เรื่องสั้นนอวอรอรอตอพอลอ
Last Christmas - คริสต์มาสครั้งสุดท้าย (2/3)
  • Previously on Last Christmas - ซานต้าคลอสประกาศผ่านทวีตเตอร์ว่าคริสต์มาสปี 2016 จะเป็นปีสุดท้าย สร้างความแตกตื่นไปทั่วโลก สถานีข่าวยักษ์ใหญ่ประกาศส่งทีมงานไปสัมภาษณ์สดเพื่อตอบคำถามที่ทุคนสงสัย ซานต้าคลอสเป็นใคร เขาทำในสิ่งที่เขาได้อย่างไร และทำไมเขาจึงคิดจะเลิกทำ


    "แม่ๆ ทำไมเขาเรียกคนนั้นว่าซานต้าคลอสล่ะครับ" เด็กชายวัยเจ็ดขวบหันหน้าจากรายการสัมภาษณ์ทีวีมาถามแม่
    "ก็นั่นคือซานต้าคลอสไงจ๊ะ"
    "ไม่เห็นเหมือนในหนังสือเลย"
    "อืมมม" แม่ของเด็กชายลังเล ไม่แน่ใจว่าจะตอบยังไง "... ก็พอดีคนวาดเขาไม่เคยเห็นซานต้าตัวจริงไงจ๊ะ เขาก็เลยไม่รู้ว่าซานต้าจริงๆ เป็นคนผิวสี"
    "คนผิวสีเป็นยังไงครับ"
    "ก็... แบบไม่ใช่ฝรั่งตัวขาวน่ะ"
    "เราก็ผิวสีหรือเปล่าครับ" เด็กน้อยก้มมองแขนสีเหลืองแบบเอเชียของตนเองอย่างไม่แน่ใจ
    "เอ่อ ก็ใช่เหมือนกันมั้ง แต่ส่วนใหญ่เขาเอาไว้เรียกคนที่ผิวคล้ำกว่าเราน่ะ แบบลุงซานต้าในทีวีนี่แหละ" 

    เด็กน้อยเลิกสนใจภาพในทีวีตอนที่รถของลุงขับเข้ามาในบ้าน ลูกพี่ลูกน้องของเขามักจะมาพร้อมของเล่นใหม่ๆ น่าสนใจเสมอ ผู้เป็นแม่จึงหันกลับไปสนใจรายการสดที่เรตติ้งกำลังถล่มทลายทุบสถิติการถ่ายทอดพิธีเข้าสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายดอน เจท รัมป์เมื่อสัปดาห์ก่อน


