Movie Review | ดูแล้วมาเล่าtortuewaii
[Review (มั้ง)] Beauty And The best | โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (7.5/10)



  • ในฐานะที่เราเป็นสาวกดีสนีย์ขั้นรุนแรง และเบลล์คือเจ้าหญิงยุคคลาสสิกที่เราชอบมากที่สุด แน่นอนอยู่แล้วว่าเราต้องไม่มีทางพลาดหนังเรื่องนี้แน่ๆ เพราะงั้นรีวิวนี้จะฝอยยาวค่ะ ยาวเท่ากับระดับความชอบและความผิดหวังที่เกิดขึ้นเลย

    จำได้เลยว่าตอนที่ได้เห็นทริลเลอร์ในโรงหนังครั้งแรก พอถึงฉากเต้นรำกับเพลง Beauty And The Beast  ความรู้สึกมันก็ตื้อไปหมดเลย แบบ... เฮ้ย! การ์ตูนที่รักมากๆ ได้กลายมาเป็นหนังแล้วอ่ะ เป็นคนจริงๆ แสดง รู้สึกปลื้มปริ่มอย่างบอกไม่ถูก TT^TT

    คิดว่าแทบทุกคนน่าจะเคยได้ดูการ์ตูนมาก่อนแล้วทั้งนั้น แต่จะเล่าถึงเรื่องคร่าวๆ ไว้หน่อยแล้วกันเผื่อว่าใครจะยังไม่เคยดู (เหมือนพี่ที่ออฟฟิศเรา)

    มีเจ้าชายคนหนึ่งที่ไม่มีความรักในหัวใจไล่หญิงชราที่มาขอหลบพายุพร้อมกับให้ดอกกุหลาบเป็นการตอบแทนไปให้พ้นๆ แต่ผลปรากฏว่าหญิงชราคนนั้นคือนางฟ้าที่แปลงกายมาและกุหลาบดอกนั้นก็คือกุหลาบวิเศษ เจ้าชายจึงถูกสาปให้กลายเป็นอสูร รวมถึงข้าราชบริพารในวังทั้งหมดด้วย เจ้าชายต้องเรียนรู้ที่จะรักคนให้เป็นก่อนที่กุหลาบกลีบสุดท้ายจะร่วงหล่นลง ไม่อย่างนั้นก็จะต้องกลายเป็นอสูรไปตลอดกาล 

    วันหนึ่งมีชายแก่คนหนึ่งหลงทางอยู่ในป่าไปและไปเจอปราสาทของเจ้าชายเข้า จึงเข้าไปหลบฝนแต่ก็โดนเจ้าชายในคราบอสูรจับตัวเอาไว้เป็นนักโทษ เบลล์ลูกสาวของชายคนนั้นก็ออกตามหาและอาสาขอเป็นนักโทษเองเพื่อแลกกับการปล่อยพ่อของเธอไป เหล่าบรรดาข้าราชบริพารทั้งหลายที่โดนสาปให้กลายเป็นข้าวของเครื่องใช้จึงเห็นว่านี่อาจจะเป็นโอกาสอันดีในการลบล้างคำสาปก็ได้ เพราะเบลล์นี่แหละ อาจจะทำให้เจ้าชายอสูรได้รู้จักกับความรักสักที

    นั่นแหละค่ะ สรุปสั้นๆ ตามเวอร์ชั่นการ์ตูน จริงๆ เรามีเรื่องจะพูดถึงหนังเรื่องนี้เยอะมากๆ แต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงถึงจะไม่สปอยเนื้อหาออกมา ก็เลยกลั้นใจกัดลิ้นเอาไว้ดีกว่า จะได้ไม่เผลอพิมพ์อะไรลงไปให้เป็นการเสียอรรถรสเพราะตัวหนังมีการตีความเนื้อหาใหม่ (อยู่บ้าง) แล้วก็ใส่รายละเอียด+เรื่องราวต่างๆ เพิ่มเข้าไปแบบที่ในการ์ตูนไม่มี แต่ถ้าเป็นฉากที่ในการ์ตูนมันมีอยู่แล้ว เราจะขอพูดถึงหน่อยก็แล้วกันค่ะ

