บิดามารดาของเออร์เนสต์ตั้งชื่อเขาว่าเออร์เนส เพราะท่านทั้งสองเป็นแฟนตัวยงของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันคนนั้น ตั้งแต่เขายังเล็ก บิดากับมารดาจะผลัดกันอ่าน
เดอะ ซัน ออลโซ ไรเซสให้เขาฟังซ้ำ ๆ ก่อนนอนทีละบท ทีละบท แทนที่จะเป็นนิทานอีสป เมื่อเขาโตพอจะตั้งคำถามว่าทำไม ท่านทั้งสองกลับตอบราวกับคนเสียสติ “ครั้งหนึ่ง โรเบิร์ต คอห์นเคยเป็นแชมป์มวยรุ่นมิดเดิลเวทของเมืองพรินซ์ตัน…” นั่นไงล่ะ เอาอีกแล้ว ประโยคแรก ณ หน้าแรกของบทแรกใน
เดอะ ซัน ออลโซ ไรเซส เมื่อไม่มีทางเลือก เออร์เนสต์จึงเดาเอาเองว่าพ่อแม่อยากให้เขาเป็นนักเขียน หรือไม่ก็นักมวย แต่เออร์เนสต์ไม่ชอบเขียนและแขยงการชกมวย สิ่งที่เขาชอบคือการปีนขึ้นไปดื่มเบียร์บนต้นซิคาร์มอร์เก่าแก่ใกล้ ๆ ทะเลสาบ บิดามารดาของเขาต่างกลัวความสูงทั้งคู่ แต่เออร์เนสต์ไม่กลัว
วินาทีที่ฝ่ามือและนิ้วเกือบทั้งสิบได้ทาบทับความตะปุ่มตะป่ำและความหยาบที่หากไม่ระวังจะขีดข่วนมือเราให้เป็นแผล เมื่อจมูกได้ดมกลิ่นไม้ธรรมชาติ กลิ่นแม่น้ำ และกลิ่นดิน —
กลิ่นของโลกนั้น เป็นช่วงเวลาที่เออร์เนสต์หลงใหลเป็นที่สุด ปีน…ปีนขึ้นไปอีก เด็กหนุ่มบอกตัวเอง ขาทั้งสองหนีบโคนต้นไม้แน่นเหมือนหวงแหน ฝ่ามือข้างหนึ่ง (มักเป็นมือซ้าย) ถือขวดเบียร์เย็นเฉียบไว้ด้วย ขณะที่มือข้างที่เหลือตะกุยตะกายตามหาส่วนปูดนูนของลำต้นซิคาร์มอร์
ปีน…ปีนขึ้นไป
สูง…สูงจับใจ
หากหนาวเหน็บ…ลมเย็นโหม
จงสร้างกระโจม…บนง่ามไม้!
