Dear, DiaryWIPASANE
รีวิว การเรียนภาษาเกาหลี ที่ EDUPAC
  • * รีวิวนี้ เป็นการรีวิวจากประสบการณ์และมุมมองของผู้เขียน โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน
    ผู้เขียนไม่ใช่หน้าม้าแต่อย่างใดและไม่ได้แนะนำให้เรียนกับสถาบันนี้ด้วย เพราะ ผู้เขียนก็บอกเลิกศาลากับสถาบันนี้แล้วจ้ะ :)

    ขอออกตัวก่อนว่า เราไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไร และเริ่มต้นเรียนภาษาเกาหลีแบบไม่ได้คิดจะจริงจัง รีวิวนี้ไม่ได้ต้องการจะ complain อะไร 
    แค่อยากจะแชร์ประสบการณ์เท่านั้น :)
             'ภาษาเกาหลี' เป็นอีกหนึ่งภาษาที่เด็กรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะด้วยกระแสเค-ป็อป ซีรีย์เกาหลี หรือการเข้ามาของบริษัทข้ามชาติต่างๆจากแดนกิมจิ ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การเรียนภาษาที่สาม เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก อยา่งไรก็ตามเราเชื่อว่าการจะเลือกเรียนภาษาสักภาษาหนึ่งคงต้องมีเหตุผลมากกว่าเพียงแค่ความชอบอย่างแน่นอนเพราะ ต้องลงทุนทั้งเงินและเวลา

               สำหรับตัวเรา แรงบันดาลใจในการเรียนภาษาเกาหลี ไม่ได้มาจากความติ่งแต่อย่างใด แต่แท้จริงแล้วเกิดจากความว่างในช่วงปิดเทอมก่อนเข้ามหาลัย ประกอบกับ ความคิดชั่ววูปหนึ่งว่า ' อยากรู้จังว่าตัวหนังสือที่ขึ้นมาในรายการแปลว่าอะไรนะ?' 'อยากดูซีรียส์แบบไม่มีซับได้จัง' 'ถ้าดูรายการเพลงแล้วร้องตามได้เลยก็คงดีนะ คิคิ'
             จากจุดเริ่มต้นเล็กๆนี้ ทำให้เราเริ่มเรียนภาษาเกาหลีด้วยตัวเองจากหนังสือคัดเกาหลีและYoutube จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่เราตัดสินใจจะไปลงซัมเมอร์ที่เกาหลี ทำให้เราสนใจลงเรียนกับสถาบันภาษาขึ้นมา

             ตอนแรก เราลังเลระหว่าง EDUPAC กับ K-Top ที่ Central World แต่เหตุผลที่เราเลือก EDUPAC Lemonde เพราะ 'ใกล้บ้าน' ค่ะ แม้เหตุผลอาจะฟังดูไก่กา แต่เราเป็นคนตื่นสายมากค่ะ ถ้าต้องตื่นไปเรียนก็อาจจะไม่ไปเรียนในที่สุด... ประกอบกับการเช็ครีวิวจากหลายๆที่แล้ว ก็ไม่แย่อะไร นอกจากนี้ก็ใช้หนังสือของยอนเซ น่าจะโอเคแหละ
  • PART 1 l Registration

    ที่ EDUPAC จะแบ่งคอร์สเป็น 2 แบบ หลักๆ คือ หลักสูตรปกติ และ หลักสูตรเร่งรัด ซึ่งมีเนื้อหาเหมือนกัน เพียงแต่หลักสูตรเร่งรัดจะใช้เวลาเรียนสั้นกว่า (ชม. เรียนเท่ากัน แต่จำนวนวันน้อยกว่า เรียกสั้นๆว่าเรียนอัด)

