CinemaniaRED 8
เล่าหนังใหม่ : Kimi no Na wa (Your Name) : จักรวาลความรักฉบับชินไค
  • หลังจากที่ตั้งตารอหนังของชินไคเรื่องนี้มานานหลายเดือน ในที่สุดก็ได้โอกาสเข้าฉายที่บ้านเราสักที ถึงแม้ว่าจะมีการเลื่อนรอบไปมา แต่สุดท้ายก็ลงเอยเป็นวันที่ 10 พฤศจิกายนจนได้ บวกกับกระแสวิจารณ์ที่มาแรงเหลือเกิน จนทำให้เปิดโรงฉายมากขึ้นจากเดิม ซึ่งถ้าทำรายได้ดี ก็ถือเป็นเรื่องน่าดีใจที่คนไทยอาจมีโอกาสได้เห็นอนิเมะชั้นดีจากประเทศญี่ปุ่นมาฉายอีกเรื่อยๆก็เป็นไปได้ อย่างเรื่อง Koe no Katachi หรือ รักไร้เสียง ก็เป็นอีกเรื่องที่ดังมาก (และน่าดูมากกก) ในช่วงที่ผ่านมาเหมือนกัน แต่เท่าที่เห็นก็ยังไม่มีการเอามาฉายที่ไทยคงเพราะกระแสอาจไม่ปังเท่า Your Name รึเปล่า? ก็ได้แต่หวังว่ากระแสรอบนี้จะเกิดคลื่นลูกใหม่ พาให้โรงภาพยนตร์ใหญ่ๆเปิดรับงานอนิเมชั่นดีๆมาให้คนไทยได้เปิดหูเปิดตากันมากกว่าเดิม

    Kimi no Na wa - Your Name - หลับตาฝัน ถึงชื่อเธอ  เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นอีกเรื่องในการกำกับของ Makoto Shinkai  ซึ่งถือเป็นสุดยอดปรมาจารย์การลงแสงและสีชื่อกระฉ่อนอย่างมากในยุคนี้ จากผลงานสร้างชื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็น Voices of a Distant Star, 5 Centimeters Per Second, The Garden of Words  ล้วนเป็นผลงานถูกประเมินคุณค่าด้านงานศิลป์รวมไปถึงงานภาพยนตร์ไว้อย่างสูง โดยเฉพาะงานด้านภาพที่ทำออกมาได้อย่างงามหยด นวลตา สมจริง อบอุ่น น่าทึ่ง สีครบ จัดจ้าน (แนะนำให้ร้านขายทีวีนำไปเปิดลูป) เพราะภาพออกมามีน้ำหนักและรายละเอียดที่คนวาดได้ใส่ลงไปอย่างตั้งใจ จนออกมาเป็นฉากที่สวยงามจนต้องตกใจว่านี่อนิเมะหรือภาพจริงกันแน่ เรียกได้ว่าโดนสะกดให้ดูเพลินเกินจะบรรยายจริงๆ ที่สำคัญคือการได้ดูในโรงภาพยนตร์จะเปิดประสบการณ์ด้านภาพ ให้เราได้สัมผัสถึงความคมชัดของรายละเอียดต่างๆ ที่จอทีวีบ้านไม่สามารถเอื้อมถึงได้อย่างแน่นอน


    พูดถึงด้านภาพ ... (ไม่สปอย)