    ในเวอร์ชั่นการ์ตูน เบลล์จะเป็นหญิงสาวที่สวย ฉลาดหลักแหลมแต่ชาวบ้านจะมองว่าเพี้ยนเพราะชอบอ่านหนังสือ ส่วนมอริซผู้เป็นพ่อก็เป็นนักประดิษฐ์ที่ถูกมองว่าเพี้ยนไม่ต่างกัน แต่ในเวอร์ชั่นหนัง เบลล์ (รับบทโดยเอ็มม่า วัตสัน) จะเป็นนักประดิษฐ์ ส่วนมอริซ (รับบทโดยเควิน ไคลน์) เป็นนักทำกล่องดนตรี ซึ่งทางทีมงานให้เหตุผลว่ามันช่วยเพิ่มที่มาที่ไปว่าทำไมเบลล์ถึงเข้ากับคนอื่นในหมู่บ้านไม่ได้และทำไมเธอถึงได้มีเวลาว่างอ่านหนังสือมากนัก เป็นการวางภูมิหลังของตัวละครใหม่เพื่อเพิ่มมิติเข้าไป

    ภูมิหลังที่ปรับแบบพลิกโคตรๆ อีกอย่างหนึ่งเลยคือตัวของอสูร ในการ์ตูนอสูรจะอ่านหนังสือไม่ออก เพราะงั้นเลยจะมีฉากที่เบลล์สอนให้อสูรหัดอ่านหนังสือ แต่สำหรับเวอร์ชั่นหนังแล้ว อสูร (รับบทโดยแดน สตีเวน) เป็นได้รับการศึกษามาอย่างดีมากและมีความรู้เรื่องต่างๆ ดีเลยทีเดียว เลยจะได้เห็นทั้งคู่อ่านหนังสือด้วยกันแทน

    ส่วนทางด้านตัวละครอื่นๆ ก็มีปรับบทกันเล็กน้อยด้วยเหมือนกัน อย่างแกสตองเอง ในเวอร์ชั่นการ์ตูนจะเป็นนายพรานผู้แสนจะเก่งกาจโดยมีเลอฟูเป็นลูกไล่ที่คอยอวยลูกพี่อยู่ตลอดเวลา แต่ในหนัง แกสตอง (รับบทโดยลุค เอแวนส์) จะเป็นนายกองทหาร ส่วนเลอฟู (รับบทโดยจอช แก็ด) จะออกแนวเพื่อนกันมากกว่าที่จะเป็นลูกไล่ของแท้แบบในการ์ตูน

    ทีนี้มาว่ากันถึงเรื่องเพลงกันบ้าง ด้วยความดีสนีย์แล้ว ยังไงก็ต้องมีเพลงประกอบอยู่ในตัวหนัง มีทั้งเพลงที่เป็น Original Soundtrack จากเวอร์ชั่นการ์ตูนที่เอามา rearrange กันใหม่ แล้วก็เพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่เลย เพลงที่เป็น Original ก็จะอยู่กับฉากที่ "ต้องมี" เป็นเรื่องที่ถูกต้องค่ะ เพราะถ้าไม่มีคงเฟลมากๆ แต่เพลงที่แต่งใหม่เพื่อใส่ไว้กับฉากใหม่เนี่ย... บางฉากบางเพลงที่เพิ่มเข้ามาอ่ะ ไม่ต้องมีก็ได้ มันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกอิน มันตลก ดูแล้วก็รู้สึกว่า "อะไรวะ???" 

