เห็นเป็นธรรมดา แต่ความเห็นคนส่วนใหญ่ก็ต่อต้านอยู่ดี บังเอิญว่าน้องชายของหลุยส์ที่ 14 คือฟิลลิปส์ที่ 1 เป็นเกย์ และชอบแต่งกายด้วยเสื้อผ้าผู้หญิงอยู่แล้ว ดังนั้นหลุยส์ที่ 14 จึงไม่สามารถที่จะจัดการอะไรเด็ดขาดจริงจังกับเรื่องการชอบเพศเดียวกันได้ เพราะกระทบไปถึงน้องชายนั่นเอง

    แม้ว่าจูลี่จะพึ่งบารมีโรงละครของราชวงศ์ให้ปกป้องเธอไว้จากความผิดครั้งก่อนของเธอและความเปรี้ยวแซ่บอื่น ๆ  แต่การปกป้องนั้นก็มีขอบเขต และเธอก็ล่้ำเส้นจนได้

    ฟิลลิปส์ที่ 1 เชิญจูลี่ร่วมงานแต้นรำ เธอปรากฎตัวขึ้นในเสื้อผ้าผู้ชาย เต้นรำกับผู้หญิงในงาน บรรดาผู้ร่วมงานก็ไม่ค่อยประทับใจกับภาพนั้นเท่าไหร่ แต่จุดแตกหักคือเธอดันไปจูบกับสาวคนหนึ่งที่ผู้ชายหลายคนตามจีบอยู่ เล่นเอาไฟลุกตาร้อนกันค่อนงาน 

    มีผู้ชายสามคนท้าเธอต่อสู้ เธอออกไปดวลข้างนอก ชนะหมดทั้งสามคน และเดินกลับเข้างานปาร์ตี้

    ปรากฎว่าครั้งนี้หลุยส์ที่ 14 ไม่ค่อยจะบันเทิงด้วยเท่าไหร่  ไอ้การดวลหรือท้าตีในสมัยนั้นก็ไม่ถูกกฎหมายอยู่แล้ว แต่นี่เล่นมาดวลกันในงานเลี้ยงของเชื้อพระวงศ์ ถือเป็นอาชญากรรมเลยทีเดียว

    ด้วยเหตุนี้จูลี่จึงหนีไปบรัสเซลล์ รอให้เรื่องเงียบลง

    (ระหว่างรอให้เรื่องมันซาลง เธอก็ไปมีความสัมพันธ์กับเจ้าชายเยอรมันอีกตางหาก)


    เริ่มต้นอย่างร้อนแรง และจบอย่างสงบ 

    หลังจากเรื่องเริ่มซาลงจริง ๆ เธอก็กลับมาปารีสเพื่อรับช่วงต่อจากนังแสดงโอเปร่ารุ่นพี่ที่เกษียณออกไป 
    (เหมือนว่าจะได้รับอภัยโทษอีกแล้ว โดยใช้ช่องโหว่จากเรื่องที่ว่า กฎหมายที่พูดเรื่องการดวลกันนั้นเป็นกฎหมายที่ใช้ปกครองผู้ชาย แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าถ้าเป็นผู้หญิงจะจัดการอย่างไร) 

    จุดสูงสุดในวงการของเธอคือการได้เล่นโอเปร่าที่มีคนเขียนขึ้นมาใหม่และได้เล่นเรื่อง ตองแซดต์ (Tancrède) ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประพันธ์มอบบทที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้เหมาะกับเสียงเธอโดยเฉพาะ

    การกลับมาครั้งนี้เป็นการกลับมาครั้งสุดท้ายของจูลี่ เธอพบรักกับ   มารีย์ หลุยส์ เทแซส เดอ แซนแทร์ (Marie Louise Thérèse de Senneterre)  ทั้งคู่อยู่ด้วยกันถึง 2 ปีเต็มก่อนที่มารีย์จะล้มป่วยและเสียชีวิต ดูเหมือนว่ารักครั้งนี้จะลึกซึ้งกว่าครั้งไหน ๆ เมื่อมารีย์จากไป จูลี่ก็โศกเศร้าอย่างหนัก หยุดร้องเพลง หยุดฟันดาบ และอาศัยสำนักแม่ชีเป็นที่พึ่งพิงไปจนกระทั่งเสียชีวิตในวัย 33 ปี 

    จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่มีคนรู้ว่าหลุมศพเธออยู่ที่ไหน

    33 ปีนี้เป็นระยะเวลาที่สั้นมาก แต่คงพูดไม่ได้ว่ายังใช้ไม่คุ้ม บางคนลงความเห็นว่าเธอเป็นนักแสดงโอเปร่าที่ถือดาบอย่างแท้จริง ชีวิตของเธอก็เหมือนกับละครโอเปร่าดี ๆ นี่เอง 

