life chapternamnuam
when i feel lost.

  • วันนี้ วันที่เราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ วันที่เรารู้สึกหลงทาง ไร้เป้าหมาย ไม่มีกำลังใจ เรากำลังสับสน เราไม่เห็นเป้าหมายในชีวิต เราไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่.

    ตอนนี้เราจบ ม.6 แล้ว และชีวิตในมหาวิทยาลัยของเรากำลังจะเริ่มต้นขึ้น เราอยากมาเล่าตอนที่เราเป็นเด็ก ม.6 คนหนึ่งที่อยากเรียนต่อในมหาลัยดังๆ คณะดังๆ อยากทำอาชีพที่ฝัน อยากประสบความสำเร็จ อยากทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจ แต่ตอนนี้เรารู้สึกเคว้งและไร้ทางไปมาก ย้อนไปตอนเราอยู่ ม.5 เรามีความฝันที่แน่วแน่ เราอยากเข้าคณะในฝันที่เราตั้งใจว่าเราจะทำให้ได้ ซึ่งเป็นคณะที่เราเลือกเอง เราทะเลาะกับพ่อแม่ว่าเราอยากเรียนเพราะเราชอบ เราไปขอเงินพ่อเรียนพิเศษ ลงคอร์สเรียนเพื่อที่เราจะสามารถเข้าคณะในฝันของเราได้ เราขยันและพยายามฝึกฝน จนเราขึ้นม.6 เราก็ยังไม่ละเลิกความฝันนั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่มหาวิทยาลัยเปิดรับสมัคร เรากลับทำลายความฝันของตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือ เราสมัครสอบไม่ทัน..

    คณะที่เราจะเข้านั้น เป็นคณะที่ต้องสอบวิชาเฉพาะ ซึ่งทางมหาลัยเปิดรับสมัครเพียงแค่ 1 อาทิตย์ วันที่เรารู้ข่าวคือวันสุดท้ายพอดี หลังจากที่มหาลัยปิดรับสมัครไปแล้ว 15 นาที หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้คงไม่คิดล่ะสิว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ เราจึงต้องตั้งสติและรอบคอบให้มาก วันนั้นเราเสียใจมาก เราโทรไปร้องไห้กับพ่อแม่ แฟน เราไลน์ไปบอกเพื่อน ว่าเราสมัครสอบไม่ทัน ทุกคนปลอบใจเรา ตำหนิเรา ว่าทำไมเราไม่รอบคอบ ใช่.. ทำไมนะ ทำไมเราไม่รอบคอบ ทำไมเราเป็นแบบนี้  วันนั้นเราเสียใจมาก เราด่าตัวเอง เรารู้สึกท้อแท้ สิ่งที่เราพยายามทำ ตั้งใจทั้งหมดเกือบ 1 ปี เงินที่พ่อให้เราเอาไปเรียนพิเศษต้องมาสูญค่าลงเพราะเราไม่รอบคอบ แค่นี้เองหรอ..

    วันนั้นตลอดวัน เรานั่งทบทวนกับตัวเองว่าทำไมเราเป็นคนแบบนี้ เราไม่อยากทำอะไรเลย เรารู้สึกสับสนมากว่าควรทำอย่างไรต่อ คณะนี้ มหาวิทยาลัยนี้เป็นสิ่งที่เราฝันไว้ตลอด เราไม่อยากได้ที่อื่น แต่เรารู็ว่ายังไงปีนี้เราก็ทำไม่ได้ เราโทรไปร้องขอที่คณะให้เปิดรับสมัครอีกรอบ แต่ก็แหงล่ะ เราเป็นใคร ทำไมมหาลัยต้องเปิดรับสมัครอีกรอบ แค่เพราะคนๆเดียว 
  • เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็ยังเสียใจกับสิ่งที่มันแก้ไขไม่ได้อยู่ เราพยายามให้กำลังใจตัวเอง บอกว่าสู้ๆ มันยังมีโอกาสและหนทางอีกเยอะ แค่ตอนนี้มันยังไม่ใช่วันของเรา ตอนนั้นเราเฟลมาก แต่แม่เราบอกว่า ถ้ามันเป็นคณะที่เราอยากได้จริงๆ ปีหน้าค่อยลองใหม่ก็ได้ เราเสียใจนะเพราะเราทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังในตัวเรา แต่เราก็ยังมีโอกาส เราไปสมัครสอบอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ซึ่งเป็นวิชาเฉพาะในแขนงเดียวกัน วันที่สอบข้อเขียนเราตื่นเต้นมาก เแต่เราก็บอกตัวเองซ้ำๆในใจว่าเราทำได้! และเราก็ทำได้ เราสอบผ่านข้อเขียน แต่มันยังไม่จบแค่นั้น เราต้องไปสอบสัมภาษณ์​ซึ่งการสอบสัมของคณะนี้เป็นอะไรที่โหดมาก เพราะคัดเด็กออกเกินครึ่ง และตรวจ Portfolio ละเอียดมาก เรากดดันและเครียดมาก แต่เราก็บอกตัวเองว่าเราจะพยายามให้เต็มที่ 

