Look a Breathenimon
#183 ท้าวศรีสุดาจันทร์

  • “ผู้หญิงที่ถูกตราหน้าว่าเลวในสังคมประวัติศาสตร์ แต่ความเป็นจริงแล้ว

    เป็นคนเลวจริงหรือเปล่า

    ไม่มีใครสามารถรู้ได้ 

    แต่ถ้ามองด้วยใจที่เป็นกลาง

    ผู้หญิงที่เป็นแม่นั่งเมือง

    อย่างท้าวศรีสุดาจันทร์ก็หาใช่ไหม

    แต่เป็นเพียงแค่ขี้ปาก 

    คำนินทา ครหา จากบุรุษ”


    หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือนิยายอิงประวัติศาสตร์

    เล่มหนึ่งที่ รพีพรซึ่งเป็นบุรุษเป็นผู้เขียน 

    โดยให้ความเป็นธรรมกับท้าวศรีสุดาจันทร์ 

    และมีการพูดถึงความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิง


         ถ้าหากเรามองดูในหน้าประวัติศาสตร์แล้วเราจะพบว่า มีเพียงท้าวศรีสุดาจันทร์เท่านั้น ที่มีหน้าที่ในการนั่งเมืองควบคุมฝ่ายในเพียงพระองค์เดียว เพราะถ้าหากองค์อื่นนั้นไซร้ก็หามีไหม ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ 


         เราเคยทำการศึกษา ว่า เหตุใดกษัตริย์องค์ก่อนถึงให้ท้าวศรีสุดาจันทร์เป็นแม่อยู่หัวนั่งเมือง เพราะมีคนกล่าวไว้ สองนัย คือ

            นัยแรก เพื่อคานอำนาจพระเฑียรราชา และเกรงว่า พระเฑียรราชาจะกำจัดลูกของตน

            และนัยสอง เพื่อให้ช่วยรักษาชีวิตของลูกตนให้ได้เป็นกษัตริย์ และมีความคิดว่า พอเป็นหญิง อาจจะไม่มีใครกล้าคิดทำร้ายได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยนัยใด ท้าวศรีสุดาจันทร์ได้ขึ้นเป็นแม่อยู่หัวที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของไทยนั้นย่อมจริงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

    -1-

    ช่วงวัยสาว


         ท้าวศรีสุดาจันทร์มีพระนามเดิมว่า ศรีจันทร์และถูกเปลี่ยนหลังจากที่ได้รับถวายตัวและรับใช้พระไชย โดยที่ก่อนหน้าจะถวายตัวนั้น แอบมีใจรักข้างเดียวกับเทพหรือขุนวรวงศาธิราช 


         และได้ฝันว่า ตัวเองได้เทียบราชรถไปกับเทวดาและขึ้นสวรรค์แบบไม่กลับมา ซึ่งมีการทำนายเอาไว้สองอย่างว่า 

           พ่อของตัวเองบอกว่า ลูกจะได้เป็นผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่เหนือเเผ่นดิน 

           ส่วนเทพคนที่นางแอบรักกลับทำนายว่า อาจจะเคาระห์ไม่ดีจากการเป็นใหญ่ในครั้งนี้ โดยที่ตัวเองไม่รู้เลยว่า ตัวเทพเองนั้นมีส่วนหนึ่งที่ทำให้ท้าวศรีสุดาจันทร์ถูกตราหน้าว่า หญิงเลว


         แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พระไชยก็หลงรักนางมาก จนกระทั่งมีบุตรด้วยกันสองคน พระไชยเป็นกษัตริย์ที่ท่านสู้ศึกสงครามได้อย่างเก่งกล้าสามารถมาก และยังมีความสามารถในการวางแผนบ้านเมืองอีกด้วย และเมื่อถึงคราวบ้านเมืองสงบ ท่านก็สงบใจในความผาสุกนี้ด้วย



         หลายครั้ง ท่านจะมีการเอากิจการบ้านเมืองไปปรึกษาหารือกับท้าวศรีสุดาจันทร์ ท้าวท่านก็ได้ให้การช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมเสมอมา จนท่านทั้งไว้วางใจ และจนกระทั่งถึงวันที่ท่านเสด็จสวรรคต ท่านเลยแต่งตั้งท้าวศรีสุดาจันทร์ ให้เป็นแม่อยู่หัว สำเร็จราชการในแผ่นดินแทนลูกน้อย