    "ดิฉันกำลังงงนะคะ และเข้าใจว่าทั่วโลกก็กำลังสับสนไม่แพ้กัน คือท่าน...."
    "เรียกคุณก็ได้ครับ"
    "ค่ะ อ่า... คุณซานต้าตล้อส บอกว่ามนุษย์ต่างดาวลักพาตัวท่านมาตั้งแต่ยังเล็ก?"
    "ถูกต้องครับ ผมเข้าใจว่าบ้านเกิดของผมจริงๆ คือทวีปแอฟริกา แต่เมื่อพันกว่าปีก่อนนั้น ที่นั่นยังไม่มีระบบทะเบียนราษฎร์ ผมเลยไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผมเป็นคนที่นั่นจริงหรือเปล่า"
    "ขอโทษนะคะ คือท่าน เอ้ย คุณพูดภาษาเราได้ดีมาก ไม่ต่างจากคนที่เกิดในนิวยอร์คเลย"
    "555 คุณต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าผมอยู่มานานมาก ตั้งแต่ก่อนพวกคุณจะตั้งประเทศเสียอีก คุณประกาศอิสรภาพเมื่อเกือบสองร้อยห้าสิบปีที่แล้ว เรื่องภาษาหรือสำเนียง ถ้าคุณมีเวลามากขนาดผมนั่นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย" จบประโยค ซานต้าคลอสดำก็พูดภาษาต่างๆ ยาวเหยียดกว่าหนึ่งนาที
    "ค่ะๆ เชื่อแล้ว ตะกี้คุณพูดว่าอะไรบ้างคะ" นักข่าวหญิงรุ่นใหญ่ของวงการถาม กริ่งเกรงบางถ้อยคำอาจจะต้องถูกหั่นหรือแทรกเสียงบี๊บตอนออกอากาศ
    "ผมแค่บอกว่าคุณเป็นผู้หญิงที่สวยมาก"
    "แหม..." นักข่าววัยกว่า 45 ทำหน้าขวยอายราวกับวัยสาวหวนกลับมาอีกครั้ง "คุณซานต้าก็ ..."
    "ผมแค่อยากบอกว่า ผมสามารถพูดได้ทุกภาษาและสำเนียงในโลกนี้ มันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงานครับ ไม่ใช่เด็กทุกคนจะใช้ภาษาไอซ์แลนด์หรือภาษาอังกฤษ"
    "ค่ะ กลับไปที่เรื่องมนุษย์ต่างดาวนะคะ คือมันทำใจให้เชื่อได้ยากน่ะค่ะ"
    ซานต้าทำตาปริบๆ มองนักข่าว ""ถามจริงๆ คุณคิดว่าผมสร้างที่นี่คนเดียวหรือครับ คือจริงๆ ตอนนี้คุณกำลังนั่งอยู่ในยานอวกาศแล้วนะครับ มันแค่จอดอยู่เฉยๆ เท่านั้นเอง" 
    "อุ้ยตาย ... เอ่อขอโทษค่ะ" นักข่าวทำตาเลิกลั่กมองไปรอบๆ ห้องสีขาวทรงกลมขนาดหกสิบตารางเมตร ตากล้องแพนกล้องตามสายตาอย่างรู้หน้าที่
    "มันอาจจะคล้ายหนังวิทยาศาสตร์ที่คุณดูมาหลายเรื่อง ผมไม่รู้ว่าพวกเขามาจากดาวไหน แต่พวกเขาก็มาถึงที่นี่แล้วเลือกร่อนลงตรงใจกลางมหาสมุทรที่หนาวเย็นนี้ เขาบอกว่าผมเป็นเด็กที่ถูกคัดเลือก ผมเติบโตมากับพวกเขาได้สิบกว่าปี พวกเขาก็ค่อยๆ ล้มหายไป คือการเดินทางข้ามทะเลอวกาศแน่ล่ะมันเป็นไปไม่ได้สำหรับชั่วอายุขัยของมนุษย์โลก แต่มันยาวนานมากพอสำหรับพวกเขา กว่าจะมาถึงพวกเขาก็สูงวัยมากพอแล้ว ซ้ำร้ายสภาพอากาศและจุลินทรีย์ของโลกนี้ก็ไม่เหมาะกับพวกเขานัก"
    "การที่ได้โตกับพวกเขามา ทำให้ผมได้เรียนรู้ภาษาของเขา ผมอ่านและพูดภาษาของพวกเขาได้มากพอที่จะใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ทิ้งไว้นี่ได้ ผมไม่เคยขับยานนี่ออกไปจริง แต่คิดว่าน่าจะทำได้ไม่ยากนัก"
    "ดิฉันเดาว่า คุณคงใช้เทคโนโลยีของต่างดาว ในการส่งของขวัญให้กับเด็กๆ ทุกปีจนกลายเป็นตำนาน"
    "ถูกต้อง คุณคงไม่คิดว่ากวางเรนเดียร์จะบินได้เองจริงๆ ใช่ไหม?"
    "แล้วท่านมีเกณฑ์ในการคัดเลือกอย่างไรคะ คือตามเรื่องราวที่ดิฉันและคนทั่วโลกได้ฟังมา ท่านจะจัดส่งของขวัญให้กับเด็กที่ทำความดีในปีนั้นๆ"
    "... และต้องเป็นเด็กชาวคริสเตียน ตามตำนานของพวกคุณ"
    นักข่าวอมยิ้ม เธอเรียนรู้ว่าการแสดงท่าทีไม่รู้ต่อหน้ากล้องนั้นไม่ใช่คุณสมบัติของมืออาชีพ รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก และการเอียงคอส่งคำถามทางสายตาแลดูมีเสน่ห์และฉลาดกว่า 