ถุย! เออร์เนสต์ถุยน้ำลายลงพื้นทันทีที่รู้ตัวว่ากลอนไร้สาระกำลังก่อกำเนิดขึ้นอย่างเป็นอิสระในหัวสมองของตน และด้วยเหตุที่ว่าตอนนี้เขาปีนขึ้นมาได้สูงพอควร น้ำลายที่ผลิตออกมาจากปากจึงดิ่งลงพสุธาอย่างรวดเร็ว ตกกระทบผืนดินและคงกระเซ็นไปรอบข้างเล็กน้อย เช่นเดียวกับหยดน้ำบนกระป๋องเบียร์เย็นเฉียบที่ลาจากเขาไปทีละหยดสองหยด บางหยดก็ถึงพื้น บางหยดถูกกระแสลมลักพาตัว
เออร์เนสต์เจอง่ามไม้ที่เหมาะเจาะ ถูกต้อง และสมควรแล้ว เขาตะเกียกตะกายขึ้นไปนั่งและจัดท่าทางให้สบายก่อนเปิดฝากระป๋องเบียร์ ครั้นยกขึ้นดื่ม นิ้วของเขาเลอะดิน อึกแรกของเบียร์จึงมีรสดินติดมาด้วย รสของโลก และในเมื่อมนุษย์จำต้องมีโลก มันจึงเป็นรสของมนุษย์ด้วย เออร์เนสต์จิบเบียร์อย่างสราญรมย์
เมื่อมองโลกด้านล่างจากคาคบซิคาร์มอร์สูงนี้ เขาเห็นกลุ่มนักตกปลานั่งแกร่วริมทะเลสาบ ในมือถือเบ็ด ข้างตัวมีอุปกรณ์ครบครัน
แต่ร้องเพลงเสียงดังอย่างนั้นปลาจะเข้าใกล้หรอกรึ ไอ้พวกมนุษย์โง่ ถัดไปจากพวกที่มาตกปลา เขาเห็นเด็ก ๆ สามสี่คนกำลังร่อนจรวดกระดาษแข่งกันอยู่ทางทิศตะวันตก
ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ เออร์เนสต์หมุนคอไปอีก คราวนี้ตาดีเจอกลุ่มสาววัยรุ่นพร้อมตะกร้าปิกนิก จากข้างบน พวกเธอดูเหมือนแมลงหลากสี: บลอนด์ น้ำตาลบรูเน็ต และแดง ตัวจิ๋ว ง่ายต่อการบดขยี้ เหมือนที่พวกเราทุกคนชอบทำเวลาเห็นมดเดินขบวนบนโต๊ะกินอาหารในห้องครัว พวกเราเล็งเป้าหมาย ทาบนิ้วโป้ง (หรือนิ้วชี้) ลงกับโต๊ะ ส่งแรงมหาศาลเหมือนคับแค้นไปที่ปลายนิ้ว แล้วบดขยี้ ร่างกายพวกมดแหลกเหลว ขาหลุด หัวแบะ พวกเราไม่สน พวกเราสนเพียงกลิ่นเหม็นหึ่งติดปลายนิ้วที่ลำบากต้องไปล้างออก แต่ช่างมันปะไร มดสำคัญกับชีวิตเราเสียที่ไหน
เออร์เนสต์เกิดหิวขึ้นมา ในตะกร้าปิกนิกของพวกสาว ๆ เต็มไปด้วยเชอร์รี องุ่น พายผลไม้ คุกกี้ และไวน์แดง! เออร์เนสต์สงสัยว่าพวกเธอโตพอจะดื่มแอลกอฮอล์ได้ในทางกฎหมายแล้วจริงหรือ แต่หากตัดข้อกฎหมายออกไป เขาไม่สน ดูเขาซี ยังอุตริมานั่งกินเบียร์บนต้นไม้เก่าแก่ของชุมชนหลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็เถอะ ตะกร้าในมือแม่หนูข้างล่างนั่นมีแต่ของหวานน่ากิน ลมหอบกลิ่นหวลมาหาเออร์เนสต์ที่สูดจมูกตอบรับ
ฟื้ด... เขาสูดดมกลิ่นของมันเหมือนครั้งที่สูดดมเบียร์ครั้งแรก ของหวานทำให้เลือดลมของเขาสูบฉีดมาแต่ไหนแต่ไร หลายครั้งหลายหนที่ของหวานในตู้เย็นที่บ้านหมดเกลี้ยงเพราะถูกเขาสวาปาม อา…หิว หิวเหลือเกิน! อยากเขมือบเหลือเกิน! แต่กว่าเขาจะปีนลงจากง่ามต้นไม้ เวลานั้นพวกสาว ๆ ก็คงจากไปไกลสายตาเสียแล้ว
เพราะแบบนั้นเขาจึง
เออร์เนสต์รอให้ลมนิ่ง กระแสลมเป็นทั้งมิตรและศัตรูของเขา แต่หากเป็นร่างกายที่เล็กจ้อย บ่อยครั้งลมขัดขวางมากกว่าช่วยเหลือ นี่…นี่ไงล่ะ! ลมสงบแล้ว สงบนิ่ง ราบรื่นเหมือนคลื่นในผืนทะเล เออร์เนสต์เทเบียร์ที่เหลืออยู่ก้นกระป๋องลงบนง่ามไม้อย่างเร่งรีบ เบียร์สี่ห้าหยดรวมกันเป็นแอ่งเบียร์ คงมากพอแล้ว มากล้น ล้นเหลือ พอให้เจ้าพวกนี้ที่อาศัยบนต้นไม้ใหญ่อิ่มไปหลายวัน และเมื่อพอใจแล้ว กระป๋องเบียร์จึงถูกทิ้ง มันดิ่งลงพสุธาอย่างรวดเร็ว ตกกระทบผืนดินและส่งเสียงดังเคร๊ง!