  • อื่น ๆ 
    - มีวีรกรรมหนึ่งที่ดังเหมือนกันแต่ไม่มั่นใจลำดับเวลาเลยไม่ได้ใส่ลงไป คือเธอเคยจัดการกับเพื่อนนักแสดงผู้ชายคนหนึ่งที่มาลวนลามเหล่านักร้องผู้หญิง โดยท้าเขาดวล แต่เขาไม่ดวลด้วย เธอเลยไปต่อยตีกับเขาหลังไมค์ แล้วขโมยนาฬิกาเขามา

    ในภายหลังเพื่อน ๆ ของผู้ชายคนนั้นถามว่าหน้าไปโดนอะไรมา เขาบอกว่าโดน กลุ่มโจร ทำร้ายมา จูลี่เลยชูนาฬิกาของเขาที่เธอขโมยขึ้นมา แล้วบอกทุกคนว่าเขาโดนผู้หญิงซ้อม โทษฐานลวนลามผู้หญิงไปเรื่อย

    หนังสืออ่านเพิ่มเติม

    มีนิยายทีไ่ด้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตจูลี่หลายเล่มอยู่นะคะ (นิยายนะ ไม่ใช่ชีวประวัติแต่อย่างใด) เช่น



    Goddess 
    เขียนโดย Kelly Gardiner ภาพจาก Goodread
    เล่มนี้เป็นนิยายที่ค่อนข้างเล่าเรื่องตามชีวประวัติค่ะ

    Mademoiselle de Maupin
    เขียนโดย Théophile Gautier, Helen Constantine (Translator), ภาพจาก Goodread
    เป็นประมาณนิยายที่เกี่ยวกับเรื่องความรักเลยค่ะ โดยใช้ตัวละครของจูลี่ กับหลุยส์ อัลเบิร์ต(คนที่เธอฟันจนบาดเจ็บ แล้วตามไปเยี่ยมไข้(Technicallyฟันอีกที)จนได้มาเป็นแฟน งง ) ภาพรวมคือจูลี่พบรักกับหลุยส์ แล้วก็ไปพบรักกับสาวของหลุยส์อีกที 

    Notes (Personal Takes/etc) 
    - เรื่องน่าสนใจคือเหมือนเคยได้ยินว่าไม่แปลกเลยที่คนเคร่งศาสนาจะไม่ยินดีกับศาสนจักร เพราะสำหรับหลายคน ศาสนา ไม่เท่ากับ ศาสนจักร 

    - จริง ๆ ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องฝั่งเอเชียบ้าง แต่เนื่องจากอยากได้เวลารวบรวมเพิ่มอีกหน่อย เลยเขียนลงวันนี้ไม่ทัน ไม่รู้เหมือนกันว่ากว่าจะถึงครั้งหน้าจะได้หัวข้อที่เล่าได้ประมาณหนึ่งไหม ถ้าใครมีหัวข้อที่สนใจเกี่ยวกับ LGBTQ++ ฝั่งเอเชีย จะแบ่งปันก็จะยินดีมากเลยค่ะ 
  • References
    Badass of The Week. (n.d.). Badass of the Week: Julie D'Aubigny, La Maupin. Retrieved from http://www.badassoftheweek.com/lamaupin.html

    Charleston, L. J. (2019, March 3). The wild life of sword fighting bisexual Julie D'Aubigny. Retrieved from https://www.news.com.au/lifestyle/real-life/true-stories/the-wild-life-of-17th-century-sword-fighting-bisexual-opera-singer-julie-daubigny/news-story/bb4f3f32c4058a32c8d3632d746919c3

    Extra History. (2018, October 13). Julie d'Aubigny - Duelist, Singer, Radical - Extra History [Video file]. Retrieved from https://www.youtube.com/watch?v=6QaBYLAOaSY

    Gardiener, K. (2016, May 8). The real life of Julie d’Aubigny. Retrieved from https://kellygardiner.com/fiction/books/goddess/the-real-life-of-julie-daubigny/

    Julie D'Aubigny and Dueling Scars: Citation Needed 6x04 [Video file]. (2017, June 22). Retrieved from https://www.youtube.com/watch?v=qFL_JAkWZy8

    Julie d'Aubigny. (2005, June 30). Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Julie_d%27Aubigny
    ภาพหน้าปก : ทำจากcanva

    พบข้อผิดพลาดในการแปล ถอดความ ถอดเสียง หรือต้องการติดต่ออื่น ๆ สามารถติดต่อได้ทาง
    twt @rainbowflick17

    ขอบคุณค่า 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Tawan Samaporn (@fb8970629737970)
ชอบอ่านมากเลยค่ะ คุณเรียบเรียงเนื้อหาได้ดีมากเลย💗💗💗