วัยเรียนที่คิดถึงกับเรื่องเล่าในอดีตในสายตาของคนปัจจุบันSAILOM
ประถม 2 การเติบโต ครูใหม่และการสอนที่...

  • ประถม 2 การเติบโต ครูใหม่และการสอนที่...

              ไม่น่าเชื่อว่าพอขึ้นชั้นประถม 2 โลกอันสดใส การได้พบครูใจดีน่ารักอะไรพวกนั้นมันกลายเป็นภาพความฝันไปหมดแล้ว เพราะในตอนนี้ทำไมเราต้องมาเรียนกับคนคนนี้ด้วย แถมต้องทนอยู่กับเขาตั้ง 1 ปีเชียวนะ ตลกนะที่เราเองก็ต้องมาเรียนกับคนแปลกหน้าซึ่งมันก็เหมือนกับการเติบโตไปทีละขั้นนั่นแหละนะแต่มันผิดที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าครูคนนั้นจะดีหรือไม่ดีแต่ที่โจทย์ขานกันในโรงเรียนอยู่แล้วก็เพราะครูคนนี้สอนห่วยแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วจะเรียกเขาว่าเป็นครูเช้าชามเย็นชามก็ได้เพราะแกไม่ได้ตั้งใจสอนหรืออะไรทั้งนั้นแหละ เขาไม่ชอบสอนและไม่น่าจะชอบเด็กเลยด้วยซ้ำแต่ก็ไม่มีการกำราบเด็กที่ห่วยแตกหนักขั้น ครูประจำชั้นห้อง ป.1 ข เมื่อปีที่แล้วหรอก อ่อ...ก็ยัยป้าที่จีบบัวถวายนั่นแหละ เอะอะทำโทษเอะอะทำโทษ โอย.... เกลียด คนนั้นนะลิสต์อันดับครูสอนห่วยเป็นอันดับที่ 1 เลยนะนั่น สรุปว่าเราต้องมาเจอคนนี้สินะซึ่งคนนี้คือคนที่เราลิสต์ให้เป็นอันดับที่ 2 ของโรงเรียน

              เขาคือ “ครูเด” ถามว่าชื่อจริงไหม ชื่อปลอมน่ะ อย่ารู้ชื่อจริงของครูเขาเลยเป็นครูผู้ชายวัยกลางคน อายุก็น่าจะสัก 35 ปีเป็นได้ ถามว่าแกสนใจจะสอนไหมขนาดเด็กที่ฉลาดแต่สมองโง่เรื่องความรู้สึกคนอย่างผมยังรู้เลยว่าแกไม่ได้อยากสอนอะไรทั้งนั้นแหละ มนุษย์เช้าชามเย็นชามของแท้ ไม่มีอะไรเจือปนเลยแต่ก็ดีกว่าก็ตรงที่แกไม่ต้องการสอนและแกก็ไม่ยุ่งจะสอนอะไรเด็กเลย คือปล่อยไปตามยถากรรมนั่นแหละซวยฉิบหายเลย ในตอนนั้นเริมมีภาษาอังกฤษเข้ามาในชั้นเรียนซึ่งถามว่าเด็กอีกห้องที่ได้เรียนกับ “ครูเอก” ถามว่านี่ชื่อจริงไหมนี่ก็ชื่อปลอมเช่นกันซึ่งเด็กห้องนั้นนี่เป็นเหมือนกับคนกำลังรอคอยแสงสว่างที่เคยตกอยู่ยุคมืดจากเงื้อมมือของแม่มดในปีที่แล้วก็ได้รับแสงสว่างและการเยียวยาจิตใจจากครูคนใหม่ที่แสนจะทุ่มเท แล้วตัดมาที่ภาพของห้องกรูสิเชี่ย...แม่งนี่มันบาปหรือเวรกรรมกันวะเนี่ย จบเลย อนาคตกรูเอาเป็นว่าการเรียนและอะไรก็ตามในชั้นนี้ อย่าเรียกมันว่าการเรียนเลยครับเรียกว่า“อยู่ไปวันๆ” น่าจะถูกต้องมากกว่า เอาล่ะ วัยเรียนที่คิดถึง ฉบับประถมศึกษาปีที่ 2ของผมมันคงไม่สำคัญแล้วล่ะ นอกจากการเล่น เล่น เล่น อย่างเดียวเลยจบ คงคิดได้ง่ายๆเลยว่าขึ้นประถมนี้เพื่อ “โง่” เลยก็ว่าได้ขนาดเราจำดีเรายังไม่มีความคุ้นเคยกับความรู้สึกว่าอาจารย์คนนี้สอนเลยนะตลกไหมล่ะ....