          เรื่องราวในครั้งนี้ทำให้พระเฑียรราชารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยอมทำตามน้อมรับสั่ง แต่แล้วก็รู้ว่า การจะเข้าทางผู้หญิงอย่างแม่อยู่หัวคงยาก เลยตัดสินใจวางแผนเข้าทางลูก ให้ลูกของท่านจะต้องมาบอกทุกอย่างแก่ตนก่อนแม่อยู่หัว และตนจะวางแผนบอกเด็กว่าควรทำอย่างไร โดยที่ตนทำให้ลูกเข้าใจผิดในทางแม่ด้วย


    -2-

    ช่วงเรืองอำนาจ


         แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ก็เรืองอำนาจอยู่ถึงราวกว่า 1 ทศวรรษ ซึ่งในบ้านเมืองของท่านในขณะนั้นก็ปรากฎว่า ปราศจากสงครามกับพม่า ประชาชนพบความสงบสุข เพราะท่านได้ตั้งใจทำงานในส่วนของท่านเป็นอย่างดี 


    (เราเคยค้นเจอ ตอนที่ไปอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่ห้องสมุดจุฬาฯ ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่แต่ด้วยประการใด

    ก็หารู้ใจพระเจ้าตะเบงชเวตี้ได้ ว่า จริงไหม 

    ที่ท่านเป็นบุรุษเลยไม่คิดทำร้ายผู้หญิงแลเด็ก 

    ก็เลยไม่คิดยกทัพมา โดยที่จริงๆแล้ว 

    ในช่วงนี้ก็น่าจะเป็นช่วงดีสุด แต่ก็หาทำไม่)


         แต่ในส่วนกิจธุระของท่านนั้น ท่านมีได้เสียกับเทพผู้ซึ่งแอบรักข้างเดียวมาก่อน และเคยให้สัจจะกันว่า จะทำให้เป็นถึงกษัตริย์ให้ได้ และในขณะนั้น แม่อยู่หัวให้ความเป็นธรรมกับผู้หญิงในทุกด้าน ผู้หญิงสามารถเลือกในสิ่งที่ตัวเองสมปรารถนา และลงโทษผู้ชายที่ได้กระทำไม่ดีกับผู้หญิง 


          อย่างเช่น ผีแม่ชีจำปามาร้องทุกข์เรื่องของจัน น้องชายของเทพชายผู้เป็นที่รักว่า ข่มขืนกระทำชำเราจนถึงความตาย ถึงเวลาเหมาะ แม่อยู่หัว จับจันไปโบยและขังคุกลืมนาน เพื่อไม่ให้บุรุษทำลายผู้หญิงได้ หรือเเม่บัวเงินบ่าวคนสนิทไม่ชอบจัน น้องชายของเทพก็ไม่บังคับแต่ด้วยประการใด หรือ แม่อยู่หัวให้โอกาสบ่าวคนสนิทและทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายสามารถพูดความจริงและยอมรับฟังนำไปปรับปรุงแก้ไขอีก เป็นต้น



          มีเหล่าผู้ชายจำนวนมากพร้อมกับสมุนขององค์พระเฑียรราชา ก็เกรงว่า อาจจะอันตรายต่อการขึ้นบัลลัก์ของตน เลยไปปล่อยข่าวลือต่างๆนานาให้ประชาชนรับรู้ว่า แม่อยู่หัวเป็นผู้หญิงไม่ดี กาลีบ้านกาลีเมือง แต่แม่อยู่หัวไม่ถือสาในการรับรู้ข่าวผิดๆของประชาชน เพราะถือแต่เพียงว่า คนไทยด้วยกัน จะหาฆ่ากันเพราะคำพูดไม่สบายหูนั้นไม่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเหล่านั้นไม่รู้ความจริง แถมเป็นปวงชนของตนอีก ยิ่งไม่ควรกระทำแต่ด้วยประการใด


          สิ่งเหล่านี้ เราจะพบว่า ไม่มีประวัติศาสตร์หน้าไหน บ่งบอกถึงหญิงผู้นี้เลย มีแต่พูดกล่าวหาว่าร้าย แต่ถ้าหากเราศึกษาตามความเป็นจริง บางคนพูดด้วยความเป็นกลางทำให้เรารับรู้ว่า ข้อดีของหญิงผู้นี้มีอยู่ แต่แค่มีกลุ่มบุรุษที่ปิดหูปิดตา เขียนให้ร้ายก็เท่านั้น


          หลังจากนั้น ความเป็นแม่ของแม่อยู่หัวรักลูกปานดวงใจ สอนให้ลูกไม่ทำร้ายสัตว์ อบรมให้ลูกเป็นคนดี มีจิตใจเมตตา เปี่ยมคุณธรรม รักอาณาประชาราษฎร์และเหล่าข้าหลวงที่อยู่ด้วยก็เป็นคนดีตั้งใจสอนสั่งแต่เรื่องดี