และแล้วเขาจึง
เออร์เนสต์ ผู้ได้ชื่อมาจากเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ นักเขียนชาวอเมริกันชื่อดังไถลตัวลงมาจากง่ามไม้ ฟุ่บ! ไม่มีอาการกลัวหรือเกร็งตราบใดที่ลมสงบ เขาอยู่ในท่าทางที่สบายและเป็นตัวของตัวเองอย่างที่สุด ลำตัวเขาแทรกกลางผ่านกระแสลมนิ่งเป็นใจ สัมผัสได้ทันทีถึงคลื่นความสั่นสะเทือนจากแรงต้าน
ตกลงไป ร่วงหล่น ตกลงไป ร่วงหล่น ตกลงไป เออร์เนสต์รู้ดีว่าระยะทางขากลับจะรวดเร็วกว่าขาปีนขึ้นต้นไม้มาก แต่เขารู้ดีว่าจะไม่เจ็บปวด ไม่เจ็บแม้แต่นิดเดียว ร่างกายของเขาจะไม่อัดกับพื้นดินจนแหลกเหลว เขาจะลงพื้นอย่างนิ่มนวล เงียบเชียบ ไม่เกิดเสียงตุ๊บ ไม่มีเสียงกรี๊ด เพราะแบบนี้นี่เองเขาจึงไม่กลัวความสูง เขาคือเออร์เนสต์ผู้ไม่กลัว ไม่เหมือนบิดามารดาของเขา
อีกนิดเดียว อีกนิดเดียว อีกนิดเดียว อีกนิด…
ในที่สุดขาของเออร์เนสต์ก็แตะพื้น — ขายุ่บยั่บที่บางเฉียบดั่งเส้นผม — เขารู้สึกถึงชัยชนะ เหมือนเป็นเครื่องบินสงครามที่ลงจอด ณ ประเทศบ้านเกิดหลังรบชนะทุกสมรภูมิ และในขณะที่กำลังคิดว่าจะกัดแทะอะไรก่อนดีหนอระหว่างเชอร์รีกับพาย ทันใดนั้น เงาใหญ่ยักษ์ทาบทับเหนือหัวของเขา — ไม่ซี เหนือตัวของเขา — มันเป็นรูปร่างเดียวกับรองเท้าผ้าใบคู่โปรดของบิดา เออร์เนสต์ไม่ทันคิดอะไรนอกเสียจากประโยคแรก ณ หน้าแรกของบทแรกใน
เดอะ ซัน ออลโซ ไรเซส “ครั้งหนึ่ง โรเบิร์ต คอห์นเคยเป็นแชมป์มวย…”
และแล้วเขาก็ถูกเหยียบ แหลกเหลว ขาหลุด หัวแบะ
เออร์เนสต์มั่นใจว่า ใต้รองเท้าผ้าใบคู่โปรดของบิดาจะต้องมีกลิ่นเหม็นหึ่งจากตัวเขาติดไปอย่างแน่นอน
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in