เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
K-Dramadadalassie
Tomorrow : ก่อนวันพรุ่งนี้ (2022)
  • * Warning *
    - อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนเล็กน้อย
    - ภายในบทความเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น


    ชื่อเรื่อง : Tomorrow 내일 (พรุ่งนี้)
    ช่องทางถูกลิขสิทธิ์ : Netflix
    จำนวนตอน : 16 ตอน
    นักแสดงนำ : คิมฮีซอน, โรอุน (SF9), อีซูฮยอก, ยูนจีอุน


    __________________________________________________

    TW: Suicide

    ดูจากโปสเตอร์แล้วอาจจะยังเดาทางไม่ออกกันอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นเราจะมาเรียกน้ำย่อยกันก่อนเข้าถึงความรู้สึกหลังจากได้ดูซีรีส์น้ำดีที่จะพาทุกคนไปตระหนักถึงการ 'มีชีวิตอยู่' กันค่ะ 

    Tomorrow (내일) เป็นซีรีส์แนว Drama-Fantasy จากช่อง MBC ค่ะ ตัวซีรีส์จะเล่าจากประเด็นสังคมต่าง ๆ ในเกาหลีที่ส่งผลต่อชีวิตของใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ Bully, Social Hater, ชนชั้น Privillage, การล่วงละเมิดทางเพศ รวมไปถึงความรุนแรงทั้งการกระทำ และคำพูด จนไม่สามารถแบกรับความรู้สึกเหล่านั้นได้อีก ซึ่งส่งผลไปถึง 'การพยายามจบชีวิตตัวเอง' หรือการพยายามฆ่าตัวตายนั่นเองค่ะ  

    แม้ซีรีส์จะเล่าถึงสถานการณ์อันแสนเจ็บปวดของผู้คนเป็นหลัก แต่ก็สอดแทรกแง่คิดของการ 'มีชีวิตอยู่' เพื่อให้ผู้คนเหล่านั้นได้พบกับตัวเองใน วันพรุ่งนี้ ได้ดีมาก ๆ เหมือนกันค่ะ

    อีกหนึ่งความพิเศษของซีรีส์เรื่องนี้คงไม่พ้นกับความแฟนตาซีที่เข้ากันได้อย่างตัว โดยตัวละครหลักของเรื่องจะเป็นยมทูต เมื่อพูดถึงยมทูต ทุกคนก็อาจจะนึกถึงผู้ที่จะมารับชีวิตเรากันใช่ไหมล่ะคะ แต่บอกเลยว่าสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ ยมทูตไม่ได้รับหน้าที่ในการนำทางผู้ที่เสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ 'ช่วยชีวิต' ผู้ที่กำลังคิดจะจบชีวิตตัวเองด้วยค่ะ

    เผื่อยังมีใครลังเลที่จะดูซีรีส์เรื่องนี้อยู่ ลองไปดูตัวอย่างกันก่อนดีกว่าค่ะ



    ทีมจัดการวิกฤต คือแผนกพิเศษในจูมาดึง ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อส่งยมทูตไปคอยช่วยเหลือมนุษย์ที่กำลังคิดสั้น และอยู่ในช่วงเวลาที่วิกฤตแล้วจริง ๆ ผ่านแอปพลิเคชันที่เรียกว่า Red Light หรือไฟฉุกเฉินสีแดงนั่นเองค่ะ เราว่าเขาเรียกแบบนี้เพราะต้องการใช้สีเป็นสัญญะเพื่อสื่อถึงความอันตรายด้วยเหมือนกันนะ

    เริ่มจากหัวหน้าทีมจัดการวิกฤต 'คูรยอน' (รับบทโดย คิมฮีซอน) ยมทูตที่ได้รับมอบหมายให้คอยช่วยเหลือมนุษย์ที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตายในวิกฤตต่าง ๆ ทั้งที่แท้จริงแล้วนั้นเธอไม่มีสิทธิ์จะได้ทำงานในจูมาดึงเลยด้วยซ้ำเพราะมาจาก 'นรก'  แต่ก็มีเหตุผลบางอย่างที่คูรยอนถูกเลือกให้ปฏิบัติหน้าที่นี้ เรียกได้ว่าคูรยอนเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างทีมจัดการวิกฤตเลยก็ว่าได้


    'อิมรยุงกู' (รับบทโดย ยูนจีอน) ผู้ช่วยคนสนิทของคูรยอน หนึ่งในสมาชิกของทีมจัดการวิกฤต ส่วนตัวเรารู้สึกว่าการมีรยุงกูในทีมเป็นการสร้างความ balance ได้ดีมาก เพราะเป็นคนอยู่ในกฎระเบียบของจูมาดึง คอยช่วยเบรกสมาชิกในทีมเวลาทำอะไรเกินกฎอยู่เสมอ (ถึงแม้จะมีช่วงที่ผู้ช่วยอิมปรอทแตกเหมือนกัน 555) โดยตัวอิมรยุงกูเองก็เป็นผู้ที่เดินทางมาจากนรกเช่นเดียวกัน และเขาเองก็มีเหตุผลบางอย่างในการทำงานอยู่ในทีมจัดการวิกฤต