    แต่เรื่องหนึ่งที่เราชอบคือการที่หนังพยายามจะคงภาพและมุมกล้องของความเป็นการ์ตูนเอาไว้ในฉากหลักๆ และฉากที่มีเพลงประกอบ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่านี่เป็นการ์ตูนเรื่องโปรดของเรา ชอบมากขนาดร้องตามได้ทุกเพลง) เพราะงั้นเราจะยึดติดกับต้นฉบับมากๆ และรอที่จะให้ถึงฉากที่มีเพลงประกอบอยู่ตลอด

    ฉากที่ชอบมากที่สุดของหนังคือตอนเปิดตัวหมู่บ้านกับเพลง Belle (ชอบกว่าฉากเต้นรำอีก) เปิดได้ดีมาก ปังและประทับใจ พอเห็นแล้วภาพในการ์ตูนก็ผุดเข้ามาในหัวเลย ถึงแม้จะมีการ rearrange เพลงหรือว่าปรับลด/เพิ่มฉากหรือบทสนทนาระหว่างเพลงอยู่บ้างแต่เราก็ไม่มายค่ะ ถ้าปรับแล้วมันออกมาดี ซึ่งหนังก็ทำได้ดี ตรงนี้เราก็พอใจ

    เพลง Gaston กับฉากในร้านเหล้าก็ทำได้ดีเหมือนกัน Be Our Guest / Beauty And The Beast จัดว่าโอเค แต่ที่แอบผิดหวังคือ Something There เพราะในการ์ตูนตอนช่วงเพลงนี้อสูรกับเบลล์น่ารักมากๆ เห็นได้ถึงความรู้สึกที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปและมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในใจของแต่ละคนสมกับชื่อเพลง แต่ในหนังยังทำได้ไม่ถึงอ่ะ มันก็มีเห็นๆ อยู่บ้าง แต่มันเรียบแล้วก็ธรรมดาไป ไม่มุ้งมิ้งเอาซะเลย เซ็ง -3-

    ในหนังนอกจากจะมีกุหลาบวิเศษที่เป็นตัวชี้ชะตาของอสูรกับกระจกวิเศษที่สามารถเอาไว้เรียกมองดูใครก็ได้แล้ว ยังมีไอเท็มอีกอย่างเพิ่มเข้ามาด้วยซึ่งเราจะไม่บอกว่ามันคืออะไร แต่ใบ้ให้นิดๆ ว่าเขาใส่มาเพื่อให้เราได้รู้จักเบลล์มากขึ้นค่ะ


    ** ทีนี้ เราจะขอพูดถึงฉากๆ หนึ่งในหนังซึ่งมีอยู่แล้วในการ์ตูนเพราะอัดอั้นตันใจมาก แต่บางคนอาจจะถือว่าเป็นสปอย ใครไม่อยากรู้ เลื่อนข้ามไปได้เลยหนึ่งย่อหน้าสั้นๆ ค่ะ เราจะทำเป็นตัวเล็กไว้ให้ **

    รวมๆ แล้วเราค่อนข้างโอเคหมดค่ะ เว้นอยู่ฉากเดียวคือฉากที่อสูรตัดสินใจปล่อยเบลล์ให้กลับไปหาพ่อ คือมันควรที่จะมียึกยักอึกอักลังเลกันบ้าง ควรที่จะแบบ... "ฉันควรจะทำยังไงดี ควรจะปล่อยเธอไปดีรึเปล่า" เพราะนี่มันคือโอกาสสุดท้ายแล้วอ่ะ โอกาสสุดท้ายที่จะได้ทำลายคำสาปแล้วกลับมาเป็นคนหรือว่าต้องติดอยู่ในร่างอสูรนี้ไปตลอดกาล คือมัน It's your last chance, you know! แต่นี่คือแบบ... "อ๋อ พ่อเธอกำลังแย่เหรอ อืม งั้นเธอไปเถอะ ฉันให้อิสระเธอ" พอปล่อยเขาไปแล้วก็มาร้องเพลงคร่ำครวญงี้ โคตรจะไม่อิน แล้วก็โคตรจะไม่ซื้อด้วย มันควรจะพีคกว่านี้ ทั้งที่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญแท้ๆ แต่ก็ปล่อยไปง่ายๆ เซ็งจนไม่รู้จะเซ็งยังไง ว้อยยยยย!!! *ทุ่มโต๊ะ*