          กลับกลายเป็นว่า สภาพแวดล้อมทั้งสองฝั่งที่ทำให้แม่อยู่หัวท้าวศรีสุดาจันทร์ดูกลายเป็นหญิงไม่ดีในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของจัน น้องชายของขุนวรวงศาธิราช อยากให้พี่ชายเป็นใหญ่ เลยจัดการฆ่าหลายคนที่ขวางหน้า


          ส่วนฝั่งของพระเฑียรราชาก็วางแผนอย่างดี โดยส่งทหารไปทำเป็นจับปลาตรวจความเคลื่อนไหวของฝั่งแม่อยู่หัวและลูก แถมยังทำเป็นออกบวช เพื่อทำให้ศัตรูตายใจ และสามารถประชุมหารือลับๆที่จะกำจัดแม่อยู่หัวกับขุนวรวงศาธิราชได้ในวัด โดยไม่มีคนสงสัย เพราะคิดว่า มาคุยกันทางธรรมนั้นอีกด้วย  และเป็นไปตามที่คิดวางแผนไว้



    -3-

    ช่วงเสียชีวิต


         หลังจากนั้น แม่อยู่หัวยังไม่รู้ถึงกลหลายๆอย่างจากพระเฑียรราชา ดังนั้น เธอได้สร้างฐานอำนาจของตัวเองด้วยความจริงใจและสร้างให้คนมีกลุ่มจำนวนมากเชื่อใจและถวายความภักดีด้วย


         มีเหตุการณ์หนึ่ง ที่แสดงถึงความจงรักภักดีและความเก่งกล้าสามารถของหญิงที่ไม่แพ้ชายเลย โดยที่ทองหยิบและทองย้อย สองพี่น้องที่รักกันมาก ได้สู้กับพวกทหารที่จะคิดร้ายกับท้าวศรีสุดาจันทร์ และสู้กันจนถึงผู้หญิงที่ชื่อทองหยิบตาย แต่ทหารเหล่านั้นก็ตายเฉกเช่นกันหลายนาย และบอกกับน้องว่า ต้องรักและเทิดทูนในองค์แม่อยู่หัว เพราะท่านทรงเปี่ยมล้นด้วยเมตตากรุณาหาที่สุดมิได้


          ในไม่ช้า กลีบวางยาฆ่าลูกของแม่อยู่หัว ถึงแม่อยู่หัวจะโศกเศร้ามาก แต่ก็ต้องประคองตนด้วยสติ ทำศพให้ลูก และถึงแม้จะถูกกล่าวหาว่าฆ่าลูกเพื่อเปิดทางให้สามีเป็นใหญ่ แม่อยู่หัวไม่ได้โกรธคนเหล่านั้น แถมให้อภัยในความไม่รู้ของคนเหล่านั้นด้วย และเมื่อขุนวรวงศาธิราชเป็นกษัตริย์ปกครองได้ 42 วันก็ตายเพราะเพียงอุบายของพระเฑียรให้มาตามจับช้างเผือก


           ขุนวรวงศาธิราชพอรู้ว่า นี้คือแผนการ เลยตัดสินใจชิงฆ่าตัวตายก่อน ซึ่งทำให้แม่อยู่หัวรู้สึกเสียใจอย่างมากที่ไปหลงรักคนเห็นแก่ตัวได้ถึงขนาดนี้ แม่อยู่หัวสั่งให้ทหารคู่ใจและข้าหลวงของนางให้ไปเข้าข้างฝั่งพระเฑียร เพราะอย่างไรเสียก็เป็นคนไทยด้วยกัน


    คัดลอกส่วนคำขอร้องมาจากหนังสือ 

    หน้า ๓๘๕ - ๓๘๖ ความว่า


    “ไม่มีใครปรารถข้าทหารเช่นนั้นดอก แต่ที่ข้าขอร้องท่านทั้งหลายเช่นนั้น ก็ด้วยเหตุ ๒ ประการ ประการหนึ่งนั้น ท่านทั้งหลายยังมีอนาคต มีบุญอยู่ แต่เรานั้นสิ้นแล้วทั้งอนาคตแลบุญญาบารมีไฉนเล่า คนมีอนาคตยังมีบุญ จึงจักเอาชีวิตมาสละให้คนที่หาอนาคต หาบุญไม่แล้ว ประการสองนั้น ระหว่างเจ้าทั้งสองฝ่าย ต่างก็ล้วนเป็นข้าแลเป็นเจ้าคนไทยด้วยกัน ชาติมาตุภูมิเดียวกัน รวมแผ่นดินกันอยู่ มิใช่คนต่างด้าวท้าวต่างแดนมาจากไหน ดังนี้ ที่เรากล่าวว่า หน้าที่ของพวกท่านได้สิ้นสุดลงแล้วนั้น จึงมิได้กล่าวผิด”

