#wirunfica week before valentine
The Word I’ve Been Waiting For (UshiOi / Haikyuu)
  • Fan Fiction Haikyuu!!

    Ushijima Wakatoshi x Oikawa Tooru








    The Word I’ve Been Waiting For.









    “โออิคาวะ จะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไปถึงเมื่อไหร่”



    อิวาอิสึมิหันมาทำเสียงห้วนใส่เขา ขณะจ้องมือถือในมือที่เขาเพิ่งกดส่งข้อความไป



    โออิคาวะ โทโอรุ หันมาทำหน้าไร้เดียงสาใส่เพื่อนสนิท ที่เลิกสนใจแบบฝึกหัดวิชาภาษาอังกฤษในมือและตั้งท่าจะซักฟอกเขาให้ถึงที่สุด ก่อนเอ่ย “หมายถึงเรื่องอะไรเหรอ อิวะจัง”



    “นายอาจจะหลอกอุชิจิมะได้ แต่หลอกฉันไม่ได้เว้ย”



    ไม่ว่าเปล่า เอาหนังสือฟาดหัวเขาอีกทีเป็นการยืนยันคำพูด โออิคาวะแอบเบ้หน้า นึกเสียดายที่เมื่อครู่อาจารย์ไม่เห็นฉากทำร้ายร่างกายด้วยตำราเรียนของคนข้าง ๆ เขา



    “ฉันรู้ว่านายรู้... ว่าอุชิจิมะคิดอะไรกับนาย”



    “เขาไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย อิวะจังอย่าไปตัดสินแทนเขาเลยน่า...”



    เขาจงใจพูดกวนประสาทอิวะจัง เพราะอาจารย์หันหน้ามาทางนี้พอดี แต่อีกฝ่ายดันเตะแข้งเขาเต็มแรงอยู่ใต้โต๊ะ ความเจ็บแล่นจี๊ดขึ้นมาจนน้ำตาเล็ด โออิคาวะปั้นหน้านิ่งเฉยตอนที่อาจารย์เดินผ่านก่อนจะหันไปงอแงใส่เพื่อนสนิท



    “อิวะจังทำร้ายฉันทำไม!”



    “อย่ามาพูดเรื่องที่นายรู้เหตุผลดีอยู่แล้วจะได้ไหม มันน่าเตะกว่าเดิมอีก”



    “…ก็ได้ โอเค ฉันรู้ว่าอุชิวากะจังคิดยังไงกับฉัน โอเคไหม”



    ในที่สุดก็ยอมรับ อิวาอิสึมินึกอยากเขกกะโหลกคนข้าง ๆ อีกรอบ แต่เวลานี้ควรพูดเตือนสติก่อน “แล้วทั้งที่รู้นายก็ยังทำท่าทางเหมือนให้ความหวังหมอนั่นแบบนี้น่ะเหรอ?”



    “ให้ความหวังอะไร ฉันไปให้ความหวังใครตอนไหน”



    “…ไอ้คุณโออิคาวะ”



    เสียงนั้นแทบจะเรียกได้ว่ากัดฟันพูดแล้ว โออิคาวะเลิกแสร้งทำหน้าใสซื่อก่อนจะหันมายิ้มจาง ๆ ใส่โทรศัพท์มือถือที่เพิ่งมีข้อความเข้ามา



    “ดูหมอนั่นพิมพ์มาสิ ‘ถ้าให้ไปกับนายฉันว่างเสมอ’ อย่างนี้มันหมายความว่ายังไงกัน”



    “…ฉันไม่เข้าใจว่าประโยคนั้นนายตั้งใจถามหรือแค่เปรยกับตัวเอง”



    “เปรยกับตัวเองสิ นานขนาดนี้แล้วฉันก็ไม่โง่ขนาดที่ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”



    พอนึกย้อนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้แล้วโออิคาวะก็อดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้



    โออิคาวะ โทโอรุ รู้ดีว่า ตัวเองกำลังมีคนมา ‘ตกหลุมรัก’