    ถึงวันสอบสัม เราตื่นเต้นตลอดเวลา เราได้ลำดับที่  16 ซึ่งเป็นลำดับกลางๆ ลำดับแรกถูกเรียกเข้าห้องไปตอนประมาณ 9.30 น. และออกมาหลังจากผ่านไป 5 นาที พอคนที่ 2 เข้าไปประมาณเกือบ 20 นาที ตอนนั้นเราทั้งเครียดทั้งตื่นเต้น เพราะอาจารย์สัมภาษณ์นาน กลัวไปหมด ผ่านไปเรื่อยๆ จนประมาณบ่ายโมง ใกล้ถึงคิวเรา เราเอาพอร์ตเราให้รุ่นพี่ที่คณะดู เค้าบอกงานเราน้อยเกินไป แต่เค้าก็เป็นกำลังใจให้นะ ตอนนั้นเรารู้สึกไม่ดีมากๆจนอยากร้องไห้ พอถึงคิวเรา เราก็เข้าไปในห้อง มีอาจารย์ 3 คน เราสัมไปประมาณ10 นาทีได้ ซึ่งเราว่าเร็วมาก เรารู้สึกได้ว่าตัวเองตอบคำถามไม่ดีเลย ตอนนั้นเรารู้สึกท้อแท้ และไม่หวังกับผลแล้ว เหมือนเรารู้ตัวเอง และวันที่ผลออก ใช่ เราไม่ติด...

    ตอนนั้นเรา blank มาก เพราะ เราไม่สามาถเข้าคณะที่เราอยากเข้าทั้งสองที่ เราทำไม่ได้ เราเห็นสายตาพ่อกับแม่ตอนเราบอกเค้าว่าเราไม่ติดนะ เราอยากร้องไห้เลยอะ เรารู้สึกถึงความผิดหวัง นั่นเป็นครั้งที่ 2 ที่เราท้อสุดๆ เรา lost มาก จนไม่รู้เลยว่าที่เราทำไม่ได้นั้น เพราะเราไม่ตั้งใจหรือเปล่า เพราะเราไม่รู้จริงๆหรือเปล่าว่าตอนนั้นเราต้องการจะเรียนอะไร คณะนี้เป็นคณะที่เราอยากเรียนจริงๆมั้ย.. เรานั่งคิดทบทวนกับตัวเอง แต่เราต้องพยายามต่อไป แม้เราจะยังไม่มั่นใจ แต่ยังไงเราก็ต้องมีที่เรียน 

