เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Look a Breathenimon
ป่วย ๓ เดือน เกิดสมุดเล่มนี้ (มกรา-กุมภา-มีนา ๓๕)
  • การแลกเปลี่ยนความทรงจำ



         เมื่อยามฉันป่วย ฉันนึกถึงร้านความทรงจำที่ฉันเคยไปใช้การเก็บความทรงจำเมื่อครั้งยังเยาว์ และครั้งนี้ ฉันกลับไปอีกครั้ง เพื่อเเลกเปลี่ยนความป่วยในปัจจุบันกับปากกาในอนาคต และทางร้านก็มอบหนังสือเล่มหนึ่งให้พร้อมกับพูดกับฉันว่า “บางอย่างก็แลกมาไม่ได้”


    เมื่อป่วยก็จะพบความจริงที่ถูกปกปิด



    ณ เวลาที่ป่วยครั้งนี้


         ในขณะที่ท่านป่วยอยู่นั้น ท่านพุทธทาสยังไม่ยอมหยุดทำงานเผยแพร่พระพุทธศาสนา ท่านยังเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทุกท่าน รวมถึงผู้ที่กำลังศึกษา เข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น


    [จงอยู่อย่างไม่ประมาท พร้อมสติและสัมปชัญญะอันสมบูรณ์]


    “พุทธทาส จักอยู่ไป ไม่มีตาย

    แม้ร่างกาย จะดับไป ไม่ฟังเสียง

    ร่างกายเป็น ร่างกายไป ไม่ลำเอียง

    นั้นเป็นเพียง สิ่งเปลี่ยนไป ในเวลา”


         ดังคำกลอนที่กล่าวว่า “พุทธทาสจักคงอยู่ตลอดไป” เพราะคำสอนของท่านจะยังคงอยู่ ถึงแม้ร่างกายของท่านจะละสังขารไปแล้ว 


    ยกตัวอย่างบางตอนในหนังสือ


         “มีเพราะยึด เมื่อไม่ยึดมั่นก็ไม่มี แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า “ชีวิต” ดังนั้น มันจึงมีฉะเพาะ (ตามคำเดิมที่ท่านเขียนในหนังสือ) เวลาที่ยึดมั่น ไม่ว่าเป็นรูปหรือนาม”


    [หยุดยึดแม้กระทั่งรูปและนาม]


         ฉันคิดว่า “อย่ายึดติดสิ่งใดในโลกนี้” ก็หมดทุกข์ เพราะเรายึดอะไร ก็ทุกข์เพราะอย่างนั้น อย่างเช่น ยึดเพราะรัก ก็ทุกข์เพราะรัก ยึดเพราะงานก็ทุกข์เพราะงาน ยึดอะไรก็ทุกข์อย่างนั้น


         “อนัตตาเป็นตัวทุกข์ อนัตตาก็ต้องช่วยตัวเองทิ้ง ก็เป็นอนัตตา ไม่ต้องสร้างอัตตาตัวตนขึ้นมา อัตตาในกรณีนี้แปลว่า “เอง” ไม่แปลว่า “ตัวตน””


    [อนัตตา คือ การวางจากตัวตน]


         เมื่อเราละวางจากตัวตนทุกอย่าง หรือ อัตตทิฏฐิว่า “เราเหนือเขา” “เราเสมอเขา” และ “เราต่ำกว่าเขา” เพราะเราละอัตทิฏฐิทั้งสามได้ เราก็ย่อมพบกับทางหลุดพ้น


         “ทำจิตว่าง ไม่ใช่ว่างเฉยๆ จะกลายเป็นบ้าๆบอๆ แต่เป็นการทำจิตให้ว่าง จากความหมายแห่งตัวงานที่ห่อหุ้มจิต จิตยิ่งว่างก็ยิ่งมีอิสระ ในการเห็นความจริงของธรรมชาติ ด้วยพุทธจิตหรือโพธิจิต จึงจะถูก”


    [จิตว่าง คือ จิตแห่งพุทธะ]


          การว่างต้องว่างให้ถูก มิฉะนั้น จะเสียสติไปได้ เพราะบางคนก็ว่างแบบใจลอยไปกับความว่าง นั้นก็ย่อมผิด เพราะต้องว่างเพื่อละซึ่งตัวตนที่แท้จริง ถึงจะถูกและถึงจะพบทางแห่งนิพพาน


    “ธรรมชาติ คือธรรม อันสูงใหญ่

    ชีวิตได้ พบธรรม ในครั้งไหน

    มีสุขได้ พบว่าง เมื่อครั้งใด

    ชีวิตได้ พบสุข แห่งนิพพาน”


         เพราะเมื่อยามเราเจ็บไข้ เรายังไม่รู้ว่า เราจะตายเมื่อไหร่ ดังนั้น หากแม้นคนเราไร้ซึ่งความตายก่อนตายแล้วไซร้ ความทุกข์จากความกลัวตายย่อมไม่เกิด และใจที่พร้อมจะปล่อยวางก็บังเกิด กายกับใจก็ไร้ทุกข์สิ้นเชิง ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาสที่กล่าวว่า


    “ตายเมื่อตาย ย่อมกลาย ไปเป็นผี

    ตายไม่ดี ได้เป็นที่ ผีตายโหง

    ตายทำไม เพียงให้ เขาใส่โลง

    ตายโอ่โถง นั้นคือตาย เสียก่อนตาย

    ตายก่อยตาย มิใช่กลาย ไปเป็นผี

    แต่กลายเป็น สิ่งที่ ไม่สูญหาย

    ที่แท้คือ ความตาย ที่ไม่ตาย

    มึความหมาย ไม่มีใคร ได้เกิด”


         หากแม้นมีใครกล่าวว่า “จงตายเสีย แล้วไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิด” ก็ย่อมต้อง “ขอบคุณ” คนผู้นั้นที่ให้พรว่า “เราจะไม่เกิดอีก” เพราะเราทุกคนควรเลือกตายก่อนตาย


    [ตายก่อนตาย 

    เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ทุกขณะจิต]   


    LOOK A BREATHE

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in