    ไม่ต้องไปไล่เช็กตามรายการสิบข้อบ่งบอกอาการตกหลุมรักในนิตยสารวัยรุ่นเล่มใหม่ที่กำลังฮิตกันอะไรนั่น ของอย่างนี้ใช้สัญชาตญาณตัวเองสังเกตก็รู้ มีแค่พวกสมองช้าเท่านั้นแหละที่ค่อยมาทบทวนตัวเองทีหลังว่าตกลงตัวเองเป็นบ้าอะไร และแน่นอนว่าโออิคาวะผู้มีประสบการณ์เรื่องพวกนี้มามากย่อมเข้าใจเรื่องแบบนี้ได้อย่างรวดเร็ว



    สายตาของอุชิจิมะ วากะโทชิ คนนั้น เปลี่ยนไปเมื่อราว ๆ สามเดือนก่อน



    อีกครั้งที่เขาแพ้ให้กับชิราโทริซาวะ ความเศร้าเสียใจยังคงมีเหมือนเดิม ทุกครั้งเขาจะต้องถูกอุชิวากะจังมองลงมาจากที่สูงเหมือนกำลังหยามเหยียดกำลังอันน้อยนิดของเขา ...ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป สายตาคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างทำให้เขาสะดุดใจ ก่อนที่นัยน์ตาสีนิลนั้นจะอ่อนลง และเบือนจากไปเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณนกหวีดให้กลับไปเข้าแถว



    สายตาแบบนั้นมันอะไรกัน โออิคาวะตั้งคำถามกับตัวเองในทันที ก่อนจะเริ่มเข้าใจเมื่อผ่านไปประมาณสองอาทิตย์



    เขาพบอุชิจิมะบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ



    ตอนแรกแค่บังเอิญเจอกันตอนซื้อของ สักพักก็เจอกันแทบจะทุกที่ ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือหมอนั่นจงใจ ถ้าเป็นอย่างหลังก็เข้าข่ายสตอล์คเกอร์ชัด ๆ ...โออิคาวะมั่นใจว่าระยะทางจากชิราโทริซาวะมาแถวบ้านเขาไม่ได้ใกล้ขนาดนั้น แต่หมอนั่นก็เริ่มใช้ความบังเอิญนี้ให้เป็นประโยชน์ เริ่มมาส่งเขาบ้าง ตอนแรกก็แค่ส่งถึงสถานี สักพักก็ส่งไกลออกไปเรื่อย ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็มาส่งถึงหน้าบ้านแล้ว



    ใครที่ไหนมันจะบ้ามาส่งคนอื่นตั้งไกลขนาดนี้ เจตนาไม่บริสุทธิ์แน่ ๆ



    ถึงอย่างนั้น โออิคาวะกลับไล่เจ้าคนตัวสูงกว่าออกไปจากชีวิตไม่ได้สักที





    ทุกครั้งที่เจอหน้าเขา สายตาของอุชิจิมะจะอ่อนลงทันที



    เดิมทีเขาคิดว่านัยน์ตาสีนิลจะมีแต่ความแข็งกร้าวและความอยากเอาชนะ แต่หลัง ๆ มานี่มันอ่อนลง... อาจเรียกได้ว่าอ่อนโยน ทุกครั้งพอเจอสายตาแบบนี้มองมาก ๆ โออิคาวะก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองรู้สึกแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน



    ไหนจะท่าทางที่พยายามจะพูดจาดี ๆ กับเขาอีก ...หมอนั่นไม่เคยรู้มาก่อนแน่ ๆ ว่าเขาอคติกับอีกฝ่ายมากแค่ไหน จะพูดจาแบบไหนก็ชวนหงุดหงิดทั้งนั้น หลัง ๆ หมอนั่นเลยเลือกจะเงียบและเป็นผู้ฟังที่ดี ทำเอาเขารู้สึกสบายใจเกินไปทุกรอบเวลาอยู่ใกล้ ๆ



