Look a Breathenimon
#184 เลาะวัง

  • “ประวัติศาสตร์น่าดูและควรบรรจุให้คนไทยเรียนรู้ เพราะทั้งสนุกและเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง และสามารถ

    ปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้



    หนังสือเล่มนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับในหลวง เจ้านาย พระอัครมเหสี และเจ้าจอมทั้งหลายในหลากหลายรัชกาล 

    ซึ่งสนุกต่อการเรียนรู้ทุกประการ


         เรื่องราวในเล่มนี้เราประทับใจทุกเรื่องเลย และเป็นการจบในตอนไปทุกเรื่อง ซึ่งเรื่องราวทั้งสนุกและทำให้เราเข้าใจทุกอย่างกระจ่างชัดมากขึ้น แถมทำให้เข้าใจในหลายเรื่องด้วยอย่างเช่น ว่า ทำไมถึงห้ามเรียกแค่ พระพันปีอย่างเดียว แต่ต้องเรียกพระพันปีหลวง เพราะเป็นคำที่ถูกในการเรียกยศ และ อุภโตสุชาติ แปลว่า ผู้เกิดจากครรภ์บริสุทธิ์ คือ ทั้งพระบิดาและพระมารดาเป็นเจ้าทั้งสองฝ่าย เป็นต้น 


         เราขอเลือกบางเรื่องที่มาเล่าสู่กันฟัง เพราะถ้าเล่าทุกเรื่อง มันจะค่อนข้างยาวมากจนเกินไป ดังนั้น เราขอคัดเลือกเพียงบางเรื่องที่มาเล่าสู่กันฟังค่ะ และอยากให้เพื่อนๆทุกคนลองเปิดใจอ่านดูกันนะ สนุกกว่าที่คิด ถึงแม้เล่มหนา แต่อ่านไม่นานก็จบแน่ๆ ถือว่า เป็นการอุดหนุนหนังสือไทยดีๆสักเล่มค่ะ


    -1-

    สมเด็จพระศรีสุลาไลย


          เจ้าจอมเรียม ท่านดำรงในพระยศเป็น สมเด็จพระศรีสุลาไลย พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๓ โดยที่ท่านมีนิสัย อ่อนนอกแข็งใน ซึ่งท่านรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนกับเจ้าฟ้าบุญรอด โดยที่เจ้าฟ้าบุญรอดมาขอให้ในหลวงรัชกาลที่ ๓ ขึ้นครองราชย์ เพราะว่า ท่านมั่นใจ ว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๓ ท่านจะสามารถทำได้ดี เพราะช่วงนั้น ประเทศชาติเรายังไม่มั่นคงเท่าที่ควร 


          และเจ้าจอมเรียมยังมีความรักในบุตรและในหลวงรัชกาลที่ ๓ เชื่อฟังในคำสั่งสอนของท่านเป็นอย่างยิ่ง 



         โดยที่ร้อยเอกเฮนรี่ได้มีกล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ ๓ ว่า

    “๒๕ เรื่อง เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันนี้ ได้ฟังมาก็เป็นการยืนยันว่า เมื่อครั้งเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นผู้มีพระจริยวัตรงดงาม เฉลียวฉลาด และทรงพระปรีชาสามารถมาก ปัจจุบันมีพระชนมายุได้ ๓๘ พรรษา และกล่าวกันว่า ทรงเอาใจในพระราชกิจและราชการต่างๆมากกว่าพระเจ้าอยู่หัวองค์ที่แล้ว ทำให้ทรงเป็นที่ชื่นชมของผู้คนทั่วไป และได้ความเห็นชอบจากพวกเสนาบดีทั้งหลาย ตลอดจนบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ต่างๆ ล้วนเห็นว่า ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสม ทรงมีความสามารถและพิจารณญาณยิ่งกว่าเจ้าฟ้าด้วยประการทั้งปวง และแม้แต่เจ้าฟ้ากับพระมารดาเอง ก็ยอมตกลงในเรื่องนี้โดยดี เจ้าฟ้าได้ทรงผนวช และข้าพเจ้าเชื่อว่า ไม่ทรงมีพรรคพวกซ่องสุมไว้เพื่อเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าอยู่หัวเลย”


         เรื่องราวจากคำพูดของนายเฮนรี่ ทำให้เราพบว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๓ หรือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ และแม้กระทั่งคนสมัยปัจจุบันเรียนก็ยังเคารพถึงบุญญาธิการและคุณงามความดีของท่าน เราเคารพในในหลวงรัชกาลที่ ๓ มาก เวลาอ่านจริยวัตรของท่านทีใด จะมีความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทยอย่างเเท้จริง และตื้นตันใจอย่างมาก