    ส่วนทางด้านนักแสดง แดน สตีเวนเป็นอสูรที่น่ารักดีนะ ตอนที่เห็นรูปครั้งแรกเรารู้สึกว่าอสูรไม่หล่อเอาซะเลย หน้าแบนๆ บอกไม่ถูก อสูรในเวอร์ชั่นการ์ตูนยังพอจะมีเค้าความหล่อความดูดีให้ได้เห็นกันบ้าง แต่พอได้มาดูหนังแล้ว ก็รู้สึกว่า เอ้อ! น่ารักอ่ะ ถึงลุคจะป่าเถื่อนน่ากลัว แต่เราก็ได้เห็นความน่ารักที่ซ่อนอยู่ข้างใน ลุค เอแวนส์เองก็เป็นแกสตองได้สมกับแกสตองมาก มั่นหน้าหลงตัวเองเป็นที่หนึ่ง ซึ่งถือว่าผ่านค่ะ ชอบ แต่คนที่ไม่ผ่านนี่สิ.... ไม่อยากจะพูดคำนี้เลย แต่สำหรับเราแล้ว เอ็มม่า วัตสันยังทำได้ไม่ดีพอ เขาเป็นเบลล์ที่สวยมากกกกกกก แต่เรื่องการแสดงเนี่ย... มันไม่ได้เรียกว่าแข็ง แต่เราก็บอกไม่ถูกไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เรารู้สึกว่าการแสดงของเอ็มม่ามันแปลกๆ เราดูแล้วเราไม่อินอ่ะ เหมือนมันไม่สุดเท่าที่ควร

    ความจริงแล้วเราชอบเอ็มม่า วัตสันนะ เป็นผู้หญิงที่สวย ฉลาด เก่ง มีสมอง มีความคิด เป็นผู้หญิงที่ทำให้เราซึ่งเคยเหม็นขี้หน้ามาก่อนเพราะรู้สึกว่าหน้านางร้ายเลยไม่ถูกจริตยังต้องยอมแพ้ในความสามารถและยอมรับในตัวนางจากใจจริง เราชอบที่นางมีบทบาทในองค์กรระดับโลกต่างๆ Speech ที่พูดที่ UN เรื่องสิทธิสตรีกับความไม่เท่าเทียมนี่ได้ใจเรามากๆ เราชอบเอ็มม่า วัตสันในฐานะนั้น... แต่ไม่ใช่ในฐานะนักแสดง

    ท้ายสุดที่เราอยากจะติมากๆ แบบไม่อยากจะให้อภัยคือการที่ซับไตเติ้ลสะกด "แกสตอง" เป็น "แก๊สตอง" "มาดมัวแซล" เป็น "ม้าดมัวแซล" และยังไม่นับรวมถึงที่แปลผิดอีกนะ ใช้สรรพนามผิด/สลับกัน แปลงงๆ บางที่งงจนเราไม่รู้ว่าที่งงนี่เพราะซับหรือเพราะง่วงกันแน่ คนแปลทำงานไม่ละเอียดแล้ว แต่คน QC นี่ไม่ละเอียดยิ่งกว่า อันนี้ไม่โอเคจริงจังมากค่ะ โกรธ!!

    สรุปสั้น Beauty And The Best เปิดเรื่องมาประทับใจ แต่ช่วงท้ายๆ เนือยๆ ยานๆ บอกไม่ถูก แถมฉากตอนท้ายสุดๆ ก็ตีความต่างออกไปจากในการ์ตูนด้วย (นิดนึง) อ้อ! มีหนึ่งตัวละครที่ได้รับบทเพิ่มเป็นพิเศษด้วยนะ แต่จะไม่บอกหรอกว่าใคร ไปดูเอาเอง

    สรุปสั้นกว่า Beauty And The Best เวอร์ชั่นคนแสดง 2017 สร้างความประทับใจได้ไม่เท่าเวอร์ชั่นการ์ตูนปี 1991 ค่ะ จบ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in