    ชักอันตรายแล้วสิ



    นอกจากนี้ ยิ่งเจอกันช่วงหลัง ๆ โออิคาวะแอบมองการแต่งตัวของอีกฝ่ายบ่อย ๆ ถึงเขาจะวิจารณ์ไปว่าเชย... แต่ก็นั่นแหละ เขาแค่ไม่อยากยอมรับว่าอุชิวากะจังในชุดไปรเวทที่รู้จักแต่งตัว สังเกตแฟชั่นคนรอบข้างบ้าง มันดูดีเกินไป



    ไม่รู้หรือไงว่าตัวเองก็เป็นจุดสนใจเหมือนกัน



    หรือเวลาที่เจอเขาแล้วคุยกัน อุชิจิมะมักจะพยายามเลี่ยงไม่สบตา หรือไม่ก็ทำตัวเหมือนไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหน... นายประหม่าอะไรนักหนาฮะ เขาอยากจะตะโกนถามออกไปแบบนั้น แต่เมื่อพิจารณาอากัปกริยาทุกอย่างและเข้าใจสาเหตุที่อีกฝ่ายเป็นแบบนี้เลยพูดไม่ออก



    ก็นี่มันท่าทางของคนที่แอบชอบใครสักคนไม่ใช่หรือไง



    และ... อืม เขาไม่ได้โง่ รู้อยู่แล้วล่ะว่าอุชิวากะจังท่าทางจะชอบเขา



    บ้าชะมัด โลกนี้มันเพี้ยนกันไปหมดแล้วหรือไง พวกเขาควรจะเกลียดกันไม่ใช่หรือไง ไหงกลายมาเป็นว่าอีกฝ่ายมาตกหลุมรักเขาเสียล่ะ การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นเพราะอะไร โออิคาวะขบคิดความเป็นไปได้และพบว่า ต่อให้คิดจนโลกแตกก็คิดไม่ออกหรอก เรื่องแบบนี้คนที่รู้น่าจะเป็นเจ้าตัวเองเท่านั้น



    หรือหมอนั่นอาจจะไม่รู้อะไรเลยก็ได้



    ตัวเขาเองก็ประหลาด ที่มาคอยจับสังเกตอีกฝ่ายอยู่เนี่ย



    บางทีตัวเขาเองก็... อาจจะรู้สึกดี ๆ กับเรื่องแบบนี้อยู่ก็ได้



    โออิคาวะกำลังรอสิ่งเดียวเท่านั้น





    วันอาทิตย์ปลายเดือนพฤศจิกายนที่อากาศเริ่มเย็นลงจนต้องใส่เสื้อกันหนาวสักสองชั้นให้ร่างกายพออุ่นขึ้นบ้าง



    โออิคาวะเดินฝ่าลมหนาวบาง ๆ ที่พัดปะทะหน้าออกจากสถานี ร้านกาแฟตรงหัวมุมคือจุดนัดพบของพวกเขา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเห็นคนตัวสูงกว่ายืนนิ่งอยู่หน้าร้าน ต้านลมหนาวเหมือนหน้าผา ท่าทางนิ่งเฉยจนคนที่แอบมองต้องพากันหลบสายตา แต่เมื่อเห็นเขา นัยน์ตาสีนิลก็อ่อนลงอีกครั้ง



    “โออิคาวะ”



    “อุชิวากะจัง” เขาพึมพำชื่ออีกฝ่ายตอบ แม้จะโดนขมวดคิ้วกลับมาแต่ก็ยังไม่สำนึก “เข้าไปในร้านกันเถอะ”



    โออิคาวะไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเวลาจะคุยกับใครสักคนถึงชอบนัดกันมานั่งร้านกาแฟ แต่พอเปิดประตูร้านเข้าไปพบกลิ่นหอมจาง ๆ ของเครื่องดื่มและขนมก็ทำให้ความอ่อนล้าคล้ายจะลอยออกจากร่างไปด้วย พวกเขาเลือกที่นั่งด้านในร้านที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว สั่งเครื่องดื่มอุ่น ๆ คนละแก้ว ควันสีขาวลอยลอยฟุ้งอยู่เหนือถ้วยชาจนโออิคาวะอดไม่ได้ที่จะเอามือไปอัง



    ความอุ่นปะทะกับฝ่ามือให้รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย



    “…นายหนาวมากเหรอ”



    อุชิจิมะถาม สายตาสงสัยที่จ้องมาทำให้เขานึกอยากขำ แต่ทำเพียงเบ้หน้าใส่



    “ใครจะยืนเป็นหุ่นเหมือนนายล่ะ ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับอากาศแบบนี้”



    “มันก็ไม่ได้หนาวขนาดนั้นนี่ เมื่อเช้าฉันก็ออกมาวิ่ง...”