    งานภาพของชินไคคือเวทย์มนต์ที่สะกดคนดูให้เดินทางไปกับมัน ต้องยอมรับเลยว่า Your Name เป็นอนิเมะที่ 'ภาพโคตรสวย' (ผมถือว่าเป็นอนิเมชั่นที่ภาพสวยที่สุดในโลกแล้ว ณ ขณะนี้) ใครที่อยากเห็นลายเส้นสไตล์ชินไคไม่มีผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ลายเส้นการลงสีรวมถึงการลงรายละเอียดของแสงตลอดทั้งเรื่อง ที่ได้เรียกว่า 'นิดหน่อยก็เอา' ยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชินไคที่ยากจะมีใครเลียนแบบ ไม่ว่าจะแสงสะท้อนจากเงาน้ำ ตึกรามบ้านช่อง รัศมีสะท้อนของแสงแดด (flare) แสงสะท้อนของรถไฟ หยดฝนที่ตกลงมาจนเกิดแอ่งน้ำ ทุกองค์ประกอบเล็กๆน้อยๆของเรื่องที่คนดูแทบมองไม่ทัน แต่พี่แกเก็บเรียบทุกกระเบียดนิ้ว หนังจึงออกมาเหมือนภาพวาดที่ร้อยเรียงต่อกันจนเป็นเรื่องราว ไม่ว่าเราจะเคาะหยุด frame by frame ตอนไหนมันก็ออกมาสวยทุกภาพจริงๆ ในส่วนนี้ต้องยอมใจทั้งตัวอาจารย์และทีมงานมากที่ทุ่มเทใส่ใจกับรายละเอียดกันแบบบ้าคลั่ง คือถ้าไม่มี passion หรือ ใจรัก ขนาดนี้เชื่อเลยว่าทำไม่ได้ขนาดนี้แน่ๆ เราต้องไม่ลืมว่านี่คือภาพวาดไม่ใช่ภาพจริง การที่มีคนทำให้ภาพเหล่านี้เคลื่อนไหวและออกมาเทียบเคียงได้มากขนาดที่ทำให้คนดูลืมตัว จนคิดว่านี่เป็นภาพจริง ต้องเป็นฝีมือระดับปรมาจารย์ที่มาพร้อมทีมงานระดับหัวกระทิจนเกิดเป็นภาพยนตร์คุณภาพชิ้นนี้ขึ้นมาได้

    ต้องไม่ลืมว่าลายเส้นของชินไคแม้จะเป็นอนิเมะแต่ก็ขึ้นชื่อเรื่องความสมจริงแบบ 'Realistic' เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกว่า 'จะเหมือนไปไหน' ภาพสถานที่ต่างๆ ทั้งในเมืองทั้งชนบท ทุกสิ่งทุกอย่างหรือเรียกง่ายๆว่ามันคือ 'จักรวาลของชินไค' การลงสีที่ดูสมจริงยังไม่พอ ยังมีการเพิ่มเฉดสีที่ทำให้ภาพออกมาดูอวบอิ่ม ชวนฝันอย่างมีสเน่ห์ เป็นภาพเสมือนจริงที่อยู่ในความทรงจำของเรา มันช่างเป็นภาพที่ชวนให้คิดถึงวันเก่าๆ สถานที่เก่าๆ บรรยากาศเก่าๆ กลิ่นของความอาลัยอาวรณ์ (Nostalgia) ลอยคลุ้งอยู่ในความรู้สึกของเราแม้หนังจะจบลงไปแล้วก็ตาม แต่ละโลเคชั่นที่หนังเลือกใช้สามารถเข้าไปอยู่ในการจดจำของคนดูได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนของพระเอกหรือนางเอก จะดาดฟ้าโรงเรียนหรือม้านั่งยาวข้างตู้กดน้ำอัตโนมัติ หรือวิวเมืองต่างๆก็ตาม เมื่อเราจำสถานที่ได้ เราก็จะจำได้ว่าเคยทำอะไรที่นี่มาก่อน เราก็จะผูกพันกับมันไปโดยปริยาย ภาพที่มีพลังของความคิดถึงอยู่ จึงเป็นสายใยที่ผูกคนดูกับหนังเรื่องนี้เอาไว้ได้อย่างง่ายดายไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม

    งานองค์ประกอบภาพมาเต็มซะขนาดนี้ แน่นอนว่างาน animate ภาพให้เกิด movement ก็มาเต็มด้วยเช่นกัน ผมกำลังพูดถึงซีนต่างๆที่มีการขยับมุมกล้องให้ภาพวาดแบนๆแบบ '2D' ให้กลายเป็น 'ของจริง' โดยการเพิ่มมิติภาพให้ดูเนียนตาด้วยเทคนิค 3D Layers ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยได้ผ่านตาจากผลงานโฆษณาชิ้นนึงที่ชินไคได้ทำไว้ (ช่วงวินาทีที่ 0:17-0:19 ในคลิปที่แปะไว้ด้านล่าง) สังเกตได้ว่าเทคนิคนี้โผล่มาแค่เกือบ 2 วินาทีเท่านั้นยังสร้างความตื่นตาจนร้อง "อื้อหือออ" ได้ขนาดนี้ ก็พอจะคาดเดาได้ว่ามันต้องเป็นซีนที่ทั้งยากและใช้เวลามากแน่ๆ ซึ่งเทคนิคนี้เราจะได้เห็นอีกหลายครั้งในเรื่อง Your Name รวมไปถึงเทคนิคภาพแบบ Time-Lapse เก็บภาพการเปลี่ยนแปลงของกลางวันกลางคืน ภาพก้อนเมฆเคลื่อนไหว ที่ปกติจะตั้งกล้องไว้ทั้งวันเพื่อเก็บภาพทีละเฟรม อาจารย์ชินไคแกก็จัดมาทำเป็นอนิเมชั่นซะเลย ใจคอช่างโหดเหี้ยมอำมหิตอะไรขนาดนั้น เชื่อว่าคงมีเทคนิคอื่นที่ยากๆซ่อนเอาไว้อีกมากแน่นอน