    "เอาแต่แรกเลยแล้วกัน มันนานมากแล้ว ผมเริ่มต้นจากการให้ของขวัญเด็กๆ ทุกคนในละแวกนี้ แน่นอนตอนนั้นประชากรไม่ได้เยอะมาก และแถวๆ นี้ก็มีชุมชนเพียงไม่กี่แห่ง หลายสิบปีผ่านไป เด็กๆ บางคนโตเป็นผู้ใหญ่ ออกเดินทางย้ายถิ่นฐานและรกราก ผมก็ตามไปให้ของขวัญกับลูกๆ ของเขา
    "จนถึงวันหนึ่ง ผมก็ทำแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไป เพราะมันชักจะแพร่พันธ์ุกันเยอะ ตามเวลาของพวกคุณมันก็ดูไม่ยาวนานนัก แต่กับคนที่มีชีวิตยาวนานขนาดผม พวกคุณแพร่พันธ์ุกันเร็วกว่ากระต่ายเสียอีก
    "ผมทยอยขายข้าวของที่นี่ไปส่วนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว และเอาเงินที่ได้ไปลงทุนและตั้งกองทุนลับๆ ขึ้นมา มันเยอะพอสมควรทีเดียว แต่ถ้าจะให้แจกเด็กทุกคนในโลกนี้แค่วันเดียวก็คงหมดไปภายในไม่กี่สิบปี
    "สุดท้ายผมก็คิดว่า เราควรต้องมีการคัดเลือก โชคดีที่เทคโนโลยีในยานนี้มีระบบ Surveillance ที่ก้าวหน้ามาก มันเชื่อมโยงกับกล้องโทรทัศน์ที่พวกเขาใช้ถ่ายทอดสัญญานกลับไปยังโลกของตัวเอง ซึ่งกล้องที่ว่าอยู่ห่างจากโลกไปประมาณห้าปีแสงเท่านั้น
    "ผมก็เลยใช้เวลาที่มีในการปรับจูนเทคโนโลยีพวกนี้ จนสามารถสอดส่องดูพฤติกรรมของเด็กๆ ในโลกได้"
    "เดี๋ยวนะคะ ถ้ากล้องอยู่ห่างไปห้าล้านปีแสง แปลว่าสัญญานต้องเดินทางจากโลกไปถึงกล้องใช้เวลาห้าปี และคุณดักสัญญานที่ส่งกลับมาที่นี่ ใช้เวลาทั้งหมดรวมกันสิบปี"
    "เยี่ยมมากครับ"
    "แปลว่ากว่าเด็กๆ ที่คุณสอดส่องดูก็ต้องเติบโตกันไปหมดแล้ว"
    "แปลว่าผมไม่ได้ดูเด็กๆ ครับ ที่ผมดูคือพฤติกรรมของพ่อและแม่ ที่น่าจะเชื่อได้ว่าลูกๆ ของพวกเขาน่าจะกลายมาเป็นเด็กดี ดังนั้น เด็กส่วนมากที่ได้รับของขวัญจากผมจึงมีอายุราวๆ 11 - 13 ปี
    "แทบจะทุกคนผมไปหา โตมาเป็นคนดีของสังคม น่าเสียดายที่บางคนก็ไม่ได้เอาของเล่นที่ผมให้ไปทำอะไรต่อ สมัยที่ยังไม่ได้ให้ของขวัญเป็นเช็ค ผมเคยเอาของจากต่างดาวไปให้ คุณคงรู้จักดาวินชี่นะ? เขาเป็นคนหนึ่งที่ผมไปเจอมา และได้ประโยชน์จากการพูดคุยกันเพียงชั่วโมงกว่าๆ มากมาย ผมเข้าใจว่าเขาเอาสิ่งที่ผมเล่าไปเป็นแบบร่างในสิ่งประดิษฐ์หลายต่อหลายตัวทีเดียว"
    "นี่เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะคะ ว่าลีโอนาร์โด ดาวินชี่ ได้แรงบันดาลใจจากประดิษฐกรรมจากต่างดาว"
    "555"
    "คุณหัวเราะได้เหมือนชาวไทยมากนะคะ ดิฉันเคยเห็นพวกเขามาโพสต์ลง social media ของเราและใช้เสียงหัวเราะแบบนี้ พวกเราเข้าใจกันมานานว่าท่านหัวเราะเสียง โฮโฮโฮ"
    "มีใครในโลกหัวเราะด้วยเสียงนั้นด้วยหรือครับ?" 
    "ไม่ค่ะ ดิฉันก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน" นักข่าวหัวเราะ "คุณพูดเหมือนกับว่าจำเด็กๆ ได้หมดทุกคน จำได้ไหมคะว่าคุณแจกของขวัญหรือเช็คของขวัญไปแล้วรวมๆ กี่คนหรือกี่ชิ้น"
    "สองแสนสามหมื่นเก้าร้อยสิบหกคนครับ ที่เคยได้ของใดๆ จากผมไป"
    "แหม ท่านตอบตัวเลขเป๊ะๆ โดยไม่ต้องคิดเลย"
    "ครับ คืออันดับแรก ถึงผมจะมั่วตัวเลขก็ไม่มีทางที่คุณจะพิสูจน์ได้อยู่ดี (นักข่าวหัวเราะ) อันดับสอง ผมภูมิใจกับเด็กๆ พวกนี้เกือบทุกคน และทำฐานข้อมูลเก็บไว้อย่างดี"
    "เกือบทุกคน แปลว่าก็มีบ้างที่ออกนอกแถว"
    "จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ครับ บางคนโตมาเป็นอาชญากรก็มี และบางคน ..." ซานต้าเว้นช่วงถอนหายใจ "... เอาเป็นว่าพันธุกรรมไม่ได้มีอิทธิพลต่อความดีของมนุษย์ในระยะยาวก็แล้วกัน"