    คำพูดพึมพำของคนขยันซ้อมทำให้โออิคาวะอดกลอกตาไม่ได้ เขาไม่ควรปล่อยให้บทสนทนาไหลไปเรื่อย



    “เอาล่ะ นายรู้ไหมว่าฉันเรียกนายออกมาวันนี้ทำไม”



    คนโดนถามเลิกคิ้ว “คิดอยู่เหมือนกัน แต่พอคิดไปคิดมาถึงความเป็นไปได้ก็ยิ่งคิดว่าไม่มีทางที่นายจะเรียกฉันออกมาด้วยเรื่องแบบที่ฉันคิดแน่ ๆ”



    “เรื่องแบบที่นายคิดมันคืออะไรกัน”



    อุชิจิมะเสหลบสายตาเขา ยกกาแฟขึ้นจิบ “...นายไม่อยากรู้หรอก”



    “นายไม่คิดบ้างหรือไงว่าฉันอาจจะคิดเหมือนนายก็ได้”



    ทันใดนั้นคนที่เพิ่งจิบกาแฟก็สำลักเครื่องดื่มในมือตนแทบจะในทันที โออิคาวะไม่กล้าจินตนาการถึงความร้อนที่ลวกลำคอของอีกฝ่าย โชคดีที่ไม่ได้หกเลอะเทอะ เขาเลื่อนทิชชู่บนโต๊ะให้พลางดึงบางแผ่นช่วยซับมือและหน้าของอุชิจิมะ



    “…เป็นอะไรไหมนั่น”



    “ไม่เป็นไร ขอบใจ”



    เอสแห่งชิราโทริซาวะปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ก่อนจะจ้องมาที่เขา “นายรู้หรือไงว่าฉันคิดอะไร”



    “…นายคิดว่าฉันโง่มากหรือไง อุชิวากะจัง”



    “อย่าเรียกฉันแบบนั้น”



    “ฉันจะเรียก ถ้านายไม่ชอบก็ไม่ต้องฟัง”



    อุชิจิมะทำหน้าสิ้นหวัง “ฉันจะกล้าพูดว่าไม่ชอบนายได้ยังไง”



    โออิคาวะหลุดยิ้มกับคำพูดนั้น “งั้นก็พูดสิว่าชอบฉัน”



    “…อะไรนะ?”



    คนตัวสูงกว่าชะงัก ขณะที่คนพูดท้าทายยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกรอบ ก่อนวางลงและเท้าคางมองอุชิจิมะด้วยรอยยิ้มและนัยน์ตาที่คนถูกจ้องนิยามว่า เจ้าเล่ห์ร้ายกาจแต่กลับน่าดูอย่างบอกไม่ถูก



    “ฉันเรียกนายมานี่เพราะอยากได้ยินคำ ๆ นั้นจากปากของนายนี่แหละ”



    “…ทำไม?”



    “บางที...” โออิคาวะเบือนนัยน์ตาสีน้ำตาลมองขอบถ้วยกาแฟของอีกคน “...อาจจะเพราะว่า ฉันเริ่มรู้สึกดี ๆ ขึ้นมาบ้างแล้วล่ะมั้ง”



    จากมุมนี้เขามองไม่เห็นสีหน้าของอุชิจิมะ แต่เห็นว่านิ้วมือที่จับหูกาแฟเกร็งขึ้นมาชั่วขณะจนเห็นเส้นเลือด ก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจ



    “นายนี่มัน...”



    “ฉันทำไมฮะ?”