    เรามีคณะสำรองเอาไว้ในใจ 2 คณะ คือ คณะ A จะต้องยื่นใน TCAS รอบ 3 และคณะ B อยู่ในรอบ 4 เรา (และเพื่อน) ค่อนข้างมั่นใจว่าคะแนนเราถึงทั้ง 2 คณะ แต่นั่นยิ่งทำให้เราเลือกไม่ได้ เราพยายามทบทวนตัวเองอยู่หลายๆรอบ หลังจากรอบ 2 ที่เราไม่มีสิทธิ์ยื่น เพราะเราไม่ติดแล้ว เราก็ยังรู้สึกหลงทางอยู่ดี ทั้ง 2 คณะ มีทั้งข้อที่เราชอบ และ ไม่ชอบ มันทำให้ตอนนั้นเรารู้สึกแย่ และไม่รู้จะไปทางไหน อ่านมาถึงตรงนี้คงจะคิดว่าทำไมเราเป็นคนโลเล ใช่เรารู้ตัวและเราก็ไม่ชอบตัวเองที่เป็นคนแบบนี้ เราไปปรึกษาเพื่อนเราได้คำตอบมาหลายแบบ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคนที่จะให้คำตอบเราได้ก็คือตัวเราเอง เราตัดสินใจได้ในคืนเดียว ว่าเราจะเลือกคณะ A เรามีความคิดว่านี่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เรานึกถึงตัวเองตอนเรียนพิเศษเพื่อสอบคณะที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก และเรารู้สึกเฟลมากที่คอร์สเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเราเลย เพราะสุดท้ายเราก็มาเลือกเรียนคณะ A ซึ่งเรากลัวว่าเราจะทำไม่ได้อีก แต่เราเชื่อว่าไม่มีอะไรยากกว่าความสามารถของเรา ถ้าเรายังมีความเชื่อมั่นอยู่ และเราตัดสินใจถูกแล้ว.

    ตอนนี้เราติดรอบสัมภาษณ์ คณะ A ในรอบ 3 ตามที่เราหวังไว้แล้ว แต่เรายังแอบมีความกลัวนิดๆว่าเราจะเรียนได้มั้ย เรียนจบไปแล้วเราจะหางานได้มั้ย แม้กระทั่งความคิดที่จะสละสิทธิ์รอบนี้แล้วไปรอบ 4 แต่เราก็พยายามบอกตัวเองเสมอว่า นี่คือเส้นทางที่เราต้องเลือก เราต้องเผชิญกับมัน การโลเลไปโลเลมาจะทำให้เราไม่เหลืออะไรเลย เราจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเลยว่า เราต้องทำให้ได้ อนาคตเป็นอย่างไรก็ไม่อาจรู้ 
    "เราเป็นคนกำหนดอนาคตของตัวเราเอง เพราะฉะนั้นเราต้องทำตอนนี้ให้ดีที่สุด" 

    เราอยากจะบอกทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ว่า เราอาจจะคยหลงทาง ไม่มีเป้าหมาย เราอาจจะท้อมาก ไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เราต้องให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ เราต้องไม่ท้อ สักวันหนึ่งมันจะเป็นวันของเราเอง วันที่เราจะพบตัวเอง และประสบความสำเร็จจนได้.
  • จริงๆแล้วตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ เราเพียงพยายามทำให้ตัวเองมีความสุขในตอนนี้ก็พอ เราจะพยายามค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งเราจะเจอเอง 

    พ่อกับแม่ไม่เคยบังคับให้เราเรียนนู่นนี่ เค้าไม่เคยบอกว่าเราต้องเรียนคณะนี้ๆ เค้าให้เราเลือกเอง แม้เราจะไม่ถูกบังคับ แต่เราก็รู้สึกได้ว่าพ่อกับแม่มีความคาดหวังในตัวเราและคงเสียใจที่เราทำตามที่พูดไม่ได้

    หลายคนอาจจะคิดว่าติดมหาลัยไม่ใช่ตัวการันตีว่าจะประสบผลสำเร็จหรือเปล่า เราก็ไม่ห้ามถ้าจะคิดอย่างนั้น แต่สำหรับเราการติดมหาลัยเป็นสิ่งที่เราทำให้พ่อกับแม่ได้




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
P.74257833 (@P.74257833)
สู้เค้านะ อย่ายอมแพ้ทุกๆเรื่องที่ผ่านเข้ามาทั้งดีไม่ดีจะสอนเราให้เข้มแข็งขึ้น สู้ๆ
namnuam (@namnuam)
@P.74257833 แง ขอบคุณค่า ;-;