  • กิจกรรม การเรียน และการเล่น
    แน่นอนชั้นนี้มีแต่เล่น


           เอาจริง เอาจัง เราเองก็ไม่คุ้นกับการสอนการเรียนในชั้นนี้เลย ก็ตามที่บอกแหละ ใครได้ครูประจำชั้นแบบนี้ก็ทำใจเลยนะ 

    "ทำใจไปติวกวดวิชาได้เลย"

            หลายคนคิดว่าเฮ้ยมันไม่ขนาดนั้นไหม  เออแบบนั้นแหละ ขนาดนั้นแหละ เราเชื่อว่ามันก็ต้องมีล่ะในวงการศึกษาที่ครูบางคนมาเป็นครูเพื่อเงิน ไม่ได้ตั้งใจสอนอะไรหรอก ถ้ามีช่องทางที่จะได้เงินเพิ่มก็จะทำ ซึ่งหมายถึงทำ คศ.ต่างๆ นั่นแหละ (สมัยนั้นยังเป็นครู คศ.) อะไรแบบนั้นแหละ จบ
           เราหลายคนก็มีการนินทาแหละว่า ครูเด แกชอบทำผลงานถ้าผลงานมันสามารถอัพเงินให้แกได้ แต่แกไม่ได้สนใจสอนเด็กหรอก ก็แค่มนุษย์กินเงินเดือนเท่านั้น การเรียนและการผ่านชั้นของเราจึงเป็นแบบงงๆ คืออยู่ๆก็จบปี แล้วก็เลื่อนชั้นขึ้น ป.3 เลยโดยไม่มีความรู้อะไรเลย แล้วเราก็ต้องรื้้อความสามารถแบบไปเรียนกันใหม่เอาในชั้น ป.3 นั่นแหละ สรุปก็คือ ครูประจำชั้นป.3 รับภาระหนักเพราะเราเรียนไม่รู้เรื่องแล้วต้องมาสอนความรู้ ป.2 ให้ใหม่เพื่อให้สอนเนื้อหา ป.3 ได้ สรุปห้องเรากลายเป็นห้อง "โง่" ไปเลย แต่เราไม่ว่าอะไรนะ เพราะมันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว เพราะครูประจำชั้น ป.3 ไม่ได้ย้ายไปสอนชั้นอื่น สอนแค่ ป.3 ก็บอกว่ามันเป็นแบบนั้นทุกปี 

           ด้วยเราเองก็เป็นเด็กคนธรรมดานั่นแหละ เราเลยไม่มีเงินหรือเอาเวลาไปเรียนนอกเหนือที่เรียนในโรงเรียนได้ แม้ว่าแม่จะสอนด้วยก็เถอะ คงจะรู้ใช่ไหมว่า การสอนของแม่บางคนมัน ฮาร์ดคอร์และ ซาดิสม์ มากขนาดไหน นั่นแหละเราเลยเริ่มเกลียดการเรียนไปเลย วิชาที่ชอบก็คือศิลปะ คือวาดรูปนั่นโน่นไปเรื่อยๆ และการเล่นที่สนามบอลในโรงเรียนเวลาครูไม่อยู่ แล้วยังไม่มีครูมารับคาบสอนแทน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเช้า ทำให้เราสนุกสนานมากกับการเล่น