    -2-

    พระราชชายา เจ้าดารารัศมี


         เวลาที่เราได้ยินคำว่า “ไพร่” เรามีความรู้สึกแสลงใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะมันเหมือนกับเป็นคำด่าของคนที่ไม่มีสกุล แต่พอศึกษาจากเล่มนี้ จึงทำให้ต้องเปลี่ยนความคิด เพราะไพร่คือคนที่ไม่ใช่เจ้าก็เท่านั้นเอง แต่คำพูดทำให้เรานึกได้ว่า ไม่มีใครเป็นไพร่ ถ้าเราไม่ได้ทำตัวเฉกเช่นนั้นสักหน่อย


         มีอยู่ตอนหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงท่านว่า อังกฤษจะเอาเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้น เพราะได้เชียงตุงของพม่าเป็นเมืองขึ้นแล้ว เลยทำให้อยากได้เชียงใหม่ด้วย แต่เจ้าดารารัศมีส่งไปบอกบิดาว่า หากยกเชียงใหม่ให้พม่าลูกจะยอมตาย เลยทำให้เชียงใหม่ยังเป็นของไทยอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ 


         ซึ่งคำพูดนี้ ท่านได้รักประเทศไทยอย่างแท้จริง ท่านไม่ยอมยกของที่เป็นของไทยให้กับชาติใดที่ท่านไม่เห็นด้วยในทุกประการ ไทยก็เป็นของไทย เป็นอิสระ และควรเป็นอิสระตลอดไป



    -3-

    พระราชพินัยกรรมในรัชกาลที่ ๖


         ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ท่านได้ทรงทำพินัยกรรมไว้ ๒ ฉบับ และในคำพินัยกรรมฉบับแรกจะพูดถึง เมื่อใดที่ท่านสวรรคต ควรทำเช่นใด และมีคำพูดหนึ่งที่ทำให้เราเพิ่งรู้จริงๆว่า มีแบบนี้ด้วย คือ นางร้องไห้ ท่านบอกว่า ห้ามมีนางร้องไห้

    “ถ้ามีผู้ใดรักข้าพเจ้าจริง 

    ปรารถนาจะร้องไห้ก็ให้ร้องไห้จริงๆเถิด 

    อย่าร้องเล่นละครเลย”


         และท่านได้ทำพินัยกรรมอีกฉบับว่า ถ้าหากท่านได้พระราชบุตร ขอให้ในหลวงรัชกาลที่ ๗ เป็นผู้สำเร็จราชทานแทนพระโอรสในพระองค์จนกว่าพระโอรสจะบรรลุนิติภาวะแต่ถ้าเป็นพระธิดาก็ขอให้เลี้ยงดูกัน ดังนั้น ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ซึ่งได้ขึ้นครองราชย์ต่อ เพราะท่านมีพระธิดาที่เกิดจากเจ้าสุวันทนา พระวรราชเทวี อย่างที่เคยบอกเพื่อนๆตอนที่เล่าถึงพระราชวังพญาไท ว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๖ เรารู้สึกเคารพท่านอย่างแท้จริงเช่นกัน เพราะเราชอบหลากหลายจริยวัตรของท่านที่ทำเพื่อประชาชน


    5 เหตุผลที่เลือกอ่านหนังสือเล่มนี้


    1. การเรียนรู้ประวัติศาสตร์

         จากเรื่องราวในเล่มนี้ทำให้เราพบเห็นประวัติศาสตร์มากมายของพระปรีชาสามารถของเจ้าจอมเรียมที่เลี้ยงลูก และลูกได้แป็นกษัตริย์ (ในหลวงรัชกาลที่ ๓) ถึงแม้ว่า ลูกจะได้เป็นกษัตริย์ แต่ท่านก็ยังดำรงตนเป็นเหมือนเก่า โดยที่อ่อนน้อมถ่อมตนอยู่กับคนที่ท่านเคารพเหมือนเดิม อย่างเช่น เจ้าฟ้าบุญรอด เป็นต้น และไม่เพียงเท่านั้น ยังมีประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงในหลวงแต่ละพระองค์ และพระมารดาของท่านแต่ละองค์ซึ่งดำรงตนเป็นคนดี และเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่เล่าจากผู้รู้จริง ย่อมนำพาความสนุกมาให้อีกแบบ


    “ประวัติศาสตร์ที่ดีคือ การรู้จากผู้รู้จริงและไร้อคติ”