    นักข่าวเหลือบดูนาฬิกา "คือเวลาของเราใกล้จะหมดแล้ว คุณพอจะบอกได้ไหมว่าทำไมถึงมีการประกาศว่าจะวางมือ"
    "คืออย่างนี้ครับ ทุกวันนี้มันยากเต็มทีที่จะเอาของขวัญไปแจก ระบบกันขโมยสมัยใหม่นี้ผมเจาะได้ก็จริง แต่มันเสียเวลาเกินไป แถมการขี่เลื่อนบินยังเสี่ยงต่อการจราจรทางอากาศของพวกคุณเยอะมาก ถ้าคุณบินได้ คุณจะเข้าใจ"
    "ก็คือเหตุผลเชิงการจัดการ?"
    "อีกส่วนหนึ่งก็เรื่องของจิตใจครับ ทุกวันนี้ผมเอาเช็คไปให้ ซึ่งคนส่วนมากจะพากันคิดว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่น ก็เลยไม่เอาเช็คไปขึ้นเงิน ซ้ำร้ายผมยังรู้สึกไม่ดีว่า เราไปให้คุณค่ากับตัวเงินเยอะเกินไป จนลืมคุณค่าความดีงามที่อยู่ข้างใน
    "อย่างที่เรียนให้ทราบ ผมจำเด็กๆ พวกนั้นได้ทุกคน เด็กบางคน ผมไม่ขอระบุนามแล้วกัน แม้ว่าจะโตเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองแล้ว กลับทำให้ผมรู้สึกผิดที่เคยคัดเลือกเขาขึ้นมา แน่นอนว่าเป็นส่วนน้อยมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี
    "แหม ถ้าทำให้คุณรู้สึกแย่ขนาดได้ขนาดนี้ก็คงมีพอสมควร"
    "ความรู้สึกมันไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณหรอกครับ มันอยู่ที่น้ำหนักของความหวังและความผิดหวัง เอาเป็นว่าสองแสนสามหมื่นเก้าร้อยสิบห้าคน ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังมากนัก"
    "เดี๋ยวนะคะ ... ก็คือมีแค่คนเดียวเท่านั้น ทีทำให้คุณเสียศรัทธาต่อมนุษย์โลกได้มากเพียงนี้"
    "คนเดียวก็มากเกินพอแล้วครับ"