    และนี่ก็เป็นการเล่นที่ฮิตที่สุดของเด็กโรงเรียนเรา

    ก้อนดินหินกลิ้ง 

                 สิ่งนี้เป็นการเอาดินมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ โดยให้น้ำอยู่ในระดับที่พอดี และไม่เหลวจนเกินไปนั่นเป็นสิ่งที่เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงขาลุย ไปไหนไปกัน ชอบทำเวลาพักเที่ยงซึ่งการเล่นนี้นิยมกันหลายยุคสมัยแล้วครับ เพราะสมัยก่อนอาคาร 1 ซึ่งเป็นอาคารเรียนของเด็ก ป.2-3 ก และ ป.4 ก เรียนอยู่เด็กๆจะมีพื้นที่เป็นลานดิน ทำให้เด็กได้ไปแอบทำหลุม คือ ขุดบ่อดิน เป็นลานชนดินหินกลิ้งนั่นเอง แม้ว่าลานดินที่อยู่ใต้ถุนอาคารจะ สกปรกและใต้ถุนมีหยากไย่ก็ตามเถอะนะ  แถมมีหมาจรจัดอาศัยอยู่ก็เถอะเราสนไหม แน่นอนโนแคร์โนสนใดๆทั้งนั้น เพราะยังไงลานดินก็เป็นสวรรค์ของเด็กอยู่ดี เรามักจะใช้เวลาพักเที่ยงไปกับ สนามบอลกลางโรงเรียนและ ลานดินใต้อาคาร 1 เป็นสนามเด็กเล่นของเรา โดยเด็กที่จะเล่นลานดินส่วนใหญ่จะเป็น เด็กอนุบาลและเด็ก ป.2 - ป.4 ก ส่วน ป.4 ข เขาจะไม่มาเล่นที่นี้แล้ว เพราะอาคารเรียนจะเป็นอาคาร 2 ที่อยู่อีกฝั่งโรงเรียนใกล้ๆกับอาคาร 3 ซึ่งถ้ามาเล่นที่ลานดิน จะเสียเวลามากเพราะถ้าสัญญาณออกภาคบ่ายดัง จะต้องใช้เวลาไม่เกินห้านาทีในการสลายม็อบ ไปเข้าห้องเรียนของตน ซึ่งถ้ามาเล่นกับเด็กๆ ชั้น ป.4 ก อาจจะทำให้ไม่ทันเวลาเข้าห้องได้

    How to make sand ball to stronger 

             เมื่อพูดถึงก้อนดินหินกลิ้งแล้ว การปั้นก้อนดินหินกลิ้งให้ได้ขนาดที่พอดีและแข็งมากพอที่จะชนกับก้อนหินของเพื่อนแล้วไม่แตกได้นั้น ย่อมเป็นศิลปะชั้นสูงมากเลยนะ สูงกว่าการวาดภาพระบายสีในวิชาศิลปะด้วยซ้ำ แน่นอนชั้นนี้ไม่เน้นสอนเพราะเรียนๆเล่นๆไปยังไงก็ผ่าน เพราะครูเด แกปล่อยเกรดและไม่สนใจเด็กไง เอาล่ะคราวนี้เรามาเรียนรู้การทำ ก้อนดินหินปั้นยังไงให้แข็งและทนต่อแรงกระแทกของก้อนดินหินปั้นของเพื่อนเราเพื่อเอาชนะได้อย่างใสๆกันนะ