    มาถึงสมาชิกคนสุดท้ายของทีมจัดการวิกฤตกันค่ะ 'ชเวจุนอุง' (รับบทโดย โรอุน SF9) ที่ต้องมาทำงานเป็นยมทูตในทีมจัดการวิกฤตด้วยความจำเป็น แต่จะเรียกว่าเป็นยมทูตแบบเต็มตัวก็ไม่ได้เพราะเป็นเพียงครึ่ง ๆ เท่านั้น ด้วยความสุดโต่งของเขาทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ต้องตกอยู่ในอาการโคม่า การทำงานให้กับจูมาดึงในช่วงเวลา 6 เดือนเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้เขาได้กลับไปใช้ชีวิตในโลกมนุษย์


    ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกว่าตัวละครจุนอุงเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขเรื่องราวต่าง ๆ ของซีรีส์เรื่องนี้เลยนะ ด้วยพื้นเพนิสัย และการกระทำที่ทำอะไรแบบสุดโต่งอยู่ตลอด ถึงแม้ว่าชีวิตเขาจะต้องพบเจอกับความผิดหวังมาตลอดแต่ก็ยังหาความสุขเล็ก ๆ ในแต่ละวันเพื่อใช้ชีวิตให้ถึงวันพรุ่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคนที่เหมาะกับทีมจัดการวิกฤตมาก ๆ

    อีกหนึ่งตัวละครที่สำคัญไม่แพ้กัน 'พัคจุงกิล' (รับบทโดย อีซูฮยอก) หัวหน้าทีมนำทาง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นผู้ไปรับวิญญาณของมนุษย์ที่เสียชีวิตแล้วเพื่อเดินทางมายังปรโลกนั่นเองค่ะ โดยหัวหน้าพัคจุงกิลเนี่ยจะเป็นคนที่ต่อต้านทีมจัดการวิกฤตมาก ๆ เพราะเจ้าตัวเกลียดความคิดการฆ่าตัวตายของมนุษย์ที่ไม่เห็นค่าชีวิตตัวเอง ก็เลยคอยขัดขวาง และทำทุกทางให้ทีมจัดการวิกฤตถูกยุบอยู่ตลอด 


    ขอแอบกระซิบอีกสักหน่อยว่าหัวหน้าทีมพัคจุงกิล กับหัวหน้าทีมคูรยอน มีความสัมพันธ์ในอดีตที่เป็นเบื้องหลังของเรื่องนี้เลยด้วยค่ะ


    _________________

    "ฉันต้องต่อสู้ และดิ้นรนมาตั้งเท่าไหร่ ฉันเองก็อยากมีชีวิต"

    _________________

    สำหรับซีรีส์เรื่องนี้เราว่าเขาสอดแทรกเมสเสจต่าง ๆ มาได้อย่างละเอียด และดีมากเลยนะ ถึงแม้ว่าตัวเนื้อเรื่องจะออกไปในโทนอ่อนไหว น่าหดหู่เพราะสถานการณ์ต่าง ๆ ในบางครั้ง แต่เราในฐานะคนดูเองกลับได้รับกำลังใจดี ๆ จากซีรีส์เรื่องนี้มามากเช่นเดียวกัน

    เทคนิกการเล่าของเขาจะแบ่งเป็นการเล่าผ่านสตอรี่ของแต่ละคนเป็นตอน ๆ ไป ประมาณว่า case by case โดยแต่ละเคสก็จะเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคมจริง ๆ เราชอบในจุดนี้มากนะที่เขาดึงประเด็นเหล่านี้มาใช้ในการเล่าเรื่อง เรารู้สึกว่ามันทำให้เส้นเรื่องคงที่ และมีเสน่ห์มาก ๆ สวนทางกับเรตติ้งเลย


    • เพราะชีวิตมีหนเดียว และมีเพียงเราเท่านั้นที่เป็นผู้ตัดสินใจ

    นอกจากซีรีส์จะตีแผ่ และสะท้อนสังคมในเกาหลีได้ดีแล้ว เรายังชอบที่เขาพูดถึงการใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุขแม้จะเป็นเพียงความสุขเล็ก ๆ ก็ตาม แค่ได้กินของอร่อย ได้ดูหนังที่ชอบ หรือแค่ได้ดูคลิปตลกสักคลิป ก็ถือเป็นการสร้างความสุขเล็ก ๆ ให้กับตัวเองแล้ว