    ปล. รายละเอียดปลีกย่อยอื่นดูได้ในเพจ หรือ www.edupac-lemonde.com นะคะ

    เราติดต่อสอบถามคอร์สผ่านทาง facebook ซึ่งพี่แอดมินก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว
    *บทสนทนามีการย่อความ เพื่อให้อ่านได้ใจความสั้นกระชับ
    แอดมิน : สำหรับคอร์สเรียนที่สถาบัน คอร์ส 1.1 ตอนนี้มีโปรโมชั่นลด 50% จากปกติราคา 5700 บาท เหลือเพียง 2850 บาท มีค่าหนังสือ 1 ชุด 550 บาท รวมเป็น 3400 บาทค่า
    สำหรับคอร์สเรียนเดือนมกรา ตอนนี้คอร์สวันอาทิตย์ยังมีที่ว่างอยู่นะคะ
    สนใจลงเป็นคอร์สวันอาทิตย์ไหมคะ
    Writer : ไม่เคยเรียนไวยกรณ์มาก่อนเลยค่ะ แต่อ่านได้ + รู้ปย.พื้นฐานtraveller อ่าค่ะ
    เป็นวันอาทิตย์ เวลาไหนคะ??
    แอดมิน : คอร์สเรียนวันอาทิตย์ คลาสเรียนตามนี้เลยค่ะ
    Class 1.1 Sun 9.00 - 12.15, 24 hours
    เริ่มเรียน 28 มกราคม - 18 มีนาคม หากสนใจ รบกวนขอทราบชื่อ เบอร์โทรและอีเมล์ เพื่อส่งรายละเอียดและข้อมูลอื่นๆด้วยค่ะ

    หลังจากนั้น เราก็เข้าไปดูรายละเอียดว่า คนที่ไม่มีพื้นฐานไวยกรณ์ต้องลงคอร์ส 1.1 ซึ่งจริงๆอยากได้คำแนะนำเรื่องคอร์สเรียนที่ละเอียดกว่าแค่เวลาและราคา แต่สุดท้ายแล้วเราก็ตัดสินใจลงเรียนในที่สุด

     Concern : ช่วงสอบถามคอร์สตอบ messenger ค่อนข้างเร็ว แต่หลังจากเราตัดสินใจลงเรียนและจ่ายเงินเรียบร้อย ความรวดเร็วในการตอบข้อซักถามจะลดลงครึ่งหนึ่ง

    สรุป คือ เราก็ได้ลง level 1.1 ค่ะ รอบ 9.00 - 12.15 

    #review จนท. มาเปิดสถาบันช้ามาก อาจารย์มาตรงเวลา แต่เริ่มสอนเลท เพราะ รอคนมาเกือบครบ

    ที่ EDUPAC level 1 จะซอยคอร์สย่อยเป็น 1.1-1.5 โดย 1 คอร์สจะเรียนทั้งหมด 8ครั้ง ครั้งละ 3ชม.

    Payment method : เราชำระเงินโดยการโอนผ่านธนาคาร สถาบันจะแจ้งเราผ่านแชท ว่าส่งใบเสนอราคาไปทางอีเมลล์แล้ว โดยจะแบ่งเป็นใบมัดจำและใบชำระส่วนที่เหลือ

    ex. คอร์สเรา 3,400 THB. = มัดจำ 2,000 THB. + ที่เหลือ 1,400 THB.

  • PART 2 l Location and Environment

    EDUPAC ตั้งอยู่ในซอยข้างโลตัส ปิ่นเกล้า ค่ะ เข้าไปในซอยไม่ลึกมาก หน้าสถาบันจอดรถได้ 1-2 คัน

    สถานที่ : สถาบันไม่ใหญ่ค่ะ เป็นตึกแถวในซอย แต่ก็สะอาดสะอ้าน (ใส่รองเท้าเข้าไม่ได้นะคะ) มีที่นั่งรอให้ผู้ปกครอง ห้องน้ำก็พอใช้ทั่วไป (มีรองเท้าแตะไว้ใส่เข้าห้องน้ำให้) โดยรวมถือว่าผ่านค่ะ

    บรรยกาศห้องเรียน : คลาสหนึ่งจะมีนักเรียนไม่เกิน 7 - 8 คน (คลาสเรามี 6 คน) 

    ขนาดห้องเรียนไม่ใหญ่มาก แต่ก็ไม่ได้อึดอัด เป็นโต๊ะเลคเชอร์ มีอาจารย์นั่งอยู่ตรงกลาง ด้านหลังโต๊ะอาจารย์จะเป็นไวท์บอร์ด

    ข้อเสีย ! 