    กฎ  8   ข้อ สำหรับการทำก้อนดินหินปั้น

    • ก้อนดินหินปั้นที่ดีต้องแข็งและทนทาน
    • ปริมาณน้ำที่พอเหมาะจะทำให้ดินมีความอยู่ตัวและพร้อมที่จะชนกับก้อนหินอื่นๆได้ดีกว่า
      -   ถ้าปริมาณน้ำน้อยเกินไป ก้อนดิินก็จะไม่อยู่ตัวเป็นรูปร่างหรือเป็นก้อนกลมๆ ได้แค่จับนิดๆก็แตกแล้ว
      -   ถ้าปริมาณน้ำมากเกินไป ก้อนดินก็จะไม่มีความแข็งและอ่อนย้วย ยิ่งน้ำมากก็ยิ่งอาจจะทำให้ก้อนดินของเราแบนติดสมรภูมิรบได้ 
    • การซ้อนชั้นดินให้ก้อนดิน จะช่วยให้ ก้อนดินแข็งแรงขึ้น แต่ชั้นดินที่เพิ่มจะต้องทำขึ้นเมื่อก้อนดินชั้นแรกแห้งแล้วเท่านั้น และ ชั้นดินที่เพิ่มจะต้องไม่หนาไป ไม่งั้นชนกับก้อนดินของเพื่อนแล้วก็จะแตกเหมือนปอกไข่เลย ซึ่งถ้าแตกแบบนั้นก็ถือว่าแพ้นะ จบ
    • ก้อนดินขนาดใหญ่บางครั้งอาจจะไม่ชนะ ก้อนดินขนาดเล็กพอดีมือนะ บางทีชนแล้วก้อนใหญ่แตกก็ได้ ซึ่งนั่นคือความแข็งของก้อนดิน ที่อาจจะน้อยเกินไปหรือซ้อนชั้นมากเกินไป ขนาดใหญ่เกินไป ก้อนดินก็จะเหมือนไข่ต้มรอปลอกเลือกนั่นแหละ 
    • วิธีที่จะทำให้ก้อนดินแข็งมากขึ้น ก็คือการตากแดดตอนเย็น ซึ่งต้องทำหลังเลิกเรียนเท่านั้น
    • อีกวิธีก็คือ โยนก้อนดินเข้าเตาเผาขยะ (หลุ่มปูนซีเมนต์ ที่อยู่ด้านหลังอาคาร) ตรงนั้นเด็กจะโยนกระดาษและถุงขนมลงไปเยอะ นั่นทำให้ต้องมีเตาเผาขยะวิธีนี้จะต้องมาเช้าหน่อย แล้วแอบคุ้ยขยะออกมาแล้วเอาก้อนดินวางไว้ด้านล่างสุด เป็นวิธีีการทำเครื่องปั้นดินเผาอย่างหนึ่ง
    • วิธีก่อนหน้านี้ใช้ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะถ้าทำสองครั้งแบบซ้อนชั้น ก้อนดินอาจจะมีความไข่ปลอกมากขึ้น เพราะแรงดันก้อนดินชั้นในเยอะแล้วพอชนกัน แรงจากก้อนดินชั้นในจะส่งออกมาด้วย ทำให้ผิวดินชั้นนอกที่ทำการซ้อนนั้นแตกง่ายขึ้น 
      -    แต่อาจทำได้ถ้าใช้ไฟสูงคือขยะมีเยอะและใช้เวลาเผานาน แบบนี้จะได้ก้อนดินที่มีความแข็งมาก และเป็นที่หมายตาในการรแย่งชิงก้อนดิน
    • ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่ ก้อนดินหินปั้นจะชนแล้วแตกนั้นขึ้นกับดวงด้วย บางทีดินแข็งเท่่าไหร่ ชนๆไปมันก็แตก เพราะชนมาเยอะ ต้องมีการซ่อมและฉาบผิวดิน และทำให้ผิวดินชั้นหน้ามีความชุ่มชื่นด้วยเสมอๆ เหมือนกับผิวคนตอนหน้าหนาวที่ขาดความชุ่มชื่นแล้วผิวแห้งแตก แบบเดียกันเลย

    วิธีการเล่นก้อนดินหินปั้น

    • สร้างสมรภูมิโดยขุดหลุมเป็นทางโค้งลงมาทั้งสองแนว โดยแต่ละฝั่งจะต้องมีพื้นผิวที่เรียบเสมอกัน เพื่อความสมดุลของแรงที่ตกลงมา ไม่ให้ก้อนดินฝั่งใดฝั่งหนึ่งมีแรงและความเร็วมากไปกว่ากัน โดยความเร็วและความแรงมันจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักของก้อนดิน และความหนาแน่นและแข็งของก้อนดิน ก้อนนั้นๆ
      -      ก้อนดินที่มีความใหญ่ลูกดินจะต้องมีความแข็งของผิวที่มากขึ้น กว่าก้อนดินขนาดเล็ก 
      -      ก้อนดินขนาดเล็กจะต้องพึ่งดวงหากได้ชนกับก้อนดินที่ใหญ่กว่า ว่าก้อนดินนั้นจะมีความแข็งชั้นผิวและควมหนาแน่นที่มากกว่าไหม ถ้าก้อนดินก้อนใหญ่เป็นแบบนั้นก็มีแต่แพ้ แต่ถ้าเป็นก้อนดินที่มีความไม่แข็งด้วยอันนี้พึ่งดวงและมีโอกาสชนะสูง
    • เอาก้อนดินมาวางอยู่คนละฝั่งแล้ว ปล่อยก้อนดินนั้น โดยไม่เพิ่มแรงผลัก คือวางมันแล้วให้มันกลิ้งไปตามมุมขอบของมรภูมิไปชนกัน 