    ผลงานโฆษณาสุดสวยของชินไค ที่มีการใช้ลูกเล่นแบบ 3D Layers มาผสมผสานเพื่อสร้างมิติให้แก่ภาพ

    พูดถึงด้านพล็อต ... (ไม่สปอย ไม่เล่า ไม่ทำไรทั้งนั้น เอ้า!)

    ส่วนตัวคนเขียนนั้นมีประสบการณ์จากการดูอนิเมชั่นของญี่ปุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงขอเสริมให้กับคนที่คิดว่าอนิเมะคือ 'การ์ตูน' อย่างเดียว คือถ้าคิดแบบนั้นจะเป็นอะไรที่น่าเสียดายมากกกกก เพราะอนิเมะหลายๆเรื่องมีเนื้อหาที่แน่น ซับซ้อน เข้มข้น และคาดเดายาก หรือหักมุมขั้นรุนแรงในแบบที่แฟนๆชอบเรียกกันว่า 'ปวดตับ' ที่สำคัญคืออนิเมะสามารถพาเราไปสัมผัสกับโลกในจิตนาการของเราได้ดีมากๆ ซึ่งในปัจจุบันอนิเมะจึงไม่ใช่ของสำหรับเด็กเลยด้วยซ้ำ ใครที่ยังพูดว่า 'ดูการ์ตูนเป็นเด็กไปได้' จึงควรพิจารณาประโยคนี้ของตัวใหม่อีกครั้ง

    ตอนที่กำลังเขียนนี่ก็พยายามคิดว่าจะเล่ายังไงไม่ให้สปอยเนื้อเรื่อง Your Name  เพราะเอาจริงๆเนื้อหาของเรื่องก็ไม่ได้ยากเกินคาดเดาเท่าไหร่ ใครที่เคยดูหนังหรืออนิเมะแนวโรแมนติค-ไซไฟ ย่อมคุ้นเคยกับแนวคิดแบบนี้แน่นอน ซึ่งผมเลยตัดสินใจเขียนหัวข้อสปอยเอาไว้ล่างสุด เอาไว้ดูหนังจบแล้วค่อยมานั่งอ่านกันเพลินๆอีกทีดีกว่า


    พูดถึงด้านอารมณ์ ... (ไม่สปอย)

    Your Name เป็นอีกเรื่องของชินไคชวนให้คนดูฝันถึงความรักในรูปแบบของพรหมลิขิต เป็นความรักที่เชื่อว่าบนโลกยังมีใครสักคนที่เกิดมาเพื่อคู่กับเราอย่างแท้จริง เป็นคู่แท้ที่ทุกคนล้วนออกตามหาหรือเฝ้ารอคอยทั้งชีวิต คนๆนั้นมีอยู่จริงบนโลกเพียงแต่เราไม่รู้ว่าเค้าอยู่ซอกมุมไหนของจักรวาล แต่ที่แน่ๆคือเราเชื่อว่ามีคนๆนั้นอยู่ 'ปาฏิหาริย์' จึงเข้ามามีบทบาทในความเชื่อนี้ และนั่นเป็นที่มาของการสลับร่างของตัวละครหลักในเรื่อง 