    2. การเสียสละอย่างแท้จริง

          เจ้าฟ้าบุญรอดรู้สึกดีใจมากที่ลูกของเจ้าจอมเรียมจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ เพราะท่านกล่าวว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๓ เหมาะกับตำแหน่งและความสามารถ เพราะท่านสามารถที่จะช่วยราชกิจของพระบิดาได้ตลอด ดังนั้น ทั้งท่านและลูกซึ่งคือ ในหลวงรัชกาลที่ ๔ ยินยอมพร้อมใจที่จะนำพระราชบัลลังค์ให้แก่ในหลวงรัชกาลที่ ๓ และในหลวงรัชกาลที่ ๓ ก็เก็บพระราชบัลลังค์ให้ในหลวงรัชกาลที่ ๔ โดยที่ท่านออกบวช ไม่ได้หนีราชภัยแต่ด้วยประการใด แต่ท่านยินยอมที่จะออกบวชเพื่อพระศาสนาอย่างแท้จริง

    “จากที่ดูจากตัวอย่าง ท่านได้เสียสละ 

    เพื่อไม่ให้เสียเลือดเนื้อด้วยประการใด”



    3. ความอ่อนน้อมถ่อมตน

          เราจะเห็นว่า การอ่อนน้อมถ่อมตนมีอยู่ในตัวของเจ้าฟ้า เจ้าจอม หรือพระอัครมเหสีในทุกพระองค์แล้วท่านก็ยังรู้จักใช้ไม้แข็ง ไม้อ่อน เด็ดขาดในเรื่องที่ควรจะเด็ดขาดด้วย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมหลายอย่าง ซึ่งการอ่อนน้อมถ่อมตน จะพบเห็นในหลายพระองค์ เช่น เจ้าจอมมารดาเรียมได้แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน เฉกเช่นเดิม ทั้งไหว้เจ้าฟ้าบุญรอดเหมือนเดิม ถึงแม้ว่า จะเป็นพระพันปีหลวงแล้วก็ตาม เป็นต้น


    “หลายครั้งที่ได้ยินจากคนสมัยนี้กล่าวว่า

    ความอ่อนน้อมถ่อมตนมันล้าสมัย แต่เรากลับมองในมุมว่า ดูสง่างามและสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวบุคคล

    และทำให้คนส่วนใหญ่เอ็นดูในบุคคลนั้นด้วย

    ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือฝรั่งก็อดเอ็นดูคนมีเอกลักษณ์เหล่านี้”




    4. ความตั้งใจมั่น

          ในหลวงรัชกาลที่ ๓ มีความตั้งมั่นที่จะไม่นำพระราชบัลลังค์นี้ไปให้ใครและเก็บไว้มั่นให้กับในหลวงรัชกาลที่ ๔ แล้วท่านยังมีความตั้งใจมั่นในการดูแลประเทศชาติและพุทธศาสนาอย่างตั้งมั่น ในการดำรงตนด้วยทศพิธราชธรรม และตั้งใจนำพาประเทศชาติให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของอังกฤษอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่าง ถุงเงินถุงทองของท่านที่ช่วยเหลือประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วย


    “การตั้งใจมั่นที่จะทำหน้าที่ทุกอย่างให้ดีที่สุด”



    5. การรู้จักตนเอง

         การรู้จักบรรพบุรุษของตนเอง ทำให้เราเรียนรู้ที่จะรู้จักตนเอง ว่า เราคือใคร เราเป็นใคร และใจของเราที่เรียนรู้เป็นแบบไหน ซึ่งทำให้สนุกสนานอยู่ทุกวันกับการเรียนรู้เล่มนี้ไปเรื่อยๆค่ะ ไม่เพียงเท่านั้น เรายังภาคภูมิใจในความเป็นไทย และตั้งใจที่จะเป็นคนดีในสังคมอีกด้วย


    “หน้าตาของคนเราเป็นแบบใด ต้องไปส่องกระจก

    แต่ใจของเราเป็นแบบไหน ต้องส่องดูใจตัวเอง”



    เราเรียนรู้เรื่องราวของคนหลายคนที่มีทั้งสุขและทุกข์ปนกันไป แต่คนเหล่านั้นล้วนสร้างคนให้เป็นวีรบุรุษของแผ่นดิน

    “เราควรเคารพคนทุกคนด้วยการศึกษาอย่างแท้จริง

    และตั้งใจเคารพท่านด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา” 



    เมื่อศึกษาเรียนรู้จึงพบว่า

    ทุกทิวาเวลาราตรียามสถาน

    ใจเต็มไปด้วยความเบิกบาน

    เรียนรู้นานกราบท่านด้วยเคารพ

    ทุกคนนั้นประพฤติตนอย่างดี

    เรียนรู้มีชีวิตให้ดีทุกสถาน

    ควรประพฤติตนให้เบิกบาน

    ดุจนานแล้วชีวีมีความสุขเอย


    “ขอบคุณสำหรับการอ่านเรื่องเล่านี้จนจบค่ะ เรามาใช้เวลาในการเรียนรู้แต่ละบุคคลและนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันค่ะ”

    Look a Breathe

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in