    “เอาละ ท่านทั้งหลายจักเชื่อเราหรือหาไม่ หรือจักการใดตอบแห่งท่าน ก็ตามใจเถิด ข้าขอประกาศ ณ บัดนี้ว่า ผู้ใดยังจงรักภักดีต่อข้า ก็ขอให้ปฏิบัติตามคำสั่งข้า หากได้ชีวิตเราแล้ว ก็จงไว้ชีวิตลูกเราทั้งสองชีวิต ทหารล้อมวังแลข้าหลวงนางในของข้าทุกคน”


         คนเหล่านั้นให้สัจจะแต่แล้วก็ไม่ทำตามสัจจะที่ให้ไว้ เพราะเมื่อดาบได้คร่าชีวิตของแม่อยู่หัวไป แต่ยังไม่ถึงกับเสียชีวิตทันที ก็ได้แย่งลูกสาว โยนลงบนฟ้าและฆ่าทิ้งอย่างกับสัตว์ป่าที่ทำกัน ทำให้แม่อยู่หัวถึงกลับตะโกนก่อนสิ้นใจตายว่า


    “นี่คือคำสัญญาของชายชาติหทาร 

    หรือของสัตว์ป่าที่ไร้เมตตาจิต”



          จึงทำให้ทหารแลข้าหลวงที่รับใช้แม่อยู่หัวด้วยความจงรักภักดี ๑๑ นาย แลรวมหญิงกับชายตัดสินใจสู้จนถึงขีดสุด ทำให้ทหารฝ่ายนั้นสูญเสียไปถึง ๕๐ คน และหลังจากนั้น ลูกอีกคนถูกประหารชีวิต จบสิ้นซึ่งเรื่องราวของแม่อยู่หัวท้าวศรีสุดาจันทร์ไว้แต่เพียงเท่านี้



    5 เหตุผลที่เลือกอ่านหนังสือเล่มนี้


    1. ความเท่าเทียมกัน

          หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันของหญิงชายที่แม่อยู่หัวผู้หนึ่งพึงจะให้ได้ อย่างเช่น การรับฟังบัวเงินอยู่หลายครั้งและไม่มีการบังคับบัวเงินด้วยประการใด โดยการไม่ถือเนื้อถือตนว่าใหญ่เหนือแผ่นดิน สร้างความเท่าเทียมให้กับคนอื่นอย่างแท้จริง


    “ทุกคนเรียกร้องความเท่าเทียม

    แต่ทุกคนได้มอบความเท่าเทียมนั้น

    ให้กับคนอื่นด้วยหรือยัง”


    2. ความประมาทต่อนักบวช

          แม่อยู่หัวท้าวศรีสุดาจันทร์ประมาทอย่างยิ่งที่พระเฑียรราชาวางแผนนั้นไว้ เพราะมีความประมาทต่อนักบวช และไม่คิดว่า นักบวชผู้ถือศีล จะมายุ่งเรื่องการเมือง เพราะพระพุทธเจ้ามีบัญญัติว่า นักบวชห้ามยุ่งเรื่องการเมือง ห้ามยุ่งเรื่องโลกภายนอกที่เป็นเรื่องไร้สาระหรือห้ามพูดจาที่เกี่ยวกับโลกติเตียนว่าไม่ควร แต่ก็ผิดคลาดไป หากถ้าแม้นคิดสักนิด ชีวิตท่านจะเป็นอย่างไร สุดจะหากล่าวได้ไม่

    “ความเป็นจริงของการเป็นนักบวช

    ในบวรพระพุทธศาสนานั้นคืออะไร”


         เรื่องนี้เรามีเรื่องขอพูดกล่าวต่อ โดยยกตัวอย่างถึงในหลวงรัชกาลที่ ๔ ของราชวงศ์จักรี เราเคยอ่านศึกษาตำราเล่มหนึ่ง โดยกล่าวว่า ท่านได้ออกบวชเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าให้แตกฉานจริง ท่านตั้งใจที่ศึกษาดูว่า ศาสนาพุทธมีข้อใดที่ควรปรับปรุงแก้ไขอีกไหม และเพื่อให้ศาสนาพุทธเป็นพุทธอย่างแท้จริง เมื่อท่านได้มาเป็นกษัตริย์ก็จัดการแก้ไขและปรับปรุงหลายส่วนของศาสนาอีกด้วย 