    "เวลาหมดลงพอดี ไม่ทราบว่า เรายังสามารถกลับมาคุยกันใหม่ได้ไหมคะ หรือคุณอาจจะแวะไปคุยกับเราที่สถานี"
    "ผมอยากใช้เวลาที่มี อยู่คนเดียวเงียบๆ มากกว่า แถมผมเข้าใจว่าตอนนี้ ถ้าจะเดินทางเข้าไปที่ประเทศของคุณคงจะลำบากน่าดู เพราะตัวตนของผมไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว และผมก็ไม่ได้มีพาสปอร์ตของที่ประเทศไหนด้วย 
    "แต่ถ้ามีอะไรก็สอบถามมาทาง twitter ได้ครับ แต่ผมไม่รับรองว่าจะตอบทุกทวีต คงจะเลือกตอบเฉพาะที่รู้สึกว่าน่าสนใจหรือถ้าผมอยากตอบ"

    "ขอบคุณมากค่ะ วันนี้คุณซานต้าคลอส นอกจากจะมายืนยันว่าตำนานของเขาเป็นความจริงแล้ว ยังเปิดประเด็นใหม่ๆ อีกมาก เรื่องของมนุษย์ต่างดาว เทคโนโลยี และสถานีกระจายสัญญานที่อยู่ไม่ไกลนักจากโลกของเราเอง แปลว่ามีใครบนนั้นกำลังเฝ้ามองเราอยู่ ซึ่งดิฉันไม่อยากจะคิดว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรกับข้อมูลที่ได้ไป 
    "แต่ที่ดิฉันทราบก็คือ โลกนี้คงต้องเปลี่ยนไปอย่างมาก ทางสถานีคงจะเตรียมรายการวิเคราะห์โลกยุคหลังคริสต์มาสไว้มากมาย มีเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องของศรัทธา ความเชื่อ เศรษฐกิจ สังคม และปรัชญา ที่รอการอภิปรายและหาข้อสรุป 
    "อย่างไรก็โปรดติดตามกันต่อได้นะคะ สำหรับวันนี้ดิฉันขอสรุปรายงานสัมภาษณ์สดจากขั้วโลกเหนือกับคุณซานต้าคลอสไว้เพียงเท่านี้"


    ซานต้ายังถอดใจว่ะ นี่พวกเราเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ? #สงสารซานต้า
    ไม่นะ! #สงสารซานต้า
    ความดียังมีอยู่ #สงสารซานต้า
    พวกเราต้องทำอะไรสักอย่าง #สงสารซานต้า
    "พวกเราต้องทำอะไรสักอย่าง"
    มือที่เหี่ยวแห้งข้างหนึ่ง ยื่นไปปิดโทรทัศน์ ชายผมสีเหลืองทองผู้นั้น นิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนหันหลังกลับมาที่โต๊ะประชุม 
    "ผมคิดว่า นี่เป็นเรื่องเหลวไหลที่ร้ายแรงมาก นโยบายเคร่งครัดการตรวจคนเข้าเมืองของเราต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนั้น ชายผู้นั้นยังครอบครองเทคโนโลยีที่อาจทำให้โลกหัวเราะเยอะพวกเราได้"
    "แต่ ท่านประธานาธิบดีครับ ..."
    "ผมตัดสินใจแล้ว ..."

    Next on Last Christmas - เรือเดินสมุทร Santa Gift เดินหน้าผ่านภูเขาน้ำแข็งมาอย่างเต็มพลัง / "เราหมดหวังในตัวมนุษย์เร็วเกินไปไหมนะ?" / "ที่นี่มันที่ไหนนี่ และคุณเป็นใครกัน?" / "ถึงจะประกาศรีไทร์ตัวเองไปแล้ว แต่ฉันยังเหลือของขวัญชิ้นสุดท้าย ที่จะให้กับมนุษย์ทั้งแปดพันล้านคน" (fade to black)

    credit: Vladstudio (http://www.vladstudio.com/wallpaper/?christmas_santa_flying) 

    #sci-fi #ปรัชญา #ประชากรศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #วิทยาศาสตร์ #คริสต์มาส #ซานต้าคลอส

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in