    ความเหงา เดียวดาย อ้างว้าง ของหนุ่มสาวเป็นเอกลักษณ์ในหนังของชินไคที่สะท้อนสังคมญี่ปุ่นที่มีปัญหาเรื่องการมีคู่ได้เป็นอย่างดี ด้วยการแข่งขันในการทำงานที่มีสูง (ในเรื่องพระเอกต้องตระเวนสัมภาษณ์งานทุกวันเป็นเดือนๆ หลายสิบบริษัท) ทำให้กลายเป็นหนุ่มสาวที่ลอยตามกระแสงานไปจนตัวเองไร้ที่ยึดเหนี่ยว ชีวิตต้องการอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่รู้มันคืออะไร สุดท้ายไม่มีเวลาแม้จะมองหาใครสักคนที่เข้ามาเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไปในชีวิต หนังเรื่องนี้จึงสร้างความหวังให้กับคนดูทุกคนว่าเราทุกคนล้วนมีด้ายแดงแห่งพรหมลิขิตซึ่งขอแค่เรายอมสละเวลางานบางส่วนเพื่อตามหามันเท่านั้น อย่าให้งานเป็นทุกอย่าง จนลืมความหมายของการมีชีวิตไปหมด (ในเรื่องมีตอนที่พระเอกแอบโดดงานเพื่อออกตามหาคนที่ตัวเองรัก) 

    ถ้าจะบอกว่าชินไค คือ หว่อง กา ไว ของวงการอนิเมะ เรื่องนี้ก็คงยังไม่ใช่แบบนั้น เพราะหนังไม่ได้ดูแล้วรู้สึกแหว่งเว้า โหวงเหวงทางอารมณ์ กลับให้ความรู้สึกรักแบบอบอุ่น ละมุนละไม แต่จะเทน้ำหนักไปทางคิดถึงและโหยหาเสียมากกว่า หากนึกเป็นภาพคงประมาณ คนๆนึงกำลังวิ่งอย่างสุดแรงเกิดเพื่อไปเจอคนรักที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานกว่าสิบปี แน่นอนเค้าทั้งคู่ยังรักกัน ระหว่างทางที่วิ่งเต็มไปด้วยภาพความทรงจำที่ชวนให้คิดถึง การพบกันครั้งนี้จะเค้าทั้งคู่ไม่ยอมพรากจากกันอีก... หนังน่าจะให้อารมณ์ประมาณนี้ หนังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความคิดถึง และความอาลัยอาวรณ์ ซึ่งเป็นพลังหลักที่ใช้ขับเคลื่อนหนังเรื่องนี้ให้เดินต่อไปอย่างลงตัวกับเนื้อเรื่อง ที่ไม่ได้มีฉากเศร้าเรียกน้ำตาอะไรมากมายแต่กลับเป็นความตื้นตันและประทับใจในเหตุการณ์ที่ตัวละครได้ประสบมากกว่า 

    ที่สำคัญคือหนังของชินไคมักเอาแนวคิดจากวิทยาศาสตร์มาใช้อยู่บ่อยครั้ง อาจบอกได้สั้นๆว่า Your Name คือการผสมผสานของแนวคิดวิทยาศาสตร์ ศาสนา และความรัก เอาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

    ในส่วนที่เห็นแล้วรู้สึกแปลกใจคือ หนังได้สอดแทรกมุกตลกแบบอมยิ้มแก้มแดงมาอย่างลื่นไหลดูไม่ขัดเขิน จากที่เคยสัมผัสงานของชินไคมาก็ไม่ได้มีการหยอดมุกแนวนี้ให้คนจำได้สักเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ทำออกมาได้น่ารักและพร้อมจะชักชวนให้คนหัวเราะกับมุกแบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่นได้อย่างน่าประทับใจ

    ส่วนที่น่าสนใจอีกอย่างในหนังเรื่องนี้นั่นคือ เพลงประกอบหรือเพลงปูในซีนต่างๆของเรื่อง ที่ทำออกมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ขยี้ตรงจังหวะได้แม่นยำ มีการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี ช่วยผสมผสานและขับอารมณ์ของหนังให้ออกมาเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นฉากเศร้าโศกหรือตื่นเต้นก็เลือกใช้ซาวด์ได้อย่างลงตัว

    ซึ่งทั้งหมดทำให้ตอนนี้ Your Name จึงกลายเป็นหนังอนิเมะขึ้นหิ้งของชินไคที่ตั้งมาตรฐานอนิเมชั่นญี่ปุ่นไว้สูงเอามากๆ ใครคิดจะซ้ำทางกันต้องมีนอนหนาวอย่างแน่นอน รวมไปถึงอาจารย์ชินไคเองด้วยที่ต้องกลายเป็นที่จับตาว่าอนิเมะเรื่องถัดไปของแกจะไปในทิศทางไหน และสามารถสร้างปรากฏการณ์ดึงดูดคนดูได้มากขนาดนี้อีกรึเปล่า ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป


