เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
ความเรียงล้านแปดOrraphansilp
แปลงวรรณคดี : อีกมุมหนึ่งของลำหับ
  •           เทอมที่แล้วเรียนวิชา "การเขียนเชิงสร้างสรรค์" ซึ่งเป็นวิชาเลือกของเอกภาษาไทย อาจารย์มอบหมายชิ้นหนึ่ง จะว่าง่ายก็ง่าย (สำหรับคนชอบคิดจินตนาการและขีดเขียน) จะว่ายากก็ยาก (สำหรับคนไม่ชอบอ่านและไม่ชอบเขียน) เพราะว่างานชิ้นนี้นักศึกษาจะต้องอ่านวรรณคดีและรู้เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างดีจึงจะสามารถแปลงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครใดตัวละครหนึ่งให้เป็นไปตามใจนึก โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามเปลี่ยนแปลงโครงเรื่องหรือบิดเบือนจากของเดิม ตอนจบของวรรณคดีเป็นเช่นไรก็ให้คงอยู่เช่นนั้น เราจึงนั่งนึกนอนนึกอยู่นานว่ามีวรรณคดีเรื่องไหนบ้างที่ไม่ยาวมากนักพอจะอ่านตั้งแต่ต้นจนจบได้ในเวลาแค่วันสองวัน หวยจึงไปออกที่วรรณคดีเรื่อง "เงาะป่า" ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื้อเรื่องที่แปลงจึงมีดังนี้

     ลำหับ : กอดันเมืองใต้

              “หญิงใดไม่ร่านในรัก หญิงนั้นมักไม่มีผัว”

              ถ้อยคำที่แม่เฝ้าบอกลำหับทุกเช้าค่ำ ทำให้ลำหับจำฝังใจตลอดมา ตั้งแต่แตกเนื้อสาวจนบัดนี้อายุได้ ๑๘ ปี แต่ก็หามีชายใดมาชอบพอสู่ขอกับพ่อแม่นางไม่ นางรอแล้วรอเล่าด้วยความเปล่าเปลี่ยวใจสุดบรรยาย แต่ละวันที่ผันผ่านนางจึงทำได้เพียงเดินเก็บดอกไม้ตามป่าเขา ดูไม้ไผ่กับคนังยิงนกยิงค่างบ้าง ไปเล่นน้ำตกกับเพื่อเงาะรุ่นราวคราวเดียวกันบ้าง เพื่อที่ว่าหุ่นอรชรอ้อนแอ้นและดวงหน้าอันดำเนียนหมดจดของนางจะไปต้องตาต้องใจหนุ่มเงาะรูปงามสักคน แต่นางก็ไม่เคยรู้ตัวเลยว่า ทุกอิริยาบทของนางมีสายตาของซมพลาคอยวนเวียนจ้องมองด้วยความรักอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

              วันหนึ่งลำหับออกไปเที่ยวเล่นกับไม้ไผ่ตามปกติ ส่วนพ่อแม่ของนางก็กำลังต้อนรับแขก คือ        ยอปานพ่อของฮเนาซึ่งได้มาว่ากล่าวสู่ขอลำหับไปเป็นศรีภรรยาแก่ฮเนา พ่อแม่ของลำหับเห็นว่า ฮเนาเป็นเงาะรูปหล่อ ร่างกายแข็งแรง น่าจะเลี้ยงดูลูกสาวของตนได้ดี อีกทั้งลำหับเองก็ยังมิได้ปลงใจรักชายใด จึงตกลงนัดแนะวันแต่งงานกับยอปาน ครั้นลำหับกลับถึงบ้านในตอนเย็นและทราบข่าวว่าพ่อแม่ยกตนให้ฮเนาก็ต่อว่าแม่ทันที

              เหตุใดไม่ยอมไต่ถาม      ถึงความสมัครรักใคร่
    แม้นลูกมิได้รักใคร                    แต่คลุมถุงใช่จะดี