       1. ยุงแอบเยอะ (หรือมีแค่เราที่โดนกัด...)

       2. เราไม่ชอบการถอดรองเท้าเลยจริงๆ แต่ก็แก้ปัญหาโดยการใส่ถุงเท้ามาเรียน eiei

    * 3. จนท. มาเปิดสถาบันช้ามากกก (ก.ไก่ ล้านตัว) เราเรียนรอบ 9.00 น. แต่ 8.45 แล้วยังไม่มีใครมาเปิดสถาบันเลย และไม่ได้เป็นแค่ครั้งเดียว :( 

  • PART 3 l It's time to learn Korean!

    สำหรับคอร์สที่เราเรียน จะเป็นอาจารย์คนไทย อายุไม่มากค่ะ น่าจะประมาณ 27-30 ปี โดยอาจารย์จะแทนตัวเองว่า 'พี่'  นะคะ ซึ่งเราว่า การแทนตัวเองว่า 'พี่' ทำให้เรารู้สึกเกร็งน้อยลงนะคะ (เราไปเรียนคนเดียวเลย T^T)

    อาจารย์น่ารักค่ะ ใจเย็น ใส่ใจตลอดว่าทุกคนจะตามทันเท่ากันมั้ย นอกจากนี้ เวลาตรวจงานก็จะมีคอมเมนต์ให้เป็นรายบุคคลด้วย

    การเรียนการสอนโดยรวมจะสอนเป็นภาษาไทย และเป็นภาษาเกาหลีบ้างบางครั้งค่ะ ซึ่งเราสามารถเตรียมตัวไปก่อนเข้าคลาสได้ ผ่าน online course ท่ี่ทางสถาบันจะส่งรายละเอียดให้ หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยค่ะ

    online course ก็จะเป็นเนื้อหาแบบที่เราจะได้เรียนในห้อง สิ่งที่แตกต่าง คือ อาจารย์ในเทปจะสอนเป็นภาษาเกาหลีทั้งหมด ซึ่งโดยส่วนตัว เราว่า ข้อเสีย คือ ระบบใช้งานค่อนข้างยาก และใช้เวลานานมากเกินความจำเป็น แต่ข้อดี คือ ทำให้เราได้คำศัพท์ใหม่ๆมากขึ้น

    สำหรับการเรียนครั้งแรก เมื่อมาถึงสถาบันก็ไปที่ reception ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้หนังสือทั้งหมด 3 เล่ม ชีทเพิ่มเติม 1 ชุด และ course syllabus

    หนังสือที่ได้มาทั้งสามเล่ม ประกอบด้วย reading, English Version และ Workbook โดยทั้งหมดจะเป็นฉบับxeroxนะคะ
    ส่วนชีทเพิ่มเติมนั้น จะมีเนื้อหา conversation แบบฝึกหัดการอ่าน โน้ต grammar และ vocab ที่ต้องกลับไปท่องในแต่ละสัปดาห์ค่ะ (มีการ dictation ด้วยนะคะ)

    l Lesson 1 l

    คาบแรก อาจารย์จะเริ่มจากแนะนำตัว รวมทั้งถามชื่อเสียงเรียงนามของสมาชิกในคลาส จากนั้นก็จะเริ่มแนะนำเอกสารประกอบการเรียนการสอน

    หลังจากผ่านช่วง introduction ไปแล้ว ก็จะเข้าสู่การเรียนจริงๆแล้ว โดยจะเริ่มสอนตั้งแต่ การเขียน การอ่าน พยัญชนะ สระ ตัวสะกด และจบคลาสด้วยการสอนconversationง่ายๆ และให้การบ้าน คือ คัดลายมือ มาส่ง (ซึ่งพี่เค้าตรวจจริงๆ และให้คอมเมนต์ด้วยนะคะ)