    • ก้อนดินก้อนไหนแตกถือว่าแพ้
    • ห้ามเอาก้อนหินมาทำเป็นส่วนผสมในก้อนดินเพราะมันจะเป็นการโกงและเพื่อนที่รู้จะไม่ชนก้อนดินกับคนนั้นอีกนาน เพราะมันไม่แฟร์ แถมยังงโดนป่าวประกาศให้อายต่อธารกำนัล
    • อย่าทำอะไรกระโตกกระตาก เพราะมันเป็นศาสตร์มืด ห้ามส่งเสียงดังหรือทำอะไรจนครูอดทนไม่ไหว แล้วการซ่อนก้อนดินไว้อาจจะพังเละไม่เป็นท่า เพราะครูทุบก้อนดินเหล่านั้นทิ้ง
    • การเล่นก้อนดินนอกเวลา ช่วงครูเด ไม่อยู่ เป็นการอาจหารมาก เพราะต้องเงียบเป็นพิเศษ ไม่งั้นอาจโดนครูห้องข้างๆถือไม้เรียวมาตี ได้ ต้องเล่นเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

    การแพ้ชนะ 

    • ก้อนดินก้อนไหนที่มีรอยแตกมากกว่าถือว่าแพ้
    • หากก้อนดินแต่ละฝั่งมีความแข็งมาก อาจจะตัดสินที่ก้อนดินก้อนไหนหลังชนมีการผิดรูปของก้อนดินไหม ถ้ามี ฝั่งนั้นถือว่าแพ้

  • เวลาว่างช่วงพักเที่ยง และการเล่นที่เปลี่ยนไป 

             หลังจากที่เด็กๆ ขึ้น ป.2 เด็กๆจะมีพื้นที่เล่นเยอะขึ้น และ ไม่ได้กวนรุ่นพีมากนัก เพราะรุ่นพี่แถบนี้จะมีความดื้อ พอๆ กัน ไม่รู้มันไหลกันยังไงเหมือนกันนะ แต่มันก็เป็นแบบนั้น เอาล่ะเรามาคุยเรื่องการเล่นช่วงพักกันดีกว่า
    เราขอแบ่งกลุ่มเด็กออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆแล้วกันนะ

    กลุ่ม1 กลุ่มเด็กทั่วไป
              เด็กกลุ่มนี้จะเป็นเด็กทั่วไปอยู่ในระเบียบวินัย รักสะอาด และไม่ชอบการเล่นเปื้อนเปรอะนัก เด็กกลุ่มนี้จะเล่นอยู่บนห้องเรียนของตัวเอง หรือไม่ก็ไปเล่นที่สนามฟุตบอล 

    กลุ่ม 2 กลุ่มเด็กเหลือขอ
              จะว่าแบบนั้นก็ไม่ค่อยถูกนัก แต่เด็กกลุ่มนี้จะมีสถานที่สิงสถิตอยู่ที่ลานดินใต้อาคาร 1 ไม่นับเด็กที่มาดูแลแปลงผักนะ คือเด็กกลุ่มนี้จะเล่นก้อนดินหินปั้น ซึ่งก็เป็นการเล่นต้องห้ามของโรงเรียนด้วยแหละ เพราะหลุมสมรภูมิของเด็กๆ ที่ทำกันไว้มันทำให้น้ำขัง และเป็นหลุมให้หมานอน แถมลานดินใต้อาคารมันก็สกปรกด้วยแหละ โรงเรียนเลยห้าม แต่ถามว่าเด็กๆสนใจไหม ก็ไม่นะ ก็เล่นกันอยู่ แค่แอบๆหลบๆ เวลาครูใกล้มาหรือ แอบเห็นครูก็จะหาที่หลบออกมาให้ทันก่อนครูเห็น จบ นอกนั้นก็คือการออกนอกโรงเรียน ที่เป็นข้อห้าม เด็กกลุ่มนี้คือกลุ่มเด็กเหลือขอกลุ่มโตช่วง ป.3 เทอมสองและกลุ่มป.4-6 ที่ไม่ชอบการเรียนก็จะแอบหนีออกมาจากโรงเรียนแล้วก็บางทีก็กลับบ้านไปเลย ไม่เรียนตอนบ่าย