    3. มีคนรักย่อมมีคนชัง

           ทุกคนพบเห็นว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ทุกหน้านั้น มีคนรักย่อมมีคนชัง มีคนคบเพราะผลประโยชน์หรือจงรักภักดีเรานั้นก็มีอยู่มาก เช่นเดียวกับชีวิตของคนธรรมดาสามัญอย่างเรา ที่มีคนรักก็ย่อมมีคนเกลียดเป็นธรรมดา ซึ่งสามารถเห็นได้จากการที่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ไม่โกรธประชาชนที่เข้าใจผิดในข่าวลือของตัวเอง เป็นต้น ถ้าหากเราเจอแบบเช่นเดียวกัน เราจะทำอย่างไร


    “การเงียบ ไม่แก้ตัวใดๆ ไม่ได้ถือว่าเเพ้หรืออ่อนแอ

    แต่ถือว่าเป็นการปกป้องตัวเองหรือคนที่เรารัก 

    ย่อมเป็นไปได้”



    4. อย่าทำตัวเด่นจะเป็นภัย

         ผู้ชายอิจฉาผู้หญิงก็มีมากถมไป ถึงทำให้มีหนังสืออย่าง ชายแพศยาเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงที่นั่งเมืองแล้วด้วย ย่อมมีคนอิจฉาริษยาเป็นจำนวนมาก เพราะการที่ตัวของหญิงผู้นั้น เด่นดุจอันใดทั้งปวง สิ่งเหล่านั้น ย่อมนำภัยมาสู่ตัว อย่างเช่น เราเคยอ่านประวัติของเจ้าคุณนร ตอนที่ท่านทำงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ ๖ นั้น เพื่อนร่วมงานอิจฉาท่านที่เป็นพระยาและในหลวงสิ้นแล้ว ตัวเองคงสิ้นวาสนาตาม ท่านตัดสินใจกินหญ้าแทนข้าว เพื่อจะได้เตือนคนพวกนั้น และเพราะเพียงแค่ว่า ท่านจะเตือนคนรุ่นหลังถึง


    “ทำตัวเด่นจะเป็นภัย เขาเห็นเราดีนั้นจริงหรือ

    แต่เพราะไม่มีใครอยากให้เราเด่นและดีเกิน”


    5. ความถือสัจจะ

          เราจะพบว่า อย่างนางข้าหลวงบัวเงินแลคนอื่นที่จงรักภักดีต่อแม่อยู่หัว ได้ถวายสัจจะว่า จะซื่อสัตย์ตลอดไป ก็ได้ทำตามจนวาระสุดท้ายของชีวิต ถึงแม้จักต้องตายตกตามกัน ก็ถือว่าได้ถวายคำสัจจะจนสุดท้ายของลมหายใจ แต่คนบางพวกกลับไม่ทำตามคำสัจจะที่ให้ไว้เหล่านั้น ซึ่งคนเหล่านั้นไม่ต่างจากผิดวิสัยของชาติทหารอย่างแท้จริง


    “การถือสัจจะเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

    ในชีวิตของคนที่ดำรงตนเป็นคน

    เพราะแม้กระทั่งสัตว์อย่างหมา

    ยังมีสัจจะที่จะซื่อสัตย์ต่อนายผู้เดียว”


    เราเรียนรู้เรื่องราวของคนๆหนึ่งที่ตั้งใจให้มีความเท่าเทียมกัน ตั้งใจทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด

     

    “เราต้องทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด

    โดยประกอบด้วยศีลธรรม จริยธรรมและคุณธรรม” 



    ถึงแม้โดนคนด่าว่าชั่ว

    ลือไปทั่วว่าเลวในทุกสถานที่

    แต่ไม่สนคำพูดคนเหล่านี้

    พร้อมกับมีให้อภัยความไม่รู้

    คนปล่อยข่าวไม่สนถูกต้อง

    เพียงไม่ข้องใจทำตามคำพาที

    ชีวิตคนนั้นจะเป็นไรไม่สนมี

    ขอสิ่งนี้ทำให้ได้ตามใจตน


    “ขอบคุณสำหรับการอ่านเรื่องเล่านี้จนจบค่ะ เรามาใช้เวลาในการเรียนรู้ความตั้งมั่นชอบในการทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามไปพร้อมกัน”

    Look a Breathe

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in