    #review สำหรับเราที่อ่านออกเขียนได้ ประสมคำได้แล้ว 3 ชม. แรกนี้ของเราไม่ประทับใจมาก มันเสียเวลาค่ะ ซึ่งจริงๆเราคิดว่าทางEDUPACควรแจ้งเราก่อนนะ

    l Lesson 2 l

    เข้ามาถึง อาจารย์จะบอกเราให้ทบทวนบทเรียนไปก่อน ประมาณ 9.10 ก็เริ่มส่งการบ้าน รับคอมเมนต์รายบุคคล กว่าจะเริ่มเรียนจริงๆก็ 9.30 #ประมาณว่ารอทุกคนมาครบ...

    คาบที่ สอง เริ่มจากทบทวนของคาบที่แล้ว จากนั้นอาจารย์ก็เริ่มสอนไวยกรณ์ ตามเนื้อหาในtextbook เมื่อสอนเนื้อหาจบ ก็ให้ทุกคนลองทำแบบฝึกหัดท้ายบท (มีบฝ. การฟังด้วยค่ะ) โดยถ้าเป็นการแต่งประโยค อาจารย์จะให้ส่งและตรวจทีละคน และหากเป็นบฝ.ท้ายบท ให้จะพลัดกันตอบ

    ปิดท้ายคาบที่สอง ด้วยการสอนvocab ที่อยู่ในชีทเพิ่มเติม พร้อมการบ้าน คือ ครั้งหน้าจะdictation!

    #review คาบนี้ทำให้เรารู้สึกว่าได้อะไรจากการมาลงเรียนมากขึ้น ได้มาเก็บตกประเด็นที่เราเคยสงสัย ได้หลักไวยกรณ์ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เพิ่มขึ้น 

    Anyway, โดยส่วนตัว เราคิดว่าควรเริ่มการเรียนการสอนตรงเวลา และเนื้อหาต่างๆมันสามารถกระชับได้มากกว่านี้ สรุปว่า so so ค่ะ

    l Lesson 3-8 l

    หลังจากผ่านสองคาบแรกมาแบบไม่ค่อยประทับใจอะไรมากนัก เมื่อมีงานอื่นเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกับที่เราลงเรียนไปพอดี เราจึงเลือกที่จะไปทำงานมากกว่า ทำให้ขาดไปติดกับ 2-3 คาบเลย (เท่ากับ 6-9 ชม.  เลยนะคะ) ทั้งๆที่ขาดไปหลายคาบ จากที่คิดว่ากลับไปเรียนต้องตามไม่ทันแน่ๆเลย เราจึงรีบอ่านหนังสือเองตาม course syllabus แต่ที่ไหนได้ ไปเรียนยังตามทันอยู่เลย เหมือนแอบสอนช้ากว่าตารางนิดหน่อยค่ะ นอกจากนี้ ขนาดผ่านไปครึ่งคอร์สแล้ว speed การสอนก็ยังคง slow-motion อยู่เช่นเดิม ซึ่งเราว่า บางจุดนี้ อาจจะผิดพลาดจากตัวเราเอง ด้วยเราเป็นแนวที่ชอบการเรียนที่ค่อนข้าง effective แบบใช้เวลาอย่างคุ้มค่า และค่อนข้างจะติดการเรียนแบบที่แอบ speed x1.5 up แต่สไตล์การเรียนการสอนของEDUPAC ค่อนข้างจะเป็นแบบช้าๆ รอทุกๆคนไปพร้อมๆกัน

    #ลงเรียนแล้วอยากให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่นะคะ อย่าเอาเราเป็นเยี่ยงอย่าง เสียดายเงินมากๆ T T