    แม่ของนางจึงปลอบประโลมลูกสาวซึ่งรักดั่งแก้วตาดวงใจว่า

              ลูกรักจงฟังแม่ก่อน         อย่าร้อนไปเลยโฉมศรี
    อายุเจ้าเข้าสิบแปดปี                เร่งแต่งแหละดีอย่ารอ

    ธรรมเนียมเงาะเราเขาว่า        สิบห้าควรแต่งแล้วหนอ
    สิบแปดลูกเต้าเคลียคลอ          แล้วเจ้าจักรอสิ่งใด


              ลำหับจึงจนแก่ถ้อยความไม่ได้ซักถามอะไรอีก เพราะเพื่อนเงาะของนางต่างก็มีลูกกันหมดแล้ว นางเองขืนไม่แต่งกับฮเนาชาวบ้านก็จะนินทาเอาได้ นางจึงยอมรับและเตรียมตัวเข้าพิธีวิวาห์โดยดี
    แต่พอวันรุ่งขึ้น ไม้ไผ่กลับนำสารรักจากซมพลามาให้นาง เมื่ออ่านจบนางก็ปั่นป่วนรัญจวนใจคิดหาหนทางที่จะได้ออกไปเจอซมพลา ประจวบเหมาะกับที่ไม้ไผ่บอกว่าในป่ามีดอกไม้เพิ่งออกดอกเต็มไปหมด นางจึงสบโอกาสบอกไม้ไผ่ว่า พรุ่งนี้จะไปเก็บดอกไม้และขุดเผือกขุดมัน พอรุ่งเช้านางจึงแยกกับไม้ไผ่ไปเก็บดอกไม้ป่า นางรู้ตัวว่าซมพลาจ้องมองนางตลอดเวลาแต่นางก็ทำไม่รู้ไม่ชี้เสีย คงเดินเก็บดอกไม้เรื่อยไปและเจาะจงไปในที่ที่งูชุมเป็นพิเศษเพื่อที่ว่าจะได้แกล้งกรีดร้องทำทีเป็นว่าถูกงูกัดแล้วซมพลาจะได้มาช่วยนาง

              แล้วก็เป็นไปตามคาด นางเห็นงูตัวหนึ่งเลื้อยพันกิ่งไม้อยู่ นางรู้ว่างูตัวนั้นไม่มีพิษจึงแกล้งกรีดร้องให้ซมพลาได้ยินแล้วก็เอางูตัวนั้นมาพันแขนเสีย ครั้นซมพลามาถึงก็เห็นนางสลบไปแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบไล่งูนั้นไปและแก้ไขจนลำหับฟื้น

              เป็นไรไปบ้างนะเจ้า      งูเข้ากัดขบตรงไหน
    เจ้าฟื้นพี่ค่อยคลายใจ              หาไม่คงได้ตายตาม


    ข้างลำหับก็ขวยเขินนิดหน่อยพอเป็นพิธีแล้วจึงตอบซมพลาไปว่า

             ขอบคุณที่ช่วยชีวิต          ขอบคุณที่คิดไต่ถาม
    ขอบคุณในความพยายาม        ให้ข้าวาบหวามหัวใจ
    แต่เกิดจนเติบใหญ่มา              ตัวข้ามิเคยหวั่นไหว
    ถูกเนื้อต้องตัวชายใด               ให้ปั่นป่วนใจในรัก
    ครั้นเจอะซมพลาหน่อยเดียว    ใจเหี่ยวจึ่งได้ประจักษ์
    นี่แหละคู่แท้แน่นัก                   จะรักเจ้าจนวันตาย