    อุชิจิมะไม่ตอบ แต่คว้ามือขวาของเขาไปจับไว้ ก่อนจะยกมันแนบแก้มของตนอย่างช้า ๆ



    ความอบอุ่นจากอุ้งมือและผิวแก้มของอีกฝ่ายทำให้เสียงหัวใจเต้นรัวขึ้นมาทันที



    “…ทำอะไร”



    นานทีเดียวกว่าอุชิจิมะจะเอ่ยต่อ เด็กหนุ่มสัมผัสหลังมือของเขาด้วยริมฝีปากอย่างแผ่วเบา ไล่ไปตามข้อกระดูกอย่างบรรจง ทั้งที่นัยน์ตาสีเข้มไม่ได้ละออกจากใบหน้าเขาแม้แต่น้อย



    ไม่ต้องบอกก็รู้ ตอนนี้ใบหน้าของโออิคาวะคงแดงพอ ๆ กับหมวกของตุ๊กตาซานตาคลอสที่ประดับอยู่ในร้าน



    “…ฉันชอบนายมากจริง ๆ”



    “…”



    “ถึงนายไม่อยากได้ยินฉันก็จะพูด”



    โออิคาวะขมวดคิ้ว อยากดึงมือออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย แต่ความรู้นั้นดีเกินกว่าจะยอมทิ้งไป



    “…ไม่ได้บอกสักคำว่าไม่อยากได้ยิน”



    อุชิจิมะขยับยิ้มบาง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะเปลี่ยนมาสัมผัสปลายนิ้วของเขาอย่างเชื่องช้า มันชวนให้จั้กจี้ แต่ก็ชวนให้รู้สึกดีจนน่าหัวเราะ โออิคาวะทำเป็นไม่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นรัวของตัวเองแล้วเอ่ยต่อ



    “นายไม่อายคนอื่นหรือไง”



    “ไม่นี่”



    “…ฉันตกใจกับความหน้าทนของนายจริง ๆ นะ”



    “นายควรจะตกใจกับความอดทนตลอดหลายเดือนของฉันมากกว่า”



    ก็จริง



    แค่เห็นกริยาของอีกฝ่ายตอนนี้เขาก็พอรู้แล้วว่า อุชิจิมะทนมามากแค่ไหนตลอดหลายเดือน ความรู้สึกอยากสัมผัสชัดเจนออกมาผ่านการกระทำจนเขาไม่กล้าสู้สายตาอีกฝ่าย



    เหมือนกำลังเล่นกับเสืออยู่ไม่มีผิด สงสัยเขาจะโดนงาบเอาง่าย ๆ



    “ฉันพูดไปแล้ว แล้วนายล่ะ จะเอายังไงต่อ”



    โดนถามกลับบ้าง ส่วนคนถามก็ยังวุ่นวายกับเขาไม่เลิก



    “เอ่อ...” โออิคาวะคิดตามไม่ทันไปชั่วขณะ “...ฉันก็ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอกนะ”



    “แปลว่านายตกลงคบกับฉัน?”



    กัปตันแห่งอาโอบะโจไซนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ



    “…คบในฐานะไหน นายรู้ใช่ไหม”



    “เพื่อนกันเขาคงไม่มาทำแบบที่นายทำกับฉันหรอก สบายใจได้ ฉันฉลาด”



    อุชิจิมะหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะจูบข้อนิ้วนางของเขาอีกครั้งแล้วยอมปล่อย



    โออิคาวะรีบดึงมือตัวเองมากุมไว้ทันที พยายามไม่สนใจปลายประสาทที่สั่นน้อย ๆ ของตน



    “ตกลงกันแล้ว งั้นกลับเลยเถอะ”



    “ถึงฉันอยากจะรั้งนายไว้ต่อก็เถอะ แต่กลับเลยก็ได้ ฉันจะไปส่ง”



    โออิคาวะพึมพำ “ครั้งแรกเลยนะที่ฉันมีแฟนเป็นผู้ชาย”



    อุชิจิมะพูดกลับมา “ครั้งแรกเลยที่ฉันมีแฟน”



    ไม่รู้เพราะอะไร แต่โออิคาวะหลุดหัวเราะทั้งที่ใบหน้าแดงก่ำกับคำพูดนั้น







    FIN

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in