  • Part 4 l Conclusion

    สรุปแล้ว โดยส่วนตัวเรา ไม่ recommend 
    แต่! อ่านให้จบก่อนค่ะ

    ข้อดี

    • เหมาะกับคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยจริงๆ เพราะ สอนช้ามากๆ ไม่ต้องกลัวจะตามไม่ทันเลย
    • ค่าเรียนถูกกว่าหลายๆที่ค่ะ
    • เดินทางสะดวก สำหรับคนที่อาศัยในย่านปิ่นเกล้า (พิมพ์ปย.นี้แล้วให้ความรู้สึก airbnb มากค่ะทุกคน)

    ข้อเสีย

    • การเรียนการสอนไม่ค่อย effective
    • ซอยคอร์สเยอะมากกกก แต่ที่อื่นก็ซอยคอร์สคล้ายๆกัน
    • ถ้าบ้านอยู่ไกล แล้วต้องมาถึงที่เรียนก่อนเวลา ต้องดูแลตัวเองได้ค่ะ เพราะ อย่างที่ mentioned above จนท. มาเปิดที่เรียนช้ามาก...
    • สอนแต่ประโยคแบบสุภาพทางการ ทำให้รู้สึกว่า ไม่ค่อย practical นิดหน่อย
    • ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการบรรยกาศแบบสนุก หรือ เน้น conversation

    แนะนำจากเราเอง

    Fun Fun Korean Conversation

    ในคลิปสอนภาษาเกาหลีที่เราเคยดูมาทั้งหมด เราชอบ Fun Fun Korean Conversation ของช่อง Seemile ทางYoutube มากที่สุด ซึ่งจะสอนโดย native speaker เป็นภาษาอังกฤษค่ะ 

    #review เราว่า content ที่เค้าสอน ค่อนข้าง practical มากๆเลย ถ้าไปเที่ยวก็สามารถใช้ได้จริงๆค่ะ นอกจากนี้ อาจจะเพราะเราชอบการเรียนภาษาที่สามด้วยตัวภาษานั้นเอง มากกว่าการเอาภาษาไทยเข้าไปแทน ทำให้ Fun Fun Korean Conversation ตอบโจทย์เรา :)

    KHEM Korea

    เราคิดว่า คนที่สนใจเรียนภาษาเกาหลีส่วนมาก น่าจะรู้จักพี่เขมเนอะ (หรือเรารู้สึกไปเอง5555) แต่แบบเราอยากจะรีวิวว่า พี่เค้าสอนเข้าใจมากๆเลย สามารถลองเรียนจากคลิปของพี่เขมได้ก่อนทางยูทูป แล้วถ้าสนใจจะซื้อหนังสือ ก็ค่อยไปสั่งก็ได้ ประมาณนี้ (ซึ่งเราก็ยังไม่ได้สั่งนะ ช่วงนี้เข้าโหมดขี้เกียจอยู่)

    #imo, รู้สึกว่าเหมาะกับการเก็บไวยกรณ์ และรูปแบบประโยคต่างๆ รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย 

    #review แต่ละคลิปของพี่เค้าไม่นานเลย แค่เราดูวันละคลิปก็รู้สึกได้ใช้เวลาใหมีค่าขึ้นแล้ว นอกจากนี้ เรารู้สึกว่า พี่เขมสอนด้วยความ alert มาก ซึ่งทำให้เรารู้สึก active ตามพี่เค้าไปด้วย

    หนังสือ พูดเกาหลีทีละคำ BASIC KOREAN ของ สนพ. พราว


    โดยส่วนตัวเราค่อนข้างชอบรูปแบบหนังสือของสนพ.พราวอยู่แล้ว แต่เล่มนี้อยากแนะนำ เพราะ รู้สึกว่าจัดเนื้อหาให้อ่านง่าย มีการเชื่อมโยงกันในแต่ละบท
    ปล. จริงๆแล้ว สนพ.พราว มีหนังสือสอนภาษาเกาหลีอีกเล่มหนึ่ง แต่เราไม่ได้ซื้อเล่มนั้น (เล่มBASIC KOREAN ที่เราซื้อมา เป็นเหมือนฉบับย่อของเล่มนั้น)

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in