    คะแนนความอิน : 9 / 10

    - - - - --------------------------------------------- - - - - 

    **** พูดถึงหนังแบบสปอย (แปะไว้...ไปดู...แล้วค่อยอ่าน) ****


    มา!! เราพร้อมแล้วที่จะพูดคุย ถึงชิ้นส่วนที่พูดแล้วอาจมีผลกระทบต่อคนที่ยังไม่ได้ดูกันเลยดีกว่า

    Your Name เนื้อเรื่องมีความเป็นโรแมนติกไซไฟอย่างชัดเจน โดยเมื่อเข้าช่วงกลางเรื่องหลายคนคงจะพอมองเห็นพล็อตแนว Parallel Universe หรือจักรวาลคู่ขนาน ซึ่งแน่นอนว่าทั้ง 2 จักรวาลนั้นจะติดต่อกันไม่ได้ และจะไม่มีความทรงจำใดๆต่อกัน แต่ด้วยมวลสารและพลังงานบางอย่างของอุกกาบาตที่เคลื่อนตัวเข้าใกล้โลกได้ส่งเกิดแรงผลักดันให้ออกมาอีกมิติ (มีเวลาประมาณ 1 เดือน) นั่นเป็นจังหวะที่ทั้ง 2 มิติสามารถติดต่อกันได้ มิติของทั้ง 2 คนมีความเหลื่อมล้ำของห้วงเวลากันอยู่ประมาณ 3 ปี ซึ่งพระเอกได้สลับร่างกับนางเอกทุกครั้งที่นอนฝัน และได้รู้ความจริงว่านางเอกได้ตายไปแล้วจากเหตุการณ์เศษอุกกาบาตตกลงในบริเวณเมืองนั้นที่ทำให้คนตายทั้งเมืองเมื่อ 3 ปีก่อน จุดนี้หนังดึงอารมณ์คนดูกลับมาว่า นี่คือหนังของชินไคอีกครั้งด้วยความรู้สึกอันน่าปวดตับ (นี่กูต้องเศร้าอีกแล้วใช่มั้ยยยย!)

    แม้หนังจะตั้งใจทำให้ดูสอดคล้องกลับแนวคิดเชิงฟิสิกส์แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นใจความหลักของหนังมากขนาดนั้น (ผมเองก็ไม่รู้เรื่องฟิสิกส์ซักเท่าไหร่) กลับเลือกใช้ความเชื่อในรูปแบบของศาสนาหรือพิธีกรรมมาเป็นตัวแทนของการเล่าเรื่องในครั้งนี้ราวกับว่าที่เกิดขึ้นมันคือ 'ปาฎิหาริย์ความรัก'

    'มุซึบิ' หรือเส้นด้าย (string) ในความเชื่อของญี่ปุ่นถูกพูดถึงว่าจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง เป็นเส้นด้ายที่ถักทอโลกหรืออาจจะเป็นถึงจักรวาลนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสายสัมพันธ์ กาลเวลา ความรัก ทุกอย่างเกิดขึ้นจาก 'มุซึบิ' ก็ถือว่าเป็นแนวคิดตรงกับทฤษฎี String ที่ว่าด้วยทุกสิ่งเกิดมาจากเส้นใยพลังงานที่เล็กยิ่งกว่า Quark สั่นไหวในรูปแบบต่างๆ หนังมีการพูดข้ามสเกลจากเรื่องความรัก ความทรงจำ เลยไปถึงการกำเนิดจักรวาล (อีกแล้ว หนังไซไฟญี่ปุ่นยุคใหม่พูดเรื่องแนวนี้เยอะขึ้น) กำเนิดมนุษย์ ความแตกต่างของเซลล์เพียงเล็กน้อยทำให้คนเราเกิดมาต่างกันออกไปเรื่อยๆ รวมถึงทุกสิ่งล้วนทำให้แต่ละคนเปลี่ยนไปทีละนิดจนสุดท้ายไม่เหมือนกันเลย ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้บอกว่า บนโลกก็อาจมีใครอีกคนที่ถูกหล่อหลอมให้มีความแตกต่างแต่เหมือนกันเพื่อเกิดมาคู่กัน เพราะมีด้ายแดง (bound) ที่เรามองไม่เห็นผูกเอาไว้อยู่