    งานพักเที่ยง งานอาหาร งานขนม อะไรแนวๆนี้จะต้องมาสิวะ

              แน่นอนว่าเด็กหลายคนจะซื้อขนมมาตุนไว้สำหรับกลางวันเป็นหลัก และบางครั้งก็โดนขโมยขนมเพราะกลุ่มเด็กเหลือขอตั้งแก๊งค์ไถขนม หรือแอบขโมยช่วงเรียนคาบพละศึกษา หรือเกษตร เด็กกลุ่มนี้อาจจะขอเข้าห้องน้ำ แล้วก็แอบขึ้นไปค้นเอาขนมที่ซ่อนไว้ก็ได้ อันนี้ต้องระวังกันมากเลยครับ
              เนื่องจากการออกนอกโรงเรียนเป็นสิ่งต้องห้าม การที่เราจะได้ขนมมาทานกันก็จะหาได้จากการซื้อขนมที่ร้านสหกรณ์ในโรงอาหารและการเกาะขอบกำแพงใกล้ๆร้านค้า บริเวณหน้าและหลังโรงเรียนจะมีร้านขายของอยู่ เด็กๆจะซื้อขนมโดยการชะเง้อและส่งซิกให้แม่ค้า ว่าต้องการซื้อของแล้วแม้ค้าจะมาถามว่าจะเอาอะไร แล้วไปเอาของมาให้ การทำแบบนี้เด็กๆจะมีพอยท์ในการซื้อของไว้แล้วว่าจะซื้ออะไร คือบอกเลยว่าอยากได้อะไร แล้วให้แม่ค้าหยิบยื่นของมาให้ 
    แต่วิธีนี้ก็เสี่ยงกับการโดนทำโทษเหมือนกันคือ ซื้อของจากนอกโรงเรียนเข้ามา ในเวลาเรียน ซึ่งมีโทษพอๆกับ การออกนอกโรงเรียนในเวลาเรียน การทำแบบนี้จะต้องทำในช่วงที่แอบเปลี่ยนเวลาเรียน เด็กจะแอบเนียนไปเข้าห้องน้ำแล้วไปเกาะขอบกำแพงซื้อแบบนี้จะปลอดภัยมากสุด หรือไม่ก็ต้องสนิทกับเวรสวัสดิการมากพอที่จะอาจหารทำแบบนั้นในเวลาเที่ยง เวลาที่อนุโลมในการซื้อของแบบนั้นได้ก็คือการซื้อของช่วงเย็นตอนคาบสุดท้ายใกล้กลับบ้าน การทำแบบนั้นจะถืออนุโลมและไม่โดนลงโทษเป็นเวลาทองในการได้กินของดีๆเลยนะ 
               แต่ถ้าแอบออกหรือกลับบ้านไปก่อนเวลาเข้าแถวปล่อยเลิก ก็จะมีความผิดเช่นเดียวกับการออกนอกโรงเรียนก่อนเวลาเลยล่ะ แม้ว่าจะไปตอนใกล้โรงเรียนเลิกก็เถอะ
  • จะว่าไปพอเขียนเรื่องเหล่านี้แล้วความคิดมันก็หลั่งไหลมาเลยทีเดียว เดี๋ยวอาจจะเพิ่มเรื่องเล่าสมัยประถม 2 อีกนะครับขอคิดไปสักพักก่อนนะครับ เพราะอย่างที่ว่าเรื่องราวสมัยอยู่ ป.2 มันน้อยมากเสมือนกับการอยู่ป.2 สักสองเดือนแล้วก็ขึ้น ป.3 เลย ทำให้ไม่ค่อยมีความทรงจำเหล่านี้เท่าไหร่  ขอกลับไปคิดอีกครั้งก่อนนะครับ ว่ามีเรื่องอะไรที่น่าสนใจช่วง ป.2 อยู่อีกบ้างไหม

    แล้วเจอกันในสัปดาห์หน้าวันจันทร์,อังคารนะครับ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in