              จากนั้นทั้งสองก็พร่ำฝากรักแก่กันพร้อมทั้งนัดแนะแผนการในวันแต่งงานที่ซมพลาจะมารับนางไปอยู่ด้วย ลำหับเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดซมพลา เนื้อต่อเนื้อแนบแน่นประสานกันก็ลืมนึกถึงศีลธรรมในข้อที่ว่านางกำลังจะเป็นภรรยาฮเนาในอีกไม่กี่วันหมดสิ้น ในหัวคิดแต่ว่าจะหนีไปอยู่กับซมพลาให้ได้ เพราะรักครั้งแรกไม่ว่าใครก็ยากที่จะลืมเลือน สัมผัสอันนุ่มนวลของซมพลาติดตาตรึงใจนางเสียแล้ว มธุรสวาจาที่   ซมพลากระซิบข้างหูก็เย้ายวนใจเสียนี่กระไร ยังจะอกกว้างที่นางเกิดมาเพิ่งจะเคยซบนั่นอีก ช่างให้ความรู้สึกอบอุ่นและนุ่มสบายยิ่งนัก แต่เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันก็ช่างน้อยนิดเหลือเกิน ดูสิ ฝูงลาเต๊าะตอเตียลส่งเสียงมาแต่ไกล เป็นสัญญาณว่ากำลังจะบินกลับรังในไม่ช้า แหงนมองท้องฟ้าหมู่ดาวก็เริ่มกะพริบ           วิบพราย คืนนี้ปะยงคงใกล้เต็มดวง อากาศเย็นชื้นๆ อยากจะนอนกอดซมพลาไปทั้งคืน คิดได้เท่านี้หูก็แว่วเสียงเรียกของไม้ไผ่ นางจึงต้องเอ่ยปากลาซมพลาทั้งที่ใจไม่อยากจะลาแม้แต่น้อย ไม่เป็นไร อดทนอีกนิดนะลำหับ ถึงวันแต่งงานเมื่อไหร่เมื่อนั้นซมพลาก็จะมารับไปอยู่ด้วยอย่างมีความสุขแล้ว อดทนอีกนิด
              เช้าวันแต่งงานลำหับได้เขียนจดหมายสั้นๆ เหน็บไว้ที่ผ้านุ่งเตรียมมอบให้ฮเนา เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

              ฮเนาเข้าใจข้าด้วย      โปรดช่วยยกโทษโกรธหาย
    ที่ข้าต้องเป็นตัวร้าย              ทิ้งเจ้าไปในครานี้
    ความรักบังคับไม่ได้              ทำใจเสียเถิดเจ้าพี่
    อย่าได้ตามติดชีวี                  น้องนี้ขอกราบวิงวอน

              ลำหับหวังจะมอบให้ฮเนาหลังจากเสร็จพิธีแต่งงาน แต่จดหมายเจ้ากรรมก็ดันหล่นหายไปไหนไม่รู้ หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ นั่นซมพลาด้อมๆ มองๆ อยู่ที่ซุ้มไม้ไกลๆ พลางทำสัญญาณมือว่าให้รีบหนีออกมาได้แล้ว ทำอย่างไรดีละ ช่างเถอะ ฮเนาคงเข้าใจ ก็ฉันรักซมพลานี่นา

              เรื่องที่แปลงจบลงแค่นี้ ก็เท่ากับว่า โครงเรื่องเดิมยังคงดำเนินต่อไป ลำหับหนีไปอยู่ถ้ำกับซมพลา ฮเนาตามไปพบ เกิดการต่อสู้กันขึ้น ลูกน้องของฮเนาเป่าลูกดอกมาถูกซมพลา ลำหับตามออกมา เห็นคนรักถูกฆ่าตาย จึงหยิบมีดมาแทงตัวตายตาม ฮเนารู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นและได้ฆ่าตัวตายตามคนทั้งสองไป ถือเป็นวรรณคดีรักโศกสามเศร้าที่เป็นอมตะอีกเรื่องหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ ๕ ที่ทรงร้อยเรียงถ้อยคำและเรื่องราวได้อย่างลึกซึ้งกินใจ สอดแทรกคำศัพท์อันเป็นศัพท์พื้นเมืองของก็อย (เงาะจำพวกหนึ่ง) ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมและประเพณีต่างๆ ของชนเผ่าเหล่านี้เพิ่มขึ้น

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in