    เราตระหนักได้ว่าบนโลกนี้มีอะไรอีกหลายอย่างที่รอให้เราไปเผชิญกับมันอยู่เหมือนกันหลังจากได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ เพราะชีวิตเป็นของเรา และมีแต่เราผู้เดียวเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินใจได้ว่าจะให้มันเดินไปทางไหน 



    ลึก ๆ แล้ว เราว่ามนุษย์ทุกคนล้วนโหยหาการมีชีวิตแม้จะอยู่ในจุดที่แทบจะไม่สามารถเข็นขึ้นมาได้แล้วก็ตาม ภายในเรื่องเราจะได้เห็นปัญหาในแง่มุมต่าง ๆ ของแต่ละคนว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร แล้วทำไมเขาถึงต้องตัดสินใจแบบนี้ ทั้งที่แท้จริงแล้วก็อยากจะมีชีวิตอยู่ใจจะขาด แต่ทำไมสังคมถึงต้องบีบบังคับให้เขาต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ จะมีความเห็นอกเห็นใจกันในฐานะของเพื่อนมนุษย์ไม่ได้เชียวหรือ


    _________________

    "สิ่งที่สามารถช่วยผู้คนได้ไม่ใช่พลังวิเศษ แต่เป็นน้ำหนักของคำพูด"

    _________________


    บนโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแต่การกระทำเท่านั้นที่เรียกว่าเป็นความรุนแรง แต่คำพูดเองก็เป็นความรุนแรงเช่นเดียวกัน ซึ่งตัวซีรีส์ถ่ายทอดเมสเสจนี้ออกมาได้ดีมาก ๆ บางครั้งแค่คำเดียวก็สามารถเป็นสิ่งที่ทำให้บางคนคิดสั้นได้ ในทางกลับกันคำ ๆ นั้นก็สามารถยื้อชีวิตของใครบางคนไว้ได้เช่นเดียวกัน



    ในฐานะคนดูนอกจากเราประทับใจเรื่องบทแล้ว องค์ประกอบศิลป์ภายในเรื่อง และโปรดักชันของซีรีส์ก็เป็นสิ่งที่เราประทับใจไม่แพ้กัน ด้วยความที่มันเป็นซีรีส์แนวแฟนตาซี แน่นอนว่าจะต้องมีฉากการใช้พลัง หรือหายตัวอยู่บ้าง ซึ่งตัวซีรีส์ทำออกมาได้สมูท และสวยงามมาก ๆ ทั้งในด้านของ CG และ SFX ฉากในเรื่องสวยมาก ดูน่าค้นหาในทุกตอนเลย


    _________________

    "ความล้มเหลวมีความหมายว่า.. ให้ลองใหม่นะ"

    _________________


    สรุปแล้วเรารู้สึกชอบ และตกตะกอนหลาย ๆ อย่างในซีรีส์เรื่องนี้เลยนะ ถึงแม้ว่าช่วงแรกจะจูนกันไม่ค่อยติดก็ตาม แต่พอเขาถึงช่วงตอน 4 เราก็สัมผัสได้เลยว่านี่คงจะเป็นซีรีส์อีกเรื่องที่เราประทับใจ และอยากชวนให้คนอื่นมาดูกันเยอะ ๆ

    อาจเพราะโทนของเรื่องที่ทำให้การเล่าเรื่องออกแนวเรียบ ๆ แบบเส้นตรง แต่มันมีอะไรเยอะกว่านั้นมาก เราหวังว่าหลาย ๆ คนที่กำลังท้อแท้กับชีวิตจะได้รับข้อคิด หรือเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ต่อจากซีรีส์เรื่องนี้ไปบ้างไม่มากก็น้อยเช่นเดียวกับเรานะ

    เพราะชีวิตเป็นของเรา และเราเป็นผู้เดียวที่จะสามารถตัดสินชีวิตของเราได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะพบเจอเรื่องราวเลวร้ายแค่ไหน หรือคำพูดอะไร ก็อย่าได้นำเรื่องเหล่านั้นมาตัดสินการใช้ชีวิตของเราเลยนะคะ มันอาจเป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่งที่พัดผ่านเข้ามา เพราะฉะนั้นในวันพรุ่งนี้หรือแม้ในสักวัน มันก็จะพัดผ่านออกไปราวกับสายลมเลย

    ขอให้ทุกคนหาความสุขเล็ก ๆ ของตัวเองในแต่ละวันเจอนะคะ เราเองก็จะพยายามหามันให้เจอเหมือนกัน ต่อให้จะเล็กแค่นิดเดียว เราก็จะหามันให้เจอให้ได้เลยค่ะ


    ______________

    แด่ทุกคนที่ตามหาความหวังของการมีอยู่ในวันพรุ่งนี้

    dadalassie.
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in