    ในเรื่องของความเชื่อหนังได้ใส่ เขตแดนที่ติดต่อกับความตาย เอาไว้ซึ่งเป็นความเชื่อแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่วิญญาณเป็นเหมือน Data ที่ไม่สูญหาย ร่างกายเป็นเพียงภาชนะ เราสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ในสถานที่บางแห่งที่ห้อมล้อมด้วยแม่น้ำที่คนตายต้องเดินข้ามคล้ายกับในยมโลก มาถึงจุดต้องชื่นชมว่าชินไคคุมสเกลของหนังได้อยู่หมัด สามารถผสมผสานความเชื่อในแบบญี่ปุ่นกับแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์รวมไปถึงความรักแบบโรแมนติกได้ออกมาอย่างแนบเนียน ลงตัว และชาญฉลาด 

    ความรักโรแมนติกของเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแม้แต่ตัวละครเองยังไม่รู้ตัว แต่เมื่อการสูญเสียเกิดขึ้นทั้งคู่ย่อมรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่เค้าจะไม่ยอมสูญเสียมันไป หนุ่มสาวพร้อมจะเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะออกตามหาชิ้นส่วนที่ขาดหายในหลุมดำของจิตใจ แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าชีวิตกำลังเดินทางตามหาอะไร จุดนี้เป็นจุดที่ทุกคนต้องเคยเจอ การออกตามหาบางสิ่งให้ชีวิตเราได้ยึดเหนี่ยว จนได้สัมผัสกับบางสิ่ง หรือบางคนที่เราเองใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยว โดยที่บางครั้งก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าทำไม อาจเป็นเพราะเคมีที่ตรงกัน หรือด้ายแดงของโชคชะตาที่ผูกเราทั้งคู่เอาไว้ เมื่อความสัมพันธ์เกิดขึ้นแบบพรหมลิขิตมันก็ยากที่จะถ่ายทอดอารมณ์มาถึงคนดู ทั้งคู่รักกันอย่างรวดเร็วจนคนดูเองช่วยเชียร์แทบไม่ทัน แต่มันยากตรงที่อยู่คนละมิติกันเลย ซึ่งพระเอกก็ได้แสดงความพยายามในการตามหานางเอกอย่างสุดกำลัง และสุดท้ายต้องมาพบว่าอยู่คนละมิติซะอีก หากผ่านช่วงเวลานี้ไปจะไม่เหลือความทรงจำอะไรไว้เลยแม้แต่ชื่อของอีกคนก็ตาม และนี่คือการปูเรื่องเพื่อเข้าสู่ซีนใหญ่ของหนัง ซีนที่ทั้งคู่เขียนชื่อให้กัน เป็นซีนหลากอารมณ์ที่มีทั้งใจหาย ตื้นตันใจ และกินใจ โดยเฉพาะการที่พระเอกไม่ยอมเขียนชื่อตัวเองและเลือกที่จะบอกความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้แทน นั่นแปลว่าการจดจำชื่อไม่สำคัญเท่า จดจำความรู้สึกเอาไว้ว่ามีใครคนนึงที่รักเธอ แม้เธอจะไม่รู้จักเค้าก็ตาม เพราะเชื่อว่าหากวันนึงได้เจอกัน ทั้งคู่จะสัมผัสได้ทันทีว่าคนๆนั้นคือคนที่เรากำลังตามหาอยู่

    ซึ่งสุดท้ายหนังก็พาไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี การเปลี่ยนอดีตของนางเอกทำให้เธอยังมีชีวิตอยู่ เอาจริงๆถึงตรงนี้ก็น่าจะจบลงได้ (แค่นี้ก็จบดีผิดคาด) แต่หนังก็เลือกที่จะลากมาถึงบทสรุปที่ออกจะยืดเยื้อไปซักหน่อย โดยทำให้ตัวละครมาเจอกันในปัจจุบัน และเริ่มต้นทำความรู้จักกันอีกครั้ง (แน่นอนทั้งคู่จำกันไม่ได้) ก็ถือว่าจบไม่ค้างคาแบบเอาใจคนดูสุดๆ น่าเสียดายที่แทบไม่เปิดช่องว่างให้ได้คิดต่อสักเท่าไหร่


    - - - - --------------------------------------------- - - - - 

    ***** ตอนนี้ทำเพจ Cinemania ไว้พูดคุยกันบท FB แล้วนะครับ 
    ใครชอบหนังสไตล์เดียวกันก็กดไลค์เข้าไปพูดคุยกันได้ครับ
    https://www.facebook.com/CinemaniaRED8

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in